มู่ช่างเดินยังไปยังเรือนของมู่โจว ในใจคิดอยากจะชวนน้องชายเดินทางเข้าเมืองหลวงไปเป็เพื่อน
ยามนั้นกู้เยว่ฉีน้องสะใภ้ของเขากำลังตั้งครรภ์อ่อนๆ สองสามีภรรยากำลังผลัดกันป้อนอาหารอย่างมีความสุข มู่โจวเงยหน้าขึ้นเห็นพี่ชายก็ยิ้ม
“พี่ช่าง เหตุใดหน้าท่านถึงได้มู่ทู่เยี่ยงนั้น”
“ข้าน่ะหรือ” มู่ช่างเอ่ยพร้อมทั้งนั่งกระแทกร่างลงข้างน้องชาย “ก็เพราะข้าต้องเข้าเมืองหลวงไปดูสตรีน่ะสิ”
กู้เยว่ฉีได้ยินเข้าก็ยิ้ม “พี่ช่างก็สมควรแก่เวลาที่จะมีครอบครัวแล้วนี่เ้าคะ คู่หมายของท่านเป็ผู้ใดกัน ข้าชักสนใจเสียแล้วสิ”
“บุตรีของใต้เท้าหยวน” ชายหนุ่มตอบเสียงห้วนๆ
“ข้าจำได้ว่าหยวนจื่อจิงบุตรชายคนโตของใต้เท้าหยวนรูปร่างหน้าตาหล่อเหลา เช่นนั้นแล้วบุตรสาวก็คงงดงามมิใช่น้อย” มู่โจวเอ่ยพลางใช้ตะเคียบคีบไก่ย่างชิ้นหนึ่งวางบนถ้วยข้าวของภรรยา
“เื่นี้ก็ไม่แน่ ได้ยินว่านางล้มป่วยนานนับปีเพิ่งจะลุกขึ้นเดินเหินได้ มิใช่ว่าข้าจะถูกสกุลหยวนย้อมแมวขายหรือ ซ้ำยังยากจะปฏิเสธด้วยเพราะเป็พระประสงค์ของฮ่องเต้”
มู่โจวกับภรรยาถึงกับชะงัก สองสามีภรรยาสบตากัน
“พี่ช่าง เื่นี้อาจจะมีเื้ั”
“นี่ล่ะ ข้าจึงอยากจะขอให้เ้าเข้าเมืองหลวงไปกับข้าหน่อย ข้าอยากจะไปดูนาง”
“ไม่เอา” มู่โจวส่ายหน้า “ท่านก็เห็นว่าเยว่เอ๋อร์ของข้ากำลังตั้งครรภ์อ่อนๆ ข้าต้องคอยดูแลนาง”
“ข้าเล่า ข้าเป็พี่ชายของเ้านะ เ้าจะปล่อยให้ข้าเดินทางเพียงลำพังได้อย่างไร”
“พี่โจว ท่านมีทหารคนสนิทอยู่ พวกเขาต้องติดตามท่านไปอยู่แล้ว เหตุใดต้องมีข้าไปด้วย”
“พวกนั้นไปด้วยก็จริงแต่ช่วยออกความคิดไม่ได้แล้ว ไม่เหมือนกับเ้า หากว่าข้ามีเ้าไปด้วย อย่างน้อยเ้าก็จะได้ช่วยข้าตัดสินใจ”
เมื่อเห็นว่าน้องชายทำทีแข็งใจไม่ยอมตอบรับ มู่ช่างก็เริ่มทำตาแดงๆ กอปรกับเขามีอาการคล้ายจะเป็หวัดอยู่แล้วทำให้น้ำหูน้ำตาไหลไม่ยากนัก ท่าทางของเขาดูแล้วช่างน่าสงสารจนกู้เยว่ฉีใจอ่อน หันไปมองหน้าสามี
“พี่โจวเ้าคะ ข้าว่าท่านไปกับพี่ช่างก็ดีนะ จริงอย่างพี่ช่างบอก ผู้อื่นไปด้วยแต่ช่วยคิดอ่านไม่ได้เท่ากับท่าน พวกท่านเป็พี่น้องกัน ท่านไปดูแลพี่ช่างเสียหน่อยดีกว่า”
มู่โจวลุกขึ้นยืนเท้าสะเอวจ้องหน้าพี่ชาย “พี่ช่าง ท่านอย่ามาใช้วิธีนี้กับเยว่เอ๋อร์ ข้ารู้ว่าความจริง ท่านไม่ได้น่าสงสารอย่างที่แสดงออกมา ท่านเป็ถึงหัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ รบราฆ่าฟันกับศัตรูมานับไม่ถ้วน อย่ามาแสร้งอ่อนแอใส่ข้า”
มู่ช่างควักเอาผ้าเช็ดหน้าที่แม่นมิ่เตรียมให้ทุกเช้าออกมาจากอกเสื้อแล้วซับน้ำตา
“เ้ามันคนใจร้าย ก่อนที่เ้าจะแต่งงาน หากว่าข้ามีเื่ทุกข์ร้อนจำเป็ เ้าจะต้องช่วยเหลือข้าทุกครั้ง”
มู่โจวส่ายหน้าด้วยความเหลืออด “ข้าเริ่มเห็นด้วยกับท่านพ่อท่านแม่แล้วว่าต้องรีบหาภรรยาให้ท่านโดยเร็ว”
“เ้า” มู่ช่างเงยหน้าขึ้นมองน้องชาย แต่พลันคิดได้ว่าสู้ไปแสร้งอ่อนแอต่อน้องสะใภ้จะได้ผลมากกว่า เขาจึงหันไปหากู้เยวฉี “เยว่เอ๋อร์ พี่ช่างรักและเอ็นดูสามีเ้ามากกว่าผู้ใด เ้าคิดดูสิ หากวันหน้ากู้เฉินเห็นผู้อื่นสำคัญกว่าเ้า เ้าจะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจหรือไม่”
ไม่เพียงแต่พร่ำรำพันและขยับไปใกล้กู้เยว่ฉี มู่ช่างยังทำน้ำตาไหลพรากๆ ได้อีกด้วย
“พี่ช่าง ท่านอย่าร้องไห้เ้าค่ะ” กู้เยว่ฉีรีบยกสองมือขึ้นระดับอก โบกมือห้ามพี่ชายของสามีให้วุ่น “เ้าค่ะๆ เป็ข้าก็คงไม่พอใจเช่นกันที่เขาจะเห็นคนอื่นสำคัญกว่า”
ปลายนิ้วของมู่ช่างชี้ไปยังมู่โจว น้ำเสียงสะอึกสะอื้น “เ้าก็บอกสามีเ้าให้ไปกับข้าสิ ข้าถึงจะหยุดร้องได้”
คราวนี้กู้เยว่ฉีไม่รู้ว่าจะร้องไห้หรือหัวเราะดี พี่ชายคนรองของสามีเป็ชายชาติทหารที่มักจะแสดงความอ่อนแอเพื่อเรียกร้องความเห็นใจจากคนในครอบครัว หากยังไม่ได้สิ่งที่้าก็จะร้องต่อไปเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าเขาทำให้น้ำตาไหลเช่นนี้ได้อย่างไร
กู้เฉินเป็น้องชายของกู้เยว่ฉี ก่อนหน้านี้ในตอนที่มู่โจวมาเกี้ยวพานนาง กู้เฉินเองก็ไม่ชอบมู่โจวนัก มู่โจวจึงให้มู่ช่างมาช่วยกันกู้เฉินให้ ผลก็คือกู้เฉินถูกมู่ช่างปั่นหัวจนต้องยอมล่าถอย
“เฮ้อ!” มู่โจวได้แต่ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย เขาเริ่มเห็นด้วยกับบิดามารดาว่าหากจับพี่ชายแต่งงานเสีย นิสัยนี้ก็น่าจะหมดไป
พลันกู้เยว่ฉีก็คิดขึ้นได้ “ถ้าเช่นนั้น พี่ช่างไปชวนเสี่ยวเฉินด้วยดีหรือไม่เ้าคะ เขาว่างๆ อยู่ให้ไปเป็เพื่อนท่านก็น่าจะดี”
“อืม...ชวนกู้เฉินไปด้วยก็ดีจะได้มีคนร่วมขบวนมากขึ้น แต่ว่าข้าต้องมีเสี่ยวโจวไปด้วยนะ
สองสามีภรรยาถอนหายใจพรืดออกมาพร้อมกัน มู่ช่างก็เป็เช่นนี้ หากว่าปักธงสิ่งใดแล้ว ยากจะเปลี่ยนใจ
“พี่โจว ท่านก็ไปเป็เพื่อนพี่ช่างเถิด ให้เสี่ยวเฉินมาอยู่ดูแลข้าก็ได้เ้าค่ะ” น้ำเสียงกู้เยว่ฉีเต็มไปด้วยความระอา เป็นางเองที่ก่อนหน้านี้คิดว่าพี่ชายคนรองของสามีน่าจะเป็คนเคร่งขรึมจริงจัง แต่...ก็อย่างที่เห็น
มู่โจวจำต้องเก็บข้าวของเดินทางเข้าเมืองหลวงไปกับพี่ชายคนรอง เขาฝากฝังให้กู้เฉินน้องชายของภรรยาเข้ามาดูแลนางทุกวัน
มู่ช่างยิ้มหัวอย่างยินดี ไม่ใช่ว่าเขาไม่ห่วงกู้เยว่ฉี แต่ที่บ้านมีทั้งท่านพ่อท่านแม่ และยังมีพี่ชายกับพี่สะใภ้อีก ไหนเลยจะต้องเป็ห่วงถึงขนาดนั้น
ใช้เวลาเดินทางอยู่หลายวันก็ถึงเมืองหลวง พวกเขาเดินทางเข้าไปพักที่จวนสกุลมู่ที่ได้รับพระราชทานจากฮ่องเต้หลังจากปราบฏได้สำเร็จ
“ข้าจำได้ว่าจวนสกุลหยวนอยู่ห่างไปอีกสองถนน เอาไว้เราไปเที่ยวรอบเมืองสักวันก่อนค่อยไปพบนาง” มู่ช่างกล่าวอย่างไม่ร้อนใจ
“ก็ดีเหมือนกัน ั้แ่ปราบฏคราวนั้น ข้าก็ไม่ได้เหยียบย่างมาที่นี่อีก ไม่รู้ว่าเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด”
มู่โจวสนใจเพียงข่าวเกี่ยวกับขุนนางและการปกครอง หากเป็เื่การค้า คงต้องสอบถามจากภรรยาเพราะกู้เยว่ฉีกลายเป็คหบดีหญิงผู้มั่งคั่ง นางกุมการค้าแทบจะทั่วแคว้นเหลียน ดังนั้นข่าวสารเื่สินค้าหรือกฎหมายการค้าและภาษี มู่โจวจึงต้องสอบถามจากนาง
“เดือนก่อน เหล่าฟางเข้ามาเมืองหลวง เห็นบอกว่าถนนไป๋เติ้งโหลงคึกคักมาก พวกเราลองไปเดินดูกันสักหน่อย”
มู่โจวพยักหน้ารับ ในย่านที่มีทั้งหอคณิการ บ่อนการพนัน และโรงสุรา มักจะเต็มไปด้วยข่าวจริง ข่าวลวง และข่าวลับ ซึ่งอย่างสุดท้ายนี่คือสิ่งที่พวกเขาควรจะรู้ไว้
“ท่านส่งคนมาคอยสอดส่องใช่หรือไม่” มู่โจวเลิกคิ้ว
“อืม” หัวหน้าหน่วยพยัคฆ์รับคำเบาๆ “ถึงท่านพ่อจะได้เป็อ๋องแล้ว แต่เราก็ไม่อาจวางใจ เห็นว่าคนของเ้าาเ็ไปมาก ข้าจึงส่งคนของข้ามาแทน”
“ดีขอรับ”
“ฏพระสนมทำให้ทุกฝ่ายสูญเสียไปมาก ข้าคิดว่าพวกเราไม่ควรประมาท แม้เหตุการณ์จะดูสงบ แต่ก็ไม่แน่ว่าจะมีผู้มักใหญ่ใฝ่สูงกำลังพยายามทำเื่ไม่ดีอยู่” มู่ช่างเอ่ย เขารับคำสั่งจากบิดาให้วางคนเอาไว้ในเมืองหลวงเพื่อคอยติดตามความเปลี่ยนแปลง
สองพี่น้องออกเดินเตร็ดเตร่เที่ยวเล่นในเมืองหลวง แคว้นเหลียนมีชายแดนฝั่งตะวันออกติดทะเล มีท่าเรือขนาดใหญ่และเรือสำเภาค้าขายจำนวนมากเข้าออก
่ที่เกิดเหตุก่อฏการค้าก็ซบเซาไป่หนึ่ง บัดนี้กลับมาสู่ภาวะปกติ สินค้าจากเรือสำเภาแดนไกลถูกนำมาเรียงรายค้าขายกันอย่างคึกคัก
“ข้าว่าจะซื้อถ้วยชามตะวันตกไปฝากท่านแม่สักหน่อย” มู่ช่างเอ่ย ขณะมองดูลังไม้จำนวนมากที่มีถ้วยชามงดงามอยู่ข้างใน
มู่โจวเห็นด้วย สองพี่น้องซื้อชุดน้ำชาสำหรับบิดา และถ้วยชามน่าใช้สำหรับมารดา ออกจากท่าเรือพวกเขาก็ไปยังย่านการค้าสำคัญๆ ในเมืองหลวง และแวะไปรับประทานอาหารค่ำที่ภัตตาคารเลื่องชื่อ
****************