บทที่ 58 ฉันจำแกไว้แล้ว
แม้ว่าเฉินฟาจะเอาแต่เหน็บแนมหานชิงอวี่ไม่หยุด แต่เขาก็คิดไม่ถึงว่า นอกจากหลี่หยางกับหานชิงอวี่แล้ว จะยังมีคนอื่นที่อยากมีเรื่องกับตนอยู่อีก
แม้จะได้ฟังเสียงนี้แล้ว แต่เขายังไม่รู้เลยว่าคนตรงหน้านี้เป็นใคร
กระทั่งหานชิงอวี่กับหลี่หยางเอง ก็รู้สึกคาดไม่ถึงอยู่เหมือนกัน ถึงอย่างไรทุกคนก็ต้องทำงานในสำนักงานเดียวกันตั้งแต่นี้ไป อย่าว่าแต่เฉินฟาเลย คนส่วนใหญ่จะทำอะไรก็ล้วนแต่ต้องรักษาหลักเกณฑ์เอาไว้ ถึงแม้ในใจจะรู้สึกขยะแขยงแค่ไหน แต่การปฏิบัติตัวเมื่อพบเจอกับเฉินฟา ก็ยังต้องพูดจาเหมือนเป็นเพื่อนร่วมงานทั่ว ๆ ไป
อย่างไรก็ตาม เสียงที่ดังขึ้นตรงหน้านั้นฟังดูแล้วทั้งกังวานและเด็ดขาด ทำให้คนที่ได้ฟังรู้สึกถึงความยุติธรรม
และเป็นเช่นนั้นจริง ๆ เมื่อเฉินฟาหันไปมอง ก็ได้พบกับใบหน้าที่ไม่คุ้นเคยปรากฏอยู่ในระยะสายตาของตน
“แก…แกชื่ออะไร ดูอย่างไรฉันก็เป็นรุ่นพี่ของแกนะ กล้าพูดจาแบบนี้กับรุ่นพี่งั้นเหรอ?”
เฉินฟามองคนแปลกหน้าที่อยู่ตรงหน้า ก็พบว่าตนเองจำชื่อของอีกฝ่ายไม่ได้ด้วยซ้ำ นึกออกแค่ว่า อีกฝ่ายเป็นแพทย์ ST ที่แผนกหามาใหม่
“ผมชื่อหลิวอ้าวเสียง เพิ่งมาเป็นแพทย์ ST ในแผนก และผมคิดว่าเรื่องนี้จะถูกหรือผิดไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นรุ่นพี่หรือรุ่นน้องนะครับ แม้แต่ความผิดพลาดของรุ่นพี่ในเรื่องนี้ ผลที่ตามมายังร้ายแรงกว่าการที่คนรุ่นใหม่ทำผิดพลาดซะอีก”
แม้จะถูกเฉินฟาข่มขู่ต่อหน้า ผู้มาใหม่ที่ชื่อหลิวอ้าวเสียงตรงหน้าเขาดูเหมือนจะไม่มีความกังวลเลยสักนิด แต่กลับวิพากษ์วิจารณ์ความผิดพลาดของเฉินฟาด้วยวาจา
เมื่อการสนทนาจบลง เฉินฟารู้สึกเหมือนโดนเอาเปรียบเล็กน้อย เพราะเขาถูกสอนโดยผู้มาใหม่จนหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย
“อ๋อ ๆ หลิวอ้าวเสียงใช่ไหม” เฉินฟาไร้เหตุผลที่จะตอบโต้ ทำได้เพียงยื่นมือออกไป ชี้ไปที่จมูกของหลิวอ้าวเสียงสองครั้ง “จะบอกให้นะ ฉันจะจำแกเอาไว้”
ฉันจะจำไว้
สี่คำนี้ ถ้าเป็นผู้อาวุโสในแผนกพูดกันคนที่มาใหม่ บอกได้เลยว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของผู้มาใหม่ต้องรู้สึกไม่สบายใจ อย่างน้อยที่สุด ก็อาจจะทำให้คนใหม่รู้สึกโง่งมในตอนนั้น และต้องมาครุ่นคิดเล็กน้อยเกี่ยวกับผลที่ตามมาจากการถูกจดจำ
เฉินฟาเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน ดังนั้นหลังจากที่พูดข่มขู่เสร็จ เขาก็หันหลังจากไป ตอนเดินไปก็ยังไม่ลืมที่จะหันหน้ากลับมามองหลิวอ้าวเสียงอย่างข่มขู่
แต่วินาทีต่อมา หลิวอ้าวเสียงก็ตอบรับ “เป็นรุ่นพี่ แม้แต่ชื่อรุ่นน้องก็พึ่งจะนึกออก คุณคิดว่าตัวเองมีจิตสำนึกและคุณสมบัติในฐานะรุ่นพี่หรือเปล่าล่ะ?”
ประโยคนี้ ช่วงเวลานั้นคนในแผนกต่างก็กลิ้งทูตล้มขร*[1]ใครก็ดูออกว่าเฉินฟาต้องการใช้วิธีนี้ ทำให้ผู้มาใหม่มีความรู้สึกสับสนจนเดาไม่ถูก เพื่อเป็นการแสดงอำนาจ
แต่สิ่งที่เฉินฟาไม่รู้คือ เรื่องการแสดงอำนาจ สำหรับคนที่มุทะลุแล้วไม่มีประโยชน์อะไร และหลิวอ้าวเสียงที่อยู่ตรงหน้านี้ ก็คนที่มีความมุทะลุคนหนึ่ง
ทุกคนที่ยุ่งอยู่กับการทำสิ่งต่าง ๆ ของตัวเองบนที่นั่ง แต่ความจริงแล้วก็ล้วนแต่กลั้นยิ้มกันอยู่ในใจ อยากดูว่าเฉินฟาจะทำอย่างไรกับการมีอยู่ของหลิวอ้าวเสียง
แต่เฉินฟากลับทำให้ทุกคนต้องผิดหวังโดยการเลือกที่จะหนี แกล้งทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดนั้น และนั่งลงบนที่นั่ง
การที่มันจบลงแบบนี้ ทุกคนในออฟฟิศต่างก็แสดงความสบายใจออกมา
บรรยากาศการแข่งขันที่มีชีวิตชีวาที่เพิ่งเตรียมไว้ ก็เกิดขึ้นในออฟฟิศอีกครั้งในทันที
ตอนนั้นเองหลิวอ้าวเสียงก็เดินไปยืนข้าง ๆ หานชิงอวี่ แล้วพูดว่า “หมอหานไม่ต้องกลัวนะครับ กับคนแบบนี้เราไม่สามารถใช้วิธีคุยด้วยเหตุผลแบบธรรมดาเพื่อรักษาความสงบไว้ได้หรอกครับ”
“คุณวางใจได้เลยนะ หากวันหลังได้ยินเขาพูดจานินทาแบบที่พูดกับคุณวันนี้อีก ผมจะช่วยคุณตอบโต้แน่นอน”
คำพูดรื่นหูแบบนี้ ทำเอาหานชิงอวี่ถึงกับหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้
ที่เขาพูดมาแบบนี้ ทำไมฟังแล้วถึงรู้สึกเหมือนกับว่าตนถูกรังแกเลย แต่ความจริงแล้ว สำหรับขี้หนูแบบเฉินฟา เขาถูกคนส่วนใหญ่มองข้ามไปนานแล้ว
เมื่อบรรยากาศของทุกคนเต็มไปด้วยความครึกครื้น ไป๋ปิงก็รีบเดินมาจากที่นั่งของตนเองอย่างรีบร้อน ในมือยังคงถือกระดาษทดสอบจำนวนหนึ่งที่เพิ่งพิมพ์มา และกวาดตามองทุกคนแวบหนึ่ง
“อืม ดูเหมือนทุกคนจะมากันครบแล้วสินะ”
“ฉันมีแบบทดสอบหนึ่งชุดที่จะให้กับทุกคน แต่ก่อนที่ฉันจะแจกแบบทดสอบให้ทุกคน เรายังต้องทำเหมือนกับการแข่งขันคราวที่แล้ว ฉันอยากจะถามกับทุกคนว่า…”
“วันนี้ไม่มีใครมาสายเลย มีใครคิดอยากจะมาลองตอบคำถามสักหน่อยไหม?”
หลังจากพูดจบ ไป๋ปิงก็ใช้ดวงตาสวยกวาดมองไปที่ทุกคนอีกรอบ แม้เพียงแค่พริบตาเดียวเท่านั้น แต่กลับทำให้บรรดาหมอผู้ชายในแผนกรู้สึกคล้ายกับสายลมในฤดูใบไม้ผลิผัดผ่านใบหน้าไป
ในสถานการณ์ที่สายลมในฤดูใบไม้ผลิผัดผ่านใบหน้าอยู่นั้น เฉินฟาลอยตัวอีกครั้งอย่างไม่ต้องสงสัย เขาลุกขึ้นยืนทันทีและมองไปที่ไป๋ปิง จากนั้นยกแขนขึ้นแล้วพูดว่า
“ผมครับ ผมเอง!”
การกระทำนี้ของเฉินฟา ทำให้คนนับไม่ถ้วนรู้สึกดูหมิ่นเขาขึ้นทันที
แน่นอนว่าเขาก็รู้ดี ที่เฉินฟาทำทั้งหมดก็เพื่อความสุขของผู้อำนวยการไป๋ นั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมเขาถึงดูตื่นเต้นและยินดีถึงขนาดนั้น แต่จากประวัติครั้งก่อนที่เฉินฟาเคยตอบคำถาม ทุกคนยังคงดีใจที่ได้เห็นเหตุการณ์นี้ต่อหน้าพวกเขา ถึงอย่างไรความสุขแบบนี้ ก็ใช่ว่าจะได้เห็นทุกวัน
ทว่าเฉินฟาก็มีความมั่นใจของตนเอง อย่างไรก็ตามหลังจากที่ตนกลับบ้านไป ก็ได้ท่องจำของพวกนี้มาแล้วรอบหนึ่ง ถึงแม้จะจำยากอยู่ แต่เพื่อให้ได้รับสายตาชื่นชมจากไป๋ปิง เขาก็ไม่สนอะไรแล้ว
สีหน้าของไป๋ปิงเปลี่ยนไปโดยไม่มีใครสังเกตเห็น แต่ก็ยังพูดคุยกับเฉินฟาที่อยู่ตรงหน้า
“เอาละ งั้นเฉินฟา ฟังคำถามให้ดีนะ”
“หมอเฉินกรุณาตอบคำถาม ทฤษฎีทางการแพทย์มีความท้าทายอะไรบ้าง?”
หลังจากได้ยินคำถาม เฉินฟาก็ตกตะลึงอย่างสิ้นเชิง
ในชั่วขณะนั้น สมองของเขาก็ขาวโพลน เพราะเนื้อหาของคำถามนี้ กับคำถามที่เขาจำมาทั้งหมดไม่เหมือนกันเลย!
ถึงอย่างไร สิ่งที่ตนค้นหาเมื่อวานนี้ก็เป็นถึงหนังสือความรู้ที่ยากที่สุดในสายการแพทย์ และตนยังจำคำถามที่เกี่ยวข้องทีละข้อ ๆ เดิมทีคิดว่าวันนี้จะไม่ยอมขายหน้าอีกแล้ว แต่สิ่งที่ตนไม่คาดคิดก็คือคำถามที่ไป๋ปิงถามในวันนี้ไม่ได้อยู่ในคลังคำถามที่ตนท่องจำไว้เมื่อวานนี้!
ผู้คนรอบตัวเขามองหน้ากันด้วยความสับสน เพราะคำถามที่ไป๋ปิงถามขึ้นมา เป็นคำถามที่พื้นฐานมาก ซึ่งจะบอกว่าเป็นคำถามที่แจกคะแนนฟรีเลยก็ว่าได้
คนที่ได้คำถามที่ราวกับแจกคะแนนแต่ดันไม่ได้คะแนน กลับกล้าริเริ่มที่จะขอตอบเป็นคนแรก ซึ่งคำขอแบบนี้ เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน
แต่ดูเหมือนมันจะเป็นเรื่องปกติสำหรับเฉินฟา
เมื่อมองดูรอยยิ้มเย้ยเยาะของเพื่อนร่วมงานที่อยู่รอบตัวเขา เฉินฟาก็รู้สึกขายหน้า เขาไม่เคยคาดเลยว่า จากคำถามมากมายที่ตนท่องมาเมื่อวานนี้ ไป๋ปิงกลับเลือกคำถามง่าย ๆ เช่นนี้ ซึ่งมันง่ายมากจนตนไม่ได้ท่องมาด้วยซ้ำ
“เอ่อ ทฤษฎีทางการแพทย์ที่ท้าทายมี…..เอ่อ ก็คือ…..”
ตอนนี้เฉินฟาเจ็บปวดราวกับคนที่มีความรู้ท่วมหัว แต่กลับไม่สามารถนำมาใช้ได้เลย
แต่หานชิงอวี่ที่สังเกตเห็นไป๋ปิงยืนอยู่ข้าง ๆ และดูเหมือนชั่วพริบตานั้นบนใบหน้างดงามของเธอจะมีรอยยิ้มปรากฏอยู่
[1]กลิ้งทูตล้มขร หมายถึง นอนกันเกลื่อนกลาดไม่เป็นท่า