เมืองกลาซิสเขตแม่น้ำทิศใต้ เช้าวันที่สิบหลังจากการินออกเดินทาง
อลิสเดินมาที่ศาลาริมน้ำสายตาเหม่อลอยจ้องมองริ้วน้ำกระเพื่อม
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านหลังอลิสหญิงสาวหมุนตัวกลับโค้งตัวทำความความเคารพ
“ท่านพ่อ”
แม้อลิสจะเรียกว่าท่านพ่อแต่ผู้ที่มาไม่ใช่อเดลทว่าเป็นกาเวนหลังจากเธอแต่งงานกับการินแล้วการจะเรียกกาเวนแบบนี้ย่อมเหมาะสมที่สุด
“การินไม่เป็นไรแน่นอนถ้าเป็นในเรื่องเอาตัวรอดลูกชายคนนี้ของพ่อถนัดที่สุด”
กาเวนยิ้มอ่อนโยนให้อลิสแม้ในใจเขาจะเป็นกังวลเกี่ยวกับการินแต่ในฐานะผู้นำตระกูลดวงดาวชายวัยกลางคนต้องเข้มแข็งรวมถึงตัวเขาเชื่อในตัวการินด้วย
ที่กาเวนมาพูดกับอลิสในครั้งนี้เป็นเพราะว่าอเดลมาบอกเขาว่านับตั้งแต่การินออกเดินทางไปทำภารกิจอลิสแทบไม่ยิ้มเลยนอกจากตอนอยู่กับอาโนลอเดลคิดว่าให้คนที่สุขุมน่าเชื่อถืออย่างกาเวนมาพูดปลอบน่าจะได้ผลดีที่สุด
อลิสยิ้มชืด
“เรื่องนี้อลิสรู้ดีค่ะแต่ว่า...ถึงจะคิดแบบนั้น...หนูก็อดเป็นกังวลไม่ได้อยู่ดี”
กาเวนถอนหายใจเขาปลอบคนไม่เก่งซะด้วย
ทันใดนั้นพลันมีคนสองคนเดินมาทางศาลาริมน้ำ
กาเวนชำเลืองดูก็บอกลาอลิสเดินจากไป
ผู้ที่มาก็คือมาเรียกับเฟย์
มาเรียเดินเข้าหาอลิสด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“อลิสทำไมถึงดูเศร้าแบบนั้นล่ะถ้าเป็นกังวลเรื่องการินฉันว่าไม่ต้องห่วงหมอนั่นหรอกการินเอาตัวรอดเก่งจะตายเดี๋ยวอยู่ดี ๆ หมอนั่นคงโผล่ขึ้นข้างหลังเธอแล้วล่ะมั้ง”
เฟย์ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยเดินตามหลังมาเรียมาติดๆ
อลิสยิ้มเจื่อนให้เพื่อนสนิท
“เธอมาหาฉันมีอะไรหรือเปล่า?”
มาเรียงักไปครู่หนึ่งเธอหันไปจ้องตากับเฟย์แล้วกลับมามองอลิสกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ฉันท้องล่ะ”
อลิสเลิกคิ้วด้วยความตกใจเล็กน้อยก่อนจะยิ้มอย่างจริงใจให้มาเรีย
“ยินดีด้วยนะ”
จากนั้นทั้งคู่ก็พูดคุยกันตามประสาเพื่อนสนิทโดยมีเฟย์ยืนนิ่งอยู่ราวกับรูปปั้นข้างหลังมาเรีย
พอพวกมาเรียจากไปอลิสก็ได้มองไปในแม่น้ำอีกครั้ง
...
เช้าตรู่วันถัดมา
อลิสอุ้มอาโนลออกมาเดินเล่นที่ศาลาริมน้ำโดยมีท่านตาท่านยายตามติดไม่ห่าง
หญิงสาวฮัมเพลงพื้นเมืองให้อาโนลฟังมุมปากอลิสยกยิ้มเล็กน้อยเมื่ออยู่กับอาโนล
ทันใดนั้นพลันมีเสียงที่ดังกึกก้องราวฟ้าผ่าดังมาจากทางทิศตะวันออก
“เหล่ามนุษย์ตัวน้อยทั้งหลายเจ้าหนูที่ชื่อว่าการินซึ่งพวกเจ้าส่งมาตอนนี้ได้ตกตายภายใต้เงื้อมมือของข้าราจาผู้นี้แล้วต่อไปในอีกเจ็ดวันข้างหน้าข้าจะนำกองทัพสัตว์ร้ายไปบุกเมืองของพวกเจ้าจงเตรียมพร้อมให้ดีซะ!”
ดวงตาอลิสเบิกโพลงเข่าพลันอ่อนยวบทิ้งร่างกองลงกับพื้น โชคดีที่เธอยังมีสติอุ้มอาโนลไว้อยู่ท่านตาท่านยายวิ่งเข้ามาพยุงหญิงสาวเอาไว้ สีหน้าของพวกท่านย่ำแย่ไม่แพ้อลิส
ภายในเมืองกลาซิสพลันบังเกิดความวุ่นวาย
ทุกคนภายในเมืองไม่รู้ว่าคนชื่อการินเป็นใครแต่การที่มีคำว่า‘จะนำกองทัพสัตว์ร้ายไปบุกเมืองพวกเจ้า’ย่อมสร้างความตื่นตระหนกให้แก่ทุกคนภายในเมืองไม่มากก็น้อย
ส่วนคนที่รู้เรื่องราวมากมายอย่างคนระดับสูงของสี่ตระกูลผู้ปกครองและสิบสองตระกูลชั้นสูงนั้นกลับแตกตื่นยิ่งกว่าเรื่องที่การินตายพวกเขาย่อมตกใจแต่การบุกเข้าไปในป่าวงกตของชายหนุ่มนั้นถูกมองว่าอันตรายมากและมีโอกาสรอดน้อยมากพวกเขาจึงไม่ได้ตกใจสักเท่า
สิ่งที่ทำให้พวกเขาตกใจอย่างแท้จริงนั่นกลับเป็นเพราะเจ้าของเสียงดังกึกก้องราวฟ้าผ่านี้เรียกแทนตัวเองว่า‘ราจา’
พวกเขายังจำที่การินเคยบอกไว้ได้ว่าราจาเป็นชื่อของราชันสัตว์ร้ายเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อนเป็นสัตว์ร้ายระดับดวงดาวที่สามารถทำลายทวีปทั้งทวีปได้อย่างไม่ยากเย็น
ดังนั้นสี่ตระกูลผู้ปกครองและสิบสองตระกูลชั้นสูงจึงได้เรียกประชุมด่วนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ภายในลานจัตุรัสใกล้หอนาฬิกากลางเมือง
คนระดับสูงของสี่ตระกูลผู้ปกครองและสิบสองตระกูลชั้นสูงได้มารวมตัวกันทุกคนต่างจ้องไปทางครอบครัวกาเวนด้วยสีหน้าเวทนาเล็กน้อยแต่ตอนนี้มีเรื่องใหญ่กว่าให้ต้องหารือกันโดยเร็วทุกคนจึงทำเป็นไม่สนใจเรื่องการตายของการินชั่วคราว
ฟารอนที่เห็นว่าไม่มีใครกล้าพูดเปิดประเด็นจึงตัดสินใจกล่าวออกมาเป็นคนแรก
“ใครมีความเห็นยังไงกับสิ่งที่สัตว์ร้ายซึ่งเรียกตัวเองว่าราจาพูดบ้าง?”
กาเวนสูดหายใจเรียกสติแม้จะเสียใจแค่ไหนแต่ด้วยตำแหน่งผู้นำตระกูลดวงดาวและผู้มีรอยประทับระดับทวีปเพียงคนเดียวของเมืองเขาต้องเยือกเย็นตลอดเวลา
“จากข้อมูลที่เรารู้ราจาเป็นชื่อของราชันสัตว์ร้ายเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อนโดยราชันสัตว์ร้ายตัวนี้ทิ้งเสี้ยวจิตวิญญาณของตัวเองไว้ในรอยประทับที่สลักอยู่บนใบดาบซึ่งคาปราเคยถือครองภายหลังเมื่อคาปราตายไปแล้วเสี้ยววิญญาณของราจาสามารถสิงร่างของคาปราโดยใช้พลังจากรอยประทับของตัวเองได้ทว่าจะมีพลังอ่อนแอลงจากร่างที่สิงเล็กน้อยยกตัวอย่างเช่นคาปราที่เป็นสัตว์ร้ายระดับทวีปหลังจากโดนเสี้ยววิญญาณของราจายึดครองร่างก็จะมีระดับพลังลดเหลือเพียงกึ่งระดับทวีป”
กาเวนกล่าวอย่างเชื่องช้านี่เป็นสิ่งที่การินบอกเขามาอีกที
“ดังนั้นจากที่ผมคาดเดาไว้สัตว์ร้ายที่ตะโกนเตือนพวกเราเมื่อเช้านี้ซึ่งเรียกตนเองว่าราจามีความเป็นไปได้สามกรณีกรณีแรกเนื่องจากมีสัตว์ร้ายที่ถือครองอาวุธซึ่งประทับรอยประทับและเสี้ยววิญญาณของราจาไว้โดน...การิน...จัดการทำให้วิญญาณของราจาที่อยู่ในอาวุธออกมาควบคุมร่างของสัตว์ร้ายตัวนั้นแล้ว...ฆ่า...การิน...ที่น่าจะกำลังอ่อนแอเพราะศึกก่อนหน้าจากนั้นมันจึงได้ประกาศเตือนพวกเราเมื่อเช้านี้”
ทุกครั้งที่มีการพูดถึงการินกาเวนจะชะงักไปครู่หนึ่งตลอด
หลายคนพยักหน้าเห็นด้วยกับข้อสันนิษฐานข้อนี้ของกาเวนแต่ยังมีอีกหลายคนที่ยังรอฟังความคิดก่อไปของชายวัยกลางคนอยู่
กาเวนเรียบเนียงคำพูดอยู่ครู่หนึ่งถึงกล่าวออกมาอีก
“กรณีที่สองสัตว์ร้ายที่เรียกตัวเองว่าราจาเมื่อเช้านี้อาจไม่ใช่ราจาที่เป็นสัตว์ร้ายระดับดวงดาวในอดีตแต่เป็นผู้นำสัตว์ร้ายในยุคปัจจุบันซึ่งถือว่าตัวเองเป็นราจาคนที่สองและยังอาจเป็นสัตว์ร้ายที่เป็นผู้วางแผนการบางอย่างในป่าวงกตตอนนี้อีกด้วยเป็นเพราะการินไปขัดขวางแผนการที่วางไว้ทำให้มันโกรธหลังจากฆ่าการินจึงตั้งใจจะนำทัพสัตว์ร้ายที่มีมาบุกเมืองของพวกเรา”
ทุกคนรู้สึกว่าข้อสันนิษฐานนี้มีความเป็นไปได้มากกว่าข้อแรก
กาเวนสูดหายใจลึกเอ่ยความคิดเห็นสุดท้ายของตนเอง
“กรณีที่สามที่ฉันคิดได้สัตว์ร้ายที่เรียกตัวเองว่าราจานั้นเป็นราจาที่เป็นราชันสัตว์ร้ายเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อนตัวจริง”
ทุกคนพลันอึ้งตะลึงในข้อสันนิษฐานที่สามของกาเวน
อเดลที่อดไม่ได้จึงออกมา
“ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะ?”
กาเวนแหงนหน้ามองท้องฟ้าแล้วเอ่ยอย่างเลื่อนลอย
“เดิมทีฉันกับการินเคยคาดเดาแผนการของสัตว์ร้ายระดับทวีปในป่าวงกตว่ามันคิดจะทำอะไรกันแน่หลังจากรับรู้ถึงการมีอยู่ของเสี้ยววิญญาณของราจารวมถึงคำพูดส่งท้ายของราจาที่อยู่ในร่างคาปราซึ่งการินได้สู้ด้วยทำให้การินพูดขึ้นทีเล่นทีจริงว่าบางทีแผนการที่สัตว์ร้ายระดับทวีปในป่าวงกตกำลังทำอาจจะเป็นการคืนชีพราชันสัตว์ร้ายอย่างราจาอยู่ก็เป็นได้”
ทุกคนพลันเงียบงันพวกเขาไม่กล้าพูดว่าสิ่งที่กาเวนพูดมานั้นไร้สาระเพราะโอกาสที่จะเป็นอย่างที่กาเวนพูดก็ไม่ใช่ศูนย์
“แล้วพวกเราควรทำยังไงต่อดี”
แจ็คกล่าวออกมาอย่างเลื่อนลอยต่อให้ราจาที่ว่านี้ไม่ใช่ราจาที่เป็นสัตว์ร้ายระดับดวงดาวเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อนแต่เป็นเพียงสัตว์ร้ายระดับทวีปก็มากพอจะทำให้เขาหวาดกลัวแล้ว
ทุกคนเงียบงันไปอีกครั้ง
ฟารอนที่มีความอาวุโสสุดในที่แห่งนี้กล่าวเสียงกระซิบ
“สู้...”
คล้ายกับคนอื่นได้รับความกล้าเพิ่มจากเสียงกระซิบของชายชราจึงเริ่มพูดตาม
“สู้!”
“สู้!”
กาเวนพยักหน้า
“ถูกต้องพวกเรามีทางเลือกเดียวคือสู้เท่านั้นต่อให้มีโอกาสชนะเพียงน้อยนิดแต่ก็มีเพียงการสู้สุดชีวิตเท่านั้นถึงจะคว้าความหวังในการอยู่รอดของมวลมนุษย์ได้!”
ทุกคนถูกกาเวนสั่งให้ไปอยู่กับครอบครัวโดยนัดหมายให้ผู้มีรอยประทับระดับเมืองขึ้นไปทุกคนให้มารวมกันที่ประตูกำแพงเขตตะวันออกเหมือนคราวก่อนอีกเจ็ดวันข้างหน้า
...
เขตแม่น้ำทิศใต้เช้ามืดวันที่เจ็ดหลังจากราจาส่งคำเตือน
อลิส กาเวนริน่า อเดล เชอรอน ท่านตาท่านยาย จาเรน เทียร์น่า การันทุกคนนั่งบนเก้าอี้ตัวยาวในศาลาริมน้ำบรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า
อลิสอุ้มอาโนลไว้ในอ้อมอกสีหน้าว่างเปล่าแม้กระทั่งเด็กทารกอย่างอาโนลที่มักจะหัวเราะอยู่ตลอดยังเงียบไม่ส่งเสียงใด ๆ ราวกับรู้ว่าตอนนี้นั้นทุกคนกำลังโศกเศร้าเสียใจอยู่
กาเวนเป็นคนแรกที่ลุกขึ้นชายวัยกลางคนผู้นี้กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ไปกันเถอะ”
โดยไม่รอให้ทุกคนได้ทำอะไรกาเวนก็เหาะไปทางกำแพงทิศตะวันออกแล้ว
ริน่า อเดลเชอรอน จาเรน การัน ทยอยบินตามกาเวนไป
ตอนนี้ที่ศาลาริมน้ำเหลือเพียงอลิสท่านตาท่านยายกับเทียร์น่า
อลิสก้มลงไปจูบที่หน้าผากอาโนลอย่างนุ่มนวลหนึ่งทีแล้วยื่นเด็กทารกให้กับท่านยาย
“ฝากอาโนลด้วยนะคะ”
ท่านยายพยักหน้ารับ
เทียร์น่าที่นัยน์ตาบวมเป่งเพราะร้องไห้มาหลายคืนวิ่งกลับเข้าไปในบ้านพร้อมเสียงสะอึกสะอื้น
อลิสมองท่านตาท่านยายแล้วก็อาโนลจากนั้นจึงลอยตัวขึ้นหญิงสาวบินไปทางประตูเมืองทิศตะวันออกด้วยความเชื่องช้าไม่รู้ว่าตั้งแต่ตอนไหนสองแก้มของเธอถึงได้มีหยาดน้ำตาไหลอาบแล้ว
“คนโกหก...คนผิดสัญญา...”