[จบ]Death System จอมเวทย์ท้าความตาย

    164 ห้องลับ

    “ไปไงมาไงถึงมาอยู่ที่นี่เนี่ย”


    แอนเดอร์สันถอนหายใจออกมาเบาๆ คนที่เขาส่งออกจากห้องเก็บอาวุธตอนนี้กลับอยู่ภายในห้องขนาดใหญ่ที่มีพี่ชายของเขาอยู่ด้วย อย่างไรก็ตามการอยู่ของหัวหน้าหน่วยเอทไนน์และโลแกนกลับไม่ได้อยู่ในสภาพมีชีวิต เดิมทีเขาหวังว่าคนเหล่านี้จะสามารถออกไปจากที่แห่งนี้ได้ กลับกันพวกเขากลับหลงทางจนมาอยู่ในห้องที่เป็นจุดหมายของพี่ 4


    แชะ!


    แอนเดอร์สันถ่ายรูปและถ่ายวีดีโอเก็บเอาไว้ การตายของหัวหน้าหน่วยเอทไนน์เขาจะไม่ยอมพลาดปล่อยมันทิ้งไป การที่หัวหน้าหน่วยเอทไนน์ตายโดยการมีนายน้อย 4 ยืนอยู่รอบข้าง เป็นไปได้ยากหากจะหลุดออกจากข้อกล่าวหานี้


    “ทุกคน หัวหน้าของผมตายแล้ว เขาถูกนายน้อย 4 จัดการ ผมไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องทำแบบนั้น แต่ผมคิดว่าคงไม่ใช่เพราะต้องการจัดการกับผมแน่ ดูเหมือนว่าพี่ 4 ของผมจะรู้อะไรสักอย่างเกี่ยวกับที่นี่จึงฆ่าปิดปากคนอื่นๆ”


    “แอนเดอร์สัน นายจะหลบอยู่อีกนานไหม”


    แอนเดอร์สันเก็บวีดีโอที่บันทึกเข้าไปในแหวนเก็บของพลางเดินออกไปหาพี่ชายที่ตรวจพบเขาแล้ว


    “สวัสดีพี่ชาย คุณฆ่าหัวหน้าหน่วยเอทไนน์ทำไม”


    แอนเดอร์สันยังคงถามต่อไป ถึงแม้เขาจะรู้จุดประสงค์ที่ต้องฆ่าหัวหน้าหน่วยเอทไนน์ไปแล้วก็ตาม เขากลับยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดยั่วโมโหพี่ชายเช่นเดิม


    “เลิกเล่นได้แล้ว ส่งตะเกียงมา ฉันรู้ว่าแกฆ่าคนของฉันไปหมดแล้ว”


    “พี่รู้ได้ไง” แอนเดอร์สันทำหน้าตกใจก่อนจะหัวเราะเบาๆเพื่อหยอกล้อพี่ 


    “ก็เพราะสิ่งนี้ไง”


    แอนเดอร์สันมองไปยังแผนที่ในมือของพี่ชาย ก่อนจะย่นคิ้วด้วยความสนใจ เมื่อแผนที่ของพี่ชายดูพิเศษกว่าแผนที่ที่เขาได้จากทหารหน่วยเอทโฟ บนแผนที่ในมือพี่ชายของเขามีรอยเท้าสีแดงที่เหมือนจะใช้แทนจำนวนผู้ที่มีชีวิตในปราสาทแห่งนี้ ซึ่งมันมีเพียงแค่รอยเท้า 2 รอยเท้านั้นในตอนนี้ รอยเท้านั้นก็คือรอยเท้าของเขาและของพี่ชาย


    “ดูเหมือนว่าพี่จะเตรียมตัวมาดีนะ จะไม่พูดอะไรให้ผมฟังหน่อยเหรอ ไม่กลัวสิ่งนี้ถูกทำลายหรือไงกัน”


    แอนเดอร์สันนำตะเกียงออกมา 1 อันแล้วควงมันไปรอบๆด้วยท่าทางสนุกสนาน


    “แล้วแกอยากรู้อะไร”


    “สิ่งที่ผมอยากรู้ก็คือพี่ต้องการอะไรจากที่นี่ แล้วที่นี่มันคือที่ไหน”


    “แกไม่จำเป็นต้องรู้สิ่งที่ฉันอยากได้ แต่ฉันสามารถเล่าให้ฟังได้ว่าที่นี่คือที่ไหน หากจะพูดให้เข้าใจเหมือนที่เคยพูดกับแกก่อนหน้า ปราสาทแห่งนี้เป็นพื้นที่พิเศษที่จะแทรกไปกับเกทต่างๆ โอกาสที่จะเจอมันมีน้อยมาก”


    “แสดงว่ามันเก็บของสำคัญเอาไว้สินะ ว่าแต่ของสิ่งนั้นคืออะไรล่ะ”


    “แกไม่ควรรู้ สิ่งที่แกควรรู้คือ แกจะรอดจากที่นี่ไปได้หรือเปล่า ตอนนี้ทางออกถูกปิดไปแล้ว การที่ผู้เข้ามาในปราสาทแห่งนี้มารวมกันที่นี่ สิ่งที่จะเกิดคือการเดินไปสู่ปลายทาง”


    “ผมก็แค่ต้องไปปลายทางให้ได้ไม่ใช่หรือไง” แอนเดอร์สันยิ้มเล็กน้อยเพราะสิ่งที่สามารถส่งพวกเขาไปสู่ปลายทางได้คือตะเกียงที่เขาเก็บมาด้วย


    “ใช่ แต่ฉันจะให้แกไปด้วยไหมก็อีกเรื่อง”


     “ไม่เอาน่าพี่ชาย กุญแจก็อยู่กับผม พี่คิดว่าจะแย่งจากผมไปได้หรือไง แม้ผมจะเป็นนักเวทย์ 751 ปีพี่มั่นใจเหรอว่าจะแย่งของของผมได้ ทำไมเราไม่ไปด้วยกันล่ะพี่ชาย”


    “ส่งตะเกียงมา ฉันจะให้แกไปด้วย”


    “ไม่เอาน่าพี่ชาย”


    บู้ม!


    พลังเวทย์ของผู้ที่ก้าวข้ามนักเวทย์ 900 ปีระเบิดออกมาจากร่างพี่ 4 ส่งผลให้แอนเดอร์สันระวังตัวเพราะตอนนี้ระดับความอันตรายพุ่งสูงขึ้นไปถึง 190 เขาไม่คิดเลยว่าพลังของพี่ชายจะมากมายขนาดนี้ อย่างไรก็ตามเขามาที่นี่ก็เพื่อจะตามพี่ชายเข้าไปด้านใน จึงนำตะเกียงออกมามอบให้พี่ชายพลางถอยหลังกลับไปหลังจากรู้ว่าปลายทางที่มาถึง ยังมีทางเดินต่อไปเพื่อไปยังส่วนที่สำคัญที่สุดของสถานที่แห่งนี้ ซึ่งที่นั่นมันไม่ได้มีในแผนที่ เขาได้มองเห็นแผนที่ในมือพี่ชายของเขาแล้ว ต่อจากนี้ไปไม่มีแผนที่ที่พี่ชายจะได้เปรียบเขา


    “ผมไม่ไปด้วยก็ได้ เอานี่ตะเกียง”


    นายน้อย 4 มองไปยังแอนเดอร์สันที่วางตะเกียงเอาไว้กลางห้องพลางมองแอนเดอร์สันที่เหมือนจะถอยกลับออกไปจากห้อง


    “พี่ 4 ไหนๆผมก็จะไม่ยุ่งเรื่องพี่แล้ว จะไม่บอกทางออกให้ผมจริงๆเหรอ”


    “ฮะฮ่าๆ ก็ได้ เห็นแก่ที่นายเก็บตะเกียงพวกนี้มาให้ฉัน ทางออกยังคงเปิดอยู่ แต่เมื่อใดก็ตามที่ฉันเดินทางไปถึงห้องลับ ประตูจะปิดทั้งหมด แกมีเวลาต่ำสุดก็ 1 ชั่วโมง หากสามารถใช้เส้นทางเดิมออกไปได้ทันในเวลานี้แกก็รอด”


    “โอเคพี่ชาย หวังว่าเราจะไม่ต้องเจอกันอีก”


    แอนเดอร์สันเดินถอยหลังออกไปจากห้องก่อนจะหายไปในความมืดปล่อยให้พี่ชายของเขาได้เปิดเส้นทางไปต่อ ระหว่างนี้เองเขาก็ได้ใช้สายลมตรวจสอบข้อมูลของพี่ชาย กระทั่งเส้นทางลับถูกเปิดขึ้นพี่ของเขาก็เดินเข้าไปพร้อมกับประตูปิดลง ตะเกียงที่ใช้สำหรับเปิดประตูห้องลับก็หายไปเช่นเดียวกัน ส่งผลให้เขาไม่สามารถตามไปได้อีก


    “มีเวลา 1 ชั่วโมงสินะ ใครจะกลับไปกันล่ะพี่ชาย”


    แอนเดอร์สันฉีกยิ้มกว้างก่อนจะควักตะเกียงออกมาจากแหวนเก็บของ การปะทะกันกับพี่ 4 เป็นเรื่องที่เขาต้องการทำแต่ไม่ใช่ตอนนี้ เขาจะสู้ไม่ได้หากไม่เห็นสิ่งที่พี่ 4 ต้องการก่อน ดังนั้นเขาจึงจะตามพี่ของเขาไปจนกว่าจะเจอห้องลับสุดท้าย ซึ่งตะเกียงทั้ง 4 ที่อยู่ในมือแอนเดอร์สันเขาสร้างขึ้นมาง่ายๆ เพียงแค่เขาใช้การ์ดคัดลอก อุปกรณ์เวทมนตร์ตะเกียงทั้ง 4 ก็ถูกคัดลอกขึ้นมา 1 ชุดโดยที่คุณสมบัติของมันเหมือนของต้นแบบทั้งหมด


    “เอาล่ะ 30 นาทีแล้วพี่ชายสุดที่รักของฉันน่าจะเดินทางไปได้ไกลมากแล้ว”


    แอนเดอร์สันนำตะเกียงไปแขวนไว้บนกำแพงที่มีประตูลับ ทันทีที่ตะเกียงแขวนลงไปยังกำแพงบานประตูที่ใช้สำหรับเดินทางสู่ห้องลับก็ได้เปิดขึ้น แอนเดอร์สันจึงส่งกระแสลมไปตามทางเดินเพื่อสำรวจดูว่าพี่ชายของเขาเดินไปยังเส้นทางไหนในตอนนี้ อย่างไรก็ตามลมที่เขาส่งเข้าไปกลับไม่สามารถพัดไปได้ไกลเกิน 1 เมตร ส่งผลให้เขาไม่สามารถตามหาพี่ชายได้นอกจากเข้าไปด้วยตัวเอง


    “คงต้องหวังพึ่งฉายาผู้ที่โชคเข้าข้างสินะ”


    แอนเดอร์สันถอนหายใจก่อนจะก้าวเดินเข้าไปในเส้นทางลับ หลังจากที่ก้าวเข้ามาได้เพียง 20 ก้าวเท่านั้นเขาก็พบเข้ากับเขาวงกตอีกอัน แอนเดอร์สันที่ไม่สามารถใช้สายลมนำทางจึงเดินตามสัญชาตญาณของตนเอง โดยหวังว่าเขาจะไปเจอพี่ชายที่ห้องลับหรือไม่เขาก็หวังให้ตัวเองไปเจอห้องลับก่อนพี่ชายที่ดูเหมือนจะต้องผ่านเขาวงกตเหมือนกันกับแอนเดอร์สัน


    —------------------------------


    “เหลือเวลาอีก 2 ชั่วโมงที่หน่วยเอทโฟและหน่วยเอทไนน์จะออกมาใช่ไหม”


    “ครับ เหลือเวลาอีกเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น”


    เหล่าผู้ที่ก้าวข้ามนักเวทย์ 900 ปีมองจ้องไปยังเวลาพลางถอนหายใจออกมาเมื่อรู้ว่าหน่วยทั้ง 2 ที่เข้าไปในเกทยังไม่ปรากฎตัวออกมาเลยสักคนเดียว อย่างไรก็ตามจากระยะเวลาที่เหลืออยู่ทำให้พวกเขาพอจะคาดการณ์ได้ว่าหน่วยที่เข้าไปคงกำลังจะเดินทางออกมา แต่ทันใดนั้นหนึ่งในทหารก็รีบวิ่งเข้ามารายงานบางอย่างที่ทำให้เหล่าคนที่อยู่ในห้องประชุมย่นคิ้ว


    “รายงานครับ เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ”


    “เรื่องอะไร”


    “เกิดความผิดปกติกับนักวิทยาศาตร์ทั้ง 10 คนที่รอดชีวิตออกมาจากเกทครับ”


    “พวกเขาเป็นอะไร”


    “พวกเขาเข้าสู่สภาวะใจลอย ไม่สามารถเรียกสติกลับมาได้ครับ”


    ตู้ม!


    เสียงระเบิดดังก้องมาจากด้านนอก พร้อมกับมีเสียงไซเรนเตือนดัง เมื่อกลุ่มคนที่อยู่ภายในห้องประชุมรู้ว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นจึงรีบออกมาดูก่อนจะพบว่าสถานที่เกิดเหตุคือตำแหน่งที่นักวิทยาศาตร์อาศัยอยู่


    “ปิดล้อมตึกวิจัยเอาไว้ อย่าให้ใครเข้าออก!!!”


    คำสั่งส่งออกไปอย่างรวดเร็วเพื่อระงับสถานการณ์ เหล่าทหารที่พักผ่อนภายในค่ายหลังจากได้ยินการแจ้งเตือนที่มาพร้อมกับคำสั่งล้วนแล้วสวมใส่ชุดเกราะวิ่งไปยังสถานที่ที่พวกเขาจะต้องปิดกั้นในทันที


    —-----------------------------


    “แล้วมันถูกสร้างมาเก็บอะไรกัน”


    แอนเดอร์สันวิ่งไปเรื่อยๆตามทางเดินพลางนึกถึงสิ่งที่ปราสาทแห่งนี้เก็บเอาไว้ การที่มันสามารถแทรกตัวเข้าไปในเกทได้ จะต้องเป็นพื้นที่ลึกลับไม่ผิดแน่ ทว่าเขาก็เกิดความสงสัยว่าสถานที่แห่งนี้สร้างมาเพื่ออะไร ทำไมมันถึงมีอำนาจในการแทรกแซงเกทต่างๆ ทันใดนั้นแอนเดอร์สันก็ก้าวขาผ่านกับดักที่เหมือนจะเกิดความขัดข้องจากการถูกฉายาผู้ที่โชคเข้าข้างแทรกแซง ส่งผลให้แอนเดอร์สันมาเจอเข้ากับประตูขนาดใหญ่บานหนึ่งตั้งตระหง่านตรงหน้าเขา


    “สรุปแล้วฉันมาถึงก่อนพี่ชายเหรอ ฮ่าๆ ใครจะไปคิดว่าคนที่ต้องการเข้ามาในนี้จะมาช้ากว่าฉัน”


    แอนเดอร์สันมองไปยังรูปแกะสลักที่อยู่บนบานประตู มันเป็นรูปโครงกระดูมนุษย์สวมผ้าคลุมเหมือนกับยมทูตกำลังยืนกุมมือตนเอง  หลังจากที่เขาสำรวจประตูเสร็จแล้วนี้เองแอนเดอร์สันจึงใช้มือผลักมันเข้าไป แม้ประตูจะมีน้ำหนักมากกว่า 1 ตันเขากลับสามารถผลักเข้าไปได้ ก่อนจะพบเข้ากับห้องโถงขนาดใหญ่เต็มไปด้วยรูปปั้นหิน


    “หวังว่ามันจะเป็นห้องสุดท้ายนะ”


    แอนเดอร์สันก้าวเท้าเข้าไปในห้องพลางปิดประตูเอาไว้เช่นเดิม หากพี่ชายของเขาตามมาถึงจะได้รู้ตัวจากเสียงเปิดประตู ทันทีที่แอนเดอร์สันเข้ามาด้านในเขาก็เริ่มกวาดสายตาไปรอบๆ เพื่อดูว่ารูปปั้นมากมายเหล่านี้มีที่มาที่ไปอย่างไร บนผนังกำแพงเหมือนจะมีเรื่องเล่ามากมายสลักเอาไว้ แอนเดอร์สันกลับไม่สามารถเข้าใจภาษาได้เขาจึงเลือกที่จะสำรวจรูปปั้นก่อน


    อย่างไรก็ตามเขากลับสงสัยเกี่ยวกับรูปปั้น ปกติหากเป็นโบราณสถาน รูปปั้นที่อยู่ด้านในนั้นจะมีลักษณะที่เหมือนกัน แต่รูปปั้นภายในห้องโถงแห่งนี้กลับมีลักษณะที่ต่างกันออกไป บางตัวมีลักษณะภายนอกเหมือนมนุษย์เพียงแต่บริเวณหูมีปีกเล็กๆงอกออกมา บางตัวมีปีกติดอยู่บริเวณขา บางตัวมีปีกถึง 3 คู่อยู่ด้านหลัง บางตัวที่แอนเดอร์สันเห็นนั้นเป็นรูปปั้นชายร่างกำยำตัวสูงกว่า 3 เมตร ซึ่งมันไม่น่าจะเป็นไปได้ที่มนุษย์จะมีส่วนสูงมากขนาดนี้ กระทั่งแอนเดอร์สันสำรวจรูปลักษณ์ของรูปปั้นทั้งหมดที่นี่ รูปปั้นกลับไม่มีตัวไหนเป็นมนุษย์เลยสักตัวเดียว แม้พื้นฐานภายนอกจะเหมือนมนุษย์ 70 % ก็ตาม อีก 30 % จะเป็นรูปลักษณ์ที่มนุษย์ไม่มี


    อย่างไรก็ตามแอนเดอร์สันกลับรู้สึกว่ารูปปั้นเหล่านี้ มันสมจริงเกินไป แต่ละตัวไม่ใช่รูปปั้นที่ยืนนิ่งด้วยท่าทางยืนตรง แต่ละตัวล้วนอยู่ในท่าทางออกอาวุธ บางตัวต้องการฟันดาบ บางตัวต้องการแทงหอก บางตัวกำลังตั้งท่าเตรียมหลบ หรือตัวที่ยกโล่ป้องกันก็ยังมี ด้วยการกวาดตามองสำรวจดูให้ดีแอนเดอร์สันพบว่ารูปปั้นเหล่านี้หันหน้าไปในทิศทางเดียวกันเหมือนกับว่าพวกเขากำลังจะโจมตีสิ่งที่อยู่ลึกภายในห้อง บางตัวที่ยกโล่ป้องกันก็เหมือนกำลังรับการโจมตีจากสิ่งที่อยู่ลึกเข้าไป เขาจึงเดินไปเรื่อยๆเพื่อดูว่าสิ่งที่รูปปั้นเหล่านี้กำลังต่อสู้อยู่คือสิ่งใด

    คล้ายกับเรื่อง[จบ]Death System จอมเวทย์ท้าความตาย ที่คุณอ่าน