เสี่ยวชุ่ยนำทางอย่างขยันขันแข็งเมื่อก้าวเท้าเข้ามาในถ้ำได้มันก็วิ่งจู๊ดลัดเลาะไปตามทางหนิงเฟยหลงเร่งความเร็วตามมาติด ๆ ด้านในไม่แคบอย่างที่คิดเมื่อผ่านทางเข้ามาได้เส้นทางที่คับแคบก็ค่อย ๆ ขยายขึ้นเรื่อย ๆ
แต่เส้นทางกลับคดเคี้ยวยิ่งนักเส้นทางก็ไม่สม่ำเสมอ บ้างต่ำลึกบ้างสูงชัน เขาใช้เวลากับมันมากกว่าสองชั่วยามก็ดูคล้ายว่าเส้นทางยังไม่จบสิ้นก้าวย่ำต่อไปเรื่อย ๆ จากที่ต่ำขึ้นที่สูงดูเหมือนว่าเส้นทางจะลาดชันยิ่ง แม้ว่า
เขาจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์แก่นแท้พลังแล้วก็ยังรู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับเส้นทางแบบนี้คล้ายว่ามีพลังกดดันไร้สภาพกดน้ำหนักลงมาเรื่อย ๆไม่อาจทะยานเหาะเหินในที่นี้ได้เลย ได้แต่เพียงก้าวเดินอย่างช้า ๆ ขึ้นไปเท่านั้น
โต่วเยี่ยนฉวี่เฟิงเหลยตามตามขึ้นมาตลอดทางทว่ายิ่งตามก็ยิ่งถูกทิ้งห่างพลังของพวกเขาอ่อนด้อยกว่าหนิงเฟยหลงนักจึงไม่แปลกที่จะตามเขาไม่ทันทั้งยังสับสนกับเส้นทางที่คดเคี้ยวนี่อีก หากไม่ใช่ว่าหนิงเฟยหลงชะลอเป็นพัก ๆพวกเขาก็ไม่อาจตามทันได้เลย
“เหวินเหลียงท่านไปเถอะพวกเราจะค่อยๆ ลัดเลาะขึ้นไปเอง หากว่าไม่ไหวจะเดินลงกลับที่เดิม” เฟิงเหลยพูดขณะที่หอบใบหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า โต่วเยี่ยนฉวี่เองก็ไม่ต่างกัน
หนิงเฟยหลงลังเลเขาไม่อยากทิ้งสหายไว้แต่เจ้าเสี่ยวชุ่ยมันแทบไม่ยอมหยุดวิ่งเลยไม่รู้ว่าเอาแรงมาจากไหนเวลานี้มันก็ทิ้งห่างเขาค่อนข้างไกลแล้วด้วย เขากลัวสหายจะมีอันตรายแต่ก็กลัวว่าเสี่ยวชุ่ยจะพบกับอันตรายเช่นกัน เขากัดฟันแน่น “ได้ พวกเจ้ารักษาตัวด้วย”
ร่างสูงโปร่งก็ก้าวเดินต่ออย่างเร็วเขาสาวเท้าไม่เป็นจังหวะเพื่อไล่ตามลูกหมาป่า
การเดินทางดูเหมือนไม่สิ้นสุดห้าวันผ่านไป...สิบวันผันผ่าน...ครบบรรจบรอบหนึ่งปีเขาก็ยังคงเดินอยู่อย่างนั้น และดูเหมือนว่าเสี่ยวชุ่ยเองก็ไม่มีทีท่าจะเหนื่อยเลยเขาต้องอึ้งกับแรงกายของมันจริง ๆ ทั้งใบหน้ายังดูสนุกด้วยซ้ำ
ที่จริงแล้วเขาลืมการทดสอบของยอดสำนักไปเสียแล้วเขาเกิดความท้อแท้หลายครั้งอยากที่จะจากไป ทิ้งเสี่ยวชุ่ยเอาไว้ที่นี่แต่ก็ดูเหมือนว่าเส้นทางที่เขามานั้นมันหายไปจากสายตาตั้งนานแล้วไม่เห็นจุดเริ่มต้น และจุดสิ้นสุด หากให้ละทิ้งความพยายามในตอนนี้ก็คงทำไม่ได้
หนิงเฟยหลงปาดเหงื่ออย่างช่วยไม่ได้เขาก้มหน้ามองผืนดินที่แตกระแหง มันดูไม่ใช่ถ้ำนานแล้วตั้งแต่สิบวันแรกภาพที่ควรเป็นถ้ำหินก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเวลานี้เหมือนการเดินทางของเขาอยู่บนทุ่งกว้าง ทุ่งที่แห้งแล้งเป็นอย่างยิ่ง
ในที่สุดการเดินทางช่วงสุดท้ายของเส้นทางนี้ก็มาถึงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าเม็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นมาไม่หยุดรวมกันเป็นสายน้ำชโลมกายร่างกายที่แข็งแกร่งก็เหมือนจะอ่อนแรงลง ทว่าดวงตาของเขายังมีความมุ่งมั่นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
“ดูเหมือนว่าข้าจะเจอบททดสอบของใครบางคนโดยบังเอิญ”รอยยิ้มที่หาได้ยากก็ปรากฏขึ้น
แต่ว่ามันก็ต้องชะงักแข็งทื่อเขากลืนน้ำลายอย่างฝืดเคือง ภาพข้างหน้าของเขาคือ เส้นทางลาดชันทอดยาวออกไปหลายพันหลายหมื่นลี้มุ่งสู่ฟากฟ้า ภูเขาสูงเสียดฟ้าอยู่ด้านหน้าของเขาตั้งแต่เมื่อไหร่เขาเองก็ไม่รู้เพียงละสายตามันก็มาปรากฏแล้ว
“เอาจริง?”สายตาเขามองไปยังเสี่ยวชุ่ยที่หยุดวิ่งกระดิกหางไปมาดวงตาของมันจดจ้องไปบนภูเขานั้น คล้ายว่ามันต้องการจะขึ้นไปเขาไม่รู้จะว่าควรมีสีหน้าอารมณ์ยังไงดี?
ทันทีที่เขาจะคว้าตัวเสี่ยวชุ่ยไว้มันก็พุ่งพรวดราวกับลูกธนูออกจากแล่ง พรวดพราดขึ้นไปบนภูเขาอย่างรวดเร็วหนิงเฟยหลงมองตามด้วยรอยยิ้มเฝื่อน จากนั้นก็เริ่มก้าวท้าวตามขึ้นไปอย่างช้า ๆพร้อมกับดวงตาที่เหม่อลอย
กาลเวลาเร่งรีบไม่รอคนจากวันเป็นเดือนจากเดือนเป็นปี ครบรอบบรรจบสิบปีชายหนุ่มเดินทางมาถึงหนึ่งในสี่ของภูเขาแล้ว เขายังคงไม่หยุดเดินเส้นทางยังอีกยาวไกล...ดูเหมือนว่าไกลจริง ๆ
ผ่านไปถึงสี่สิบปีชายหนุ่มกับลูกหมาป่าก็เดินทางมาถึงยอดเขาแล้ว กาลเวลาไม่ได้ทำให้เขาแก่ชราลงแต่ทำให้เขารู้ว่าเวลาผันผ่านไปนานเท่าใด ในที่สุดเขาก็มาถึงจนได้ ชายหนุ่มผู้นี้ก็คือหนิงเฟยหลง
รอยยิ้มที่หาดูได้ยากในรอบหลายสิบปีก็ปรากฏขึ้นอีกครั้งอย่างช้าๆ แววตาของเขาดูลุ่มลึก และปลอดโปร่ง เขาสูดลมหายใจลึกก่อนหันเหความสนใจไปที่ประตูใหญ่ราวสามจั้งเบื้องหน้า
“เสี่ยวชุ่ยไปกันเถอะ”เสียงนุ่มลึกดังขึ้น หนิงเฟยหลงก้าวเท้าเดินไปหยุดที่หน้าประตู
เสี่ยวชุ่ยกระโดดเอาหัวพุ่งชนประตูดังปัง! แต่ประตูไม่ได้ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย หนิงเฟยหลงจึงลองดูบ้างมือคู่นั้นก็ผลักออกด้วยแรงกายทั้งหมด ทว่ามันก็ไม่ได้ช่วยให้ประตูขยับแม้แต่นิด
เขานั่งลงฟื้นฟูลมปราณก่อนจะเริ่มการผลักประตูอีกครั้ง
แต่ไม่ว่าเขาจะออกแรงมากสักเท่าไหร่ประตูก็ไม่เคยขยับเลยแม้แต่นิด สร้างความประหลาดใจให้กับเขาเป็นอันมาก
สายตาเลื่อนไปรอบๆ ประตูทุกทิศ เขาพบการสั่นสะเทือนเบา ๆ ที่แทบไม่อาจสังเกตได้และสิ่งที่ตอบสนองมันได้คงมีเพียงสิ่งเดียว มันคือพลังจิต!
นัยน์สาดประกายวาบคลื่นพลังจิตก็กระจายออกกวาดไปทั่ว ตามเส้นสายคลื่นเบาบางนั้นไปและเขาก็พบกับความประหลาดใจ ดวงตาเขาเปล่งวาบ พร้อมกับยกมือขึ้นผลักประตูอีกครั้งแสงสว่างสีฟ้าสว่างมันมาจากประตูใหญ่ ไม่นานประตูก็เปิดออก
เมื่อครู่เขาไม่ได้ใช้แรงกายหรือลมปราณ แต่สิ่งที่เขาใช้คือพลังจิตประตูนี้จำเป็นต้องใช้พลังจิตถึงจะเปิดออกได้ หากว่าเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่เขาเป็นผู้ไม่มีพลังจิตก็ยากจะผ่านประตูนี้ไปได้
ทันทีที่ประตูแง้มออกไอเย็นก็เข้าปะทะหน้าเขา ทำเอาหนาวสะท้าน!
“ไอเย็นนี่...”ดวงตาเขาเบิกกว้าง ถอยหลังออกไปหลายก้าว จากนั้นก็ปะทุปราณอัคคีขึ้นมาคลุมร่างกายความหนาวเย็นจึงค่อย ๆ หายไป
เสี่ยวชุ่ยยืนหนาวสั่นอยู่หน้าประตูหนิงเฟยหลงจึงอุ้มมันขึ้นมาพร้อมกับเปลวไฟสร้างความอบอุ่น
เขาก้าวเดินเนิบนาบเข้าไปภายในนอกจากไอเย็นแล้วเขาก็แทบไม่เห็นสิ่งอื่น หมอกมากมายบดบังเส้นทางไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่าควรจะก้าวย่างไปทิศทางใด? ยิ่งก้าวเข้าไปในส่วนลึกหมอกก็ยิ่งหนาทึบทั้งอากาศก็ยิ่งหนาวเย็น แม้แต่เปลวอัคคีก็ดูท่าจะมอดดับลงในไม่ช้าเขาต้องหาวิธีออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
ไม่นานก็ตระหนักได้ว่าหากใช้ตามองจะไม่เห็นทาง กวาดจิตสัมผัสไปก็ถูกบดบังด้วยหมอกทำเอาเขาหมุนเคว้งอยู่ชั่วครู่ หมอกนี้พิเศษมากเขาไม่เคยพบเจอมาก่อนสีหน้าที่เรียบเฉยก็มีริ้วรอยความกังวลขึ้นมาเล็กน้อย
“เส้นทางนี้ช่างเลือนรางยิ่งไม่อาจล่วงรู้หนทางข้างหน้า แต่ข้าจะไม่หยุดเดิน เมื่อมันบดบังข้าข้าก็ยิ่งจะถอยกลับไม่ได้!”หนิงเฟยหลงคำรามอยู่ในใจ จากนั้นก็ก้าวเดินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
จนกระทั่งไอเย็นสุดขั้วปะทะเข้ากับร่างเปลวอัคคีทั้งหมดก็มอดดับลงในพริบตา หนิงเฟยหลงดวงตาเบิกกว้างเสี่ยวชุ่ยหดตัวลงเล็กยิ่งกว่าเดิม เขารีบส่งเสี่ยวชุ่ยเข้าไปในมิติปริศนาแขนขาเริ่มชาตามมาด้วยการกัดเซาะของความเย็นร่างกายก็เชื่องช้าลงเกล็ดน้ำแข็งปรากฏขึ้นบนร่าง
เขากัดฟันกรอดก่อนจะระเบิดพลังปราณสูงล้ำเปลวเพลิงที่ชัชวาลก็ลุกโชนดวงตาของเขาเต็มไปด้วยเปลวเพลิงที่บ้าคลั่ง!
หมอกรวมตัวมาที่เขาแรงบีบอัดไม่มีที่มาก็กดอัดมาที่เขา หนิงเฟยหลงมีสีหน้าที่แตกตื่นพลังนี้เทียบเท่ากับเข้าสู่พิภพขั้นเก้าได้เลย ทั้งแรงกดดันก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นร่างกายที่แข็งแกร่งของเขาก็เริ่มปริแตก
คลื่นพลังทั้งสองในร่างก็พุ่งพล่านออกมาปกป้องผู้เป็นเจ้าของกระแสปราณในร่างยุ่งเหยิงไปหมดเขากำลังเผชิญกับความเป็นความตายในวินาทีนี้อย่างแท้จริง!
แต่ก่อนที่พลังลึกลับจะได้ทำอะไรเขาไปมากกว่านี้เสียงถอนหายใจที่ลึกล้ำเก่าแก่ก็ดังขึ้น พลังกดดันทั้งหมดก็พลันมลายหายไป
โดยไม่คาดคิดบนใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อทั้งที่พึ่งเผชิญหน้ากับไอเย็นที่สามารถคร่าชีวิตเขาได้ตัวของเขาสั่นสะท้านเบา ๆ ภาพข้างหน้าเปลี่ยนไปเป็นหลายเส้นทางให้เลือกเดิน มันมีด้วยกันแปดเส้นทางแต่ละทางมีแสงสีที่สาดส่องออกมาต่างกัน
เขาไม่เข้าเจตนาของคนสร้างเท่าไหร่นักแต่คล้ายว่าการเลือกเส้นทางจะนำไปสู่การสิ้นสุดของการเดินทางที่เขาต้องทำเพียงต้องก้าวเดินต่อไป
ก่อนที่เขาจะตัดสินใจเลือกเดินต่อไปเสียงที่แหบพร่าเก่าแก่ก็ดังขึ้น “จงเลือกตามวิถีทางของเจ้าหากเจ้าพบวิถีทางเจ้าจะเจอทางออก แม้แต่ข้าก็ไม่อาจล่วงรู้ได้...”
สิ้นเสียงคิ้วทั้งสองก็ย่นมารวมกันเขาไม่รู้ว่าวิถีทางของตนเองเป็นอย่างไร? แล้วเขาจะเลือกทางเดินได้อย่างไร?
“มีคนตั้งใจชี้แนะข้าแต่ข้าก็ไม่รู้อยู่ดีว่าควรไปเส้นทางใด?” เขาถอนหายใจก่อนจะนั่งลงครุ่นคิดอย่างพินิจพิเคราะห์ เขาไม่กังวลเลยว่าเวลาด้านนอกจะผ่านไปนานเท่าไหร่แล้วหากเวลาที่นี่เทียบเท่าด้านนอกจริงการทดสอบก็คงจบไปนานแล้วและคงไม่มีอะไรผูกรั้งเขาอีก
อันที่จริงเขาเกือบจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ายังมีการทดสอบที่ต้องไปทำเพราะมาติดอยู่ที่ถ้ำบ้า ๆ นี่ ที่จะออกไปก็ไม่ได้ที่เข้าไปก็ลำบาก เขาเหมือนนักโทษคนหนึ่งในตอนนี้
“วิถีคืออะไร?”หนิงเฟยหลงพำพำกับตนเอง เขาไม่เข้าใจวิถีในที่นี้ มีสิ่งหนึ่งปลูกฝังมา“เส้นทางทั้งมวลมุ่งสู่วิถีสวรรค์ นี่คือสิ่งที่ข้าจดจำมาโดยตลอดเส้นทางที่ควรไปก็คือก้าวตามวิถีสวรรค์” สายตาก็ไปหยุดที่เส้นแสงสีทองที่ส่องสว่างมันควรเป็นทางนั้นที่เขาต้องไป!
ทว่าเพียงก้าวแรกที่เขาย่างเท้าออกไปส่วนลึกภายในก็กู่ร้องคำรามอย่างไม่ยินยอม ร่างกายของเขาสั่นสะท้าน เส้นทางทั้งแปดสั่นสะเทือนพวกมันหม่นหมองลงอย่างรวดเร็ว หนิงเฟยหลงอึ้งงัน “อะไร?”
ใบหน้าของเขาเหลอหลาชอบกลแสงสีขาวจาง ๆ ออกลักษณะใสพุ่งผ่านออกมาจากร่างทอดตัวผ่านยาวแทรกกลางเส้นทางทั้งแปด กลายเป็นเส้นทางใหม่ หนทางที่เก้าอย่างอัศจรรย์!
เขาขยี้ตามองใหม่คิดว่าตนตาฝาดเกิดอะไรขึ้นกับตัวเขากัน เขาเริ่มหวาดกลัวในตัวเองขึ้นมาบ้างแล้วแม้ว่านี่จะเป็นร่างของเขาจริง ๆ แต่มีหลายอย่างเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดเสมอมามันทำลายสามัญสำนึกที่ควรจะเป็นหลายอย่างลง
เสียงถอนใจดังขึ้นอีกครั้งหนิงเฟยหลงก็พลันตัวสั่นดูเหมือนว่าสิ่งนี้จะทำให้เจ้าของเสียงไม่พอใจมันเท่าไหร่นัก
“ผู้อาวุโสผู้เยาว์ไม่ได้มีเจตนาจะลบหลู่ตั้งใจจะทำตามกฎที่ตั้งไว้อย่างเต็มที่ เพียง...”เขาลังเลที่จะพูดเพราะเองก็ไม่รู้ว่ามันคือสิ่งใด
“ไปเถอะ”เสียงเก่าแก่แหบพร่าตอบกลับมา ทำให้สีหน้าเขาผ่อนคลายลงหนิงเฟยหลงประสานมือโค้งคารวะไปข้างหน้า จากนั้นก็ก้าวเดินไปในเส้นทางที่เก้าอย่างไม่ลังเลหากว่าเขายังจะเลือกเส้นทางสีทองอีกก็คงโง่เต็มทนแล้ว
ใครจะคาดคิดเมื่อมีเส้นทางที่แปดให้เลือกบางสิ่งบางอย่างกลับสร้างเส้นทางที่เก้าให้เขา มันไม่ใช่เส้นทางสวรรค์มันคือเส้นทางที่ว่างเปล่าอย่างสิ้นเชิง...
เมื่อเขาเลือกเส้นทางนี้แล้วเส้นทางที่เหลือก็แตกสลายไปในทันที ไม่มีโอกาสให้เขาได้เลือกใหม่อีกครั้ง
เขาก้าวเดินไปจนสุดทางที่ว่างเปล่าแสงจ้าปะทะเข้าหน้าในตอนสุดท้าย ก่อนที่เขาจะสลบล้มลงไปโดยที่นำเสี่ยวชุ่ยอุ้มเอาไว้ไม่ยอมปล่อยมือภาพด้านหน้าต่างจากก่อนหน้าโดยสิ้นเชิง เขากำลังนอนอยู่ในถ้ำจริง ๆ
ที่จริงแล้วการกระทำของเขาได้สร้างความตกตะลึงอย่างแท้จริงให้กับผู้สรรสร้างการทดสอบนี้ขึ้นอย่างสิ้นเชิง
“โชคชะตาสวรรค์สรรสร้าง?วิถีมากมายหลายพันหมื่น สุดท้ายเหลือเพียงเส้นทางเดียว ข้าไม่เชื่อในโชคชะตาข้าไม่เชื่อในวิถีทางสวรรค์ ข้าเชื่อในตนเอง สุดท้ายก็ยังไปไม่ถึง...”
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความปลดปลงไม่มีความเสียใจใดๆ ร่างเงาสลัวจ้องมองไปที่ชายหนุ่มผู้หลับใหลด้วยความเมตตา“ไม่รู้ว่าเจ้าจะเป็นผู้มีโชคชะตานี้หรือไม่?” รอยยิ้มที่อบอุ่นปรากฏขึ้น