กำเนิดใหม่ กับครอบครัว ที่แสน [จะ] ธรรมดา [มั้ง]

    No.9 ความจริงที่ไม่เคยรู้

    น็อกตัดสินใจเด็ดเดี่ยว ก่อนที่จะหยิบทักษะพวกนี้มาฝึก แต่ทว่ากลับถูกหยุดด้วยเสียงบางอย่าง "พี่จ๋า ไม่ไปส่งหนูเรียนพิเศษหรอคร่าาา" ทำให้น็อกต้องละมืออย่างช่วยไม่ได้ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าปกติเขาจะต้องเดินไปส่งน้องสาวสุดที่รัก ไปเรียนพิเศษ เพราะพ่อเขาต้องไปทำงาน แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว น็อกจึงยิ้มอย่างเจ่าเล่ห์ทันที
    ก่อนจะเดินลงไปด้านล่าง ทันทีที่ลงมาถึงก็พบว่ามีรถหรูคันนึง มาจอดหน้าที่หน้าบ้านเพื่อรอรับพรีม แต่เจ้าตัวยังไม่อยากกลับ น็อกต้องหว่านล้อมตั้งนาน ในที่สุดพรีมก็ยอมกลับบ้าน โดยแลกกับการที่เขาต้องไปเดินเที่ยวห้างกับเธอในวันพรุ้งนี้ โดยมีสายตาคาดโทษจากน้องสาวตัวดีของเขา ก่อนจะหันไปพูดกับลิลลี่ต่อว่า "ลิลลี่ เดี๋ยววันนี้ให้พ่อไปส่งที่เรียนพิเศษนะ เดี๋ยวพี่จะไปหาดูบ้านสักหลัง เราจะได้ย้ายที่อยู่กัน แล้วเดี๋ยวพรุ้งนี้พี่จะพาเธอไปเที่ยวห้างด้วย โอเครป่ะ!!" ลิลลี่ที่ฟังตอนแรกก็ไม่ค่อยพอใจแต่พอบอกจะพาไปเที่ยวด้วย ก็ตกลง ทันที
    น็อกจึงหันไปพูดกับต่อทันที "พ่อครับ ผมรบกวนพ่อด้วยนะครับ แล้วก็ผมอยากให้พ่อพาแม่ออกไปดูรถยนต์ซักสองคัน เอาแบบหรูหราหน่อยนะครับ อย่าลืมว่าพ่อเป็นผู้ถือหุ้นจำเป็นต้องรักษาหน้าตานิดนึง แล้วถ้าย้ายที่อยู่เมื่อไหร่ เสื้อผ้า โทรศัพท์มือถือ และของใช้ก็ต้องปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสม สำหรับงานใหม่ของพ่อ อ้อ!! แล้วอีกอย่างอย่าลืมไปเคลียหนี้สินล่ะครับ ผมจะจัดการเรื่องบ้านและกำลังคนเองครับ" 
    พ่อของน็อกเองก็พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ เพราะช่วงนี้ที่บ้านคงจะยุ่งๆ เพราะงั้นเตรียมการไว้ก่อนก็ดี อีกอย่างที่น็อกให้พาแม่ไปด้วยคงเพราะอยากให้แม่ได้มีช่วงเวลาแห่งความสุขบ้าง พ่อของน็อกนั้นคิดในแง่ดี แต่จริงๆแล้ว น็อกแค่ไม่อยากให้แม่เห็นว่าเขาทำอะไรในบ้านเพราะกลัวว่าจะช็อคก็เท่านั้นเอง ซึ่งมันก็จริงถ้าเกิดแม่เขามาเห็นช่วงเลือดไหลออก 7 ทวาร คงจะเป็นห่วงมาก เขาก็เลยไม่อยากให้แม่รับรู้ 
    หลังจากทุกคนออกจากบ้านไปหมดแล้ว น็อกก็ทำการล็อคบ้าน ล็อคห้องนอน อย่างหนาแน่นทันที ก่อนจะนำเอาโลหิตสายเลือดศักดิ์สิทธิ์เข้าปาก ทำให้ความหนาวเย็นแผ่ซ่านไปทั่วร่าง เขาจึงเรียกทักษะต่างๆออกมาตรงหน้า เพราะเขาไม่ชอบที่จะเจ็บตัวหลายๆครั้ง จึงรีบทำการเรียนรู้ทั้งหมดทีเดียว แต่มันกลับทำให้เขาถึงกับเริ่มรู้สึกว่าตนคิดผิดขึ้นมาทันที 
    "อ้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!!!?"
    ---------------------------------------------------------------------
    ความเจ็บปวดคราวนี้มันมากกว่าตอนเรียนรู้ทักษะลมปราณนับร้อยเท่า เขาไม่อาจแม้แต่จะเก็บเสียงร้องได้เฉกเช่นครั้งก่อน เขาพยายามโคจรพลังลมปราณในร่างเพื่อประคองสติไว้ แต่ทว่าไม่อาจลดทอนความเจ็บปวดใดใดได้เลย สุดท้ายเขาก็มิอาจจะครองสติไว้ได้ และสติก็ดับวูบไป.....
    ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ เปลือกตาของน็อกก็ค่อยเปิดขึ้นมาอย่างช้าๆ แต่ทว่าสิ่งที่พบเห็นตรงหน้านั้นแทบจะทำให้เขาอยากสลบไปอีกรอบเลยทีเดียว เพราะสิ่งที่เขาเห็นนั้น คือดวงตาขนาดมหึมา 2 ข้าง เขาได้แต่ลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เพราะดวงตาที่มองมานั้นแฝงไปด้วยความกระหายในการฆ่าฟันเป็นอย่างมาก ก่อนที่ดวงตานั้นจะพุ่งผ่านร่างของน็อกไป ราวกับเขาไม่มีตัวตนใดใด ก่อนที่จะมีเสียงบางอย่างเข้ามา
    "เจ้าคิดว่าจิ้งเหลนน้อยตัวนั้นน่ารักไหม" หญิงสาวที่แต่งกายคล้ายจอมยุทธ์ในหนังที่เขาเคยดู ยืนอยู่ข้างๆเขา ที่น่าแปลกคือดันมีชุดคลุมสีขาวลายทอง แถมปิดหน้าปิดตาอีก แต่มันก็ให้ความรู้สึกขัดไปอีกแบบนึง แถมไอ้ตัวที่เขาเห็นมันมีขนาดสูงเท่ากับตึก 8 ชั้น เชียวนะ ทำไมถึงเรียกว่า จิ้งเหลนน้อย ฟร่ะ แค่โดนมันเหยียบ ก็ไม่ต้องตามหาซากกันเลยนะ
    ก่อนที่จะนึกขึ้นได้ "เฮ้ย!! นี่มันใช่เวลามาคิดเรื่องไร้สาระป่าวว่ะเนี่ย"
    น็อกจึงคิดย้อนไปที่เขากินโลหิตศักดิ์สิทธิ์ แต่มันก็แค่ทำให้ร่างกายหนาวเย็นสุดขั้วเท่านั้น พอเราเรียนทักษะทั้งหมดกลับรู้สึกเจ็บปวดขนาดที่อยากจะตายให้รู้แล้วรู้รอดไป หรือว่า เราจะตายไปแล้วจริงๆ ในขณะที่กำลังจะหันไปถายอีกฝ่าย
    "เจ้ายังไม่ตาย เราแค่ดึงจิตเจ้ามา เพราะอยากเห็นทายาทที่สืบทอดของเราก็เท่านั้น" หญิงสาวเอ่ยเสียงเรียบ
    น็อกถึงกับสะดุ้งตกใจในทันที หรือผู้หญิงคนนี้จะอ่านใจได้ แต่ไม่ทันได้คิดอะไรต่อ 
    "ใช่"
    น็อกจึงเริ่มที่จะไม่ใส่ใจล่ะ เพราะยังไงซะโลกนี้ก็มีอะไรอีกมากมายที่เขายังไม่รู้ ขนาดไอ้ตัวที่วิ่งหนีไป เขาก็ยังมองเห็นว่าเป็นมังกรชัดๆ แต่หญิงสาวกลับเรียกเจ้าตัวนั้นว่าจิ้งเหลน แสดงว่ามังกรจริงๆ คงน่ากลัวมากกว่านี้แน่นอน ก่อนจะเลือกหันไปถาม "ช่วยอธิบายเรื่องทั้งหมดให้ฟังได้ไหมครับ" น็อกเลือกที่จะใช้น้ำเสียงสุภาพ โดยที่หญิงสาวเพียงพยักหน้าตอบรับเท่านั้น ก่อนจะบอกว่าหากสงสัยตรงไหนให้ถามได้ แต่เอาเข้าจริงพอน็อกจะถามปากของเขาก็ถูกแช่แข็งทันทีประมาณว่าห้ามพูดอ่ะนะ [แล้วจะบอกให้ถามเพื่อ?] ก่อนจะฟังอย่างตั้งใจ [โดนบังคับ]
    นี่คือช่วงเวลาก่อนยุคบรรพกาล 3,000 ปี ถูกเรียกว่ายุคแห่งหายนะ โลกได้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือโลกที่เจ้าอยู่ก่อนจะถูกเราดึงจิตมา และโลกแห่งสงคราม หรือก็คือโลกนี้โดยมีช่องว่างมิติขนาดใหญ่เชื่อมต่อกับโลกทั้งสองใบ พวกเราคาดคิดว่าน่าจะเป็นพลังของพระเจ้า เพราะไม่เคยมีใครสามารถทำลายช่องว่างมิตินั้นได้ แต่เพราะการสู้รบในโลกนี้รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังระดับพลังที่สูงขึ้นของแต่ละเผ่าพันธ์ ทำให้ช่องว่างมิตินั้นปริแตกออกมาเล็กน้อย
    จนกระทั่งศึกครั้งสุดท้ายได้ปะทุขึ้นอย่างระอุ ในช่วง 1,000 ปีก่อน ส่งผลให้เผ่าพันธ์ต่างๆจำนวนมากล้มตายไปนับไม่ถ้วย โดยเหล่า 8 อสูรมารฟ้า 8 มหาทูติสวรรค์ และ 8 ราชันย์มังกร สู้รบกันเป็นเวลายาวนาน ทำให้เผ่าอื่นๆโกรธแค้น และรวมตัวกันต่อต้าน นำโดย 13 จักรพรรดิสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ เผ่ามนุษย์ และเราก็คือ 1 ในนั้น เดิมทีพวกเราทั้ง 13 คนล้วนเป็นผู้สืบทอดโลหิต และส่งต่อไปยังรุ่นต่อรุ่น แต่เพราะพลังของพวกเรานั้นมีมากเกินไปทำให้ผู้รับสืบทอดร่างกายแตกสลายในทันที
    พวกเราจึงก่อตั้งตำหนักขึ้นมา 9 ตำหนัก แล้วทำการสั่งสอนลูกศิษย์เพื่อคอยปกป้องช่องว่างมิติมาตลอด และได้เข้าไปอาศัยยังโลกที่เจ้าอยู่ คอยเฝ้ามองและป้องกันการบุกรุกของอสูร เพราะโลกแห่งสงครามนี้ มนุษย์ที่ไม่สามารถเอาชีวิตรอด มีมากเกินไป พวกเราไม่อาจปกป้องได้ทั้งหมด และเพราะอายุขัยของมนุษย์นั้นมีขีดจำกัด จึงจำเป็นต้องคอยสั่งสอน ให้ทายาทตระกูลต่างๆ แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
    เจ้าเป็นคนแรกในรอบหลายพันปี ที่สามารถรับสืบทอดจากข้าได้ อีกทั้งทักษะปราณหยินหยาง ก็เป็นสุดยอดทักษะของ จักรพรรดิสายเลือดศักดิ์สิทธิ์อันดับ 1 ที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุด และทักษะก้าวนภาสวรรค์ ก็ยังเป็นสุดยอดทักษะของ จักรพรรดิสายเลือดศักดิ์สิทธิ์อันดับ 7 ที่ได้ชื่อว่าเร็วที่สุดในกลุ่ม และสายเลือดโดยตรงจากเรา ที่เป็น จักรพรรดินีสายเลือดศักดิ์สิทธิ์อันดับ 2 ที่ได้ชื่อว่าผนึกสมบูรณ์แบบ เพราะฉะนั้นจงอย่าได้ทำให้พวกเราผิดหวัง เพราะพวกเราคิดว่า ช่องว่างมิติอาจจะแตกออกได้ทุกเวลา  
    เมื่อหญิงสาวพูดจบ นางก็ใช้มือจับไปที่ศีรษะของน็อก ภาพศึกสงคราม การสู้รบ และผู้คนที่ล้มตายไปเป็นจำนวนมาก ผุดขึ้นมาเรื่อยๆ นี่คือความทรงจำในการสู้รบทั้งหมดของเธอนั้นเอง และวิชาการต่อสู้ทุกรูปแบบก็ค่อยๆไหล เข้าสู่สมองช้าๆ สิ่งที่ต้องแบกรับในครั้งนี้ช่างแสนสาหัสนัก เพราะหากช่องว่างมิติแตกออก มันจะเป็นวันสิ้นโลกของจริง 
    "แล้วพบกันใหม่ ทายาทของเรา" คำพูดสุดท้ายแฝงไปด้วยความยินดีของหญิงสาว พร้อมๆ กับร่างที่ค่อยๆ สลายไปของหญิงสาว และน็อก เหลือทิ้งไว้แต่เพียงความว่างเปล่า
    ---------------------------------------------------------------------
    "วูบบบบ!!?"
    จู่ๆ น็อกก็พลันสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที พร้อมกับเม็ดเหงื่อที่ไหลตามใบหน้า ไม่ต่างจากคนที่เพิ่งฝันร้ายมาหมาดๆ ต่างกันตรงที่มันคือความจริงของช่วงเวลาในยุคนั้น น็อกรีบสะบัดหัวไล่ความคิด ก่อนจะเอ่ยถามระบบเป็นชุด "ระบบ สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อกี้มันคือความจริงใช่ไหม ถ้ายังงั้นเหลือเวลาอีกเท่าไหร่กว่าช่องว่างมิติจะแตกออก แล้วทักษะบ่มเพาะพลัง หรือ วิชาต่อสู้ ถ่ายถอดให้คนอื่นๆได้ไหม ครอบครัวของชั้นสามารถฝึกทักษะอะไรได้บ้าง"
    "ข้อแรก ข้อมูลทั้งหมดเป็นของจริง ข้อสอง ไม่สามารถตรวจสอบเวลาที่แน่นอนได้ ข้อสาม สามารถถ่ายทอดได้เป็นบางทักษะ และผู้ที่รับทักษะจำเป็นต้องมีความเข้ากันได้กับทักษะนั้นๆ ข้อสี่ ฝึกได้ทุกทักษะ ที่เหมาะสมกับร่างกาย *หมายเหตุ* หากท่านต้องการให้คนธรรมดาฝึกพลังปราณ จำเป็นต้องใช้โอสถหรือแก่นลมปราณจากทางระบบเท่านั้น จึงจะสามารถเรียนรู้ทักษะเกี่ยวกับลมปราณของระบบได้ แต่หากเป็นทักษะในยุคบรรพกาลไม่สามารถฝึกได้" 
    "แล้วทำยังไงถึงจะตรวจสอบได้"
    "สามารถตรวจสอบได้จากทักษะเบิกเนตร ขั้นที่ 3 ขึ้นไป สามารถหาซื้อทักษะได้จากร้านค้าแต้มสีดำ ระดับ 7 ขึ้นไป"
    น็อกที่ได้ฟังข้อมูลและการอธิบายต่างๆ ก็รู้สึกใจหายไม่น้อย เพราะในโลกมีคนอีกจำนวนมากที่ไม่เคยรับรู้ถึงเรื่องพวกนี้เลย และเขาเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ก่อนจะคิดไปถึง AI 7 ตน ตอนแรกเขาคิดจะเก็บเอาไว้สำหรับทำงานเบื้องหลัง แต่ตอนนี้เปลี่ยนแผนแล้ว เอาไว้เป็นกำลังรบคอยปกป้องครอบครัวก่อนดีกว่า หลังจากนี้เขาคงต้องฝึกฝนให้หนักขึ้น เมื่อจัดการเรื่องทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว เขาจะเล่าเรื่องพวกนี้ให้พ่อกับแม่เขาฟังเพื่อฝึกฝนและ เตรียมความพร้อมเผื่อเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ก่อนจะเลิกคิดเรื่องพวกนี้และหันไปมองนาฬิกา 12.30 น
    "ชิบหายล่ะ!! มีงานต้องไปเคลียอีกบานเลยนิหว่าาา!!?"