สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 58 ทหารเผ่ากู่เลี่ย

            ถึงแม้โลกมายาจะวุ่นวาย แต่โรงจวี้ฉ่างก็ยังไม่เคยมีใครกล้าบุกเข้ามาแบบนี้เคยมีคนพูดเอาไว้ว่า เมื่อโรงจวี้ฉ่างเปิดประตูจะต้อนรับคนจากทั่วสารทิศ แต่เมื่อปิดประตูแล้วแม้แต่แมลงเล็กๆ ก็ไม่อาจเข้ามาได้ ทว่าตอนนี้ไม่ใช่เพียงแค่บุกเข้ามา แต่ยังพังประตูจนแหลกเป็นเสี่ยงๆ อีกด้วย

     

            ไม่ว่าจะเป็นใครเมื่อพังประตูเข้ามาเช่นนี้ย่อมไม่ได้รับการต้อนรับในฐานะแขกแน่นอน

     

            ถึงแม้จะมีผ้าบาง ๆ ปิดบังอยู่แต่อันเจิงก็รู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบบนใบหน้าของจวงเฟยเฟย

     

           คนเฝ้าประตูสองคนของโรงจวี้ฉ่างกำลังนอนครวญครางอยู่บนพื้นอย่างเจ็บปวดแขนและขาของพวกเขาถูกหักจนบิดเบี้ยวไปหมด คนผู้นี้ช่างโหดร้ายจริง ๆถึงได้ลงมือทำร้ายคนเฝ้าประตูอย่างทารุณเช่นนี้

     

            อันเจิงหันไปมองตามเสียงผู้มาใหม่คนที่เข้ามาเป็นชายหนุ่มที่มีหนวดเคราเต็มใบหน้า ส่วนสูงราวหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตรร่างกายบึกบึนดั่งเสือแลดูน่าเกรงขาม เขาสวมเสื้อคลุมที่ทำมาจากหนังสัตว์ด้านในเป็นเสื้อที่ทำมาจากผ้าเนื้อหยาบ ช่วงล่างสวมกางเกงผ้าฝ้ายตัวใหญ่ ในมือซ้ายหิ้วกระเป๋าใบใหญ่มาด้วยแต่ดูเหมือนกระเป๋าจะแบนเรียบมาก น่าจะมีสิ่งของคล้ายโล่บรรจุอยู่ภายในส่วนมือขวาถือสามง่ามที่เปล่งประกายคมเฉียบออกมา

     

            ด้านหลังของชายคนนี้ ยังมีชายหนุ่มร่างกำยำที่แต่งกายคล้ายกันเดินตามมาอีกสิบกว่าคนอาวุธของพวกเขาก็เป็นสามง่ามเช่นเดียวกัน แต่ที่น่าประหลาดใจที่สุดคือในกลุ่มคนเหล่านี้มีเด็กสาวหน้าตาสะสวยรวมอยู่ด้วยดูเหมือนเด็กสาวคนนี้จะมีอายุเพียงสิบสองถึงสิบสามปีเท่านั้น

     

            “คนของเผ่ากู่เลี่ยรึ?”จวงเฟยเฟยขมวดคิ้วแล้วถามไปหนึ่งประโยค

     

            ชายหนุ่มที่บุกเข้ามาคนแรกพยักหน้า “ใช่! พวกข้าได้ยินมาว่าพวกเจ้ามีการประเมินสมบัติวิเศษในวันนี้จึงอยากมาดูว่าเป็นสมบัติวิเศษอะไร ล้ำค่าเท่าสมบัติวิเศษในมือข้าได้หรือไม่”

     

            บรรยากาศตึงเครียดขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากอาจมีการปะทะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อแต่ไม่มีใครในที่นี้โง่ถึงขนาดออกตัวแทนโรงจวี้ฉ่างหรอกนะเพราะทุกคนต่างก็รู้ดีว่าในโรงจวี้ฉ่างมียอดฝีมือมากมาย ยิ่งไปกว่านั้นคนพวกนี้ยังเป็นคนจากเผ่ากู่เลี่ย จึงไม่มีใครอยากเข้าไปมีเรื่องด้วย

     

            เกาซานตัวกดเสียงลงต่ำแล้วพูดข้างหูอันเจิง“ชนเผ่ากู่เลี่ยเป็นชนเผ่าเก่าแก่ที่อยู่บนเทือกเขาชางหมาน ในช่วงรุ่งโรจน์ที่สุดชนเผ่านี้มีประชากรหลายล้านคน และมีทหารหลักแสนคนเลยทีเดียว แต่เมื่อหลายสิบปีก่อนเพราะเข้าไปยุ่งกับสงครามของเยี่ยนโยวสิบหกแคว้นอย่างไม่เจียมตัว ชนเผ่ากู่เลี่ยจึงได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงคนในเผ่าที่เหลือจึงอพยพลึกเข้าไปในเทือกเขาชางหมาน ปัจจุบันจึงมีน้อยครั้งเท่านั้นที่จะได้พบกับคนในชนเผ่านี้พวกเขามีนิสัยดิบเถื่อน ไม่มีกฎหมายควบคุม ดังนั้นพวกเขาอาจยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโรงจวี้ฉ่างคือที่ใดกันแน่”

     

            ชายหนุ่มร่างกำยำพูดขึ้นเสียงดัง “ข้าชื่อกู่หมานเดิมทีอยากจะเข้ามาแลกเปลี่ยนสมบัติวิเศษด้วยมารยาทแต่คนเฝ้าประตูของพวกเจ้าไม่ยอมให้ข้าเข้ามา ข้าจึงจำต้องพังเข้ามาเอง”

     

            ปัง! เขากระแทกสามง่ามในมือจากนั้นก็นำถุงบางอย่างออกมาจากอกเสื้อแล้วโยนลงบนพื้น “พวกข้าชนเผ่ากู่เลี่ยมีเหตุผลในเมื่อทำร้ายคนจนบาดเจ็บก็ต้องชดใช้เม็ดทองในถุงนี้ก็ถือเป็นค่ารักษาของคนเฝ้าประตูสองคนนั้นก็แล้วกัน”

     

            จวงเฟยเฟยไม่รู้จะจัดการอย่างไรดี เดิมทีนางอยากจะลงมือฆ่าพวกนั้นทิ้งซะแต่หลังจากได้ยินเขาพูดว่ามาแลกเปลี่ยนของ ความคิดของนางก็เปลี่ยนไปทันที

     

            “ทำร้ายคนของข้า ทั้งยังพังประตูโรงจวี้ฉ่างของข้าอีกคิดจะจบเรื่องด้วยเม็ดทองแค่ถุงเดียวงั้นรึ?”

     

            จวงเฟยเฟยหัวเราะเสียงเย็น “จริงอยู่ที่คนกู่เลี่ยมีนิสัยป่าเถื่อนแต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่พวกเจ้าจะมาทำร้ายคนอื่นอย่างนี้ ฉะนั้นไม่ว่าพวกเจ้ามาที่นี่ด้วยจุดประสงค์อะไร นั่นก็ไม่สำคัญอีกแล้วที่สำคัญคือวันนี้พวกเจ้าจะไม่มีโอกาสได้ออกไปอีก”

     

            กู่หมานหันไปมองหญิงสาว จากนั้นก็พูดขึ้น“เช่นนั้นเจ้าบอกมาสิว่าข้าควรทำอย่างไร ในเมื่อคนของเจ้าไม่ให้ข้าเข้ามาแต่ข้าจำเป็นต้องเข้ามาให้ได้”

     

           อันเจิงดูออกว่าจวงเฟยเฟยเพียงแค่ต้องการต่อรองเท่านั้น เขามองไปรอบด้านตอนนี้ยอดฝีมือในโรงจวี้ฉ่างได้ล้อมเข้ามาแล้ว และพร้อมจะลงมือทุกเมื่อเลยด้วย

     

            “ในเมื่อเจ้าบอกว่ามีเหตุผลที่จะต้องเข้ามาให้ได้เช่นนั้นก็ลองพูดออกมาสิ”

     

            อันเจิงลุกขึ้นยืนจากนั้นก็หันไปมองกู่หมานแล้วพูดขึ้น “ที่โรงจวี้ฉ่างสามารถเปิดกิจการใหญ่โตได้ขนาดนี้เพราะพวกเขามีความซื่อสัตย์และคุณธรรม หากพวกเจ้ามีเหตุผลที่ต้องเข้ามาให้ได้ก็พูดออกมาให้แม่นางจวงตัดสินว่าเหตุผลที่เจ้ามีเพียงพอต่อการเสียมารยาทในครั้งนี้หรือไม่”

     

            กู่หมานกวาดตามองไปที่อันเจิง “เจ้าเป็นใคร”

     

            “ลูกค้าคนหนึ่ง”

     

            “กู่หมานเอาให้เขาดู”

     

            ในเวลานี้เอง เด็กสาวที่ยืนอยู่ด้านหลังก็พูดขึ้นอย่างกะทันหันคำนี้ทำให้ความสนใจของอันเจิงเปลี่ยนไปที่เด็กสาวคนนั้นทันที เดิมทีอันเจิงคิดว่านางคือบุตรสาวของกู่หมานแต่คำพูดเมื่อครู่คล้ายเป็นคำสั่งเสียมากกว่า หลังจากที่นางพูดจบกู่หมานก็วางกระเป๋าใบใหญ่ลงบนพื้นจากนั้นก็คุกเข่าลงแล้วเปิดกระเป๋าด้วยสีหน้าจริงจัง

     

            “นายข้าสั่งให้เอาให้พวกเจ้าดู เช่นนั้นพวกเจ้าก็ดูนี่แล้วกัน”

     

            ทันทีที่กู่หมานเปิดกระเป๋าภายในห้องก็เต็มไปด้วยแสงที่ส่องประกาย

     

            “ปิดตายประตู!”

     

            จวงเฟยเฟยตะโกนขึ้นทันที บรรยากาศเปลี่ยนมาตึงเครียดจนแทบจะหายใจไม่ออกจากนั้นเงานับสิบก็พุ่งเข้ามาจากรอบด้าน พวกเขาโยนประตูที่พังออกไปด้านนอกแล้วนำไม้ออกมาตอกปิดตายประตูอย่างรวดเร็ว หลังจากเสียงตอกประตูดังขึ้นชั่วครู่ภายในห้องก็มืดลงทันที

     

            เกาซานตัวแสดงสีหน้าตื่นเต้นเล็กน้อยเขาคว้ามืออันเจิงเอาไว้ “โรงจวี้ฉ่างปิดตายประตูแล้วเป็นเวลานานมากแล้วที่ไม่ได้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ “

     

            “นี่มันเรื่องอะไรกันหรือ?” อันเจิงถาม

     

            เกาซานตัวพูดอธิบาย “โรงจวี้ฉ่างมีกฎอยู่ข้อหนึ่งหากแขกคนไหนมีสมบัติวิเศษที่ล้ำค่ามากจนโรงจวี้ฉ่างให้ความสำคัญและมาเพราะต้องการความช่วยเหลือโรงจวี้ฉ่างจะปิดตายประตูในทันทีและจะปกป้องผู้ที่มาขอความช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถ”

     

            อันเจิงพยักหน้า “มีกฎแบบนี้ด้วยหรือนี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้ยิน”

     

            เกาซานตัวหัวเราะแล้วพูดขึ้น “เจ้าอายุแค่เท่าไหร่กันครั้งก่อนที่โรงจวี้ฉ่างปิดตายประตู ก็ตั้งสามสิบเจ็ดปีก่อนแล้ว”

     

            “ตอนนั้นท่านอายุเท่าไหร่?”

     

            เกาซานตัวนิ่งเงียบไปชั่วครู่แล้วตอบกลับอย่างตั้งใจ “ปีนั้นข้าเพิ่งสิบแปดปี”

     

            ขณะที่พูดอยู่นั้นกู่หมานได้เปิดกระเป๋าออกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทุกคนต่างเดินไปข้างหน้าแล้วดูว่าของในกระเป๋าคืออะไรเหตุใดถึงทำให้จวงเฟยเฟยตัดสินใจปิดตายประตูด้วยเวลาที่รวดเร็วขนาดนี้ จริง ๆแล้วนี่ไม่ใช่เรื่องที่นางจะตัดสินใจได้ด้วยตัวเองแต่ต้องให้ผู้ดูแลทุกคนในโรงจวี้ฉ่างหารือกันก่อนแล้วค่อยรายงานไปที่ส่วนกลางเมื่อได้รับการยินยอมแล้วจึงจะสามารถปิดตายประตูได้

     

            ดังนั้นในตอนที่จวงเฟยเฟยสั่งให้ปิดตายประตูทุกคนในโรงจวี้ฉ่างจึงชะงักไปชั่วขณะ

     

            “ของนี่คืออะไรรึ?”

     

           เห็นได้ชัดว่าเจินจวงปี้ตื่นเต้นเป็นอย่างมากการที่สามารถเห็นโรงจวี้ฉ่างปิดตายประตูได้ถือเป็นวาสนาอย่างยิ่ง ไม่แน่เขาอาจมีโอกาสได้เห็นสมบัติวิเศษที่หายไปนานสมบัติวิเศษที่ล้ำค่าอย่างแท้จริง

     

            จวงเฟยเฟยยืนอยู่หน้าฝูงคนและย่อเข่าลงไปดูสมบัติวิเศษเช่นกันคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างดูไม่ออกว่ามันคืออะไรกันแน่แต่แน่นอนว่าอันเจิงไม่ได้ตื่นเต้นเลยสักนิด เขาเคยเจอสมบัติวิเศษมามากแล้ว อีกทั้งตัวเขาเองก็ยังมีสมบัติวิเศษระดับสีม่วงอยู่ไม่น้อยฉะนั้นจึงไม่มีสิ่งใดทำให้เขาตื่นเต้นได้อีก

     

            ‘เป็นสิ่งนี้ได้อย่างไรกัน!’ เมื่ออันเจิงเห็นของสิ่งนั้นชัดๆ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที

     

            ของที่อยู่ในกระเป๋าไม่ใช่ของที่สมบูรณ์แต่เป็นของที่มีตำหนิแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าของชิ้นนี้มีค่าอย่างไรและไม่มีใครรู้ว่ามันคือสมบัติวิเศษระดับไหนกันแน่

     

            เป็นชิ้นส่วนครึ่งหนึ่งของเกล็ดมัจฉานั่นเอง

     

            เกล็ดมัจฉาแค่ครึ่งเดียวกลับทำให้อันเจิงรู้สึกราวมีคลื่นยักษ์โหมกระหน่ำอยู่ในใจหากไม่ใช่เพราะเคยเข้าไปในเทือกเขาชางหมานละก็เขาคงไม่รู้เหมือนกันว่าของสิ่งนี้คืออะไร เกล็ดมัจฉานี้เป็นเกล็ดของปลายักษ์ที่เขาเคยเจอในเทือกเขาชางหมานที่อันเจิงมั่นใจขนาดนี้เพราะเคยเห็นมันกระโดดขึ้นมากินอินทรีลมกรดในระยะประชิดนั่นเอง

     

            ขนาดใหญ่โตของปลานั่น แม้อันเจิงนึกขึ้นมาในตอนนี้ก็ยังรู้สึกตกตะลึงไม่หาย

     

           ที่อันเจิงรู้ว่ามันคืออะไรเพราะเขาเคยเห็นมันมาก่อน แต่นับเป็นเรื่องแปลกที่จวงเฟยเฟยก็รู้จักเหมือนกันก่อนหน้านี้อันเจิงเคยทำงานอยู่ในกรมตุลาการย่อมเคยเห็นของต่าง ๆ มามากกว่าจวงเฟยเฟยเป็นธรรมดาแต่ถึงกระนั้น หากไม่ใช่เพราะเคยเจอปลายักษ์ตัวนั้นด้วยความบังเอิญละก็อันเจิงคงไม่รู้ว่าสิ่งนี้คืออะไร จวงเฟยเฟยเป็นเพียงผู้ดูแลโรงจวี้ฉ่างสาขาหนึ่งเท่านั้นเป็นไปได้อย่างไรที่นางจะรอบรู้มากกว่าอันเจิง?

     

            เวลานี้เด็กสาวจากเผ่ากู่เลี่ยก็เดินเข้ามานางมองผู้คนในห้องโถงแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สดใสแต่ก็แฝงไปด้วยการเหยียดหยาม “ดูแล้วคาดว่าคงมีเพียงพี่สาวท่านนี้ที่รู้ว่ามันคืออะไรส่วนคนที่เหลือก็เป็นเพียงคนไร้น้ำยาเท่านั้น” เด็กสาวคนนี้อายุเพียงสิบสองถึงสิบสามปีเท่านั้นแต่กลับพูดจาไม่ไว้หน้าใครเลยสักคน

     

            อันเจิงมองสำรวจนางหัวจรดเท้าสิ่งที่โดดเด่นที่สุดในตัวนางก็คือผิวขาว ๆ นั่นเอง ผิวของนางไม่ได้ขาวซีดแบบคนป่วยแต่เป็นความขาวที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสดใสต่างหาก นางมีดวงตากลมโตมีจมูกโด่ง ถึงแม้หน้าผากจะสูงไปเล็กน้อย แต่นั่นก็ไม่ได้ลดทอนความงามของนางลงเลย นางมีผมลอนสีดำประกายแดงและมีเครื่องประดับตกแต่งอยู่บนหัวสวมชุดกระโปรงที่ถักขึ้นมาด้วยเส้นใยพิเศษของชนเผ่ากู่เลี่ยและสวมรองเท้ายาวหุ้มข้อที่ทำมาจากหนังกวาง

     

            ดูท่าทางเด็กสาวคนนี้คงจะเอาแต่ใจไม่น้อย

     

            “มองอะไรกัน?” เด็กสาวมองเขม็งไปทางอันเจิง

     

            “หากเจ้ายังมองข้าด้วยสายตาไม่สุภาพแบบนี้อีกข้าจะควักลูกตาเจ้าซะ”

     

            อันเจิงยักไหล่ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรกลับไป

     

            แต่นั่นกลับทำให้กู่หมานโมโหอย่างมาก “นายข้ากำลังคุยกับเจ้าอยู่!”

     

            อันเจิงไม่ได้ให้ความสนใจกับเขาเลยสักนิดแต่กลับลูบขนแมวน้อยในอ้อมแขนอย่างปลอบประโลมแทน เพราะตั้งแต่กู่หมานเดินเข้ามาเจ้าแมวน้อยก็ตัวสั่นอยู่ตลอดเวลาโดยเฉพาะตอนที่เขาเปิดกระเป๋า แมวน้อยก็ยิ่งสั่นมากขึ้นหลายเท่าอาจเป็นเพราะมันนึกถึงตอนที่ไปเทือกเขาชางหมานกับอันเจิงแล้วตกใจเพราะปลายักษ์ก็ได้

     

            กู่หมานลุกขึ้นอย่างฉับพลันแล้วชี้สามง่ามไปทางอันเจิง“คุกเข่าลงแล้วขอโทษซะ!”

     

            จวงเฟยเฟยยังไม่ละสายตาจากเกล็ดมัจฉาแต่กลับพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา“หากเจ้ากล้าบังอาจ ข้าจะฆ่าพวกเจ้าทิ้งทุกคนแขกของข้าเป็นคนที่พวกเจ้าลงมือได้อย่างตามใจงั้นรึ?”

     

            กู่หมานชะงักฝีเท้าลงทันทีแล้วหันไปมองเด็กสาวคนนั้นด้วยสัญชาตญาณเด็กสาวส่ายหน้าเล็กน้อย กู่หมานจึงถอยกลับไปยืนข้างนางดังเดิม

     

            “ในเมื่อเจ้ารู้จักมันก็ควรจะรู้ว่ามันมีค่ามากเท่าไหร่”

     

            เด็กสาวเดินไปยังเก้าอี้ตัวหนึ่งแล้วนั่งลงจากนั้นก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เป็นผู้ใหญ่ “พวกเราชนเผ่ากู่เลี่ยไม่ถนัดเรื่องการค้าขายจึงมักจะโดนหลอกอยู่เรื่อยแต่กับของชิ้นนี้ พวกเราต่างรู้ดีว่ามันมีค่ามากแค่ไหน ปลาวิเศษปรากฏตัวออกมาแสดงว่าใต้หล้ากำลังจะจมเข้าสู่ความวุ่นวายแต่เมื่อมีเกล็ดมัจฉาก็เหมือนมีโล่ป้องกันตัวอยู่ด้วย”

     

            จวงเฟยเฟยลุกขึ้นยืนแต่ก็ยังไม่ละความสนใจจากเกล็ดมัจฉา“นั่นก็เป็นแค่เรื่องเล่า อาจไม่ใช่เรื่องจริง”

     

            เด็กสาวพูดขึ้น “พวกเราชนเผ่ากู่เลี่ยไม่เคยสงสัยในคำทำนายเหล่านี้มาก่อนหลายร้อยปีก่อนตอนที่ปลาวิเศษปรากฏตัว ใต้หล้าก็เกิดความวุ่นวายขึ้น เมื่อจักรวรรดิต้าซีแห่งแดนใต้ยิ่งใหญ่ขึ้นและยุติความวุ่นวายเหล่านั้นใต้หล้าจึงมีความสงบสุขตลอดหลายร้อยปีมานี้ ว่ากันว่า ที่ราชสำนักต้าซีสามารถรวบรวมแผ่นดินได้สำเร็จก็เพราะได้รับความคุ้มครองจากปลาวิเศษ”

     

            อันเจิงขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาเป็นถึงคนที่เคยทำงานอยู่ในกรมตุลาการแห่งราชสำนักต้าซีแต่กลับไม่เคยได้ยินเรื่องเล่าพวกนี้มาก่อน เป็นไปได้อย่างไรที่ชนเผ่ากู่เลี่ยจะรู้เรื่องนี้อีกอย่าง ที่จักรวรรดิต้าซียิ่งใหญ่ขึ้นได้นั้น เป็นเพราะมีนักรบที่มีพลังวัตรอยู่ในขอบเขตแห่งสวรรค์อันแข็งแกร่งต่างหากไม่ได้เกี่ยวข้องกับปลาวิเศษอะไรนั่นเลย

     

            แต่จากที่ดูจวงเฟยเฟยกลับไม่มีท่าทีสงสัยในคำพูดของเด็กสาวคนนั้นแม้แต่น้อย

     

            “ทุกครั้งที่ปลาวิเศษปรากฏตัวล้วนเป็นสัญญาณว่าใต้หล้ากำลังจะเกิดความวุ่นวายขึ้น”

     

            เด็กสาวพูดต่อ “เมื่อมีเกล็ดมัจฉาก็เหมือนได้รับการนำทางจากปลายักษ์ว่ากันว่า ผู้ครอบครองจะได้รับการคุ้มครองจากเกล็ดมัจฉาทำให้สามารถหนีจากอันตรายในช่วงที่เกิดความวุ่นวายได้ ยิ่งไปกว่านั้นมันยังช่วยให้ตามหาขุมสมบัติจนเจอได้อีกด้วย และคนที่ได้ครอบครองขุมสมบัติก็จะได้ครอบครองใต้หล้าด้วยเช่นกัน”

     

            “แล้วทำไมเจ้าไม่เก็บเกล็ดมัจฉาไว้แล้วไปหาขุมสมบัติเหล่านั้นเองเล่า?” อันเจิงถามขึ้น

     

            เด็กสาวมองเขม็งไปที่อันเจิงแต่กลับตอบด้วยเสียงที่สุภาพ “เพราะว่า...ข้ารู้ดีว่าชนเผ่าของเราปกป้องสมบัติวิเศษชิ้นนี้ไม่ไหวแน่และยิ่งไปกว่านั้น มันยังจะนำความเดือดร้อนมาสู่ชนเผ่าอีกด้วย สู้เอามาแลกเปลี่ยนเป็นสมบัติวิเศษอย่างอื่นจะดีกว่า”

     

            “แล้วเจ้าไม่กลัวว่าจะเกิดเรื่องเดือดร้อนขึ้นที่นี่รึ?” อันเจิงถามต่อ

     

            เด็กสาวเลิกคิ้ว “แค่โลกมายาไม่คู่ควรให้ข้าเก็บมาใส่ใจหรอกชนเผ่ากู่เลี่ยถึงแม้จะไม่ได้รุ่งโรจน์เหมือนเมื่อก่อนแต่ก็ยังมีทหารอยู่หลายหมื่นคน หากวันนี้ข้าเป็นอะไรไป โลกมายาต้องโชกไปด้วยเลือดอย่างแน่นอน”

     

            ด้านนอกมีเสียงฝีเท้าดังขึ้น เสียงแตรสัญญาณดังก้องออกไปไกลไม่นานก็มีเสียงคนตะโกนมาจากถนนด้านนอกด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความหวาดกลัว

     

            “ทหารเผ่ากู่เลี่ย!”

    คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ซากเทวะ [แปลจบแล้ว]

    ซากเทวะ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    1.11M 1756
    จอมยุทธ์ซุปตาร์

    จอมยุทธ์ซุปตาร์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    280K 462
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    2.35M 999
    หมื่นวิถีบรรลุเทพ【จบ】

    หมื่นวิถีบรรลุเทพ【จบ】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.45M 3422
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    นี่ข้าเป็นเพียงตัวประกอบงั้นรึ

    นี่ข้าเป็นเพียงตัวประกอบงั้นรึ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    215K 948
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271