ยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ

    บทที่ ๔๑ ความงามแทบล่มสวรรค์ (re-edition)

            ลำแสงสีแดงสุกใสพุ่งเป็นลำสูงเสียดก้อนเมฆ เฒ่าปักษาวายุทะยานร่างกลับไปด้วยความรวดเร็วทั้งหมดที่มี เพียงอึดใจมันก็มาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าลำแสงนั้นแล้ว

            ภาพที่ปรากฏทำเฒ่าปักษาวายุยืนตะลึง หัวใจสั่นสะท้าน ..

            “.. ดวงจิต .. ดวงจิตปักษาอัคคีสวรรค์ !!!” ตาเฒ่าอุทาน

            ภายในลำแสงเป็นเปลวอัคคีสีแดงเข้มข้นพวยพุ่ง เห็นเงาร่างของสตรีผู้หนึ่งอยู่ด้านใน ผมยาวของนางปลิวสะบัดพลิ้วไหวดังเปลวเพลิง

            เฒ่าปักษาวายุกล่าวราวถูกมนตร์สะกด

            “ปะ .. เป็น .. ไปไม่ได้ ...”

            “.. ดวงจิตรวมตัวกัน !!!”

            “.. ดวงจิตปักษาอัคคีสวรรค์รวมตัวกันแล้ว !!!”

            แสงสว่างเจิดจ้าจนผู้มีระดับยุทธ์เช่นตาเฒ่าต้องหรี่ตามอง แต่พลังอัคคีกลับให้ความชุ่มชื้นอย่างแปลกประหลาด มันไม่เคยพบเจอเปลวอัคคีใดเย็นสดชื่นเท่าอัคคีเบื้องหน้านี้มาก่อนเลย

            เป็นลักษณะพลังของปักษาอัคคีสวรรค์ที่กำลังถือกำเนิดอีกครั้ง ..

            .. เป็นเปลวอัคคีแห่งการก่อกำเนิด

            .. เป็นเปลวอัคคีแห่งชีวิตนิรันดร์

            สมาพันธ์ปักษาเทวาได้ครอบครองดวงจิต ‘ปักษาอัคคีสวรรค์’ มาหลายพันปีแล้ว อัจฉริยะของพวกมันทำทุกวิธีเพื่อรวมดวงจิตกลับมาเป็นดวงเดียวกัน แต่ความพยายามของพวกมันมิเคยประสบผลสำเร็จมาก่อน

            .. มีเพียงหนทางเดียว ต้องทำตามเรื่องเล่าตำนาน นั้นคือต้องรวบรวมดวงจิตให้ครบทั้งเก้าดวง จึงจะทำให้ดวงจิตกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง

            คิดได้ดังนั้นตาเฒ่ามุมปากยกยิ้ม ดวงตาเกิดประกายวับวาบ สิ่งวิเศษแห่งสวรรค์ได้ถือกำเนิดตรงหน้ามันแล้ว

            “ใช่ .. ใช่แล้ว ..”

            “เป็นลิขิตแห่งสวรรค์ .. ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

            “พลังของปักษาอัคคีสวรรค์ช่างสูงล้ำ ดวงจิตรวมรั้งกันแล้ว .. ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

            มันหัวเราะจนตัวสั่นกระเพื่อม เสียงราวผู้เสียสติของมันดังกึกก้องไปทั้งราวป่า

             

            เงาดำไหววูบ ... เงาร่างสายหนึ่งพุ่งตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว

            เป็นอุทัยในสภาพน่าเวทนาปรากฏกายขึ้น มันฝืนทนความเจ็บปวดรวมรั้งพลังติดตามมา

            ร่างกายอุทัยบอบช้ำแทบยืนทรงกายไว้ไม่อยู่ โลหิตไหลออกทั้งตาปากจมูก แขนทั้งสองข้างห้อยลง กระดูกแขนของมันหักเป็นหลายท่อน

            ดวงตาจ้องมองไปยังเงาร่างของญานินดาภายในลำแสงเปลวอัคคีเบื้องหน้า

            “สำเร็จ .. สำเร็จแล้ว .. ญาาา ..” มันกล่าววาจา

            .. เปรี้ยงงงงง !!!

            ไม่ทันกล่าวจบคำ ร่างของมันก็ถูกพลังปราณสีเขียวเข้มกระแทกปลิวกระเด็นไปกว่าสิบก้าว

            .. โครมมมม !!!

            อั๊กกกก .. ร่างอุทัยกระแทกชนต้นสนหยาบใหญ่ ตัวไหลลู่ลงนอนกองกับพื้นไม่สามารถลุกขึ้นได้อีก

            เป็นเฒ่าปักษาวายุซัดพลังปราณออก อุทัยไม่ทันระวังป้องกัน พลังปราณแหลมคมกระแทกเข้าหน้าอกอย่างจัง กระดูกซี่โครงหักอีกหลายซี่ เส้นลมปราณสะบั้นขาดกว่าครึ่ง

            “ฮี ฮี ฮี .. เจ้าเกรียน .. ช่างเป็นทารกที่ดื้อด้านดีแท้ ..” เสียงของตาเฒ่ากล่าวอย่างเย้ยหยัน

            จะฆ่าอุทัยเมื่อไหร่ก็ฆ่าได้ มันละสายตากลับมาที่เงาร่างญานินดา จ้องมองสิ่งวิเศษตรงหน้าอย่างไม่วางตา

             

            เพียงชั่วครู่ลำแสงตรงหน้าค่อยๆ ลดความสว่างลงกึ่งหนึ่ง มองเห็นเปลวอัคคีสีแดงสดห่อหุ้มร่างกายมนุษย์ร่างหนึ่งเอาไว้

            .. สตรีนางหนึ่งอยู่ภายใน

            .. เป็นญานินดาเอง

            .. แต่

            นางเปลี่ยนไป ..

            .. ร่างกายของนางเจริญวัยขึ้นดังสตรีอายุสิบห้าสิบหกปี

            ภายใต้เปลวอัคคีกระเพื่อมไหวปกคลุม เป็นผิวกายขาวผุดผ่องไร้อาภรณ์ปกปิด เผยเรือนร่างของดรุณีน้อยที่เพิ่งเจริญวัย สัดส่วนองเอวงดงามได้รูป อกอูมดังบัวดอกน้อยมีจุดประกายชมพูระเรื่อ แขนขากลมกลึงดังหยวกกล้วย ช่วงขาเรียวยาวดังนกกระยาง

            คอยาวระหง ดวงหน้างามงด จมูกเล็กโด่ง ปากจิ้มลิ้มสีแดงสดใส คิ้วโก่งเบาบาง ดวงตาปิดหลับอยู่ เห็นขนตาโค้งงอน โครงหน้าถูกจัดวางดังเทพีจุติลงมาจากสรวงสวรรค์

            ผมยาวสีชมพูเข้มอมแดงส่งประกายระยิบ ยังคงสะบัดพลิ้วดังเปลวของอัคคี ...

            เฒ่าปักษาวายุจ้องมองอย่างลืมตน ชั่วชีวิตของมันยังไม่เคยพบเจอสตรีนางใดงดงามเท่านี้มาก่อน หัวใจมันเต้นแรงหนังหน้ามันปรากฏสีเลือดฝาด

            ตาเฒ่าผมเผ้าหนวดเคราเว้าแหว่ง ร่างกายยังมีแผลพุพอง เสื้อผ้าสกปรกมอมแมมดูน่าชัง กลับยืดตัวออกยืนจ้องมองอย่างสง่างาม ดังเทพบุตรรูปงามที่เพิ่งออกท่องยุทธจักร

            .. ทันใดนั้นดังโลกหล้าหยุดหมุน

            ญานินดาลิมตาตื่นขึ้น เป็นดวงตาโศกซึ้งฉายประกายชมพูอมแดงสดใส

            เฒ่าปักษาวายุเสนอหน้าเดินเข้ามา ตามการบอกเล่าของผู้คนในสมาพันธ์ หากปักษาอัคคีกำเนิดใหม่จิตปักษาจะผูกพันกับสิ่งมีชีวิตที่มันพบเจอเป็นครั้งแรก

            "ปักษาลิขิต .. ของข้า .. กลับบ้านกันเถิด .. ฮ่า ฮ่า" ตาเฒ่ากล่าวด้วยน้ำเสียงลิงโลด

            ญานินดาจ้องมองตาเฒ่าที่อยู่เบื้องหน้า ปากเล็กสีแดงขยับเอื้อนเอ่ย

            "นี่ .. เป็นตาแก่สกปรกผู้นี้อีก .. พูดจามิรู้ความ .. ขาไม่ไปกับเจ้า .."

            เสียงไพเราะดังระฆังใสกังวาน แต่ช่างไร้ซึ่งอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง

            "!!!" เฒ่าปักษาวายุสีหน้าแปรเปลี่ยน .. ช่างผิดคาด ไม่เห็นเป็นดังที่ชาวสมาพันธ์ว่าไว้

            สายตาเย็นชาของญานินดาก็จ้องมองเฒ่าปักษาวายุอย่างไม่ไยดี

            ตาเฒ่าครุ่นคิด 'ดูท่าจะใช้ไม้อ่อนมิได้เสียแล้ว นางผู้นี้มิใช่เด็กน้อยเหล่านั้นแล้ว '

            แล้วจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงขึงขัง "ติดตามข้ากลับไป .. เจ้าคือสมบัติของสมาพันธ์ .."

            ญานินดากล่าวตอบด้วยวงหน้าเรียบเฉย

            “.. ข้าคือข้า"

            "... มิใช่สมบัติของผู้ใด"

            "ตาแก่ .. เจ้ามิสิทธิ์อันใดมากล่าวอ้าง .."

            เฒ่าปักษาวายุรู้สึกเสียหน้า จึงกล่าวเสียงกร้าว

            "หึ .. ในเมื่อไม่ยินยอมติดตามกลับไปแต่โดยดี .. อย่าหาว่าเราผู้นี้โหดร้ายต่อเจ้าแล้วกัน .. ฮ่า ฮ่า"

            ถึงยังไม่รู้ว่า .. ด้วยเหตุผลใดดวงจิตปักษาอัคคีสวรรค์จึงรวมตัวกันได้ หรือสตรีงดงามสุดแสนตรงหน้าคือผู้ใด แต่อย่างไรเสียมันต้องนำนางกลับสมาพันธ์ให้จงได้ มิเช่นนั้น .. เป็นมันที่จะถูกแยกร่างเสียเอง

            เฒ่าปักษาวายุร่ายมนตร์ ปรากฏวัตถุคล้ายทรงกลมสีม่วงโปร่งใส ประกอบด้วยชิ้นส่วนหกเหลี่ยมจำนวนมาก มาเรียงต่อกันจนเป็นทรงกลม สิ่งนั้นลอยอยู่ในอุ้งมือของมัน

            .. กรงปักษาเยือกแข็ง !!!

            มนตราสร้างจากธาตุวารีบริสุทธิ์ เป็นแก่นน้ำแข็งเย็นเยือกสุดขั้วจากดินแดนเหมันต์อันไกลโพ้น สมาพันธ์ปักษาเทวาคิดค้นมาเพื่อใช้กักขังปักษาอัคคีสวรรค์โดยเฉพาะ

            "ฮ่า ฮ่า ฮ่า .. ชั่วชีวิตไม่เคยคิดว่าจะได้ใช้สิ่งสิ่งนี้ .."

            เฒ่าปักษาวายุท่องมนตราคาถา ปล่อยพลังปราณเข้าควบคุมกรงมนตรานั้น

            วัตถุทรงกลมแยกตัวออกเป็นชิ้นส่วน ชิ้นส่วนหกเหลี่ยมเล็กๆ หลายสิบส่วนแยกตัวลอยออกมา ชิ้นส่วนเหล่านั้นบินหมุนวนอยู่รอบฝ่ามือของเฒ่าปักษาวายุ

            .. ฟิ้วววววว .. ฟิ้วววววว .. ฟิ้วววววว .. ฟิ้วววววว

            ตาเฒ่าท่องมนตราและใช้พลังปราณเข้าควบคุมชิ้นส่วนหกเหลี่ยมเหล่านั้นบินหมุนวนเข้าหาญานินดา

            ก่อเกิดการขยายตัวใหญ่ขึ้นของชิ้นส่วน พวกมันบินหมุนวนอยู่รอบกายญานินดา และกำลังผนึกคืนเป็นทรงกลมขนาดใหญ่ โดยกักขังนางไว้ภายใน

            "!!!" ญานินดา 'คือสิ่งใด!!! ' นางงุนงงกับผลึกสีม่วงที่บินวนอยู่รอบกายแล้วค่อยๆ ปิดล้อมบีบเข้าหา

            ว๊าบบบบบ !!!! เกิดเป็นผนึกกึ่งทรงกลมกักขังญานินดาเอาไว้ ลำแสงสีแดงที่พวยพุ่งขึ้นท้องฟ้าหายไปในทันที เปลวอัคคีสีแดงเข้มข้นถูกกักขังอยู่ภายใน มองเห็นเป็นผลึกแก้วสีแดงเหลือบม่วงลอยอยู่เหนือพื้นดิน

            “ฮ่า ฮ่า ฮ่า” .. เฒ่าปักษาวายุหัวเราะอย่างสมใจ

            ญานินดาพยายามดิ้นรน แผ่กระจายพลังอัคคีเข้าเผาผลาญกรงมนตรา แต่กรงมนตราแผ่พลังเหมันต์สุดเยือกเย็น ข่มพลังปราณของญานินดาจนปั่นป่วน

            "ตาแก่โสโครก .. ปล่อยข้าออกไป .." ญานินดาตะโกนร้องเรียก

            .. โครมมมม !!! .. โครมมมม !!! ญานินดาฟาดฝ่ามือใส่กรงมนตราที่กักขังนางไว้

            "ฮ่า ฮ่า ฮ่า .. นางหนูอย่าดิ้นรนไปเลย .." เสียงเฒ่าปักษาวายุ

            .. โครมมมม !!! .. โครมมมม !!! ญานินดาฟาดฝ่ามือใส่จนกรงมนตราสั่นสะท้าน

            "ฮ่า ฮ่า ฮ่า .." ตาเฒ่ายังหัวเราะยืนดูอย่างสบายอารมณ์

            ตาเฒ่าหัวเราะยังไม่ทันหุบปาก .. มีสิ่งสิ่งหนึ่งเป็นเงาล่องลอยเข้ามาอย่างรวดเร็ว ..

            "รับประทานตีนข้าหน่อย .. ตาเฒ่า .." เสียงของอุทัย

            .. ผลักกกกก !!! .. เป็นบาทาข้างขวาของอุทัยลอยละล่องมาถีบใส่ใบหน้าของเฒ่าปักษาวายุ ตาเฒ่าถึงกับหน้าตาบิดเบี้ยวตามแรงตีนถีบ

            ตาเฒ่าถูกถีบจนหัวทิ่มมันโมโหจนตาถลน การถูกถีบต่อหน้าสาวงามเช่นนี้เป็นที่เสื่อมเสียยิ่งนัก

            "บิดาเจ้า .. ไอ้เด็กบัดซบ .." ตาเฒ่าด่าบรรพบุรุษของอุทัย

            เพียงเสี้ยววินาทีตาเฒ่าพลิกกายกลับ อุทัยพยายามพุ่งกายหลบ กลับถูกกรงเล็บตะบบที่ลำคอ

            ตาเฒ่าหน้าตาเหยเกเส้นเลือดบนหน้าผากปูดโปน ด้วยโทสะมันออกแรงบีบเค้น แล้วฟาดร่างของอุทัยอัดเข้ากับพื้นดิน

            .. โครมมมมม ! .. โครมมมมม ! .. โครมมมมม !!!

            ร่างของอุทัยอ่วมนอนกองอยู่บนพื้น ตาเฒ่านำฝ่าเท้าเข้ากระทืบต่อ

            .. ป๊าบบบบบ ! .. ป๊าบบบบบ ! .. ป๊าบบบบบ !!!

            "บิดาเจ้าตาย .. ไอ้หัวเกรียน .." ตาเฒ่าสบถด่า

            .. โครมมมมมม !!! แล้วจึงเตะเสยอย่างแรง ร่างอุทัยกลิ้งหมุนไปนับสิบตลบ

            .. แกร็กกกกกกก !!!!!

            เสียงลั่นเสียดไรฟันดังมาจากมนตรา 'กรงปักษาเยือกแข็ง' เกิดรอยแยกตรงรอยต่อของชิ้นส่วนหกเหลี่ยมส่วนหนึ่ง

            .. แกร็กกก ! .. แกร็กกก ! .. แกร็กกก !!!

            แสงสีแดงของเปลวอัคคีเล็ดลอดออกมา กรงมนตรายังไม่ทันประกอบกันสมบูรณ์ ก็ถูกอุทัยเข้าก่อกวน เป็นเหตุให้ญานินดาเจาะส่วนรอยต่อทำลายกรงขังได้

            .. เปรี้ยงงงงงง !!! .. เสียงดังสนั่น

            กรงปักษาเยือกแข็งถูกเจาะออกเป็นช่องใหญ่ ชิ้นส่วนหกเหลี่ยมของแก่นน้ำแข็งเย็นเยือกปลิวกระจาย เปลวอัคคีโชติช่วงเป็นลำแสงส่องสว่างเป็นลำขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้ง

            "เฮ้ยยยย!!!" ตาเฒ่าปักษาวายุตกใจกับภาพที่เห็น

            ญานินดาจ้องมองด้วยสายตาร้อนแรง ทำดวงจิตของเฒ่าปักษาวายุสั่นสะท้าน

            เสียงของญานินดา

            "ตาแก่ ! เจ้าช่างบังอาจ .."

            "กลับใช้เวทมนตร์มากักขังข้า"

            "ซ้ำยังทำร้ายผู้มีพระคุณผู้ให้กำเนิดข้า .."

            ตาเฒ่ากล่าวด้วยความแปลกใจ "ผู้ให้กำเนิดเจ้า .. ผู้ใดกัน ??? " มันหันกลับไปมองร่างของอุทัยที่นอนกองอยู่กับพื้น แล้วกล่าวว่า

            "เจ้าหมายถึง .. เจ้าหัวเกรียนผู้นี้ .."

            "ถ้าอย่างนั้น ข้าจะเด็ดศีรษะมันลงมา .."

            "เจ้าจะได้ติดตามกลับไป อย่างไรกังวล .. ฮี ฮี"

            อุทัยกำลังชันกายพยายามลุกขึ้น ตาเฒ่าไม่ปล่อยเจ้าโล้นผู้นี้เป็นเสี้ยนหนามอีกต่อไป

            เห็นตาเฒ่ากำลังจะลงมือ .. ญานินดาขยับมือวูบหนึ่ง

            โลกทั้งโลกกลับกลายเป็นสีแดงฉาน เกิดเป็นปราณอัคคีสายหนึ่ง รูปลักษณ์ดังวิหคสยายปีกโผบินเข้าใส่เฒ่าปักษาวายุ

            .. กร๊าซซซซซซ !!! .. เสียงร้องของปักษาอัคคีดังกึกก้อง

            "!!!" เฒ่าปักษาวายุ เห็นปราณปักษาอัคคีสุดร้อนแรงพุ่งตรงเข้ามา มันรั้งพลังปราณก่อเป็นกำแพงปราณคุ้มครองกายเป็นชั้นๆ

            .. เปรี้ยงงงงงง !!!

            เปลวอัคคีเข้าห่อหุ้มเผาผลาญ

            อัคคีอันแปลกประหลาด .. เผาไหม้ได้แม้แต่พลังปราณ กำแพงปราณของเฒ่าปักษาวายุกำลังถูกเผาไหม้

            .. กำแพงปราณคุ้มครองกายถูกเผาไหม้ชั้นแล้วชั้นเล่า

            .. เพียงครู่หนึ่งปราณอัคคีก็เผาปราณคุ้มครองกายจนหมดสิ้น

            .. กายเนื้อของตาเฒ่าเริ่มถูกเผา

            อ๊ากกกกกกกก !!!! .. เสียงเฒ่าปักษาวายุร้องด้วยความเจ็บปวด

            เฒ่าปักษาวายุรั้งสติกลับมาผนึกสมาธิท่องมนตรา ชิ้นส่วนหกเหลี่ยมของแก่นน้ำแข็งเย็นเยือกบินกลับมาหามัน

            .. บรึ๊มมมม ! .. บรึ๊มมมม ! .. บรึ๊มมมม !

            แก่นน้ำแข็งเย็นเยือกเข้าผนึกล้อมรอบร่างกายของมันไว้ พลังเย็นเยือกของธาตุวารีบริสุทธิ์เข้าต่อสู้หักล้างกับความร้อนแรงของปราณอัคคี

            โอ๊กกกกกกกก !!! .. เฒ่าปักษาวายุร่ำร้องโหยหวน

            เสียงดัง .. ซู่ .. ซ่าาาาาาา .. เกิดไอน้ำจากแก่นน้ำแข็งเย็นเยือกกระจายออกทั่วบริเวณ แต่อัคคีก็ยังเผาผลาญอย่างไม่หยุดยั้ง แม้แต่แก่นน้ำแข็งยังติดไฟ ตาเฒ่าดิ้นรนเกลือกกลิ้งไปตามพื้นอย่างทรมาน

            เฒ่าปักษาวายุใช้พลังเฮือกสุดท้ายกระโดดลอยขึ้นกลางอากาศ ปลดปล่อยพลังปราณวิ่งเป็นสายยิงขึ้นท้องฟ้า

            .. บึ๊มมมม !!!

            พลังปราณรัศมีสีเขียวสดแตกกระจายออกกลางเวหา สารสัญญาณถูกส่งออกไปยังที่ห่างไกล ส่วนมันพุ่งตัวมองเห็นเป็นลูกไฟสีแดงดวงหนึ่งไปยังทิศทางของแม่น้ำอุมาวดี ...

    คล้ายกับเรื่องยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ ที่คุณอ่าน