ปราณ จอมคนเหนือพิภพ ภาคปฐมบท

    บทที่ 36 คุณหนูผู้เย่อหยิ่ง

    บทที่ 36

    คุณหนูผู้เย่อหยิ่ง

     

            ทุกคนเงียบกริบจ้องมองดูการเพิ่มระดับของออร่าสีเหลืองจนค่อยๆ เต็มวงกลมเส้นกระแสไฟฟ้ามีการขยับเปลี่ยนจากขาวกลายเป็นสีเหลืองอ่อนตามสีของออร่าที่ปล่อยออกมา

             

            เครื่องวัดพลังฌานค่อยๆทำงาน แสงสีเขียวค่อยๆ เพิ่มระดับขึ้นมาเรื่อยๆ ท่ามกลางความลุ้นระทึกของทุกคน....

             

            ๒....๓....๔....๕....

             

            แสงสีเขียวหยุดที่หมายเลข๕ เด็กชายหลับตาลงจิตใจเริ่มห่อเหี่ยว แต่แล้วปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นแสงสีเขียวนั้นขยับขึ้นมาที่หมายเลข ๖ แล้วก็กระพริบพร้อมเสียงเตือน 5 ครั้งท่านผอ.ประกาศเสียงดัง

             

            “ผ่าน!!!”

             

            เสียงเฮลั่นอาคารเด็กน้อยกระโดดอย่างดีใจ วิ่งเข้าไปกอดท่านผอ. อย่างลืมตัวจนผู้ชมทั้งหมดพากันหัวเราะ

            ในขณะที่ท่านผอ.ก็ตกใจกับการโผเข้ากอด พอนึกได้ก็ลูบหัวเด็กน้อยเป็นการปลอบขวัญแล้วเงยหน้ายักคิ้วสลับซ้าย-ขวา ให้ผู้ชมได้หัวเราะต่อ เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ท่านผอ. ยังมีแก่ใจให้ความบันเทิง ช่างหน้าเป็นเสียนี่กระไร   

             

            เด็กชายแสดงการเคารพแล้ววิ่งแจ้นลงจากลานประลองไม่สนว่าจะมืดหรือไม่...เพราะดีใจจนสุดประมาณ

             

            ฟอลโล่ไลท์จึงต้องเร่งส่องนำทางไปยังที่นั่งตามความเร็วของเด็กน้อยปรมาจารย์มองตามแล้วอมยิ้มน้อยๆ 

             

            ในขณะนี้หน้าจอมอนิเตอร์ปรากฎเครื่องหมายถูกสีเขียวเข้มวางทาบทับกับหน้าจอกลางใบรับรอง

             

            “ช่างน่ายินดีอย่างยิ่ง...เมื่อสักครู่เราคงลุ้นระทึกกันว่าเขาจะผ่านหรือไม่ ผมยืนอยู่ใกล้ๆ ยังลุ้นจนแทบหัวใจจะวายฮ่าๆๆๆ สุดท้ายก็ผ่านไปได้ แสดงให้เห็นว่านักฌานยุทธ์รุ่นเยาว์คนนี้สามารถใช้พลังฌานยุทธ์แกล้งเราได้...เก่งจริงนะตัวแค่นี้!”

     

            เสียงหัวเราะคึกครื้นกับการหยอกเอินของท่านผอ.นอกจากจะยิ้มแล้วแจ่มใสอย่างสุดๆวาทกรรมที่พรั่งพรูยังทำให้คนฟังเกิดความฮึกเหิมได้อีกด้วย

             

            โชคดีที่นักฌานยุทธ์รุ่นเยาว์เหล่านี้ได้รับพลังใจที่สุดยอดจากผู้ที่กำลังจะเป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทฌานยุทธ์ให้แก่พวกเขาในอนาคต

             

            “ออร่าที่ทุกคนเห็นเป็นสีที่เกิดขึ้นจากพลังฌานประจำตัวของนักฌานยุทธ์แต่ละคนซึ่งจะมีสีแตกต่างกันไป...แต่ไม่ว่าจะสีไหนสิ่งที่สำคัญคือ....รีดเอาพลังฌานนั้นออกมาให้สุด!”

             

            ว่าแล้วท่านผอ.ก็กำหมัดมือแน่น แล้วยกสูงเหนือศีรษะแล้วฟันลงสั้นๆ กลางอากาศ

             

            “สู้ไม่สู้???”

             

            “สู้...”

             

            “สู้ไม่สู้???

             

            “สู้!!!”  

            เมื่อเอ่ยถามก็ได้รับเสียงตอบกลับจากผู้ชม พร้อมกำหมัดยกมือขวาขึ้นฟันอากาศสั้นๆเป็นจังหวะตามที่ตะโกนกันออกไป 2 ครั้ง

             

            บรรยากาศเริ่มผ่อนคลายเป็นกันเองมากขึ้นความกดดันเมื่อครู่หายไปอย่างเห็นได้ชัด

             

            เมื่อประกาศลำดับที่สองบรรยากาศกลับมาสู่ความเงียบขรึมอีกครั้งแต่แรงกดดันน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดเริ่มมีเสียงพูดคุยกันขึ้นมาบ้าง

             

            นักฌานยุทธ์รุ่นเยาว์คนแล้วคนเล่าที่ทำการทดสอบบรรยากาศก็สลับไปมา เสียงเฮดีใจเมื่อผ่านเกณฑ์ เงียบกันทั้งห้องเมื่อไม่ผ่านเกณฑ์

             

            สำหรับผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ในจอมอนิเตอร์ ก็จะปรากฎเครื่องหมายกากบาทสีแดงทับบนหน้าจอใบรับรองด้วยเช่นกันสายตาของแต่ละคนเริ่มจะชินในความมืด มองเห็นหน้าคนข้างเคียงกันได้บ้าง

             

            เธียรมองดูหมายเลขของเขาได้ลำดับที่ 93 ส่วนปราณได้ลำดับที่ 94 พอเห็นหมายเลขเธียรก็หัวเราะอีก...

             

            ภาพเจ้าหน้าที่ห้าคนที่ยืนงงตอนลงทะเบียนปรากฎขึ้นมาในหัวของเธียรธวัช พลันเสียงหัวเราะก็ระเบิดออกมา ทำเอาคนข้างๆ หันมองจนปราณต้องตีเบาๆ

             

            “หัวเราะอะไรอีกล่ะเธียร คนมองแล้ว...เห็นไหมเนี่ย?”

             

            “ฮ่าๆๆๆๆ ข้าไม่รู้ ข้ามองไม่เห็น....มันมืด....ฮ่าๆๆๆข้านึกถึงภาพเจ้าหน้าที่ห้าคนที่ยืนงงเป็นไก่ตาแตกแล้วก็อดขำไม่ได้หมายเลขเจ้าก็ต่อจากข้าเหมือนเดิม....ข้าก็กลัวจะอดขำไม่ได้น่ะสิ”

             

            ปราณส่ายหัวแต่แล้วหน้าตาท่าทางกันเงอะงะงงๆ ของเจ้าหน้าที่ทั้งห้าตามที่เธียรว่าก็ปรากฎเข้ามาในความคิดของปราณ ซึ่งก็น่าหัวเราะจริงๆ ปราณเริ่มหัวเราะจนคราวนี้เป็นทีของเธียรที่หยิกต้นแขนปราณเบาๆ จนเขาร้องโอ้ย!

             

            “ไงล่ะ! ว่าแต่ข้า ทีเจ้าล่ะ...หัวเราะเสียงดังเลย”

             

            “ฮ่าๆๆๆ พอคิดภาพที่เจ้าบอกเมื่อเช้า แล้วนึกถึงหน้าพวกเขาแล้วก็น่าขำจริงๆแหละ อะไรกัน!!! เบิกตาโตอย่างกับไม่เคยเห็นคนมาก่อน…ฮ่าๆๆๆๆ เดี๋ยวพวกเขาทั้งห้าคนก็ต้องอึ้งกันเข้าไปใหญ่อีก...ไหนๆนั่งอยู่ตรงไหนกันบ้าง...ช่วยข้าหาหน่อยสิ ฮิฮิฮิ!!”

            รู้ทั้งรู้ว่ามองไปก็หาไม่เจอสองสหายหัวเราะตัวงอ จนน้ำหูน้ำตาไหล ต่างคนต่างเอามือกุมท้องด้วยความปวด

             

            “โอ้ยยยย...เจ้าจะหยุดขำ ฮ่าๆๆๆๆ ...ได้หรือยัง?...โอ้ยยย”

             

            เธียรห้ามทั้งน้ำตาแต่ก็ยังหัวเราะต่อจนท้องแข็งไปหมด

             

            “ฮ่าๆๆๆ ก็พยายาม...ฮ่าๆๆ แต่...แต่มันทำไม่ได้...หน้าเอ๋อๆ งงๆของคนทั้งห้า มันขึ้นมาตลอดเลย ฮ่าๆๆๆๆๆ”

             

            ปราณปล่อยหัวเราะรอบนี้ยาวนานทั้งคู่เริ่มรู้สึกว่าคนหันมามอง เพราะเริ่มมีเสียงซุบซิบเบาๆเป็นเชิงตำหนิเด็กทั้งสองแล้ว เด็กทั้งคู่ก็ยังบ้าจี้ไม่เลิก พยายามอดกลั้นเสียงหัวเราะค่อยๆ แผ่วลง จนกลายเป็นเสียง คิกๆๆๆ แทน

             

            แต่อาการหัวเราะก็ยังไม่หมดเมื่อทั้งคู่เริ่มเหนื่อยและเกร็งท้องจนปวดไปหมดแล้วนั่นแหละ ถึงค่อยๆเบาเสียงหัวเราะลง แต่ก็ยังไม่วาย มีลูกแถมอีกคนละนิดละหน่อยก่อนจะก้มลงกอดคอกันไว้แล้วถอนหายใจพร้อมกัน เป็นอันจบอาการขำไม่เลิก....

             

            จากนั้นก็เช็ดน้ำตาและคราบน้ำตาที่แห้งกรังใครที่เพิ่งจะมาเห็นมือไม้เปะปะบริเวณใบหน้าก็คงคิดว่าเด็กทั้งคู่เศร้าสลดกับเพื่อนที่ไม่ผ่านการคัดเลือก หารู้ไม่ว่ามันคือน้ำตาแห่งการขำอย่างเอาเป็นเอาตายต่างหาก!

             

            เวลาเดินหน้าไปเรื่อยๆนักฌานยุทธ์ตัวน้อยเริ่มเคลื่อนที่ตามลำดับอย่างต่อเนื่องไม่ให้เสียเวลาโดยมีท่านผอ. คอยพูดแซวบ้างหยอกเล่นบ้างหรือถามคำถามบ้าง หากเห็นเด็กๆเหล่านี้สีหน้าไม่สู้ดี หรือคิ้วผูกโบว์!

             

            บางคนก็น่าเสียดายที่พลังฌานยุทธ์พุ่งขึ้นมาถึงระดับ ๗ แต่สุดท้ายก็ย้อนกลับลงไปหยุดนิ่งที่ระดับ ๔

             

            เด็กน้อยวัยเยาว์ที่พลาดจากการทดสอบของโรงเรียนมหรรณพาลัยถ้าต้องการเป็นนักฌานยุทธ์อย่างแท้จริงสามารถเรียนต่อในโรงเรียนลหุยุทธ์ขั้นต้นจากโรงเรียนอื่นในอาณาจักรได้เช่นกัน

             

            ซึ่งโรงเรียนลหุยุทธ์ชั้นต้นทั่วไปของอาณาจักรกำหนดคุณสมบัติผู้เรียนว่า อายุ 6 – 10 ขวบ มีพลังฌานยุทธ์ระดับ3 ขึ้นไป และผ่านการทดสอบที่แต่ละสถาบันจะคัดเลือกพิเศษก็สามารถเข้าเรียนได้แล้ว

            เพียงแต่มาตรฐานของโรงเรียนมหรรณพาลัยค่อนข้างสูงมากเพราะกำหนดพลังฌานขั้นต่ำ คือ ระดับ 6จึงไม่แปลกใจว่าที่นี่จึงมีแต่นักฌานยุทธ์ผู้มากฝีมืออายุน้อยเต็มไปหมด 

             

            ในขณะที่โรงเรียนขั้นครุยุทธ์แค่ผู้เรียนมีพลังในขั้นครุยุทธ์ ระดับ 21 ขึ้นไปก็สามารถเข้าเรียนต่อได้ทันที ตามรูปแบบการคัดเลือกและจำนวนผู้เรียนซึ่งขึ้นอยู่แต่ละแห่งจะบริหารจัดการกันเอง 

             

            นักฌานยุทธ์รุ่นเยาว์ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ของโรงเรียนมหรรณพาลัย อาจจะได้เจอะเจอเพื่อนที่เรียนในโรงเรียนมหรรณพาลัยในโรงเรียนครุยุทธ์ก็ได้!

             

            ผ่านมาถึงลำดับที่40 กว่าๆ มีผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเพียง 30 คนเท่านั้นเด็กทั้งสองเริ่มเบื่อหน่ายกับการที่ต้องนั่งรอลำดับการเรียก

             

            “เพิ่งจะสี่สิบกว่าคนเอง ข้าชักเริ่มเบื่อแล้วล่ะ เอาไงดี?” เธียรเอ่ยชวน

             

            “เราออกไปเดินข้างนอกกันสักหน่อย ยืดเส้นยืดสาย นั่งนานๆตัวข้าก็งอจนจะเป็นกุ้งอยู่แล้ว”

            ปราณเสนอความเห็นแล้วทั้งคู่ก็จับมือค่อยๆเดินขึ้นไปตามบันไดที่ฝังหลอดไฟให้ความสว่างตลอดจนถึงทางขึ้น ออกมาสู่ด้านนอกยืนบิดไปมาไล่ความเมื่อยขบ

             

            ผู้คนจำนวนมากที่ยังไม่ถึงลำดับก็ออกมาเดินเตร็ดเตร่เปลี่ยนบรรยากาศ เดินชมซุ้มขายของที่ระลึกของโรงเรียนทั้งกระเป๋าอุปกรณ์การเรียนและอีกหลายๆ อย่าง ที่เป็นสัญลักษณ์ของโรงเรียน

             

            ฉับพลันกลิ่นอาหารหอมอร่อยก็ลอยมาเตะจมูกเด็กทั้งสองเธียรสูดดมเหมือนอดอยาก แล้วหันรีหันขวางตามหาที่มาของกลิ่น

             

            เขามองเห็นซุ้มขายอาหารขนาดใหญ่หลังคาสีฟ้ามีคนยืนออกันแน่นร้าน จึงรีบดึงปราณไปทันที จนคนถูกดึงถึงกับหน้าคะมำ

             

            “โอ้ย...จะดึงข้าไปไหนกันเนี่ย?”

             

            “ไม่ได้กลิ่นหรือไงกัน? จมูกเจ้าต้องชำรุดแน่ๆฮ่าๆๆๆ”

             

            เธียรและปราณมาหยุดยืนหน้าร้านอาหารปิ้งย่างเธียรแลบลิ้นเลียปาก เมื่อเห็นอาหารหลากหลายชนิดเสียบไม้วางเป็นตั้งๆอยู่ในตู้กระจกใสขนาดใหญ่...

            “กรุณาสั่งตามลำดับหมายเลขด้วยนะครับ!!”

             

            เสียงของคนขายในชุดขาวพร้อมผ้ากันเปื้อน ตะโกนบอกภายใต้ผ้าติดปาก ถัดเข้าไปด้านใน ชาย 5 คนสวมชุดขาวสะอาดพร้อมผ้ากันเปื้อน

             

            บนใบหน้าสวมหน้ากากปิดปากป้องกันลมหายใจและฝอยละอองน้ำลายจะปะปนสู่อาหารกำลังก้มหน้าก้มตาพลิกไม้เสียบไป-มา เมื่อเห็นขั้นตอนการทำยิ่งชวนให้น่ากินมากยิ่งขึ้น

             

            ควันจากการปิ้งย่างลอยเข้าสู่เครื่องดูดควันทำให้ควันไม่คลุ้งและอบอวลบริเวณรอบๆ เมื่อสุกได้ที่ แต่ละคนที่ยืนหน้าเตาก็รวบทั้งหมดจุ่มในหม้อน้ำจิ้มขนาดใหญ่ มาวางในตู้ใหญ่อีกใบ

             

            เมื่อแต่ละคนถึงลำดับก็สั่งเป็นชุดๆเพราะได้เห็นในตู้แล้วว่ามีอะไรที่ถูกปากบ้างคนขายก็บริการด้วยท่าทางว่องไวกระฉับกระเฉง แววตาเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม จากคนสู่อีกคนไม่เสียเวลานาน ไม่ตะโกนโหวกเหวกโวยวายหรือมีการแซงลำดับ

             

            “น่ากินจริงๆ ราคาไม่แพง แค่ไม้ละ 10 เหรียญเอง”เธียรหันหน้ามองปราณแล้วยิ้มแห้งๆ

            “กะจะให้ข้าเลี้ยงสินะ คุณหนูเธียร ฮ่าๆๆๆๆเอาเลย...ตั้งแต่เช้าข้าก็ยังไม่ได้กินอะไรเลย เจ้าก็คงเหมือนกัน รีบๆ กินกันซะจะได้มีแรงปลดปล่อยฌานยุทธ์”

             

            เธียรพยักหน้าแล้วทั้งสองก็มองจ้องในตู้หมายตาอะไรไว้บ้าง สักครู่ก็ถึงลำดับแล้วทั้งคู่ก็เดินออกจากร้านพร้อมอาหารควบมื้อเช้า-กลางวัน เป็นลูกชิ้นปิ้งหมู-เนื้อ-ไก่-ปลา-กุ้งอย่างละสองไม้

             

            เดินไปนั่งที่ม้าหินอ่อนสลักลายสวยงามแล้วลงมือบรรเลงอาหารอย่างเอร็ดอร่อย เพียงไม่นานก็เกลี้ยงถุง

             

            “ว้า....หมดแล้ว...ยังอยากกินอยู่เลย” เธียรชะโงกมองถุง แล้วเอามือลูบท้อง

             

            “แค่นี้ก็พอแล้วละ เดี๋ยวจะจุกเกินไป นี่ข้าก็ว่าเรากินกันเยอะมากแล้วนะร้านนี้อร่อยดี สงสัยเราต้องได้มากินกันบ่อยแน่ๆ ฮ่าๆๆๆ”

             

            ปราณหยิบถุงและเศษไม้เสียบเดินไปทิ้งถังขยะบริเวณด้านข้างที่เตรียมไว้ให้แล้วทั้งคู่ก็เดินไปยังตู้น้ำดื่มขนาดใหญ่ ที่ตั้งไว้ก่อนถึงอาคารประลองยุทธ

            ปราณหยอดลงไป10 เหรียญทอง ได้น้ำดื่มเย็นๆ ออกมาจากตู้ 2 ขวดยื่นให้เธียร 1 ขวด แล้วเปิดดื่มด้วยความกระหาย

             

            “โอ้ย...!!!”

             

            ปราณร้องขึ้นเมื่อถูกร่างใหญ่เบียดจนน้ำที่เขาดื่มกระฉอกเข้าหน้า เด็กน้อยลูบน้ำที่เปียกหน้าแล้วหันมองร่างที่ชน

             

            “เสร็จแล้วก็ถอยออกไปสิเจ้าหนู....จะมายืนเกะกะขวางทางคุณหนูหงส์นราได้ยังไงกัน!!!”

             

            ชายร่างสูงใหญ่อายุประมาณแสง-ขรรค์หันมองเด็กน้อยด้วยสายตาไม่ค่อยพอใจ ยืนหันหลังให้ปราณแล้วกอดอก 

             

            ร่างบอบบางของเด็กสาวแสนสวยดวงตาโตที่ดูโฉบเฉี่ยวเป็นประกาย ปากสีชมพูเป็นรูปกระจับเชิดขึ้นเล็กน้อยช่างรับกับใบหน้าที่ดูเย่อหยิ่ง

             

            ผมดำสลวยยาวประบ่ากับผิวขาวอมชมพูดูมีน้ำมีนวลปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา ปราณยืนอึ้ง มองตาค้าง เขาไม่เคยเห็นเด็กสาวคนไหนที่สวยโดดเด่นสะดุดตาแบบนี้มาก่อน..

    คล้ายกับเรื่องปราณ จอมคนเหนือพิภพ ภาคปฐมบท ที่คุณอ่าน