ในเมื่อโลติดเห็นพ้องแล้ว หยางเจาเองก็อยากเห็นว่าเมืองลั่วหยางในยุคโบราณจะเจริญรุ่งเรืองเพียงใด จึงเดินตามเล่าปี่ออกไปด้านนอก
ขณะเดินเล่นบนท้องถนนไปได้ครู่หนึ่ง เล่าปี่ก็พลันเอ่ยขึ้นว่า “หุนเตี๋ยง เอ๊กเต๊ก พี่ชายมีเรื่องบางประการอยากจะพูดคุยกับศิษย์น้องเป็นการส่วนตัว พวกเจ้ากลับไปก่อนเถิด”
เตียวหุยเอ่ยขึ้นเป็นคนแรกว่า “พวกเรากลับไปแล้ว ใครจะคอยคุ้มครองพี่ใหญ่เล่า?”
“มีหยางซือหม่าอยู่ พี่ใหญ่ย่อมปลอดภัย” กวนอูเข้าใจว่าพวกเขามีเรื่องบางอย่างจะพูดคุยกัน จึงเอ่ยเสริมว่า “อีกอย่างในเมืองลั่วหยางเช่นนี้ ใครจะกล้าบุ่มบ่ามลงมือ? น้องสามอย่าได้รบกวนธุระของพี่ใหญ่เลย”
พูดจบ ทั้งสองคนก็ขอตัวแยกย้ายกลับไปก่อน
เล่าปี่ส่งสายตาเป็นอันรู้กันให้แก่กวนอู แล้วพาหยางเจาเดินเล่นบนท้องถนนต่อ
“ศิษย์พี่มีเรื่องอันใดโปรดเอ่ยมาได้เลยขอรับ” หยางเจามองออกว่าอีกฝ่ายมีเรื่องอยากพูดคุยกับตน และไม่อยากให้น้องร่วมสาบานทั้งสองคนได้ยิน
เล่าปี่เอ่ยถามตรง ๆ ว่า “ศิษย์น้องเคยเอ่ยกับอาจารย์หรือไม่ว่า อยากไปรับตำแหน่งเป็นนายอำเภอคุมอำเภอหนึ่งทางชายแดนทิศเหนือ เพื่อปกป้องบ้านเมืองให้แก่ราชวงศ์ฮั่น?”
เรื่องนี้เป็นสิ่งที่หยางเจาเสนอไว้เมื่อคืน การที่เล่าปี่รู้ได้ คงเป็นเพราะโลติดเพิ่งบอกเขาเมื่อครู่
“ใช่ขอรับ!” หยางเจายอมรับ
เล่าปี่เอ่ยต่อ “ศิษย์น้องช่วยเอ่ยกับอาจารย์ เปลี่ยนคำขอใหม่เป็นขอรับราชการอยู่ในลั่วหยางได้หรือไม่?”
“เพราะเหตุใดหรือขอรับ?” หยางเจาสงสัย ตนเองจะไปชายแดนทิศเหนือหรืออยู่ในลั่วหยาง เกี่ยวข้องอันใดกับเล่าปี่กัน? ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกันเลยสักนิด!
เล่าปี่เอ่ยด้วยสีหน้าลำบากใจว่า “เมื่อครู่อาจารย์บอกว่า ศิษย์น้องสร้างผลงานยิ่งใหญ่ แต่กลับขอไปรับราชการปกป้องชายแดนแคว้นโยวโจว แม้แต่ศิษย์พี่กงซุนจ้านก็ยังประจำการรักษาชายแดนอยู่ที่นั่น ส่วนข้ากลับขอรับราชการอยู่ในลั่วหยาง ดูไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไร ในฐานะศิษย์พี่ ข้าควรทำตัวเป็นแบบอย่าง”
ฟังถึงตรงนี้ หยางเจาก็กระจ่างแจ้งทันที
เมื่อครู่เล่าปี่ขอให้อาจารย์ช่วยเสนอชื่อรับราชการ ย่อมอยากอยู่ในลั่วหยาง เพราะที่นี่ใต้ร่มพระบารมี โอกาสเติบโตมีอยู่รอบตัว ซ้ำตนเองยังเป็นเชื้อพระวงศ์ ย่อมเลื่อนขั้นได้ง่าย
หยางเจายังเดาได้อีกว่า โลติดคงนำเล่าปี่มาเปรียบเทียบกับตนเอง จึงปฏิเสธคำขอที่จะอยู่ในลั่วหยาง ซ้ำยังต่อว่าเล่าปี่เสียยกใหญ่ ทั้งยังเป็นไปได้ว่าอาจารย์เคยเปรยไว้ หากเล่าปี่สามารถโน้มน้าวให้หยางเจายอมอยู่ในลั่วหยางได้ เขาก็ยินดีจะเสนอชื่อให้เล่าปี่รับราชการในลั่วหยางด้วยเช่นกัน
เล่าปี่ไร้ตัวตนมานานหลายปี กว่าจะไขว่คว้าผลงานจากศึกปราบกบฏโพกผ้าเหลืองมาได้ หากสามารถใช้ผลงานนี้ปักหลักอยู่ในลั่วหยางได้ย่อมดีที่สุด ทว่าการทำเช่นนี้จะดูมุ่งหวังลาภยศเกินไป จึงไม่อยากให้พวกกวนเตียวได้ยิน
“อาจารย์ยังบอกอีกว่า เตรียมจะเสนอชื่อศิษย์น้องเป็นนายอำเภอในแคว้นโยวโจว ส่วนข้าในฐานะศิษย์พี่ สามารถไปเป็นมือปราบ คอยช่วยเหลือกิจการของศิษย์น้อง ถือเป็นการฝึกฝนประสบการณ์” เล่าปี่ทำหน้าเศร้ากล่าวต่อ “ความจริงข้าไม่อยากไปชายแดนทิศเหนือ ยิ่งไม่อยากออกจากลั่วหยาง ขอศิษย์น้องโปรดช่วยข้าด้วย”
หยางเจาจำได้ว่า ในประวัติศาสตร์หลังศึกโพกผ้าเหลือง เล่าปี่เคยได้เป็นนายอำเภอจริง แต่ดำรงตำแหน่งได้ไม่นานก็เฆี่ยนตีขุนนางผู้ตรวจการจนต้องหลบหนี ยามนี้กลับกลายเป็นว่าแม้ตำแหน่งนายอำเภอก็ยังไขว่คว้ามาไม่ได้
“ความตั้งใจของศิษย์พี่ข้ารับรู้แล้ว แต่ข้าเองก็มีเส้นทางของตนเอง” หยางเจารู้สึกว่าเล่าปี่ยังคงยึดติดกับลาภยศสรรเสริญมากเกินไป ถึงได้ถูกโลติดปฏิเสธ จึงเอ่ยว่า “สิ่งที่ข้าคิดคือ การสังหารศัตรูปราบโจรขบถ รักษาความสงบตามชายแดน ความคิดนี้ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ขอศิษย์พี่โปรดเข้าใจข้าด้วย”
เล่าปี่ฟังแล้วก็เข้าใจทันทีว่าคงไม่อาจโน้มน้าวหยางเจาได้ จึงถอนหายใจอย่างจนปัญญา “ศิษย์น้องอุดมการณ์สูงส่ง เป็นศิษย์พี่ที่บุ่มบ่ามไปเอง”
หยางเจายิ้มเล็กน้อย ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดอีก ทั้งสองคนเดินเล่นต่อ บรรยากาศพลันแปรเปลี่ยนเป็นอึดอัดขึ้นมากะทันหัน
“วันนี้เป็นศิษย์พี่ที่ผิดเอง ขอศิษย์น้องอย่าได้ถือสา เอาเช่นนี้แล้วกัน ศิษย์พี่ขอเลี้ยงเหล้าเจ้าสักมื้อ ถือเป็นการไถ่โทษ” เล่าปี่เกิดเกรงว่าหยางเจาจะนำเรื่องนี้ไปฟ้องอาจารย์ จนทำลายภาพลักษณ์อันดีของตน และทำให้ไม่ได้แม้แต่ตำแหน่งมือปราบ จึงคิดจะใช้เหล้าสักมื้อมาซื้อใจคน
เมื่อเดินผ่านเหลาขายเหล้าแห่งหนึ่ง เขาก็พาหยางเจาเข้าไปด้านใน เล่าปี่เองก็อยากจะดื่มเหล้าคลายความกลุ้ม ระบายความคับแค้นใจ เหตุใดอาจารย์จึงไม่ชอบตน แต่กลับให้ความสำคัญกับหยางเจาเพียงคนเดียว
เมื่อเหล้าและอาหารมาครบ เล่าปี่ก็รินเหล้าให้หยางเจาหนึ่งจอก พลางเอ่ยไถ่โทษว่า “เมื่อครู่เป็นศิษย์พี่ที่เสียกิริยา ขอศิษย์น้องอย่าได้ถือสา”
“ศิษย์พี่เอ่ยเกินไปแล้วขอรับ” หยางเจายิ้มตอบตามมารยาท ดื่มเหล้าคารวะเขาหนึ่งจอก แสดงว่าไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
เล่าปี่เอ่ยต่อ “มีเพียงพวกเราสองคนดื่มเหล้ากัน ช่างน่าเบื่อยิ่งนัก เสี่ยวเอ้อร์ ไปนำหญิงงามมาให้ข้าสองคน!”
หยางเจา “...”
อดีตฮ่องเต้ริเริ่มการใหญ่ไม่ทันถึงครึ่ง ก็มาเต้นดิสโก้กลางคันแล้วหรือนี่!*[1]
สมกับเป็นศิษย์พี่ เสพสุขเก่งยิ่งนัก
เล่าปี่ได้รับเงินรางวัลมาบ้าง ถุงเงินจึงมั่งคั่งขึ้น ยามนี้อยากจะใช้จ่าย ขอเพียงมีเงิน คนของเหลาขายเหล้าแห่งนี้ย่อมบันดาลได้ทุกสิ่ง ไม่ช้าก็นำหญิงงามมาส่งให้สองคน
“ข้าไม่จำเป็นต้องใช้ เชิญศิษย์พี่สำราญตามสบายเถิดขอรับ” หยางเจาไร้ซึ่งความสนใจในสิ่งเหล่านี้
เล่าปี่เองก็ไม่เกรงใจ โอบซ้ายโอบขวาเสพสุขอย่างเพลิดเพลิน ความอึดอัดเมื่อครู่ถูกโยนทิ้งไปไว้ข้างหลังทันที
“หมิงกวาง!” ในตอนนั้นเอง เสียงอันคุ้นเคยก็ดังขึ้น
หยางเจามองตามเสียงไป เห็นโจโฉเดินทางมาถึงพอดี ด้านข้างยังติดตามมาด้วยชายรูปงามคนหนึ่ง จึงประสานมือกล่าวว่า “ที่แท้ก็คือเมิ่งเต๋อนั่นเอง!”
เล่าปี่เองก็จำโจโฉได้ ยิ้มกล่าวทั้งที่เริ่มมัวเมาว่า “โจตูเว่ยก็อยู่ด้วยหรือ มาร่วมดื่มเหล้าด้วยกันสิ!”
โจโฉไม่สนใจเขา หันไปแนะนำชายข้างกายว่า “เปิ่นชู ท่านนี้คือหยางหมิงกวางที่ข้าเคยเอ่ยถึง ป้องกันเมืองเยี่ยเฉิง ช่วยอ๋องกานหลิง ตีเมืองกว่างจง ผลงานสูงส่งยิ่งนัก ทั้งยังเป็นศิษย์คนใหม่ของท่านหลูจงหลาง”
อ้วนเสี้ยว นามรองเปิ่นชู!
เมื่อได้ยินคำแนะนำของโจโฉ สายตาของหยางเจาก็ไปหยุดอยู่ที่ร่างของอ้วนเสี้ยว
“ส่วนคนที่เมามายผู้นั้นก็เป็นศิษย์ของท่านหลูจงหลางเช่นกัน นามเล่าปี่ นามรองเสวียนเต๋อ!” โจโฉเอ่ยต่อ
อ้วนเสี้ยวเอ่ยด้วยท่าทางถือตัวว่า “เจ้าคือหยางเจาหรือ? เอาละ ถือว่ารู้จักกันแล้ว พวกเราไปกันเถิด!”
ตระกูลอ้วนสี่ชั่วคนสามเสนาบดี ต่อให้หยางเจาจะมีผลงานยิ่งใหญ่เพียงใด อ้วนเสี้ยวก็ไม่มีทางเห็นคนธรรมดาอยู่ในสายตา เขาเอ่ยขึ้นอย่างเรียบเฉย แล้วหมุนตัวเดินขึ้นชั้นสองไป
โจโฉส่งสายตาขออภัยให้ จากนั้นก็ขอตัวแยกย้ายตามไป
หยางเจาไม่ได้ใส่ใจต่อท่าทีของอ้วนเสี้ยว แต่ก็ช่วยยืนยันคำพูดที่โลติดเคยเอ่ยไว้ ว่าคนธรรมดายากที่จะปักหลักต่อหน้าพวกตระกูลขุนนางในลั่วหยางได้ การออกจากลั่วหยางชั่วคราว จึงเป็นทางเลือกที่ถูกต้องที่สุด
โดยไม่รู้ตัว เล่าปี่โอบกอดหญิงงามดื่มเหล้าจนเมามายหลับไป หยางเจาคร้านจะดูแลเขา จึงสั่งให้หญิงงามสองคนนั้นเปิดห้องพักให้เขาเสพสุขต่อ แล้วตนเองก็เดินทางกลับจวนของโลติด
“หมิงกวาง เป็นอย่างไรบ้าง?” โลติดกำลังรออยู่ที่ห้องโถงพอดี เรื่องที่เล่าปี่จะเอ่ยกับหยางเจานั้นอยู่ในความคาดหมายของเขาเรียบร้อยแล้ว
หยางเจากล่าวว่า “ศิษย์ไม่มีวันตอบรับศิษย์พี่ขอรับ”
“ดี!” โลติดยิ้มแย้มด้วยความพึงพอใจ
วันรุ่งขึ้น ในที่สุดโลติดก็ได้รับราชโองการให้เข้าวัง เพื่อรับการแต่งตั้งตามผลงานในการปราบกบฏ
พวกเขาเอาชนะกบฏและเดินทางกลับถึงลั่วหยางมาหลายวันแล้ว พระเจ้าเลนเต้ยามนี้เพิ่งจะเรียกพบโลติด ชี้ให้เห็นถึงความละเลยในการบริหารราชการแผ่นดินอย่างยิ่ง
ผลงานของโลติดมีไม่น้อย ทั้งยังมีจูฮงช่วยเอ่ยปากสนับสนุนอยู่ข้าง ๆ เขาเข้าวังไปรอบหนึ่ง ก็ได้รับการแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่ง จากเดิมที่เป็นเป่ยจงหลางเจียง ยามนี้ได้รับการเลื่อนขั้นเป็นไท่ผู หนึ่งในเก้าเสนาบดี!
โลติดอารมณ์ดีอย่างยิ่ง!
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว อีกสองสามวันถัดมา ฮองฮูสงและจูฮีที่รบชนะเดินทางกลับถึงลั่วหยาง ประกาศการปราบปรามกบฏโพกผ้าเหลืองอย่างเป็นทางการ บรรดาขุนนางใหญ่จึงปรึกษากัน เตรียมจัดงานเลี้ยงฉลองชัย เพื่อมาร่วมดื่มกินและพูดคุยถึงเรื่องราวการศึกปราบกบฏ
โลติดย่อมเข้าร่วมงานเลี้ยง ทั้งยังพาหยางเจาไปด้วย
สถานที่จัดงานเลี้ยงฉลองชัย คือเหลาขายเหล้าที่หรูหราที่สุดในเมืองลั่วหยาง
[1] อดีตฮ่องเต้ริเริ่มการใหญ่ไม่ทันถึงครึ่งก็มาเต้นดิสโก้กลางคันแล้วหรือนี่ เป็นมุกตลกในอินเทอร์เน็ตจีนที่แปลงมาจากฎีกาปราบเหนือของขงเบ้ง ซึ่งกล่าวถึงเล่าปี่ (ปฐมฮ่องเต้แห่งจ๊กก๊ก) โดยเปลี่ยนจากคำว่า 'ด่วนสวรรคตกลางคัน' เป็น 'แวะไปเต้นดิสโก้/ปาร์ตี้กลางคัน' เพื่อใช้แซวพฤติกรรมหนีไปเสพสุขเที่ยวเตร่ของเล่าปี่