สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 7 ตอนที่ 182 ยังไม่สิ้นสุด

        ตู้ซางเฉิงรู้สึกว่าตัวเองถูกหยามศักดิ์ศรี เขาไม่รู้สึกว่าการพูดกับชวีหลิวซีเมื่อครู่เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมเขารู้สึกว่าผู้หญิงก็เป็นเหมือนข้ารับใช้ของผู้ชายเท่านั้น ฉะนั้นตอนที่ชวีหลิวซีชี้ปลายจมูกแล้วเลือกเขาแล้วยังชี้เลือกคนอื่นอีกสามคน ตอนนั้นเขารู้สึกว่าตัวเองไม่มีหน้าที่จะเงยขึ้นมาอีกเลย

 

       ทางเดียวที่จะเปลี่ยนสถานการณ์ตรงหน้าก็คือ...ให้ผู้หญิงคนนี้ยอมรับผิดซะ

 

        ตู้ซางเฉิงก้าวเท้ายาว ๆ แล้วพุ่งเข้าไปจากนั้นก็ฟาดหมัดไปที่ใบหน้าของชวีหลิวซี

 

        ใบหน้าที่งดงามของหญิงสาวคนหนึ่งเขาไม่ได้ออมมือและไว้หน้าชวีหลิวซีแม้แต่น้อย ดูแล้วหากไม่อาจทำลายใบหน้าที่งดงามของนางได้หมัดนี้ก็คงไม่มีความหมายสำหรับเขาอีกต่อไป

 

        แต่สำหรับชวีหลิวซีหมัดนี้ไม่มีความหมายอะไรเลย

 

        พลังขอบเขตจุติสวรรค์

 

        มุมปากชวีหลิวซีกระตุกยิ้มขึ้น“อ่อนแอจนไม่รู้จะพูดอย่างไร”

 

        เมื่อคำพูดนี้ดังขึ้นราวกับมันเป็นคมดาบที่ทิ่มแทงหัวใจของทุกคน...พลังในขอบเขตจุติสวรรค์ก็คือความอ่อนแอจนไม่รู้จะพูดอย่างไรหรือ? นักเรียนชั้นปีที่หนึ่งที่เพิ่งเข้าสำนักวรยุทธ์ชางต่อให้ก่อนหน้านี้จะมีเวลาฝึกพลังวัตรมานานก็ตาม แต่อายุเท่านี้มีพลังในขอบเขตจุติสวรรค์มันไม่ปกติหรือ?

 

        ต่อให้จะเป็นนักเรียนชั้นปีที่สี่ก็ตามการที่มีพลังในขอบเขตจุติสวรรค์มันแปลกตรงไหน?

 

        แน่นอนว่าไม่แปลก นี่เป็นพัฒนาการของผู้ฝึกพลังวัตรโดยส่วนใหญ่แต่สำหรับอันเจิง ชวีหลิวซีและคนอื่น ๆ การพัฒนาระดับพลังแบบนี้ถือว่าช้าเกินไป ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นพื้นฐานทักษะทางด้านร่างกายของชวีหลิวซีก็ดีกว่าตู้โซ่วโซ่วและอันเจิงอยู่แล้ว บวกกับเวลาฝึกพลังวัตรที่มากกว่าคนอื่นหลายร้อยเท่ามันทำให้ความมั่นใจของชวีหลิวซีเต็มเปี่ยม

 

        วินาทีที่ตู้ซางเฉิงลงมือฝ่ามือของชวีหลิวซีก็ถึงตัวเขาแล้ว

 

        เพียะ!

 

        ตู้ซางเฉิงถูกตบไปหนึ่งครั้ง ตบนี้โดนใบหน้าของเขาอย่างแรงจนทำให้เกิดเสียงที่ดังก้องแม้กระทั่งทุกคนที่อยู่รอบ ๆ ต่างก็เสียวสันหลังไปตาม ๆ กัน

 

        “รู้สึกว่าตัวเองถูกหยามศักดิ์ศรีแล้วหรือ?”

 

        เพียะ!

 

        ในขณะที่ตู้ซางเฉิงกำลังชะงักอยู่นั้นฝ่ามือของชวีหลิวซีก็ตบเข้าไปที่ใบหน้าของเขาเป็นครั้งที่สอง“ในขณะที่เจ้าพูดคำเหล่านั้นเพื่อดูถูกข้าเจ้าก็ควรเตรียมพร้อมสำหรับการถูกหยามศักดิ์ศรีแล้วล่ะ”

 

        “ข้าจะฆ่าเจ้า!”

 

        นาทีนี้ศักดิ์ศรีของตู้ซางเฉิงก็ถูกเหยียบจนแตกสลายไปในพริบตา เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าวันหนึ่งจะถูกผู้หญิงตบต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ใบหน้าเขาบิดเบี้ยวด้วยความโมโห

 

        ตู้ซางเฉิงชกไปที่ใบหน้าของชวีหลิวซีเป็นครั้งที่สองส่วนชวีหลิวซีเพียงแค่ขยับไปด้านข้างอย่างผ่อนคลายอีกทั้งยังใช้มือซ้ายวางไว้ด้านหลังตลอด นางเลื่อนตัวไปด้านข้าง หมัดของตู้ซางเฉิงถูกส่งออกไปในระยะห่างจากใบหน้าชวีหลิวซีเพียงสามเซนติเมตรเท่านั้นหมัดนี้ทำให้เกิดเสียงลมที่พัดเข้ามา จากนั้นก็พัดไปด้านหลังอย่างแผ่วเบา

 

        แต่หมัดของตู้ซางเฉิงไม่ได้เบาขนาดนั้น แม้หมัดนี้ฟาดไม่โดนใบหน้าของชวีหลิวซีแต่มันฟาดไปที่ต้นไม้ด้านหลังที่ไม่ไกลจากนาง ขนาดต้นไม้เท่ากับขาคน โดยปกตินักเรียนมักจะใช้ต้นไม้พวกนี้ฝึกพลังวัตรเมื่อหมัดนี้ชกเข้ากับต้นไม้จึงเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว จากนั้นต้นไม้ก็ระเบิดแตกออกทันที

 

        หลังจากหมัดนี้ชกเข้าที่ลำต้นจนหัก มันก็เริ่มแตกกระจายกลายเป็นเศษไม้ลอยเกลื่อนกลาด

 

        เพียะ!

 

        ขณะที่ตู้ซางเฉิงชกต้นไม้จนหัก ชวีหลิวซีก็ยกมือขึ้นแล้วตบเข้าที่ใบหน้าของตู้ซางเฉิงอีกรอบ เสียงตบที่ดังลั่นก็เหมือนมีดเล่มหนึ่งมันแทงเข้ากลางใจและทำลายศักดิ์ศรีของเขาทีละน้อย นี่เป็นการแข่งขันที่ดุเดือด ฝ่ายหนึ่งดูดุร้ายและเถื่อนดิบส่วนอีกฝ่ายกลับดูผ่อนคลายและอ่อนโยน แต่ความดุร้ายและเถื่อนดิบของตู้ซางเฉิงไม่มีความหมายในสายตาชวีหลิวซีเลยแม้แต่น้อย

 

        หลังจากฝ่ามือชวีหลิวซีตบไปเป็นครั้งที่สามใบหน้าของตู้ซางเฉิงก็ปูดบวมเหมือนซาลาเปาแล้ว ตอนนี้เขาเหมือนหัวหมูที่ดูทุเรศเหลือทน

 

        “มารดามันเถอะ!”

 

        ตู้ซางเฉิงสบถออกมาด้วยความโมโหจากนั้นก็ยกเท้าถีบไปที่ชวีหลิวซี ถีบนี้ใช้พลังที่เขามีทั้งหมดหากเท้านี้โดนชวีหลิวซีละก็ ไม่อยากจะคิดเลยว่าจะเป็นอย่างไร

 

        ร่างชวีหลิวซีลอยขึ้นอย่างรวดเร็วปลายเท้าเหยียบที่น่องของตู้ซางเฉิงเบา ๆ ดูแล้วราวกับแมลงปอแตะผิวน้ำก็ไม่ปานแต่ทว่าขาของตู้ซางเฉิงก็ถูกกดลงอย่างไม่อาจควบคุมได้ แกรก! ขาของเขาถูกเหยียบจนหักการแตกหักของกระดูกขาดูแล้วช่างน่าขนลุกยิ่งนัก

 

        “เจ้าคนชั้นต่ำ กล้ามาเหยียบขาข้า...”

 

        ตู้ซางเฉิงเจ็บจนลงไปนั่งกองบนพื้น ปากยังตะโกนออกมาไม่หยุดแต่ทันใดนั้น เท้าของชวีหลิวซีก็ฟาดไปที่ปากเขาแล้ว “ข้าไม่ควรเหยียบขาเจ้าสินะควรฟาดปากเจ้ามากกว่า”

 

        แรงของปลายเท้าที่ฟาดไปคล้ายจะไม่ได้รุนแรงมากแต่กลับทำให้ปากของตู้ซางเฉิงฉีกออกทันที ฟันในปากจำนวนมากร่วงลงพื้น ตัวเขาเอนไปทางด้านหลังอย่างน่าหวาดกลัวจากนั้นหัวก็ฟาดลงบนพื้นอย่างแรง

 

        “ของชั้นต่ำ...”

 

        ตู้ซางเฉิงยังตะโกนออกมาด้วยความเจ็บปวดตอนนี้แทบจะฟังคำที่เขาพูดไม่รู้เรื่องแล้ว

 

        ชวีหลิวซีเดินเข้ามาด้วยใบหน้าที่ไร้อารมณ์จากนั้นก็ใช้เท้าเหยียบไปที่ปากของตู้ซางเฉิง “มีคนเคยสอนข้าว่าเป็นลูกผู้หญิงต้องรู้จักปกป้องตัวเอง และห้ามทนต่อการดูถูกของคนอื่นเด็ดขาดหากมีคนมาเหยียดหยามเจ้าครั้งแรกแล้วเจ้ายังทนอยู่อย่างนั้นครั้งต่อไปก็จะเพิ่มความรุนแรงเป็นเท่าตัวหากมีคนใช้กำลังในการเหยียดหยามเจ้าแล้วเจ้ายังอดทน อย่างนั้นครั้งต่อไปเขาก็จะเพิ่มความชั่วร้ายมากยิ่งขึ้น”

 

        “คนที่บอกสิ่งเหล่านี้กับข้ายังบอกอีกว่า หากมีคนดูถูกเจ้าด้วยคำพูดเจ้าก็ฉีกปากมันซะ หากมีคนใช้กำลังกับเจ้าอย่างนั้นเจ้าก็ต้องหักแขนหักขาคนคนนั้นซะ”

 

        ขณะที่ชวีหลิวซีกำลังพูดสิ่งเหล่านี้อยู่ราวกับความมั่นใจของนางได้เพิ่มพูนมากขึ้น “เดิมทีข้าเป็นคนที่ขี้ขลาดมาก เพราะตอนเด็กๆ ข้าเคยถูกสั่งสอนมามากมาย บอกว่าเป็นผู้หญิงอย่าคิดต่อต้านเพราะมันจะเสียเปรียบมากกว่า อะไรที่ทนได้ก็ทนไป”

 

        “นี่ไม่ใช่เรื่องที่ถูก เพราะความอดทนที่ผู้หญิงมีต่อผู้ชายทำให้พวกเจ้าไม่คิดว่าคำพูดดูถูกเหยียดหยามของตัวเองนั้นไม่เหมาะสมพวกเจ้าคิดว่ามันเป็นเรื่องที่สมควรสินะ”

 

        ชวีหลิวซีออกแรงเหยียบอีกครั้ง“นั่นไม่ใช่เรื่องที่สมควรเลย ไม่ว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายหากถูกรังแกหรือหยามศักดิ์ศรีก็ควรโต้ตอบ”

 

        “หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”

 

       จางต้าโถงอาจารย์ของตู้ซางเฉิงยืนขึ้นแล้วตะโกนด้วยสีหน้าที่เย็นยะเยือก“เจ้าผู้หญิงคนนั้นมาจากไหนกัน ทำไมถึงเถื่อนแบบนี้!ดูก็รู้ว่าที่บ้านคงไม่มีใครสั่งสอน ยังไม่หยุดอีก!”

 

        “หยุดเดี๋ยวนี้?”

 

        ชวีหลิวซีหันกลับมามองจางต้าโถง “อาจารย์ตอนที่ศิษย์ท่านหยามศักดิ์ศรีข้า ท่านเคยให้เขาหุบปากบ้างหรือไม่?”

 

        จางต้าโถงพูดขึ้น “หยามเจ้าแค่นี้แล้วจะทำไมหรือใครก็ว่าเจ้าไม่ได้? พูดกับตีเหมือนกันหรือไม่? หากเจ้ายังทำตัวเถื่อนแบบนี้ข้าจะใช้กฎสำนักวรยุทธ์ชางกับเจ้าแล้วนะ”

 

        อันเจิงเดินไปด้านหน้าของจางต้าโถงจากนั้นก็จ้องดวงตาทั้งสองของเขาพร้อมพูด “อย่างนั้นอาจารย์เคยได้ยินหรือไม่...ศิษย์ท่านใช้คำพูดอะไรมาด่าคน?”

 

        จางต้าโถงเถียงกลับ “หากด่าคนแล้วใช้คำที่น่าฟังอย่างนั้นจะเรียกว่าด่ารึ?”

 

        อันเจิงยักไหล่ “อย่างนั้นหากตีคนแล้วไม่ตีให้ฝ่ายตรงข้ามยอมแพ้นั่นจะเรียกว่าตีหรือ? การประลองหากไม่มีใครยอมแพ้ นั่นจะเรียกว่าประลองหรือ? ข้าว่าศิษย์ของท่านยังไม่ได้ยอมแพ้นะ หรืออาจารย์คิดว่าศิษย์ของท่านแพ้แล้ว?”

 

        จางต้าโถงมองอันเจิงด้วยความโมโห“เจ้าเป็นใคร? แล้วมีสิทธิ์มายุ่งอะไรด้วย?!”

 

        อันเจิงตอบกลับ “ศิษย์ชื่ออันเจิงเป็นนักเรียนชั้นปีที่หนึ่งในสำนักวรยุทธ์ชางนางเป็นคนในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ของข้า ฉะนั้นเรื่องนี้เกี่ยวกับข้า”

 

        “อันเจิง...”

 

        จางต้าโถงนึกขึ้นได้ทันทีช่วงครึ่งปีมานี้ตัวเขาไม่ค่อยมีเวลาอยู่ในเมืองฟางกู้แต่เมื่อกลับมาก็ได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับอันเจิงมากมาย และเมื่อวานชายหนุ่มผู้ที่ไม่สะดุดตาคนนี้เพิ่งจะส่งท่านเจ้ากรมพิธีการที่เป็นขุนนางระดับสองลงนรกไปเอง

 

        จางต้าโถงชะงักไปครู่หนึ่งจากนั้นก็พูดด้วยเสียงที่อ่อนโยนขึ้น “ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร อย่างไรก็ต้องใช้เหตุผลกฎของสำนักวรยุทธ์ชางคือห้ามทำร้ายคนอื่น เพื่อนเจ้าทำร้ายคนอื่นจนบาดเจ็บข้าเป็นถึงอาจารย์ ขอยุติการประลองซะตั้งแต่ตอนนี้”

 

        อันเจิงยิ้ม “มีบางคำก็ไม่อาจจะกลั้นไว้ได้”

 

        จางต้าโถงพูด “เพียงแค่คำพูดเท่านั้นเองไม่มีอะไรที่จะต้องกลั้นเอาไว้”

 

        อันเจิงจ้องตาของจางต้าโถงจากนั้นก็พูดอย่างจริงจัง “มารดามันเถอะ”

 

        สีหน้าจางต้าโถงเปลี่ยนเป็นขาวซีดทันทีจากนั้นในแววตาก็ประกายความโมโหออกมา “ไม่เคารพอาจารย์ ข้าไม่สนว่าเจ้าจะเป็นใครวันนี้ข้าจะสั่งสอนเจ้าแทนอาจารย์เจ้าเอง!”

 

        เขายกมือขึ้น ทันใดนั้นข้อมือของเขาก็ถูกจับเอาไว้ จางต้าโถงหันกลับมามอง จึงเห็นฉางฮวันที่มีใบหน้าเฉยชา

 

        ฉางฮวันลากจางต้าโถงถอยหลังมาหลายก้าว“หากอาจารย์จะสั่งสอนนักเรียนก็ไม่มีปัญหา แต่ต้องดูก่อนว่าเป็นศิษย์ของใครข้าไม่ได้สั่งสอนศิษย์เจ้าฉะนั้นไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็ไม่มีสิทธิ์มาสั่งสอนศิษย์ข้า”

 

        จางต้าโถงอ้าปากค้างแต่ก็อดกลั้นความโมโหนั้นไว้ เมื่อหันไปมองตาอันเจิงก็เห็นความดุร้ายประกายออกมาจากแววตาของเขา

 

        สนามประลองเงียบสงบประมาณหนึ่งนาทีจางต้าโถงจึงหันไปมองตู้ซางเฉิงแล้วตะโกนขึ้น “อับอายขายหน้าจริง ๆยังไม่รีบไสหัวไปอีก!”

 

        ตู้ซางเฉิงเพียงแค่ถูกตีปากแตกไปข้างหนึ่งเท่านั้นไม่ได้รับบาดเจ็บภายในอะไรมาก หากชวีหลิวซีอยากทำละก็การจะทำลายพลังวัตรที่เขามีไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลยด้วยความแข็งแกร่งของพลังที่ชวีหลิวซีมี บวกกับความรู้ด้านการแพทย์เกี่ยวกับพื้นฐานพลังวัตรและสัดส่วนร่างกายมนุษย์การทำลายพลังวัตรของตู้ซางเฉิงทำได้ง่าย ๆ เพียงแค่หมัดเดียว

 

        ตู้ซางเฉิงลุกขึ้น จากนั้นก็มองเขม่นชวีหลิวซีด้วยความโมโหแล้วสะบัดหน้าเดินออกไป

 

        “ช้าก่อน”

 

        ฉางฮวันกลับไปนั่งแล้วพูดขึ้น“ยังไม่สิ้นสุดการประลอง เจ้าจะรีบไปไหน?”

 

        เดิมทีสีหน้าของตู้ซางเฉิงก็แย่อยู่แล้วตอนนี้ยิ่งดูทุเรศกว่าเก่า ส่วนสีหน้าของจางต้าโถงก็ดูแย่พอ ๆ กัน ทั้งยังดูดุร้ายเหมือนสัตว์ป่าแต่พวกเขากลับทำอะไรไม่ได้

 

        ฉางฮวันพูดอย่างจริงจัง“เป็นคนต้องมีกฎเกณฑ์ จะทำอะไรต้องมีเปิดและปิด เจ้ายังไม่ได้ยอมแพ้ฉะนั้นการประลองนี้ก็ยังไม่ได้สิ้นสุด”

 

        ตู้ซางเฉิงชะงักไปครู่หนึ่ง สุดท้ายก็เปล่งเสียงออกมาเบาๆ “ข้าแพ้แล้ว!”

 

        เขาหันหน้าเดินหนีแต่ยังไม่ทันก้าวถึงสามก้าวก็ถูกฉางฮวันเรียกอีกครั้ง “ช้าก่อน...การประลองในครั้งนี้เจ้ายอมแพ้เพียงคนเดียวก็ยังไม่นับว่าสิ้นสุด เพราะศิษย์ข้าขอท้าประลองกับพวกเจ้าทั้งสี่คนพวกเขาอีกสามคนยังไม่ยอมแพ้ ฉะนั้นการประลองต้องดำเนินต่อไป...มีเพียงสองทางเลือกทางเลือกแรกคือพวกเจ้าทั้งสี่คนล้มชวีหลิวซี อีกทางเลือกก็คือชวีหลิวซีล้มพวกเจ้าทั้งสี่คนเพราะฉะนั้น...จุดสิ้นสุดการประลองยังอยู่อีกไกล”

 

        สีหน้าจางต้าโถงเปลี่ยนจนดูแย่มากกว่าเดิม“รองเจ้าสำนัก!”

 

        ฉางฮวันถามด้วยสีหน้ายียวน “มีปัญหาอะไรหรือไม่?”

 

        จางต้าโถงอ้าปากค้างอยากระเบิดความโมโหออกมาแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำเช่นนั้น ฉางฮวันมีชื่อเสียงด้านใดอาจารย์ในสำนักวรยุทธ์ชางต่างรู้ดี หากคิดจะมีเรื่องกับฉางฮวันสู้มีเรื่องกับเจ้าสำนักยังจะดีเสียกว่า เจ้าสำนักอาจจะพอไว้หน้าคนอื่นบ้างแต่ฉางฮวันไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น ฉะนั้นในสำนักวรยุทธ์ชางคนอื่นมักจะเรียกฉางฮวันลับหลังว่าเป็นเจ้าบ้าฉางฮวัน

 

        ชวีหลิวซีหมุนตัว จากนั้นก็สูดหายใจเข้าลึกๆ “อย่างนั้น ศิษย์พี่ทั้งสี่โปรดชี้แนะด้วย”

 

        คนที่เหลืออีกสามคนมองหน้ากันเลิ่กลั่กพวกเขาไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี จะสู้กัน? สี่คนรุมหนึ่งคนก็คงไม่ดี แล้วยังเป็นผู้หญิงเรียนชั้นปีที่หนึ่งอีกด้วยหากชนะการประลองก็ไม่ได้ดูดีเลยสักนิด ยิ่งถ้าพวกเขาทั้งสี่คนรุมตีผู้หญิงหนึ่งคนแล้วยังแพ้อีกละก็นั่นยิ่งเป็นการขายหน้าไปกันใหญ่

 

        ทั้งสี่คนมองหน้ากันไปมา ข้ามองเจ้าเจ้ามองข้า ไม่มีใครรู้ว่าจะทำอย่างไรดี ทุกคนต่างรู้สึกเสียใจเสียใจที่ปากตัวเองไม่ดี หากเมื่อครู่ตัวเองไม่พูดจาทุเรศแบบนั้นตอนนี้พวกเขาคงไม่ต้องตกที่นั่งลำบากแบบนี้ แม้แต่อาจารย์ของตัวเองก็ไม่อาจตัดสินได้ว่า...พวกเขาทั้งสี่คนควรยอมแพ้หรือควรประลองต่อไป

 

        ผู้คนที่มุงดูรอบด้านมากขึ้นเรื่อย ๆต่างก็วิพากษ์วิจารณ์ไปต่าง ๆ นานา

 

        คำพูดเชิงกล่าวโทษเริ่มดังขึ้นความโมโหของพวกเขาทั้งสี่คนถูกจุดประกาย จากนั้นก็มายืนล้อมตัวชวีหลิวซี

 

        “ในเมื่อนี่เป็นสิ่งที่เจ้าเลือกอย่างนั้นก็อย่าโทษพวกเราละกัน”

 

        “ข้าก็จะฉีกปากเจ้าให้แหลก!”

คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

นิยาย แฟนตาซี
127K 373
นี่ข้าเป็นเพียงตัวประกอบงั้นรึ

นี่ข้าเป็นเพียงตัวประกอบงั้นรึ

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
215K 948
ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

นิยาย แฟนตาซี
161K 179
จอมกระบี่กบฏสวรรค์

จอมกระบี่กบฏสวรรค์

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
5.35M 1277
ยุทธเวทผลาญปีศาจ

ยุทธเวทผลาญปีศาจ

นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
223K 810
อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
213K 1367
มหาวิบัติยีนกลายพันธ์ุ

มหาวิบัติยีนกลายพันธ์ุ

นิยาย แฟนตาซี
196K 740
เทพกระบี่เงาสังหาร

เทพกระบี่เงาสังหาร

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
717K 554
พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

นิยาย เกมออนไลน์
479K 1734
ประชา : 2090 (จบแล้ว)

ประชา : 2090 (จบแล้ว)

นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
18K 258