อากาศภายในห้องพักราวกับลดอุณหภูมิลงโดยไม่รู้ตัว เด็กหนุ่มทั้งสี่คนรู้สึกเสียววาบที่แผ่นหลัง คิ้วขมวดแทบจะชนกันเมื่อจินตนาการถึงภาพที่ต้องเผชิญหน้ากับสัตว์อสูร แม้จะเป็นเพียงสัตว์กึ่งเวทในระดับเทียร์สองเช่นเดียวกันก็ตาม
มีเพียงนิโคลัสเท่านั้นที่เคยผ่านการต่อกรกับสัตว์อสูรเหล่านั้นมาแล้ว ถึงตอนนั้นจะมีเหล่า “เขี้ยวอัสดง” คอยคุ้มกันอยู่ก็ตาม
ชายหนุ่มสังเกตเห็นสีหน้าหวาดวิตกของทุกคน จึงเอ่ยถามเสียงเรียบ
“พวกเจ้ากลัวอะไรกัน อาจารย์ไม่มีทางให้เราสู้กับพวกเทียร์สูงหรอก อย่างมากก็เทียร์สองขั้นกลางเท่านั้น ถ้าร่วมมือกันดี ๆ ยังไงก็สู้ได้แน่”
แต่ยิ่งได้ยินคำว่า “เทียร์สองขั้นกลาง” ความหวาดหวั่นในแววตาของพวกเขากลับชัดเจนยิ่งกว่าเดิม
“หัวหน้าห้อง... ท่านไม่ได้พูดจริงใช่ไหม?”
มาร์คัส เด็กหนุ่มนักประดิษฐ์ร้องแทบหลุดเสียง เขาไม่เคยออกไปต่อสู้มาก่อนเลยแม้แต่ครั้งเดียว แล้วจะให้ไปสู้กับสัตว์อสูรได้อย่างไร
“ข้า... ข้าก็ไม่ถนัดสู้เหมือนกัน”
เอสธาน อัลเคมิสหนุ่มที่แทบไม่เคยจับอาวุธพูดเสียงเบา
นิโคลัสพยักหน้ารับก่อนหันไปทางอีกสองคนในกลุ่มที่เป็นสายต่อสู้โดยตรง
“แล้วพวกเจ้าล่ะ?”
อัลดัส นักดาบหนุ่มจากกิลด์อันดับแปดตอบขึ้นหลังนิ่งคิดครู่หนึ่ง
“ข้าเคยสู้กับสัตว์ร้ายเทียร์หนึ่งมาก่อน แต่เทียร์สอง... ข้าเคยเห็นแต่พวกพี่ ๆ ต่อสู้เท่านั้น”
คอร์วิน นักล่าผมดำขยับตัวเล็กน้อยก่อนกล่าวตาม
“ข้าก็เหมือนกัน จะให้ไปล่าพวกสัตว์กึ่งเวทตอนนี้ ข้ายังไม่ไหวแน่”
ทั้งสี่คน แม้จะนับเป็นหัวกะทิของนักศึกษาทั้งจักรวรรดิ แต่การต้องเผชิญหน้ากับสัตว์กึ่งเวทก็ยังเกินขอบเขตของ “ความกล้า” ที่พวกเขาเคยเผชิญ
นิโคลัสพูดขึ้นราวกับกำลังเรียบเรียงความคิด
“ถ้ามันง่ายเกินไป จะเรียกว่าการทดสอบได้อย่างไร... ข้าว่าทางสถาบันต้องมีเหตุผลบางอย่างที่จัดกิจกรรมนี้ แม้เรายังไม่รู้ชัดว่าคืออะไร แต่การเตรียมพร้อมไว้ย่อมดีกว่ารอให้เหตุการณ์เกิดขึ้นแล้วค่อยหาทางรับมือ”
เขาเงยหน้าขึ้น เอ่ยถามเสียงจริงจัง
“พวกเจ้าเริ่มฝึกซ้อมกันบ้างหรือยัง?”
ชายหนุ่มทั้งสี่สบตากันไปมา ก่อนจะส่ายหน้าพร้อมกัน
เอสธานเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน
“ข้าเป็นอัลเคมิส... ไม่จำเป็นต้องต่อสู้ ข้าเลยไม่ได้ฝึกซ้อม”
คำตอบนั้นทำให้นิโคลัสหรี่ตาเล็กน้อย น้ำเสียงที่เปล่งออกมาหนักแน่นขึ้น
“ใครบอกว่าอัลเคมิสไม่มีส่วนร่วมในการต่อสู้ ใครสอนเจ้ามาแบบนั้น?”
“เอ่อ...”
อัลเคมิสหนุ่มอ้ำอึ้งไปชั่วครู่ เขาไม่สามารถตอบได้ เพราะในความคิดของเขา และของหลายคน อัลเคมิสคือผู้ปรุงน้ำยาในห้องทดลองเท่านั้น
นิโคลัสจึงกล่าวต่ออย่างใจเย็น
“ข้าอาจไม่รู้ลึกเรื่องอัลเคมิส แต่ข้ามั่นใจว่าอัลเคมิสสามารถร่วมทีมต่อสู้ได้เต็มตัว น้ำยาหลายชนิดใช้เพิ่มพลังหรือลดพลังศัตรูได้ ส่วนยาระเบิดหรือควันก็ใช้โจมตีและช่วยเหลือได้เช่นกัน ถ้ามีวัตถุดิบพร้อม เจ้าก็สร้างได้ตลอดเวลา... พวกเจ้าเป็นผู้สนับสนุน ที่สำคัญไม่แพ้แนวหน้าเลย”
เขาหยุดชั่วครู่แล้วเอ่ยเสียงทุ้มลง
“ในสถาบันนี้... คงไม่มีใครหลีกเลี่ยงการออกภาคสนามได้หรอก”
เอสธานหน้าซีดเผือดลงในทันที ความจริงข้อนี้เหมือนน้ำเย็นสาดใส่ความคิดที่เขายึดถือมาโดยตลอด เขาหันไปมองเพื่อนนักประดิษฐ์ที่นั่งข้าง ๆ ด้วยแววตาขอความเห็นใจ
มาร์คัสหัวเราะในลำคอ
“เจ้าไม่ต้องมองข้าเลย ข้ารู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าต้องออกภาคสนาม หน้าที่นักประดิษฐ์นอกจากสร้าง ยังต้องซ่อมแซมยุทธภัณฑ์ที่เสียหายด้วย ถ้าพวกข้าไม่ไป ใครจะซ่อม?”
นิโคลัสพยักหน้าเบา ๆ เห็นว่าคงไม่ได้ข้อมูลเพิ่มเติมจึงพูดทิ้งท้าย
“พวกเจ้าควรเริ่มฝึกซ้อมได้แล้ว แม้จะเหลือเวลาแค่สัปดาห์เดียว แต่ดีกว่าไม่เตรียมตัวอะไรเลย”
เขาหันไปหาเอสธานอีกครั้ง
“ถ้าเจ้าไม่อยากเสียใจทีหลัง เริ่มฝึกตั้งแต่พรุ่งนี้ กินเนื้อสัตว์อสูรให้มากเข้า มันช่วยฟื้นตัวได้ดี... และจำไว้ อย่ากินน้ำยาฟื้นกายภาพเด็ดขาด ปล่อยให้ร่างกายฟื้นเอง เจ้าเข้าใจนะ?”
เมื่อกล่าวจบ เขาก็ลุกขึ้น เอ่ยลา แล้วเดินออกจากห้องไปโดยไม่หันกลับ
สี่หนุ่มที่เหลือมองหน้ากันเงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่อัลดัสจะพูดเสียงเบา
“เราคงต้องกลัวจริง ๆ แล้วสินะ...”
แววตาของพวกเขาแต่ละคนเผยความกังวลอย่างปิดไม่มิด โดยเฉพาะเอสธานที่เริ่มคิดถึงแผนการฝึกในหัวทันที
เช้าวันศุกร์แม้นิโคลัสจะอ่านตำราเวทและบันทึกจารึกวงเวทจนถึงเที่ยงคืน แต่เขาก็ยังตื่นเช้ามืดเหมือนทุกวัน หลังจากวิ่งเสร็จ เขาออกไปฝึกในป่าริมทางต่อ
ที่นั่น เขาใช้เวลาทั้งฝึกเคลื่อนไหวและฝึกเหล่านกกับสัตว์ตัวน้อยให้ทำตามสัญญาณและส่งสัญญาณกลับ สถานที่กว้างขวางเหมาะแก่การให้นกบินเพื่อแสดงสัญลักษณ์ต่าง ๆ โดยมีซิลฟี่คอยเฝ้าระวังรอบบริเวณ
แต่สิ่งที่ทั้งสองไม่รู้... คือพวกเขาอยู่ในสายตาของใครบางคนมาตลอด
เงาร่างหนึ่งซ่อนอยู่ในม่านหมอกและเงามืดยามเช้า ดวงตาคมจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของนิโคลัสอย่างพินิจ เมื่อทั้งคู่จากไป ร่างนั้นก็ค่อย ๆ เดินออกจากเงามืด
แสงอ่อนของรุ่งสางตกกระทบใบหน้าชราของ อีรินดอร์ ดราโกเมีย อาจารย์ผู้ลึกลับ เขาเผยรอยยิ้มบางพร้อมเสียงหัวเราะแผ่วเบา
“ตำราแห่งสรรพสัตว์... ข้าไม่ได้เห็นเจ้ามาหลายพันปีแล้ว”
เขาเอ่ยพลางมองตามเงาหลังของนิโคลัสที่ลับตาไป
“เจ้าของครั้งนี้... จะทำสำเร็จได้กี่หน้ากันนะ? น่าสนใจจริง ๆ”
เสียงหัวเราะของผู้เฒ่าดังแผ่วในสายลม ก่อนที่ร่างนั้นจะหายกลับเข้าไปในเงาป่าอย่างไร้ร่องรอย
วันศุกร์เป็นวันที่ห้อง “อัลลิคอร์น” มีเรียนเพียงคาบเดียวในตอนสาย ภาคบ่ายจึงว่างทั้งวัน
สถาบันตั้งใจเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ใช้เวลาอิสระเพื่อพักผ่อนหรือทำกิจกรรมอื่นตามต้องการ
คาบเรียนวันนี้คือ พันธุเวทศาสตร์ วิชาพื้นฐานว่าด้วยสิ่งมีชีวิตทุกเผ่าพันธุ์บนโลก ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ เอลฟ์ ดวอร์ฟ ออร์ค หรือเผ่าพันธุ์อื่นที่สามารถสื่อสารได้ รวมถึงภูติจิ๋วและเหล่าสัตว์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ทั่วไป สัตว์อสูร หรือสัตว์วิญญาณ
ในภาคเรียนแรกจะเป็นการเรียนรู้ภาพรวมกว้าง ๆ ทำความเข้าใจอัตลักษณ์ของแต่ละเผ่าพันธุ์ ส่วนในภาคเรียนถัดไปจึงจะเริ่มศึกษารายละเอียดลึกขึ้น โดยเฉพาะสัตว์อสูร สิ่งที่นักศึกษาทุกคนต้องรู้จัก “จุดแข็ง” และ “จุดอ่อน” เพื่อใช้รับมือเมื่อถึงเวลาจริง...
ก่อนที่อาจารย์ประจำวิชาจะเข้าห้อง นิโคลัสยังคงนั่งนิ่ง สายตาเหม่อลอยราวกับกำลังต่อสู้กับความคิดในใจตัวเอง
‘ถ้าก้าวออกไปอีกครั้ง... คงไม่พ้นถูกจับตามองแน่’
‘แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลย แล้วมีคนต้องบาดเจ็บ... ข้าจะอภัยตัวเองได้ไหม?’
สีหน้าครุ่นคิดของเขาไม่อาจหลบพ้นสายตาซีรีนได้ สาวน้อยหันมามองและเอ่ยทัก
“นิค เจ้าคิดอะไรอยู่ สีหน้าไม่ดีเลยนะ ปกติหน้าตาเจ้าก็ธรรมดาอยู่แล้ว อย่าทำหน้าเครียดแบบนั้นสิ มันยิ่งดูแย่เข้าไปใหญ่”
เธอยังเป็นซีรีนคนเดิม สดใส ปากไว และไร้ความทุกข์เหมือนเคย แต่คราวนี้นิโคลัสไม่ได้ตอบกลับด้วยมุกหรือรอยยิ้มเหมือนทุกที สีหน้าของเขากลับจริงจังกว่าทุกครั้ง
“เจ้าคิดว่า ข้าควรอยู่นิ่ง ๆ เพื่อไม่ให้เป็นเป้า หรือควรออกไปพูดในสิ่งที่ควรพูด ที่อาจสร้างศัตรูขึ้นมา?”
คำถามนั้นทำให้ซีรีนถึงกับกะพริบตาปริบ ๆ เพราะไม่ชินที่นิโคลัสจะพูดอะไรแบบนี้ น้ำเสียงของเขาหนักแน่นจนเธอเองยังต้องคิดตาม
เขาคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตเรียบง่ายในโลกเดิม การปลอมตัวและแทรกซึม เดินทางโดยใช้ตัวตนอื่นถือเป็นเรื่องปกติของเขา แต่ในโลกนี้ ที่ทุกก้าวอาจสร้างศัตรูหรือมีผลต่อภารกิจหลัก การออกหน้าโดยไม่จำเป็นคือสิ่งที่เขาพยายามหลีกเลี่ยงที่สุด
ซีรีนขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนตอบสั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูง่าย
“ตอนเราอยู่ที่ตลาด เจ้ากระโดดเข้าไปช่วยเด็กพวกนั้นกับจัดการกับพวกซินวาร์กน่ะ เจ้าคิดก่อนไหมว่า จะถูกใครจำหน้าได้?”
นิโคลัสนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะเบา ๆ ในใจ
‘จริง... ตอนนั้นไม่มีเวลาคิดเลย แล้วพอมีเวลาให้คิดมาก ถึงได้ลังเล’
เขาสูดลมหายใจลึก ก่อนปล่อยลมหายใจออกอย่างหนักแน่น แล้วพยักหน้ากับซีรีน
“ขอบคุณ”
จากนั้นลุกขึ้น เดินตรงไปยังด้านหน้าห้องอย่างไม่ลังเลอีกต่อไป
นิโคลัสก้าวขึ้นไปยืนบนแท่นบรรยายก่อนจะกล่าวเสียงดังพอให้ทุกคนได้ยิน
“สวัสดีเพื่อน ๆ ทุกคน ข้าขอรบกวนเวลาสักครู่เท่านั้น”
น้ำเสียงสุภาพแต่มั่นคงเรียกให้ทั้งห้องหันมามอง เขากล่าวต่อโดยไม่เสียจังหวะ
“หลังจบคาบนี้ ข้าอยากขอให้พวกเราประชุมกันสั้น ๆ ในห้องนี้ มีเรื่องเกี่ยวกับกิจกรรมวันศุกร์หน้าที่อยากปรึกษา”
เสียงอื้ออึงดังขึ้นทันที หลายคนเริ่มบ่นเพราะอยากรีบกลับบ้าน วันศุกร์บ่ายไม่มีเรียน ใครที่บ้านอยู่ในเมืองหลวงต่างตั้งใจกลับเร็ว
เห็นเช่นนั้น นิโคลัสจึงรีบพูดต่อ น้ำเสียงเขาดังขึ้นเล็กน้อยแต่ยังคงสุภาพ
“ข้าได้พยายามหาข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมนี้จากหลายฝ่าย ทั้งกลุ่มผู้นำและนักศึกษาทั่วไป แต่ไม่มีใครรู้เรื่องเลย ไม่แม้แต่ชื่อกิจกรรมหรือหัวข้อ ข้ามั่นใจว่าห้องเราก็เช่นกัน พวกเจ้าไม่สงสัยบ้างหรือ ว่าทำไมถึงต้องปิดเป็นความลับ?”
เขาหยุดชั่วครู่ ก่อนกล่าวต่อ
“หลังจบคาบ ใครสะดวกอยู่คุยต่อก็อยู่ ใครไม่สะดวกก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเรารู้ล่วงหน้าและเตรียมพร้อมไว้ก่อน ย่อมดีกว่ารอให้เรื่องมันเกิดแล้วค่อยแก้ทีหลัง”
เสียงกระซิบซุบซิบเริ่มเบาลง ทุกคนหันไปมองเขาอย่างลังเล ก่อนที่ประตูห้องจะเปิดออกพร้อมเสียงฝีเท้าของอาจารย์ชายสูงวัย
นิโคลัสโค้งศีรษะทำความเคารพ แล้วกลับไปนั่งที่อย่างสงบ
“นิค นี่เจ้าจะก่อเรื่องอะไรอีกหรือ?”
ซีรีนกระซิบถามพร้อมยิ้มมุมปาก
เขาหันไปตอบเบา ๆ แต่แฝงรอยยิ้มขอบคุณในแววตา
“ก็อย่างที่เจ้าว่า ข้าแค่ทำในสิ่งที่ไม่ต้องคิดมากเกินไป”
จากนั้นก็หันกลับไปตั้งใจฟังอาจารย์ทันที
อาจารย์คีแรน กัลลิวาล หนึ่งในอัลเคมิสอาวุโสผู้มีชื่อเสียงมายาวนาน เป็นผู้อาวุโสฝ่ายวิจัยเวทและอัลเคมีที่เชี่ยวชาญด้าน “โครงสร้างและพฤติกรรมของสัตว์อสูร” รวมถึงการคิดค้นน้ำยาประเภทดีบัฟเฉพาะสายพันธุ์ ซึ่งผลงานของเขาได้รับการเผยแพร่ไปทั่วจักรวรรดิ
เมื่อจบคาบเรียนและอาจารย์ออกจากห้องไปแล้ว นิโคลัสก็ลุกขึ้นทันที เดินตรงไปยังด้านหน้าเวทีอีกครั้ง
“ทุกคน ข้าขอเวลาประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้น”
ทันทีที่เสียงเขาดังขึ้น นักศึกษากลุ่มหนึ่ง ราวสิบคน ลุกขึ้นจากที่นั่ง เตรียมตัวจะออกจากห้องอย่างไม่แยแส พวกเขาคือกลุ่มของลูคัส ซึ่งมีทั้งนักเวทและสายอื่นปะปนอยู่
สีหน้าแต่ละคนแสดงความดูแคลนอย่างชัดเจน เสียงบ่นแผ่ว ๆ ดังลอดออกมา
“พวกสามัญชน... ชอบทำตัวเด่น ขี้เกียจฟังเรื่องปั้นแต่งเรียกร้องความสนใจ”
นิโคลัสเหลือบตามองพวกนั้นเพียงนิด ก่อนปล่อยให้เดินออกไปโดยไม่พูดอะไร ไม่ใช่เพราะโกรธ แต่เพราะรู้ว่าจะเสียเวลาเปล่า
เมื่อห้องกลับมาสงบ เขากล่าวขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเรียบแต่มั่นคง
“ขอบคุณทุกคนที่ยังอยู่ ข้ารับรองว่าพวกเจ้าจะไม่เสียเวลาเปล่าแน่นอน”
เขาค้อมศีรษะเบา ๆ เพื่อแสดงความขอบคุณ แล้วเริ่มเข้าเรื่องทันที
“ก่อนอื่น ข้าขอถาม... มีใครพอจะทราบไหม ว่ากิจกรรมในวันศุกร์หน้า เราต้องทำอะไรกันแน่?”
เสียงพูดคุยเบา ๆ ดังขึ้นรอบห้อง แต่สุดท้ายไม่มีใครตอบได้สักคน
นิโคลัสพยักหน้าเบา ๆ ราวกับคาดไว้อยู่แล้ว
“เห็นไหม นั่นแหละคือสิ่งที่ข้าสงสัย ถ้าเป็นกิจกรรมทั่วไป ทำไมไม่มีข่าวหลุดออกมาสักนิด ทั้งที่พวกเรามีญาติหรือสหายที่เคยเรียนที่นี่กันแทบทั้งนั้น... เหตุใดถึงเงียบสนิทเหมือนถูกปิดไว้เป็นความลับ?”
สายตาของเขาหันไปทางกลุ่มนักศึกษาจากอัลมอริส
“พวกท่านที่มาจากอัลมอริส เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนไหม?”
แม้เพียงชั่วพริบตา แต่เขาก็จับได้ว่าหลายคนแอบชำเลืองไปทางเอลฟ์สาวผู้หนึ่ง ใบหน้าเธอแม้งดงามแต่ไม่ต่างจากเอลฟ์ทั่วไป ทว่าแววตากลับมีความมั่นใจเฉกเช่นชนชั้นสูง
ดวอร์ฟหนุ่มคนหนึ่งเป็นฝ่ายตอบ
“พวกข้าก็ไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเช่นกัน”
นิโคลัสพยักหน้ารับคำ ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น
“ข้าสืบหามาหลายวันแต่ก็ไม่ได้คำตอบ นั่นยิ่งทำให้ข้าคิดว่า... มันต้องเป็นการทดสอบบางอย่าง มากกว่าการสอบข้อเขียนหรือกิจกรรมเล่นสนุก”
เขากวาดตามองรอบห้อง
“ใครมีความคิดเห็นเพิ่มเติม ยกมือขึ้นได้เลย”
มือแรกที่ยกขึ้นคือของ ไทรัส แกรนวอร์ด เด็กหนุ่มวิถีนักดาบที่ขึ้นชื่อเรื่องฝีปากกล้าไม่แพ้ฝีมือดาบ
“อะไรทำให้เจ้ามั่นใจว่าไม่ใช่การสอบหรือกิจกรรมทั่วไป?”
นิโคลัสตอบโดยไม่ลังเล
“ถ้าเป็นเรื่องสนุก ก็ไม่มีเหตุผลให้ปิดเป็นความลับ ส่วนการสอบความรู้ เราผ่านกันมาตั้งแต่ตอนคัดเลือกแล้ว และเรายังคงเรียนไม่ถึงไหนเลย คงไม่ถึงเวลาทดสอบซ้ำแน่”
น้ำเสียงของเขาไม่ดัง แต่หนักแน่นจนทั้งห้องเงียบลงชั่วครู่...
“พวกเขาอาจให้เราไปทำความสะอาดสถาบัน หรือดูแลแปลงดอกไม้กับป่าในสถาบันก็ได้นะ”
เสียงสาวน้อยคนหนึ่งดังขึ้นอย่างลังเล
“งานแบบนั้นอาจต้องปิดเป็นความลับก็ได้”
“เป็นไปได้”
นิโคลัสตอบเรียบ ๆ
“แต่ข้าคิดว่าโอกาสน้อยมาก... ทุกปีมีลูกหลานขุนนางใหญ่กับราชวงศ์มาเรียนที่นี่จำนวนมาก ต่อให้เป็นเรื่องเล็กน้อย หากให้พวกเขาทำงานแบบนั้น อาจสร้างความไม่พอใจให้พวกเขาไม่น้อยเลย”
เขาเผลอหันไปมองสาวน้อยผมสีครามที่นั่งอยู่กลางห้องโดยไม่ทันคิด และก็รู้ตัวในวินาทีถัดมาว่า “พลาดแล้ว”
“แล้วเจ้ามองข้าทำไม!”
เซอรินา วาลเดียลา ลุกพรวดขึ้น เสียงใสแต่แฝงอารมณ์ไม่พอใจ
“ต่อให้เขาสั่งให้ข้าขุดดิน ข้าก็ทำได้! อย่าดูถูกข้านักเลย”
นิโคลัสรีบยกมือขึ้นขอโทษแทบไม่ทัน เสียงหัวเราะดังรอบห้องทันที ความตึงเครียดที่สะสมตั้งแต่เริ่มประชุมคลายลงไปบ้าง
“เอาล่ะ...”
เขากล่าวต่อเมื่อบรรยากาศเริ่มสงบ
“จากทั้งหมดที่พูดมา ข้าคาดว่ากิจกรรมนี้คงไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ ข้าคิดว่าทางสถาบันตั้งใจให้เรา ‘ต่อสู้’ แต่คำถามคือ... กับใคร หรือกับอะไร?”
เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง ความคิดต่าง ๆ ถูกโยนออกมา
“อาจจะให้เราสู้กับหุ่นซ้อมก็ได้”
“หรือไม่ก็ต่อสู้กันเองระหว่างนักศึกษาหรือรุ่นพี่?”
แต่เสียงแย้งก็ตามมาทันที
“สถาบันไม่เคยให้นักศึกษาสู้กันเองมาก่อน”
“ใช่ หุ่นฝึกก็ไม่น่าจะใช่ เพราะทุกวันเราก็ซ้อมกับหุ่นอยู่แล้ว”
เมื่อทางเลือกที่ปลอดภัยถูกตัดออก ความเงียบก็เริ่มแผ่คลุมห้อง บางคนหลุบตาลง บางคนกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว สายตาหวาดหวั่นเริ่มฉายชัดขึ้น
นิโคลัสมองไปรอบ ๆ ห้อง เห็นแววตาของทุกคนแล้วถอนหายใจเบา ๆ ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ความหมายกลับแฝงความกดดันไม่น้อย
“บางคนคงเดาได้แล้ว... และข้าก็คิดเช่นเดียวกัน นี่แหละคือเหตุผลที่ข้าเรียกพวกเจ้ามาคุยในวันนี้”
เสียงห้องเงียบกริบ ความเงียบหนาหนักจนได้ยินแม้แต่เสียงหายใจของตนเอง
นิโคลัสพูดต่อช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคำ
“ข้าว่า... สิ่งที่พวกเขาเตรียมไว้ให้เรา ‘ต่อสู้’ คือ... สัตว์อสูร”
คำสุดท้ายหลุดออกมา เสียงพูดคุยหายไปทันที นักศึกษาหลายคนกำมือแน่น บางคนถึงกับหน้าซีดเผือด
“นี่เจ้าจะขู่เรารึไง?”
ไทรัสถามเสียงแข็ง
“ไม่ใช่ขู่”
นิโคลัสตอบเรียบเย็น
“แต่ถ้ามันเป็นจริง การเตรียมพร้อมไว้ก่อนย่อมดีกว่า... อย่างน้อยพวกเราส่วนใหญ่จะไม่บาดเจ็บง่าย ๆ หรือช่วยให้รับมือได้ดีขึ้น”
เขาหันมองสีหน้าของไทรัส เห็นแววกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในดวงตานั้นจึงพูดต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มลง
“ข้าไม่ได้บอกให้พวกเจ้ากลัว ข้าแค่อยากให้พวกเรา ‘พร้อม’ เท่านั้น อย่างน้อยการฝึกเพิ่มก็ไม่มีผลเสียอะไร”
นิโคลัสเดินมาช้า ๆ หน้าโต๊ะเรียนแถวหน้า
“เท่าที่ข้าหาข้อมูลมา ตั้งแต่วันปฐมนิเทศ สถาบันย้ำเรื่อง ‘ความร่วมมือ’ ตลอด ดังนั้น ถ้าเราจะฝึกซ้อมก็ควรเริ่มจากการประสานงาน ไม่ใช่ต่างคนต่างสู้ หากถึงเวลาจริงแล้วไม่มีใครช่วยใคร... พวกเจ้าคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น?”
คำถามนั้นทำให้ห้องเงียบอีกครั้ง เหงื่อเริ่มซึมบนขมับของใครบางคน ทั้งที่ห้องยังเย็นสบาย
“แล้วเราจะซ้อมกันยังไง หัวหน้า?”
เสียงของอัลดัสดังขึ้น เขาคือหนึ่งในสี่คนที่นิโคลัสไปคุยเมื่อคืน
“ข้าตั้งใจจะเริ่มซ้อมในวันหยุดนี้”
นิโคลัสตอบ
“ใครสะดวกก็อยู่ซ้อมกับข้าได้ ส่วนคนที่ไม่สะดวก เราจะเริ่มกันอีกทีหลังเลิกเรียน ตั้งแต่วันจันทร์ถึงพฤหัส จัดกลุ่มไปจองสนามซ้อมที่ติดกันสองสนาม วันละสองชั่วโมงก็พอ”
“แล้วเจ้ามีแบบฝึกอยู่ในใจหรือยัง?”
คาเมเรียที่เงียบมานานถามขึ้น
“มี”
เขาพยักหน้า
“เวลาเรามีน้อยเกินกว่าจะวางรูปแบบซับซ้อน ข้าตั้งใจให้ฝึกพื้นฐานแบบ ‘ฮันเตอร์’ การเข้าประสานทีมล่า การยั่วยุ การประสานงานโจมตี การเว้นระยะสร้างแนวป้องกัน... เจ้าว่าดีไหม?”
คาเมเรียครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนพยักหน้า
“อืม ใช้ได้แล้วล่ะ เวลาสั้นแบบนี้ คงทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้”
“แล้วพวกนักประดิษฐ์กับอัลเคมิสล่ะ?”
เสียงหนึ่งถามขึ้น นิโคลัสจำได้ว่าเป็นนักประดิษฐ์หนุ่มจากแถวหลัง
“แน่นอนว่าพวกเจ้าก็ต้องร่วมด้วย”
เขาตอบ
“นักประดิษฐ์สามารถใช้ธนูหรือหน้าไม้คอยสนับสนุนได้ แม้ไม่แม่นยำมากก็ยังช่วยก่อกวนศัตรูได้ ส่วนอัลเคมิส... พวกเจ้าปรุงน้ำยาโจมตีพื้นฐานได้แล้วใช่ไหม เช่น น้ำยาควัน น้ำยาเพลิง หรือพวกกรดกัดกร่อน?”
มีเสียงตอบรับกระจัดกระจาย บ้างตอบว่าทำได้หลายชนิด บ้างเพียงบางอย่าง
“ดีมาก”
นิโคลัสยิ้มบาง
“งั้นวันหยุดนี้ ขอให้ฝึกให้ชำนาญ ยิ่งทำได้หลายชนิดยิ่งดี เน้นที่พื้นฐานก่อน และอย่าลืมฝึกปรุงน้ำยาฟื้นพลังกายไว้ด้วย หากต้องต่อสู้จริง พวกเราคงได้ใช้แน่”
เหล่าอัลเคมิสหนุ่มสาวมองหน้ากันเงียบ ๆ แววตารู้ชะตาว่าวันหยุดนี้คงไม่ได้พักแน่นอน
เมื่อวางแผนเสร็จ นิโคลัสหันกลับไปมองกลุ่มอัลมอริสอีกครั้ง ก่อนถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“แล้วพวกท่านล่ะ จะร่วมกับพวกเราหรือไม่?”
คำถามนั้นตรงไปยังเอลฟ์สาวผู้เป็นศูนย์กลางของสายตาของชาวอัลมอริส
เหล่าอัลมอริสคนอื่นมีท่าทางลังเล เหมือนจะกังวลที่เขาพูดกับเธอตรง ๆ แต่เอลฟ์สาวกลับไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย ดวงตาของเธอสงบนิ่งขณะเอ่ยเสียงเรียบ
“พวกเรายินดีร่วมกิจกรรมนี้ด้วยความเต็มใจ”
“ขอบคุณ”
นิโคลัสโค้งศีรษะตอบ ก่อนนัดหมาย
“พรุ่งนี้พบกันที่สนามซ้อมเก้าโมงเช้า”
เขาปิดการประชุมด้วยน้ำเสียงมั่นคง ขณะนักศึกษาทยอยเก็บของเตรียมออกจากห้อง
แต่ก่อนที่ทุกคนจะออกไป เสียงใสเยือกเย็นของเอลฟ์สาวก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ข้าคิดว่า... พวกเจ้าควรเตรียมตัวให้มากกว่าที่คิดไว้”
คำพูดนั้นทิ้งความเย็นเยียบไว้ในใจทุกคน ก่อนที่เธอจะหมุนตัวเดินนำเหล่าอัลมอริสออกจากห้องไปอย่างสง่างาม
บรรยากาศในห้องพลันเงียบลง เหลือเพียงเสียงลมหายใจหนักของผู้ที่เพิ่งรู้สึกตัวว่า
กิจกรรมนี้... อาจไม่ใช่แค่ “งานต้อนรับ” อย่างที่พวกเขาคิดอีกต่อไป