ผู้กอบกู้

    ตอนที่ 33 สู้

            เมืองกลาซิสเขตแม่น้ำทิศใต้ เช้าวันที่สิบหลังจากการินออกเดินทาง


            อลิสเดินมาที่ศาลาริมน้ำสายตาเหม่อลอยจ้องมองริ้วน้ำกระเพื่อม


            เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านหลังอลิสหญิงสาวหมุนตัวกลับโค้งตัวทำความความเคารพ


            “ท่านพ่อ”


            แม้อลิสจะเรียกว่าท่านพ่อแต่ผู้ที่มาไม่ใช่อเดลทว่าเป็นกาเวนหลังจากเธอแต่งงานกับการินแล้วการจะเรียกกาเวนแบบนี้ย่อมเหมาะสมที่สุด


            “การินไม่เป็นไรแน่นอนถ้าเป็นในเรื่องเอาตัวรอดลูกชายคนนี้ของพ่อถนัดที่สุด”


            กาเวนยิ้มอ่อนโยนให้อลิสแม้ในใจเขาจะเป็นกังวลเกี่ยวกับการินแต่ในฐานะผู้นำตระกูลดวงดาวชายวัยกลางคนต้องเข้มแข็งรวมถึงตัวเขาเชื่อในตัวการินด้วย


            ที่กาเวนมาพูดกับอลิสในครั้งนี้เป็นเพราะว่าอเดลมาบอกเขาว่านับตั้งแต่การินออกเดินทางไปทำภารกิจอลิสแทบไม่ยิ้มเลยนอกจากตอนอยู่กับอาโนลอเดลคิดว่าให้คนที่สุขุมน่าเชื่อถืออย่างกาเวนมาพูดปลอบน่าจะได้ผลดีที่สุด


            อลิสยิ้มชืด


            “เรื่องนี้อลิสรู้ดีค่ะแต่ว่า...ถึงจะคิดแบบนั้น...หนูก็อดเป็นกังวลไม่ได้อยู่ดี”


            กาเวนถอนหายใจเขาปลอบคนไม่เก่งซะด้วย


            ทันใดนั้นพลันมีคนสองคนเดินมาทางศาลาริมน้ำ


            กาเวนชำเลืองดูก็บอกลาอลิสเดินจากไป


            ผู้ที่มาก็คือมาเรียกับเฟย์


            มาเรียเดินเข้าหาอลิสด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม


            “อลิสทำไมถึงดูเศร้าแบบนั้นล่ะถ้าเป็นกังวลเรื่องการินฉันว่าไม่ต้องห่วงหมอนั่นหรอกการินเอาตัวรอดเก่งจะตายเดี๋ยวอยู่ดี ๆ หมอนั่นคงโผล่ขึ้นข้างหลังเธอแล้วล่ะมั้ง”


            เฟย์ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยเดินตามหลังมาเรียมาติดๆ


            อลิสยิ้มเจื่อนให้เพื่อนสนิท


            “เธอมาหาฉันมีอะไรหรือเปล่า?”


            มาเรียงักไปครู่หนึ่งเธอหันไปจ้องตากับเฟย์แล้วกลับมามองอลิสกล่าวด้วยรอยยิ้ม


            “ฉันท้องล่ะ”


            อลิสเลิกคิ้วด้วยความตกใจเล็กน้อยก่อนจะยิ้มอย่างจริงใจให้มาเรีย


            “ยินดีด้วยนะ”


            จากนั้นทั้งคู่ก็พูดคุยกันตามประสาเพื่อนสนิทโดยมีเฟย์ยืนนิ่งอยู่ราวกับรูปปั้นข้างหลังมาเรีย


            พอพวกมาเรียจากไปอลิสก็ได้มองไปในแม่น้ำอีกครั้ง


            ...


            เช้าตรู่วันถัดมา


            อลิสอุ้มอาโนลออกมาเดินเล่นที่ศาลาริมน้ำโดยมีท่านตาท่านยายตามติดไม่ห่าง


            หญิงสาวฮัมเพลงพื้นเมืองให้อาโนลฟังมุมปากอลิสยกยิ้มเล็กน้อยเมื่ออยู่กับอาโนล


            ทันใดนั้นพลันมีเสียงที่ดังกึกก้องราวฟ้าผ่าดังมาจากทางทิศตะวันออก


            “เหล่ามนุษย์ตัวน้อยทั้งหลายเจ้าหนูที่ชื่อว่าการินซึ่งพวกเจ้าส่งมาตอนนี้ได้ตกตายภายใต้เงื้อมมือของข้าราจาผู้นี้แล้วต่อไปในอีกเจ็ดวันข้างหน้าข้าจะนำกองทัพสัตว์ร้ายไปบุกเมืองของพวกเจ้าจงเตรียมพร้อมให้ดีซะ!”


            ดวงตาอลิสเบิกโพลงเข่าพลันอ่อนยวบทิ้งร่างกองลงกับพื้น โชคดีที่เธอยังมีสติอุ้มอาโนลไว้อยู่ท่านตาท่านยายวิ่งเข้ามาพยุงหญิงสาวเอาไว้ สีหน้าของพวกท่านย่ำแย่ไม่แพ้อลิส


            ภายในเมืองกลาซิสพลันบังเกิดความวุ่นวาย


            ทุกคนภายในเมืองไม่รู้ว่าคนชื่อการินเป็นใครแต่การที่มีคำว่า‘จะนำกองทัพสัตว์ร้ายไปบุกเมืองพวกเจ้า’ย่อมสร้างความตื่นตระหนกให้แก่ทุกคนภายในเมืองไม่มากก็น้อย


            ส่วนคนที่รู้เรื่องราวมากมายอย่างคนระดับสูงของสี่ตระกูลผู้ปกครองและสิบสองตระกูลชั้นสูงนั้นกลับแตกตื่นยิ่งกว่าเรื่องที่การินตายพวกเขาย่อมตกใจแต่การบุกเข้าไปในป่าวงกตของชายหนุ่มนั้นถูกมองว่าอันตรายมากและมีโอกาสรอดน้อยมากพวกเขาจึงไม่ได้ตกใจสักเท่า


            สิ่งที่ทำให้พวกเขาตกใจอย่างแท้จริงนั่นกลับเป็นเพราะเจ้าของเสียงดังกึกก้องราวฟ้าผ่านี้เรียกแทนตัวเองว่า‘ราจา’


            พวกเขายังจำที่การินเคยบอกไว้ได้ว่าราจาเป็นชื่อของราชันสัตว์ร้ายเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อนเป็นสัตว์ร้ายระดับดวงดาวที่สามารถทำลายทวีปทั้งทวีปได้อย่างไม่ยากเย็น


            ดังนั้นสี่ตระกูลผู้ปกครองและสิบสองตระกูลชั้นสูงจึงได้เรียกประชุมด่วนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน


            ภายในลานจัตุรัสใกล้หอนาฬิกากลางเมือง


            คนระดับสูงของสี่ตระกูลผู้ปกครองและสิบสองตระกูลชั้นสูงได้มารวมตัวกันทุกคนต่างจ้องไปทางครอบครัวกาเวนด้วยสีหน้าเวทนาเล็กน้อยแต่ตอนนี้มีเรื่องใหญ่กว่าให้ต้องหารือกันโดยเร็วทุกคนจึงทำเป็นไม่สนใจเรื่องการตายของการินชั่วคราว


            ฟารอนที่เห็นว่าไม่มีใครกล้าพูดเปิดประเด็นจึงตัดสินใจกล่าวออกมาเป็นคนแรก


            “ใครมีความเห็นยังไงกับสิ่งที่สัตว์ร้ายซึ่งเรียกตัวเองว่าราจาพูดบ้าง?”


            กาเวนสูดหายใจเรียกสติแม้จะเสียใจแค่ไหนแต่ด้วยตำแหน่งผู้นำตระกูลดวงดาวและผู้มีรอยประทับระดับทวีปเพียงคนเดียวของเมืองเขาต้องเยือกเย็นตลอดเวลา


            “จากข้อมูลที่เรารู้ราจาเป็นชื่อของราชันสัตว์ร้ายเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อนโดยราชันสัตว์ร้ายตัวนี้ทิ้งเสี้ยวจิตวิญญาณของตัวเองไว้ในรอยประทับที่สลักอยู่บนใบดาบซึ่งคาปราเคยถือครองภายหลังเมื่อคาปราตายไปแล้วเสี้ยววิญญาณของราจาสามารถสิงร่างของคาปราโดยใช้พลังจากรอยประทับของตัวเองได้ทว่าจะมีพลังอ่อนแอลงจากร่างที่สิงเล็กน้อยยกตัวอย่างเช่นคาปราที่เป็นสัตว์ร้ายระดับทวีปหลังจากโดนเสี้ยววิญญาณของราจายึดครองร่างก็จะมีระดับพลังลดเหลือเพียงกึ่งระดับทวีป”


            กาเวนกล่าวอย่างเชื่องช้านี่เป็นสิ่งที่การินบอกเขามาอีกที


            “ดังนั้นจากที่ผมคาดเดาไว้สัตว์ร้ายที่ตะโกนเตือนพวกเราเมื่อเช้านี้ซึ่งเรียกตนเองว่าราจามีความเป็นไปได้สามกรณีกรณีแรกเนื่องจากมีสัตว์ร้ายที่ถือครองอาวุธซึ่งประทับรอยประทับและเสี้ยววิญญาณของราจาไว้โดน...การิน...จัดการทำให้วิญญาณของราจาที่อยู่ในอาวุธออกมาควบคุมร่างของสัตว์ร้ายตัวนั้นแล้ว...ฆ่า...การิน...ที่น่าจะกำลังอ่อนแอเพราะศึกก่อนหน้าจากนั้นมันจึงได้ประกาศเตือนพวกเราเมื่อเช้านี้”


            ทุกครั้งที่มีการพูดถึงการินกาเวนจะชะงักไปครู่หนึ่งตลอด


            หลายคนพยักหน้าเห็นด้วยกับข้อสันนิษฐานข้อนี้ของกาเวนแต่ยังมีอีกหลายคนที่ยังรอฟังความคิดก่อไปของชายวัยกลางคนอยู่


            กาเวนเรียบเนียงคำพูดอยู่ครู่หนึ่งถึงกล่าวออกมาอีก


            “กรณีที่สองสัตว์ร้ายที่เรียกตัวเองว่าราจาเมื่อเช้านี้อาจไม่ใช่ราจาที่เป็นสัตว์ร้ายระดับดวงดาวในอดีตแต่เป็นผู้นำสัตว์ร้ายในยุคปัจจุบันซึ่งถือว่าตัวเองเป็นราจาคนที่สองและยังอาจเป็นสัตว์ร้ายที่เป็นผู้วางแผนการบางอย่างในป่าวงกตตอนนี้อีกด้วยเป็นเพราะการินไปขัดขวางแผนการที่วางไว้ทำให้มันโกรธหลังจากฆ่าการินจึงตั้งใจจะนำทัพสัตว์ร้ายที่มีมาบุกเมืองของพวกเรา”


            ทุกคนรู้สึกว่าข้อสันนิษฐานนี้มีความเป็นไปได้มากกว่าข้อแรก


            กาเวนสูดหายใจลึกเอ่ยความคิดเห็นสุดท้ายของตนเอง


            “กรณีที่สามที่ฉันคิดได้สัตว์ร้ายที่เรียกตัวเองว่าราจานั้นเป็นราจาที่เป็นราชันสัตว์ร้ายเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อนตัวจริง”


            ทุกคนพลันอึ้งตะลึงในข้อสันนิษฐานที่สามของกาเวน


            อเดลที่อดไม่ได้จึงออกมา


            “ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะ?”


            กาเวนแหงนหน้ามองท้องฟ้าแล้วเอ่ยอย่างเลื่อนลอย


            “เดิมทีฉันกับการินเคยคาดเดาแผนการของสัตว์ร้ายระดับทวีปในป่าวงกตว่ามันคิดจะทำอะไรกันแน่หลังจากรับรู้ถึงการมีอยู่ของเสี้ยววิญญาณของราจารวมถึงคำพูดส่งท้ายของราจาที่อยู่ในร่างคาปราซึ่งการินได้สู้ด้วยทำให้การินพูดขึ้นทีเล่นทีจริงว่าบางทีแผนการที่สัตว์ร้ายระดับทวีปในป่าวงกตกำลังทำอาจจะเป็นการคืนชีพราชันสัตว์ร้ายอย่างราจาอยู่ก็เป็นได้”


            ทุกคนพลันเงียบงันพวกเขาไม่กล้าพูดว่าสิ่งที่กาเวนพูดมานั้นไร้สาระเพราะโอกาสที่จะเป็นอย่างที่กาเวนพูดก็ไม่ใช่ศูนย์


            “แล้วพวกเราควรทำยังไงต่อดี”


            แจ็คกล่าวออกมาอย่างเลื่อนลอยต่อให้ราจาที่ว่านี้ไม่ใช่ราจาที่เป็นสัตว์ร้ายระดับดวงดาวเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อนแต่เป็นเพียงสัตว์ร้ายระดับทวีปก็มากพอจะทำให้เขาหวาดกลัวแล้ว


            ทุกคนเงียบงันไปอีกครั้ง


            ฟารอนที่มีความอาวุโสสุดในที่แห่งนี้กล่าวเสียงกระซิบ


            “สู้...”


            คล้ายกับคนอื่นได้รับความกล้าเพิ่มจากเสียงกระซิบของชายชราจึงเริ่มพูดตาม


            “สู้!”


            “สู้!”


            กาเวนพยักหน้า


            “ถูกต้องพวกเรามีทางเลือกเดียวคือสู้เท่านั้นต่อให้มีโอกาสชนะเพียงน้อยนิดแต่ก็มีเพียงการสู้สุดชีวิตเท่านั้นถึงจะคว้าความหวังในการอยู่รอดของมวลมนุษย์ได้!”


            ทุกคนถูกกาเวนสั่งให้ไปอยู่กับครอบครัวโดยนัดหมายให้ผู้มีรอยประทับระดับเมืองขึ้นไปทุกคนให้มารวมกันที่ประตูกำแพงเขตตะวันออกเหมือนคราวก่อนอีกเจ็ดวันข้างหน้า


            ...


            เขตแม่น้ำทิศใต้เช้ามืดวันที่เจ็ดหลังจากราจาส่งคำเตือน


            อลิส กาเวนริน่า อเดล เชอรอน ท่านตาท่านยาย จาเรน เทียร์น่า การันทุกคนนั่งบนเก้าอี้ตัวยาวในศาลาริมน้ำบรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า


            อลิสอุ้มอาโนลไว้ในอ้อมอกสีหน้าว่างเปล่าแม้กระทั่งเด็กทารกอย่างอาโนลที่มักจะหัวเราะอยู่ตลอดยังเงียบไม่ส่งเสียงใด ๆ ราวกับรู้ว่าตอนนี้นั้นทุกคนกำลังโศกเศร้าเสียใจอยู่


            กาเวนเป็นคนแรกที่ลุกขึ้นชายวัยกลางคนผู้นี้กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน


            “ไปกันเถอะ”


            โดยไม่รอให้ทุกคนได้ทำอะไรกาเวนก็เหาะไปทางกำแพงทิศตะวันออกแล้ว


            ริน่า อเดลเชอรอน จาเรน การัน ทยอยบินตามกาเวนไป


            ตอนนี้ที่ศาลาริมน้ำเหลือเพียงอลิสท่านตาท่านยายกับเทียร์น่า


            อลิสก้มลงไปจูบที่หน้าผากอาโนลอย่างนุ่มนวลหนึ่งทีแล้วยื่นเด็กทารกให้กับท่านยาย


            “ฝากอาโนลด้วยนะคะ”


            ท่านยายพยักหน้ารับ


            เทียร์น่าที่นัยน์ตาบวมเป่งเพราะร้องไห้มาหลายคืนวิ่งกลับเข้าไปในบ้านพร้อมเสียงสะอึกสะอื้น


            อลิสมองท่านตาท่านยายแล้วก็อาโนลจากนั้นจึงลอยตัวขึ้นหญิงสาวบินไปทางประตูเมืองทิศตะวันออกด้วยความเชื่องช้าไม่รู้ว่าตั้งแต่ตอนไหนสองแก้มของเธอถึงได้มีหยาดน้ำตาไหลอาบแล้ว


            “คนโกหก...คนผิดสัญญา...”