อี้เฉินรอนแรม ผ่านทุ่งโล่งสีชาด เข้าสู่ทวีปเหมันต์ ตงเหลิน มาร่วมๆ 2เดือน เข้าสู่เขตแดน ป่าเยือกแข็งอเวจี แม้กายาของเขาจะอยู่ในขั้น กายเนื้อศักดิ์สิทธิ์ก็ยังไม่อาจทนต่อความหนาวเหน็บ เย็นเยือก เสียดแทงกระดูกของสถานที่แห่งนี้ได้ การใช้ปราณพลังสร้างเสื้อผ้าขึ้นมาสวมใส่แทบไม่ได้ช่วยอะไรตัวอี้เฉินในยามนี้มากนัก มันแทบไม่ต่างอะไรกับเขาที่เดินเปลือยเปล่า ท่ามกลางหิมะที่ตกโปรยปราย แม้รอบๆ จะเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ไกลสุดลูกหูลูกตา ทว่ากลับมองเห็นแต่หิมะที่ขาวโพลน ตกลงมาจนหิมะหนาเป็นชั้นๆ
น้ำแข็งกัดเท้าเริ่มส่งผลให้การเดินทางของอี้เฉิน ช้าลง รอยเท้าที่เขาก้าวเดิน แต่งแต้มไปด้วยสีแดงฉาน เลือดภายในกายเริ่มจะแข็งตัว บาดแผลจากความเย็นเยือก ทำให้กายามีบาดแผลหลายแห่ง ยังดีที่ได้หนังของหมาป่าหิมะที่ฆ่าสังหาร คุ้มกันกายาไม่เช่นนั้น เขาคงได้หนาวตายไปแล้วเป็นแน่
ทว่า แขนข้างขวาสีดำทมิฬ ที่ประสานเข้ากับกายาอี้เฉิน ยามนี้มันเจ็บปวดรวดร้าวออกมาไม่ขาด ประหนึ่งมันไม่ใช่แขนของอี้เฉินอีกต่อไป แต่เมื่ออี้เฉินเห็นว่าอายความชั่วร้ายไม่ได้ลุกลามเขาจึงค่อยเบาใจเดินทางฝ่าหิมะไปในทิศทางด้านหน้า ราวกับคนที่ไร้จุดหมาย
แม้ดวงตาจะเต็มไปด้วยความอิดโรย กายาบอบช้ำไม่น้อย ทว่าประกายแสงในกรอบสายตายังวูบไหว เต็มเปี่ยมด้วยความยึดมั่น อาการบาดเจ็บจากเทพสวรรค์ก็หายเป็นปลิดทิ้ง พร้อมจะเลื่อนขั้นพลังเทวะ
จู่ๆ อี้เฉินก็รู้สึกถึงปราณพลัง ที่ปะปนมากับพายุหิมะ แถมพวกเขายังมากันกลุ่มใหญ่หลายสิบคน เหมือนพวกเขาจะไล่ล่าอะไรบางอย่างอยู่ อี้เฉินตกใจอยู่ไม่น้อย ร่วมๆ เดือนแล้วที่เขาไม่ได้พบเจอกลุ่มคน ครั้นคิดเช่นนั้นได้ เขาพุ่งปราด ไปตรวจดูกลุ่มคนพวกนั้นเสียหน่อย
"คงไม่ใช่พวกเขามาตามไล่ล่า ตัวข้าหรอกนะ" อี้เฉินอดไม่ได้ที่จะกล่าวพูดออกมา ทว่าในใจอี้เฉิน หวาดหวั่นไม่น้อยครั้นรับรู้ถึงขั้นพลัง เทวะของเหล่าจอมยุทธ์ หลายสิบคน ที่อยู่ในทิศทางเบื้องหน้า
อี้เฉินเก็บซ่อนปราณพลังไว้อย่างมิดชิด กลมกลืนไปกับหิมะโดยรอบ ไม่ให้เกิดซุ่ม เสียงแต่อย่างใด ทว่าเมื่ออี้เฉินได้ยินเสียง ต่อสู้จากในทิศทางด้านหน้าไม่ห่างจากเขามากนัก มาพร้อมเสียงของสัตว์ขี่ที่ร้องคำราม ออกมาเสียงดังกู่ก้อง
มันจึงทำให้ อี้เฉิน ถอนหายใจออกมายาว "พวกเขาไม่ได้คิดจะมาไล่ล่าฆ่าสังหาร ตัวข้าสินะ" ทว่าไม่รู้เหตุใด เหมือนมีบางอย่างสะกิดใจให้อี้เฉินต้องเข้าไปดู ครั้นเมื่อในกรอบสายตา จดจำปราณพลังที่คุ้นเคยถูกสำแดงออกมา ในกรอบสายตาของอี้เฉิน มันก็นำพาให้ดวงตา อี้เฉิน วูบไหว ทอประกายในฉับพลัน
"นั้นมัน ยี่ผิงแห่งเผ่าสงครามไม่ใช่หรือ กงม่อจือ เองก็อยู่ที่นี่เช่นกัน เหตุใดพวกเขาถูกไล่ล่าภายในป่าเยือกแข็งอเวจี ได้เล่าสถานที่แห่งนี้ห่างจาก เผ่าสงครามไปไม่น้อยไม่ใช่หรือ" อี้เฉินครุ่นคิดด้วยความสงสัย 'หรือพวกเขาเข้ามาค้นหา สิ่งล้ำค่าบางอย่าง'
ด้าน กลุ่มของยี่ผิง กายาเต็มไปด้วยบาดแผล เหนื่อยล้าหายใจหอบถี่อยู่ไม่น้อย พวกเขาปลดปล่อยปราณพลังเต็มกำลัง หมายมั่นจะเปิดทางหลบหนี ให้คุณหนูของพวกเขา ฝ่าวงล้อมออกจากศัตรูเผ่าอสูรฟ้า "คุณหนูยี่ผิง ท่านต้องหนีรอดออกไปให้ได้ ไม่เช่นนั้นสิ่งที่พวกเราทำมา จะสูญเปล่า"
ยี่ผิง ครั้นได้ยินกลุ่มคนของพวกเขาคิดจะสละตัวเอง เพื่อนางมันจึงทำให้ใบหน้าของนางรู้สึกผิดไม่น้อย ทว่าดวงตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความยึดมั่น กลับประกายไฟลุกโชนด้วยความโกรธแค้น
คุณชายจางอู๋จี้ แห่งเผ่าอสูรฟ้า ดินแดนแห่งมือสังหารเทพ ยกยิ้มครั้นเห็น คุณหนูยี่ผิง ยังไม่คิดถอดใจยอมแพ้ แม้พวกเขาจะทำสงครามมาเนิ่นนาน กับเผ่าสงคราม ไม่คิดเลยว่าวันนี้พวกเขาจะเจอเหยื่ออันโอชะ เฉกเช่นนี้ ไม่คิด คุณหนูยี่ผิง ผู้นี้จะใจกล้าห่อฟ้าแอบลักลอบ เข้ามาผสานรวม เข้ากับหินเทพเจ้าภายใน เหมืองร้างของเผ่าอสูรฟ้า หากนางรอดพ้นไปได้ ภายภาคหน้าตัวนางจะต้องกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่โดยไม่ต้องสงสัย
"เจ้าจะหนีไปไหน คุณหนูยี่ผิง เรามาทำข้อตกลงกันดีกว่า ไม่แน่เผ่าของเจ้ากับข้าอาจจะจบสงครามครั้นนี้ได้ เนื่องด้วยเจ้าในยามนี้ผสานรวม เข้ากับหินเทพเจ้าเข้าไปแล้ว หากพวกเราสองเผ่าพันธุ์แต่งงานกัน สงครามครั้นนี้ก็อาจจะยุติลง" คุณชายจางอู๋จี้ กล่าวทว่าประกายตาแฝงด้วยไฟราคะ
เหล่าผู้ติดตาม ยี่ผิง สบถด่าออกมาในทันที "คุณหนูยี่ผิงอย่าไปสนใจ คำพูดของพวกมัน ท่านแม่ของท่าน ที่ถูกจับไปก็ถูกฆ่าสังหารเช่นกัน พวกมันแค่หวังอยาก ผสานรวมกับหินเทพเจ้า เท่านั้น พวกเราจะเปิดทางให้ท่านหนีเอง"
คุณชายจางอู๋จี้ ครั้นได้ยินผู้ต่ำต้อย เอ่ยคำพูดสอดการสนทนา เขาเดือดดาลเป็นโทสะ "พวกเจ้าช่างรนหาที่ตายนัก พวกเราฆ่าสังหารพวกมันเสีย ส่วนคุณหนูยี่ผิง จับตัวนางมาให้ข้า"
เมื่อ คุณชายจางอู๋จี้ เอ่ยสั่งการ จิตสังหารก็โหมซัดอย่างรุนแรง สัตว์ขี่อสูรฟ้าโบกสะบัดปีกอย่างบ้าคลั่ง ก่อนจะพุ่งปราดเข้าหา กลุ่มของยี่ผิง ราวกับคลื่นทะเลที่โหมเข้าใส่ชายฝั่ง ปราณพลังขั้นเทวะล้นทะลักทลาย ท่วมท้นท้องฟ้า เสียงฆ่าถูกคำรามออกมาด้วยความเกรี้ยวกราด ดังกึกก้อง
"รีบกางม่านพลังแล้วส่งคุณหนูออกไปเร็วเข้า" กงม่อจือกล่าว ทว่าแววตาของเขา พร้อมที่จะสละชีพเพื่อให้นาง หลบหนี แม้แต่อี้เฉินที่ดูอยู่ไม่ห่างมากนัก ยังอดไม่ได้ที่จะชื่นชมในความตั้งใจของกงม่อจือกับพวก อย่างไรเขาก็ถือว่าติดหนี้ นางอยู่ "งั้นข้าจะทำตามความตั้งใจของเจ้าก็แล้วกัน กงม่อจือ"
ฉับพลันที่ ยี่ผิงถูกม่านพลังของพวกเขา ปิดล้อมหญิงสาวไว้อย่างแน่นหนา ก่อนส่งยี่ผิงฝ่าวงล้อมออกไป โดยไม่สนใจกลุ่มคนที่โจมตี เสียง"ปัง"ดังออกมากู่ก้อง ร่างของสหายนางตายตกไปถึง2คนในพริบตา มันจึงทำให้ยี่ผิงที่เห็นภาพนั้นเต็มสองตา เจ็บปวดหัวใจเป็นอย่างมาก หางตาที่แดงระเรื่อ อยากจะย้อนกลับไปช่วยคนสนิทของนาง "พวกเจ้า! พวกเจ้า!"
กงม่อจือ ริมฝีปากของเขากระอักเลือดออกมาไม่หยุด กายามีหลุมเลือดใหญ่ ทว่าความหวังสุดท้ายของเขาอยากจะให้ ยี่ผิงหยุดหันมามองที่ตัวเขาแล้วหนีจากไป "คุณหนูรีบไปเร็วเข้า อย่าทำให้ความหวังของพวกข้าต้องสูญสลาย" ทว่าเมื่อ กงม่อจือ เห็นประกายสายตาของ ยี่ผิงมีแต่ความดื้อรั้น เขาแทบจะบ้าคลั่ง อยากจะไล่ตัวนางไปให้ไกลที่สุด
จู่ๆ ในกรอบสายตาของ กงม่อจือ เห็นชายหนุ่มผมขาว ใบหน้าหล่อเหลา ปรากฏกาย มายืนข้างกาย ยี่ผิง ก่อนส่งยิ้มทอประกายมาให้ตัวเขา ประหนึ่งเป็นการบอกว่า หญิงสาวผู้นี้ข้าจะดูแลนางแทนเจ้าให้เอง กงม่อจือ จดจำใบหน้าของชายหนุ่มผมขาว ได้เป็นอย่างดี เขาโบกมือไล่หลัง ให้อี้เฉินประหนึ่ง ส่งสัญญาณให้ อี้เฉินนำพาตัวนางไปเสีย
"หวังว่าข้าจะไว้ใจเจ้าได้นะ เจ้าหนุ่ม" กงม่อจือ เอ่ยพึมพำด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา ทว่ายามนี้ก็มีแต่ อี้เฉินที่จะช่วยเหลือตัวนางได้ ไม่คิดคนที่เขาไม่ชอบหน้าจะมาอยู่ยังสถานที่แห่งนี้
กลุ่มคนเผ่าอสูรฟ้า พวกเขาเองก็ตกตะลึงไม่น้อย ไม่คิดภายในป่าเยือกแข็งอเวจี จะมีคนหลบซ่อน อยู่ภายในพื้นที่แห่งนี้ ครั้นพวกเขาเห็นชายหนุ่มผมขาวปลิวสยาย อุ้มหญิงสาวขึ้นบ่าได้ เขาก็โกยอ้าวออกไปด้วยความเร็วจี๋
แม้แต่ตัวของยี่ผิงยังตกใจไม่น้อย ครั้นเห็นอี้เฉินในกรอบสายตา เหตุใดคนผู้นี้ถึงมาอยู่ยังสถานที่แห่งนี้ได้ "เจ้า! เจ้า! ปล่อยข้าลงเดียวนี้ คนสนิทของข้ายังอยู่ที่นั่น" ทว่าอี้เฉินไม่ได้ตอบรับคำของนาง พานางหนีออกไปด้วยความปราดเปรียว
คุณชายจางอู๋จี้ ครั้นเห็นมีคนมาช่วย คุณหนูยี่ผิงเขาถึงกับคำราม แค่นเสียงก่นด่าออกมาในทันที "เจ้าไอ้เวรข้าไม่รู้หรอกนะว่าเจ้าเป็นใคร ช่างรนหาที่ตายนัก ถึงกับกล้าสอดมือ พวกเราเผ่าอสูรสงครามเลยงั้นหรือ ..พวกเจ้าอย่าให้มันหนีรอดออกไปได้"
ทว่าพวกเขาก็ถูก กงม่อจือ ที่บาดเจ็บหนักขัดขวางไม่ให้ไปไหน ก่อนที่ กงม่อจือ จะคำรามออกมากู่ก้อง "พวกเจ้าไปไหนไม่ได้ ตราบใดที่ข้ายังอยู่ " ฉับพลัน กงม่อจือ ก็เผาผลาญเลือดแก่นแท้บริสุทธิ์ ภายในร่างกาย ใช้อายุขัยทั้งหมด เพื่อให้ได้พลานุภาพ ที่ทะลักทลาย เอ่อล้น พรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย หมายมั่นจะสู้ศึกเป็นตายคราสุดท้าย ไม่คิดปล่อยให้ใครผ่านหน้าเขาไปได้