สี่หนุ่มตะลุยโลกดนตรี : [Another God !? : Melodies ~♪]

    บทที่ 1 คีตา ตอนที่ 3 คู่พี่น้อง

    เป็นเวลาเกือบเดือนกว่าพวกเราจะขายที่ดินได้ พวกเราสองพี่น้องจึงย้ายมาพักกับป้ามากาเร็ต ก่อนที่พวกเราจะออกเดินทาง ต้องหาวิธียกดาบของต่างหน้าพ่อพี่อ๊อสให้ได้

     

    “ออโต้ โลกนายไม่มีวิธียกของหนัก ๆ เลยหรือ” อ๊อสหันไปถามน้องชาย ที่กำลังนั่งเครียด

     

    “โลกผมอยู่เราไม่มีเวทมนต์หรอกครับ เราเจริญทางด้านวิทยาศาสตร์ ถ้าจะยกของหนักเราก็ใช้เครื่องมือทุ่นแรง แต่ผมว่ามันต้องมีเงื่อนไขของมัน แค่เรายังหาไม่เจอ” พูดเสร็จผมก็ใช้ความคิดต่อ

     

    ‘ลาลาทีลา ซอล’ 

     

    อยู่ๆ ผมก็นึกถึงเสียงทำนองตอนแกะห่อผ้ากับคำพูดของพี่ซัน 

     

    ‘โลกนั้นเครื่องดนตรีสำคัญมาก’ ผมลุกเดินไปสำรวจดาบใหญ่ของพี่อ๊อสอีกครั้ง ดาบสองคมที่ดูเป็นโลหะเนื้อดีสีดำเงา ด้ามดาบสวยงามพร้อมประดับด้วยอัญมณีสามเม็ดสามสี โกร่งดาบรูปลักษณ์แปลกตามันดูใหญ่กว่าดาบสองมือทั่วไป ผมเดินวนไปมาใช้ความคิด

     

    “ก็เข้าใจนะว่ากำลังคิด แต่นายเลิกเดินวนไปมาได้แล้ว มานั่ง ๆ”

     

    “ขออีกแป๊บพี่ หัวกำลังแล่น” ผมคิดวนไปมาอีกครั้งเรื่องคำพูดก่อน ๆ ของพี่เอิร์ธและพี่ซัน รวมถึงข้อมูลพื้นฐานของโลกนี้ที่ผมได้ศึกษามาบ้างแล้ว ผมเดินไปมองตัวดาบใหญ่อีกครั้ง

     

    ‘ดาบสองมือขนาดนี้พี่อ๊อสใช้ได้สบายอยู่แล้วไม่มีทางจะยกไม่ได้ ให้ตายเหอะไหนว่าเป็นโลกดนตรี จะมามีดาบวิเศษบ้าบอนี้ทำไมกัน’

     

    ผมแอบบ่นใจใน แต่ก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ ก่อนจะเดินไปสำรวจโกร่งดาบอีกครั้ง

     

    ‘ถ้ามันเล่นทำนองได้ ตอนแกะห่อผ้า มันต้องเป็นเครื่องดนตรีสิ ดีด สี ตี เป่า ดีดก็ไม่เห็นสาย ตีก็เคยลองเคาะดูแล้ว สีตัดทิ้ง เป่าสินะ แล้วมันเป่าตรงไหนกัน!!!!’ 

    ผมมองโกร่งดาบและตัวดาบทั่วไปไม่เจอรูอะไรที่จะเป็นรูเป่าได้

     

    “น้องรักยังสำรวจมันไม่พออีกหรือ เห็นทั้งจับทั้งคำ มันตั้งนานแล้ว”

     

    “มันมีเรื่องสงสัยอยู่ครับ” ผมตอบ

     

    “ก็ไม่รู้หรอกสงสัยอะไร แต่พี่รู้สึกเหงามากเลยนะ ที่ออโต้ให้ความสำคัญมันมากกว่า”

     

    พอผมได้ยินไอ้เสียงออดอ้อนตัดพ้อของพี่ชาย คิ้วผมถึงกับกระตุก ความบราค่อนของพี่ชายผมมันไม่ใช่ระดับธรรมดา แถมผมยังไม่ชินให้ตายเหอะ ถ้าไม่ทำอะไรสักอย่าง เลเวลถัดไปต้องมาแบบน่ากลัวแน่ ๆ ผมเลยจงใจกลับไปนั่งข้าง ๆ แล้วหันไปยิ้มให้ก่อนจะตอบว่า

     

    “พอดีผมสงสัยว่าดาบพี่มันอาจจะเป็นเครื่องดนตรีในตัวครับ”

     

    พี่ชายที่หันมาฟังยกมือมาลูบหัวผมอย่างเอ็นดูไปพลาง ๆ

     

    “เดี๋ยวก็คิดออกเองละ”

     

    ผมนั่งใช้ความคิดเรื่องดาบต่อไป ฝ่ายพี่ชายก็เลิกลูบหัวผมแต่กับมานั่งจ่องผมตาปริบ ๆ

     

    “พี่อ๊อสจ่องผมไมอะ”

     

    “พี่กำลังคิดว่า ออโต้กับโอ๊สมีส่วนคล้ายกันมากเลยนะ เทียบกันแล้วถ้านับเวลาดูทั้งอายุ รวมถึงทั้งนิสัยและคำพูด”

     

    “คิดถึงน้องชายตัวเองนะสิ แต่ผมก็เป็นผมนะครับเป็นคนอื่นไม่ได้”

     

    “ก็คิดถึงนะ แต่ตอนนี้ก็รักน้องชายคนใหม่เหมือนกัน อะไรมันผ่านไปก็ผ่านไป แต่แค่รู้สึกตกใจว่าพวกนายสองคนคล้ายกันมาก ๆ”

     

    “แต่เลิกจ่องก่อนพี่ ผมไม่มีสมาธิ เดี๋ยวคืนนี้จะให้นั่งดูผมนอนทั้งคืนเลย” แอบประชด

     

    “พี่เครื่องเป่าในโลกนี้ มีกี่ชนิด” ผมถาม

     

    “พี่ก็ไม่รู้หรอก แต่เยอะอยู่ มันมีพวกเครื่องดนตรีพื้นเมืองอีก เลยบอกจำนวนแน่ชัดไม่ได้”

     

    “แล้วพวกพลอยประดับเครื่องดนตรีคืออะไร”

     

     “ถ้าจำไม่ผิด เครื่องดนตรีระดับสูงจะมีพลอยประดับอยู่”

     

    “แบบด้ามดาบพี่หรือเปล่า” ผมถาม

     

    “พี่ก็ไม่เคยเห็นพลอยของพวกเครื่องดนตรีระดับสูงด้วยสิ เครื่องดนตรีของนักบวชในโบสถ์เมืองนี้ก็ยังไม่มีพลอยเลย”

     

    “ถ้าสมมุติว่าพลอยที่ด้ามดาบพี่ กับพลอยพวกนั้นเป็นชนิดเดียวกันกับเครื่องดนตรีระดับสูง พลอยพวกนี้มีไว้ทำไมครับ” ผมถามตามความสงสัย

     

    “เท่าที่รู้มา รู้สึกว่าพลอยจะเป็นตัวแทนเทพทั้ง 7 หรือ โน้ต ทั้ง 7 นี้ละ”

     

    “พี่จำทำนองตอนแกะผ้าได้มะ”

     

    “คิดก่อนนะ อ่อ รู้สึกจะเป็น ‘ลาลาทีลา ซอล’ อย่าบอกนะว่ามันเป็นรหัสดาบด้วย”

     

    “แล้วโน้ต ซอล ลา ที พลอยมันเป็นสีอะไรครับ สีเดียวกับ ด้ามดาบไหม” ผมถาม เห็นพี่อ๊อสทำหน้าใช้ความคิด

     

    “ถ้าเรื่องสีพี่รู้ สีเดียวกันกับพลอยที่ดาบเลย โดสีแดง เรสีแสด มีสีเหลือง ฟาสีเขียว ซอลสีน้ำเงิน ลาสีคาม ทีสีม่วง”

     

    “ถ้าเช่นนั้นพวกเราไปลองกดเม็ดพลอยตาม ทำนองนั้นกันครับ” ผมเสนอก่อนจะเป็นคนลองคนแรกแต่ไม่เกิดอะไรขึ้น ยังยกไม่ได้อยู่ดี

     

    “สงสัยจะไม่ใช่รหัสแหะ” พี่อ๊อสบอกหลังเห็นผมกดพลอยตามคีย์โน๊ตไปแล้ว

     

    “ผมว่าพี่ลองเป็นคนกดดูดีกว่า” ผมบอกพี่อ๊อส ก็เดินไปทำตามแต่รอบนี้ พอพี่เขาเอานิ้วสัมผัสที่พลอยเม็ดสีตามทำนองกับเกิดเสียงโน้ตตามมา

     

    “ลาลาทีลา ซอล”

     

    ทันใดนั้นเองดาบใบใหญ่กับสั่นไหว พี่อ๊อสลองยกมันขึ้นมา ใช่แล้วพวกเราทำสำเร็จ ตอนนี้ดาบอยู่ในมือพี่ชายผมแล้ว หากแต่ดาบแสนสวยหรูหรากับสลายตัวเองไปและหลอมตัวดาบสองมือขึ้นมาใหม่ มันดูกลายเป็นดาบแสนธรรมดาในมือพี่ชายผม

     

    “มันเกิดอะไรขึ้นพี่”

     

    “พี่ก็ไม่รู้ แต่ตอนนี้ดาบมันกำลังกลายเป็นของพี่แล้ว มันบอกว่างั้นละ”

     

    “อะไรนะครับ”

     

    “ดาบมันคุยกับพี่ มันมีชื่อ ดาบเล่มนี้ชื่อโซลัส” พี่อ๊อสบอก

     

    ดาบโซลัสแท้จริงแล้วคือโอคาริน่า เครื่องดนตรีประเภทเป่า แต่มันถูกปรับให้เป็นดาบสองมือเพื่อให้ต่อสู้ทางกายภาพได้นั้นเอง ถ้าเช่นนั้นพี่เอิร์ธก็คงทำได้เหมือนกัน

     

    “ออโต้ ตอนนี้เราหมดปัญหาแล้ว เราค่อยออกเดินทางสักต้นเดือนที่จะถึงนี้ละกันนะ พี่อยากอยู่ลาป้าอีกระยะก่อน” อ๊อสบอกความในใจ ผมก็ไม่ว่าอะไร

     

    ---------------------

     

    อีกด้านหนึ่ง

     

    “ตามแหล่งข่าว มันผ่านทางนี้แน่นะ” ชายวัยกลางคนถามเพื่อนร่วมก๊วนที่มาด้วยกัน

     

    “แน่นอน ไม่ผิดแน่ แต่จะโชคดีหรือเปล่าก็มาลุ้นอีกที” ชายที่อายุไล่ ๆ กันตอบ เขาใช้สายตากวาดหาอะไรบางอย่าง ก่อนจะตะโกนเสียงดังบอกเพื่อน ๆ ที่มาด้วยกัน

     

    “มันอยู่นั้นขี้วาฬทวีป”  

     

    พวกเขาต่างกู่ร้องดีใจพากันวิ่งเข้าไปหาก้อนหินบนเนินหญ้า เครื่องไม้เครื่องมือต่างขุดเจาะก้อนหินนั้น มันถูกแบ่งจากก้อนใหญ่จนเหลือขนาดหนึ่งคนโอบ หินพวกนี้หรือมูลวาฬทวีป ถือเป็นแร่หายากของคีตา มันมีพลังที่จะทำให้วัตถุที่ถูกมันเอาไปประกอบลอยได้เมื่ออยู่ในสภาวะเหมาะสม ความมหัศจรรย์ของวาฬทวีปนั้นยังเป็นความลับ หากแค่มูลของมันก็สามารถสร้างอารยธรรมให้เจริญก้าวหน้าอย่างมาก

     

    “โชคดีจริง ๆ ที่ติดตามมันมากว่าเดือน แค่ก้อนนี้หมู่บ้านพวกเราก็อยู่รอดแล้ว” ชายคนที่ดูเป็นหัวหน้าบอกกับทุกคน เพราะเพียงแค่นี้ เขาสามารถเอาพวกมันไปขายแลกเปลี่ยนได้เงินมหาสาร

     

    “อ่อ อย่าลืมเอาก้อนใหญ่ ๆ ที่สุดนั้นส่งเป็นภาษีให้เมืองหลวงด้วยละ” เขาบอกกับลูกน้อง

     

    “ครับหัวหน้า”

     

    ‘มีคนมาเจอเราแล้ว’ เอิร์ธคิดในใจเขาเลือกที่จะอยู่เงียบๆ เพราะยังไม่รู้จักพวกเขามากพอที่จะเผยตัวตน

     

    พวกเขาใช้เวลากลับหมู่บ้านไม่นานเพราะไม่ต้องเสียเวลาคอยสอดส่องหามูลวาฬทวีป

     

    “กลับมากันแล้วหรือครับ” เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ออกมาต้อนรับคณะเดินทาง

     

    “เอานี้ข้าฝากเจ้าดูแลแร่ก้อนนี้ด้วย พรุ่งนี้คนจากทางการจะมาเอามันไป”

     

    เด็กหนุ่มรับคำสั่งนายจ้างและเดินไปลากรถที่บรรทุกหินมูลวาฬทวีปกลับเข้าห้องทำงานของเขา มันเป็นทั้งห้องทำงานและห้องพัก เขาเป็นเพียงชายหนุ่มวัยรุ่นที่ถูกแม่บุญธรรมเก็บมาเลี้ยงเมื่อหลายปีก่อนและต้องมาทำงานชดใช้หนี้แทนแม่ของเขา ที่บ้านของหัวหน้าหมู่บ้านแห่งนี้

     

    “สวัสดีก้อนหิน ข้าชื่อบรีช” 

     

    เขาทักมันหลังจากที่ทุกอย่างจัดวางตามที่เหมาะสม 

     

    “ข้าต้องขอโทษเจ้าจริงๆ ห้องข้าอาจจะเล็กไปหน่อย เจ้าอย่าถือข้านะ เจ้ารออยู่นี้ละเดี๋ยวข้ามา” เขาพูดจบก็เดินออกไปนอกห้องทิ้งก้อนหินให้อยู่ลำพัง

     

    ‘น้องชายดูนายจะเหงานะ’ เอิร์ธคิดในใจ

     

    “หัวหน้าครับ คือว่าเดือนนี้ข้าจะใช้หนี้ท่านหมดแล้ว ข้าจะขอลาออกกลับไปหาแม่ครับ” ชายหนุ่มบอกนายจ้างถึงสิ่งที่เขาต้องการ

     

    “มันแล้วแต่เจ้านะบรีช ถ้าเจ้ายังทำงานที่นี้ต่อ เงินเดือนที่ควรได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยมันจะทำให้ทางบ้านเจ้าสบาย เจ้าคิดดูให้ดี” หัวหน้าเสนอทางเลือกแก่ลูกน้องที่อยู่ทำงานมากว่า 3 ปี

     

    “ครับ ขอบคุณในความหวังดีครับหัวหน้า ” เมือบรีชบรรลุในสิ่งที่เขาต้องการบอกแล้ว เขาก็กลับเข้าห้องทำงาน

     

    “กลับมาแล้วนะ เจ้าหิน” เขากล่าวทักทายมันประหนึ่งว่ามันเป็นแขกในห้องของเขา

     

    “พรุ่งนี้นายอาจจะต้องเดินทางไกลหวังว่า นายจะมีความสุขนะ” เขายังคงหาเรื่องคุยกับหิน

     

    “พอนายไปแล้วข้าก็จะไปเหมือนกัน ที่แห่งนี้มันไม่เหมาะกับข้า ข้ารู้สึกแบบนั้น”

     

    “แล้วนายจะไปที่ไหนละ”

     

    “ข้าจะกลับไปหาแม่ข้า เธอเป็นคนช่วยข้าไว้จากการจมน้ำ ข้าต้องกลับไปดูแลตอบแทนบุญคุณนาง”

     

    “นางไม่ใช่แม่แท้ ๆ เจ้าสินะ”

     

    “…” ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกตัวแล้วว่าเขากำลังคุยตอบโต้กับหินก้อนนั้น

     

    “อะไรกันความรู้สึกช้าจริง สวัสดีบรีช ข้าชื่อเอิร์ธ”

     

    “ไม่จริงนะ ก่อนหินขี้วาฬทวีปพูดได้!!!!” บรีชเริ่มอุทานเป็นประโยคออกมา

     

    “ฮะ ๆ เห็นแบบนี้ข้าไม่ใช่ก้อนขี้แบบที่นายว่าหรอกนะ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้วเจ้าช่วยข้าด้วยบรีช” เอิร์ธรีบบอกถึงสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุด

     

    “ว่าไงนะ?”

     

    “ช่วยข้าด้วย ข้าติดอยู่ในขี้วาฬก้อนนี้”

     

    “จริงดิ เจ้าเป็นตัวอะไรกัน ไม่ใช่ปีศาจแน่นะหรืออสูรจอมมาร” บรีชรีบถาม

     

    “บรีช นายไม่ต้องกลัวขนาดนั้น ข้าไม่ใช่อะไรแบบนั้นหรอก ถ้าเจ้าช่วยข้า ข้าจะช่วยเจ้าตามหาความจริง ข้ารู้ว่าเจ้าต้องการสิ่งใด” เอิร์ธบอก แน่นอนร่างแท้จริงเขาคือจิตมีหรือจะไม่รู้ถึงจิตที่กำลังอยู่ใกล้ ๆ เขารู้ดีว่าจิตเหล่านั้นต้องการสิ่งใด

     

    “ได้ ๆ แต่ข้าต้องทำไง” บรีชถาม

     

    “เจ้าลองหาเครื่องมือแข็ง ๆ มาสกัดข้าออกไป แต่ลองทุบ ๆ ดูหน่อยข้าจะได้บอกตำแหน่งที่ข้าอยู่ถูก”

     

    ไม่นานชายหนุ่มก็พร้อม เขาไล่ทุบก้อนหินหาจุดที่คิดว่าเอิร์ธจะอยู่

     

    “ตรงนี้ เจาะเลยบรีช” เอิร์ธรีบบอกทันทีหลังอีกฝ่ายหาเจอ

     

    ชายหนุ่มสกัดหินด้วยเหล็กแหลมไม่ลึกนักก็พบวัตถุสีดำถูกฝังอยู่ภายใน มันสั่นอยู่นานก็ขยับออกมาได้ 1 ใน 3 ส่วนของลำยาวมัน

     

    “เวรละ ติด คงต้องขอแรงเจ้าต่ออีกหน่อยแล้วบรีช”

     

    “อืม” บรีชรับคำก่อนจะใช้มือของเขาดึงลำขลุ่ยสีดำออกจากหิน แรงชายหนุ่มบวกกับแรงขลุ่ยวิเศษที่ร่วมด้วยช่วยกันออกแรง ในที่สุดเอิร์ธก็หลุดออกมา แรงที่ออกไปนั้นทำให้บรีชถึงกับเสียหลักล้ม

     

    “เจ็บชะมัด” บรีชรีบดีดตัวสำรวจร่างกายตัวเอง

     

    “ขอบคุณมากบรีช” ขลุ่ยวิเศษลอยวนไปมารอบชายหนุ่ม

     

    “นายเป็นขลุ่ยนิ” บรีชทักทันทีหลังจากเห็นสัดส่วนทั้งหมดของสิ่งที่เขาดึงออกมา

     

    “โอเคตามสัญญา ข้าจะช่วยตามหาความจริงของตัวนาย เอาละถือว่านายได้เป็นผู้ใช้ขลุ่ยจำเป็นไปก่อนละกันนะ ‘บรีชนักดนตรีแห่งคีตา’ เอาละยื่นมือนายมา” เอิร์ธบอก

     

    ชายหนุ่มถึงจะมึนงงกับเรื่องที่เกิดขึ้นแต่เขาก็ยื่นมือออกมาด้วยความเต็มใจ ขลุ่ยวิเศษถูกทาบวางบนฝ่ามือ ก่อนมันจะส่งเสียงทำนองสัญญาแห่งนักดนตรี

     

    “โดเรมี โด โดเรมี โด~”

     

    แทบจะทันทีทันใดกับทำนองแห่งสัญญานักดนตรีบรรเลงจบเสียงแตรสวรรค์ก็ดังขึ้น

     

    “หืม บรีชนายเป็นใครกันแน่ ทำให้แตรดังถึงสองครั้ง” เอิร์ธถามทันที

     

    “เอิร์ธนายนั้นละเครื่องดนตรีที่มีพลอย 7 เม็ด 7 สี มันโคตระ เครื่องดนตรีในตำนานไปแล้ว” บรีชก็ถามหลังจากสังเกตว่าขลุ่ยในมือเขามันไม่ใช่ขลุ่ยเวทย์ธรรมดา

    แต่ยังไม่ทันจะได้คุยกันดีเสียงผู้คนก็ร้องตะโกนถามหาความเป็นมาแห่งแตรสวรรค์

     

    “แตรดังสองครั้ง ผู้ถูกเลือกสองคนที่ไหนมาทำสัญญากันในหมู่บ้าน”

     

    เสียงเจ้านายของบรีชตะโกนถาม แน่นอนว่าเป็นใครก็ต้องตกใจ หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่คนส่วนใหญ่ทำเหมืองแร่ ต่างหาไปขาย เมืองที่ไม่มีใครมาสนใจ แต่กับมีเสียงแตรสวรรค์ดังถึงสองครั้ง

     

    “มีคนกำลังมา” บรีชบอกขลุ่ยวิเศษ

     

    “เจ้าถนัดมีดสั้นสินะ” เอิร์ธพูดจบเขาก็กลายร่างเป็นมีดสั่นรูปร่างไม่หรูนักแต่กับมีพลอย 7 เม็ดเล็ก ๆ ล้อมตัวเป็นวงคล้ายดาวหกแฉกที่ด้าม มันถูกคาดเข้าที่เอวบรีชทันที พร้อมกันกับประตูบานไม้ห้องของบรีชเปิดขึ้น

     

    “บรีชเจ้าได้ยินเสียงแตร ดังมาจากบ้านพวกเราหรือเปล่า” พี่ชายคนหนึ่งถาม

     

    “ข้าก็ได้ยินนะแต่มันไม่รู้มาจากไหน” บรีชตอบเลี่ยง

     

    “แล้วเจ้าซนอะไรอีกกับหินที่จะให้ทางการ” พี่ชายคนนั้นทักบรีชทันทีหลังเห็นว่าก้อนหินที่เตรียมจ่ายเป็นภาษีมีสภาพเปลี่ยนไป

     

    “ออคือว่า พอดีข้าทำมันตกมาครับมันเลยแตกออก ตอนได้ยินเสียงแตรเมื่อครู่”

     

    “แล้วกันไอ้เด็กบ้า ข้าจะไปรายงานหัวหน้าให้ ทำความเรียบร้อยด้วย” พี่ชายคนนั้นก็เดินจากไป

     

    “หวังว่าคงจะไม่โดนหักเงินนะ” บรีชบ่น

     

    “ฮะ ๆ เจ้าก็ไม่ได้โง่นิ เห็นทำตัวแปลก ๆ คุยกับหิน” เอิร์ธแซวคู่หูคนใหม่

     

     

    วันรุ่งขึ้นหลังจากทำงานสุดท้ายให้หัวหน้าแล้ว เขาก็เก็บของเตรียมกลับบ้าน

     

    “ไปก่อนนะครับทุกคน” บรีชลาเพื่อน ๆ ร่วมงาน

     

    “บรีช ถ้าเจ้าไม่มีที่ไปก็กลับมาหาพวกเราได้เสมอ โชคดีนะ” หัวหน้ากล่าวกับเขา

     

    ชายหนุ่มมุ่งหน้ากลับบ้านที่เขารู้จัก เขาถูกช่วยโดนหญิงวัยกลางคน เธอเลี้ยงดูเด็กชายจนกลายเป็นชายหนุ่มรวมระยะเวลา 10 กว่าปี จนเมือ 3 ปีก่อนแม่ผู้มีพระคุณของเขาได้ล้มป่วยลง จนต้องขายสมบัติรักษาอาการป่วยจนหัวหน้าเหมืองได้รับรู้ เขาออกค่ารักษาแสนแพงให้ บรีชเลยอาสามาเป็นคนงานเหมืองชดใช้หนี้ให้แม่บุญธรรมของเขา

     

    “เรื่องนายไม่ธรรมดาเลยบรีชยอดหนุ่มกตัญญู” เอิร์ธแซว

     

    “ฮะ ๆ แต่ข้าไม่รู้ว่าพ่อแม่แท้ ๆ ข้าเป็นใคร จำความได้ก็ถูกช่วยโดยแม่บุญธรรมแล้ว” บรีชตอบ

     

    “นายก็ใช้ได้นะ ข้ามีเรื่องอยากให้เจ้าช่วยหน่อยบรีช” เอิร์ธเข้าประเด็นหลัก

     

    “ว่าไงบอกมาได้เลยถ้าข้าไม่ลำบากมากช่วยได้จะช่วย” บรีชตอบ

     

    มีดสั้นที่เอวลอยตัวออกมาก่อนจะสลายตัวเป็นแสงและขยายใหญ่ขึ้น ปรากฏร่างชายหนุ่มที่แก่กว่าบรีชอยู่ไม่กี่ปี ใบหน้าคมเข้มหล่อเหล่า เท่าที่บรีชเคยเห็นมา บนหัวมีรัศมีแสงสีทองบาง ๆ ผิวพรรณของชายตรงหน้านั้นขาวกว่าบุรุษหรือสตรีใด ๆ ที่บรีชรู้จัก แถมยังอยู่ในอาภรผ้าไหมดูโปล่ง ๆ สีขาวพันไปมา แต่กับโชว์สรีระของบุรุษอย่างดี ดังกับภาพวาดของเหล่าเทพทั้งเจ็ดบนสรรค์

     

    “กำ เห็นร่างจริงข้าหน่อยถึงกับยืนอึ้งไปเลยนะบรีช ตกใจความหล่อข้าอีกคนแล้วสินะ” เอิร์ธเดินเข้าไปจับปากบรีชที่กำลังอ้าค้างให้มันหุบ

     

    “คือข้า…” บรีชพูดไม่ออก

     

    “ฮะ ๆ ตกใจไม่ว่าแต่อย่ามา ตกหลุมรักข้าก็พอน้องชาย”

     

    “แล้วกันข้าไม่ใช่ผู้ชายที่จะชอบเพศเดียวกัน แต่ข้ายอมรับว่าข้าตกใจที่เจ้ารูปงามมากจริง ๆ” บรีชรีบบอกแต่ถึงแบบนั้นเขาก็แอบใจเต้นแรงอยู่เหมือนกัน ไหนจะรูปร่างหน้าตาที่ใครเห็นก็ต้องแอบหวั่น ๆ กับกลิ่นกายที่หอมจนใคร ๆ ก็อยากดมกลิ่นซ้ำ

     

    ‘ซันเอ๋ย นายใส่ออฟชันร่างเอิร์ธเยอะไป’ เอิร์ธแอบคิดเพราะร่างที่เขากำลังปรากฏให้ บรีชเห็นนั้นมันคือร่างมหาเทพของคีตา ตัวแทนแห่งมหาเทพสูงสุด(บระเจ้าซัน)

     

    “งั้นรอแป๊บ” เพียงเสี่ยววินาทีลำแสงสีทองก็สว่างและดับไป กลายเป็นเอิร์ธร่างสามัญชนที่ใส่ชุดชาวบ้านไม่ต่างจากบรีชแถมรัศมีสีทองก็หายไป แต่กลิ่นกายที่หอมนั้นยังคงอยู่กับความหล่อเหล่าของชายหนุ่ม

     

    “โอเคยัง ไม่แอบหวั่นไหวแล้วนะ” เอิร์ธถามตรง ๆ

     

    “ข้า คือ ข้า ” บรีชยังรู้สึกไม่ต่างจากเดิม

     

    “งันคงต้องแบบนี้” เอิร์ธตัดสินใจกลายร่างให้ตัวเองกลายเป็นเด็กชายไปสะเลย ร่างเด็กชายอายุ 8 ขวบ ที่ดูสดใสแต่ยังฉายแววหนุ่มหล่อในอนาคต

     

    “หวังว่านายจะไม่มีอารมณ์กับเด็กผู้ชายนะ บรีช” เอิร์ธแกล้งแซว

     

    บรีชเดินมาก้มมองเอิร์ธร่างเด็กก่อนจะโน้มตัวมาอุ้มเอาไปกอด

     

    “ข้าชอบร่างนี้ นายมาเป็นน้องชายข้าเถอะ” บรีชรู้สึกเอ็นดูเอิร์ธร่างเด็กมาก ๆ

     

    “แล้วกัน ข้าควรเป็นพี่ด้วยซ้ำแก่กว่านายตั้งเยอะ” เอิร์ธได้ทีบ่น

     

    “ไม่รู้ละ แต่ร่างตอนนี้น่ารักน่ากอดจริง ๆ นะ แล้วก็ไม่ได้รู้สึกชวน หวั่นไหวหัวใจแบบร่างก่อน ๆ ด้วย” บรีชพูดตรง ๆ

     

    “ฮะ ๆ งั้นก็ได้ ข้าจะยอมเป็นน้องเจ้าไปก่อน แต่ที่ข้าคืนร่างมนุษย์เพราะมีเรื่องจะขอร้องเจ้านะพี่ชาย” เอิร์ธพยายามเข้าเรื่องพร้อมปิดประโยคให้ดูสมบทบาท

     

    “ครับน้องชาย ฮะ ๆ” บรีชรับคำแต่ดูสะใจในอารมณ์

     

    “จริง ๆ ข้าอยากให้พี่บรีชช่วยออกตามหาน้องชายข้านะ ไม่ใช่สิต้องเรียกพี่ชายสิ” เอิร์ธก็พยายามจะเล่นบทเด็กชาย

     

    “ตามหาคนสินะ แล้วเกิดอะไรขึ้นเล่ามา ๆ” บรีชถามความเป็นมา

     

    “หลายเดือนก่อนข้ากับพี่ชายได้เดินทางมาโลกนี้ แต่ข้าโดนวาฬทวีปนั้นกลืนเข้าท้องมาส่วนพี่ชายข้าน่าจะอยู่ในเมืองแถว ๆ นั้น แต่ตอนนี้รู้สึกว่าจะอยู่กันคนละทวีป ข้าคนเดียวจะออกตามหาอาจจะไม่ทันการ พี่ชายข้ากำลังจะตาย ข้าต้องกลับไปอยู่กับเขา เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดที่เขาจะรอด” เอิร์ธอธิบายรวบรัด

     

    “เข้าใจแล้ว เดิมทีแม่ข้าเคยบอกว่า ข้าอาจเป็นคนของทวีปมายด์ ถ้าข้าได้ไปที่นั้นความทรงจำของข้าอาจจะกลับมาก็ได้นะ ข้าจะช่วยเจ้า ถึงปัจจุบันทวีปมูนวัลนี้จะเป็นสถานที่ข้าผูกพัน แต่ข้าก็ยังอยากรู้ความเป็นมาของตัวเอง” บรีชบอกถึงภายในใจ

     

    “ขอบคุณพี่ชาย นี้คือคำถามเครื่องดนตรีอะไรที่ท่านถนัด” เอิร์ธถาม

     

    “เอาจริงข้าไม่เคยเล่นดนตรี แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งนักบวชคีตาได้เดินทางมาแถวหมู่บ้านพวกเรา เขาเล่นเครื่องสายที่ดีด ๆ ตัวเล็ก ๆ แบบนี้ ข้าอยากเล่นมันได้ ” บรีชวาดภาพบนพื้นให้เอิร์ธดู

     

    “กีต้าร์น้อยสินะ ไม่สิ อูคูเลเล่” จากนั้นเอิร์ธน้อยก็กลายร่างเป็นเครื่องดนตรีตามแบบที่ชายหนุ่มต้องการ มันดูตัวเล็กน่ารัก

     

    “มันดูดีกว่าอันที่ข้าเคยเห็นอีกน้องเอิร์ธ” บรีชรีบบอก

     

    “เอาเถอะ เรารีบไปบ้านเจ้ากัน ไม่สิ พี่ชาย เห็นทีการเดินทาง ของพวกเราคงใกล้เข้ามาแล้ว” เอิร์ธบอก