แอนเนทท์สู้กับกุญแจประตูห้องที่ปิดล็อกไว้ทั้งร้อนทั้งเหนื่อย ทั้งหงุดหงิด กระชากลูกบิดประตูด้วยความโมโหเรือนผมสีบลอนด์รุ่ยร่ายออกจากห่วงยางที่รัดไว้เป็ทรงหางลาเหงื่อลามไหลลงมาตามซอกคอ เสื้อยืดที่สวมสำหรับจ๊อกกิ้งแนบอยู่กับลำตัว
เมื่อลูกบิดยังไม่ยอมเลื่อนออกแอนเนทท์ก็ตบประตูห้องปังๆ ด้วยความเดือดดาลอยากจะเคาะประตูเสียด้วยซ้ำถ้าส้นเท้าข้างขวาจะไม่เป็แผลเพราะรองเท้ากัด อารมณ์เดือดดาลที่เกิดขึ้นจึงมากกว่าเพราะความร้อนและความเหนื่อยล้า
ขณะที่เธอดึงกุญแจเพื่อจะลองไขใหม่อีกครั้งนั้นประตูก็เปิดออกแอนเนทท์ชะงักไปเพราะคิดว่ามันเปิดของมันออกเองแต่แล้วก็เห็นน้องสาวในเสื้อคลุมอาบน้ำซึ่งใช้บานประตูที่เปิดออกบังร่างไว้
“ถ้าลืมกุญแจทำไมถึงไม่เคาะเรียกแทนที่จะกระแทกกระทั้นอยู่กับลูกบิดยังงั้นล่ะ?”มาชาติงขึ้นความกระสับกระส่ายเจืออยู่ในน้ำเสียง
“ฉันคิดว่าใครมันบุกพังประตูเข้ามาเสียแล้วสิ”
“ฉันไม่ได้ลืมกุญแจหรอก”
แอนเนทท์กระแทกเสียงใส่เดินกระโผลกระเผลกข้ามธรณีประตูเข้าไปส้นเท้าข้างขวาเป็ผื่นแดงตรงที่ิัถูไถอยู่กับรองเท้าทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวที่ใกล้ที่สุด
“เพราะไอ้นี่มันเลยไม่ได้ผลเลย”
“เกิดอะไรขึ้นล่ะ? คราวนี้ข้อเท้าแพลงเข้าจริงๆแล้วสิใช่ไหม?” มาชาถามขณะที่ปิดประตูห้องลง
“ไม่ใช่หรอก” พี่สาวถอนหายใจ พูดเหมือนจะเยาะตัวเอง
“รองเท้ามันกัด”
เธอแก้เชือกผูกดึงรองเท้าออกเพิ่งจะรู้สึกโล่งใจขึ้นเป็ครั้งแรกแต่ก็ยังมีถุงเท้าที่จะต้องถอดออกอีกซึ่งมันสร้างความเ็ปให้ไม่น้อยเมื่อเธอถอดมันออกขณะที่ยกเท้าขึ้นไขว้เพื่อจะดูแผลมาชาก็ชะโงกเข้ามาใกล้สีหน้าบอกความเห็นใจอยู่
“รู้สึกอย่างกับมันบวมแดงขึ้นยังงั้นละ” เธอว่า
“ลองเป็เธอดูบ้างสิ”แอนเนทท์กัดฟันพูดขณะที่บริเวณแดงช้ำเต้นตุบเมื่อกระทบกับอากาศเข้า
“จะให้ช่วยเอาแบน---เอดหรืออะไรไหมล่ะ?”
“ไม่ต้องหรอกเดี๋ยวพออาบน้ำก็ค่อยยังชั่ว”
เธอเอนร่างลงพิงพนักเก้าอี้ไว้เม้มริมฝีปากแน่นอย่างโมโหตัวเอง
“ออกจ๊อกกิ้งมา 3 วัน เลยได้ไอ้นี่มาเป็ของแถม”
“งั้นเช้านี้คงไม่ได้พบกับเขาสิใช่ไหม?” มาชาตั้งคำถามเอาจากคำพูดของพี่สาว
“ก็พบละ” แอนเนทท์ตอบรับอย่างหงุดหงิดใจ
“แต่อยู่ห่างตั้ง 3 ่ตึกละมั้งตามไม่ทันเท้าเจ็บออกอย่างนี้”
มาชาทรุดกายลงนั่งบนขอบเตียงตรงข้ามกับเก้าอี้ที่พี่สาวนั่งวางมือไว้บนตัก
“แล้วนี่พอจะรู้หรือยังว่านี่มันสัญญาณว่าสมควรจะเลิกล้มความคิดได้แล้ว?”เธอเสนอแนะ
“ไม่มีทาง เื่อะไรฉันจะคิดยังงั้น”แอนเนทท์กัดเล็บอย่างใช้ความคิดสมองทำงานอย่างรวดเร็ว
“ฉันกำลังคิดหาหนทางที่จะต้องพบเขาอีกให้ได้”
“พี่ออกจ๊อกกิ้งทุกเช้าว่ายน้ำอยู่ในสระทุกบ่ายแล้วนะ” มาชาเตือน
“บางทีมันอาจจะไม่สำเร็จละมั้ง”
“ฉันไม่ยอมรับความคิดนี้แน่” แอนเนทท์ตอบพร้อมกับสะบัดศีรษะ
“ก็ตรงนี้แหละที่เธอกับฉันผิดกันนะมาชา เธอน่ะชอบแต่จะนั่งเฉยๆรอเวลาให้นายอะไรสักคนเดินเข้ามาหาด้วยความมั่นใจว่าเขาเพียงแค่สบตาแล้วก็อุ้มเธอไปวางหน้าแท่นบูชาเลยวิธีอย่างนั้นน่ะมันไม่ได้ผลหรอก”
เธอยืนยันกับน้องสาว
“พระเ้าจะช่วยเฉพาะแต่คนที่ช่วยตัวเองเท่านั้นเพราะฉะนั้นเธอก็ควรจะสร้างหนทางสร้างโอกาสขึ้นมาเองด้วย”
ในบางเื่ที่ตนมั่นใจมาชาก็เป็คนดื้อรั้นได้เหมือนกันและนี่ก็คือตัวอย่างเื่หนึ่ง
“แต่พี่จะทำให้ใครมารักพี่ไม่ได้หรอก แอนเนทท์เพราะเขาอาจจะรักหรือไม่รักก็ได้”
“ฟังนะ”
แอนเนทท์ชะโงกหน้าเข้ามาใกล้มีความรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังอธิบายถึงความเป็จริงในชีวิตแก่เด็กที่ไม่รู้ประสีประสาคนหนึ่งแทนที่จะเป็น้องสาววัยรุ่นของตัวเอง
“โจชน่ะเขาเห็นฉันแล้วสนใจในตัวฉันด้วย...ซึ่งฉันก็รู้เมล็ดพืชน่ะได้ถูกหว่านลงแล้วสิ่งที่จำเป็จะต้องทำต่อไปก็คือหาน้ำมารดให้มันเจริญงอกงามขึ้น” เธอพูดเว้นระยะ
“ความแตกต่างระหว่างเธอกับฉันก็คือเธอ...รอเวลาที่จะให้ฝนตกลงมาเองซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่ามันจะตกลงมาเมื่อไหร่แต่สำหรับฉันแล้วฉันจะวิ่งหาน้ำให้ได้แม้จะต้องแบกมาเองก็เถอะ”
มาชามิได้ปฏิเสธความถูกต้องในคำพูดของพี่สาว
“แต่ที่เห็นๆอยู่น่ะพี่กำลังไล่ตามจับเขานะฉันว่ามันไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้องเลย”
“มาชา ยอมรับความจริงบ้างสิ” แอนเนทท์สะกดกลั้นความโกรธในวาจาของน้องสาวไว้
“นี่มันเป็เกมที่เขาเล่นกันมานมนานแล้วผู้ชายไล่จับผู้หญิงจนกว่าเธอจะหันมาจับเขาเอง เคยได้ยินบ้างไหมล่ะ? มีก็แต่เธอกับฉันเท่านั้นที่รู้ว่าเวลานี้ฉันกำลังไล่จับ โจชัว ดีนพนันกันก็ได้ว่าฉันจะไม่มีวันยอมให้เขาจับได้แน่ฉันจะทำให้เขารู้สึกว่ามันเป็ความคิดของเขาคนเดียวเท่านั้น”
“แต่พี่ก็ใช้เล่ห์เพทุบายให้เขาต้องคิดไปอย่างนั้นมันไม่ยุติธรรมเลย”น้องสาวของเธอทักท้วง
แอนเนทท์ถอนหายใจสั่นศีรษะ
“ในความรักและามีความยุติธรรมอยู่ทั้งนั้นเธอไม่เคยได้ยินคำพูดประโยคนี้เหมือนกันหรือ?”
“อ๋อ...เคยน่ะเคยหรอก” มาชาเถียง รู้สึกหงุดหงิดอยู่ในใจ
“บางครั้งนะแอนเนทท์ฉันคิดว่าพี่เก็บไอ้คำพูดคมๆอย่างนี้ไว้เป็แฟ้มเลยจะได้เลือกหยิบมาใช้ได้ทันการให้เข้ากับสถานการณ์เวลาที่พี่คิดทำอะไรลงไป”
แอนเนทท์จ้องหน้าน้องสาวเงียบๆอยู่เป็ครู่เหมือนคนบ้าใบ้แต่ในที่สุดก็พูดขึ้นว่า
“เธอเป็น้องสาวฉันนะมาชาและฉันก็รักเธอมากที่สุดไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ฉันจะทำเพื่อเธอไม่ได้”เธอหยุดเว้นระยะ ส่ายศีรษะแรงๆ
“แต่บางครั้งมันก็ยากจะเชื่อจริงๆว่าจะมีใครที่ไร้สติปัญญามาเกี่ยวดองกับฉันได้นะมาชาเธอนี่ดูๆ แล้วก็ไร้ค่าจริงๆ” มาชาผงะไปมองพี่สาวอย่างไม่เข้าใจ
“ทำไมล่ะ?”
“ก็เพราะว่าเธอมานั่งบรรยายเื่การไล่จับผู้ชายของฉันอยู่น่ะสิทำยังกับว่าฉันมีประวัติเคยทำมาก่อนอย่างนั้นแหละเธอเคยเห็นฉันทำอย่างนี้มาก่อนงั้นหรือ?”แอนเนทท์ถาม
“ไม่หรอก”
มาชายักไหล่อย่างเงื่องหงอยแอนเนทท์อาจจะมีพวกผู้ชายมากลุ้มรุมก็จริงมาชาไม่เคยเห็นพี่สาวว่างจากการออกเดตเลยด้วยซ้ำแต่ก็ยังไม่เคยเห็นแอนเนทท์ไล่ตามจับผู้ชาย
“แล้วเธอเชื่อหรือยังล่ะว่าสำหรับโจชน่ะเป็กรณีพิเศษจริงๆ”แอนเนทท์ถามอย่างมีเหตุผล
“ก็คิดว่าคงเป็อย่างนั้น”
มาชาพบว่าตัวเองออกจะเห็นด้วยพร้อมกันก็รู้สึกมหัศจรรย์อยู่ในใจที่พี่สาวมีความสามารถที่จะทำให้คนคล้อยตามความคิดได้ง่ายๆอย่างเช่นเธอเป็ต้นที่ยอมเชื่อตามแอนเนทท์ไปได้
“ถ้ายังงั้นแทนที่จะมามีความคิดด้านลบอยู่อย่างนี้ทำไมเธอถึงไม่ให้ข้อเสนอแนะที่มันมีประโยชน์บ้างล่ะ?” แอนเนทท์เรียกร้องความช่วยเหลือ
“ผู้หญิงเรามันก็มักจะให้เจอเหตุบังเอิญที่จะขวางทางไว้จากพวกผู้ชายอยู่แล้วอย่างเช่นฉันนี่ในระยะหลังๆรู้สึกว่าออกจะไม่มีโชคเท่าไหร่นักไม่ว่าจะที่สระว่ายน้ำหรือการออกจ๊อกกิ้งเพราะฉะนั้นก็อยากจะให้ความคิดอะไรใหม่ๆ บ้าง”
มาชาใช้ความคิดอยู่เป็ครู่ก่อนที่จะออกความเห็นขึ้นว่า
“ก็เื่ที่ทำงานเขาไงล่ะเขามีสำนักงานอยู่ที่ไหนหรือเปล่า?”
“เขาน่ะไม่ใช่มีแค่สำนักงานเท่านั้นหรอกเป็เ้าของตึกทั้งตึกเลย”แอนเนทท์พูดสีหน้าบอกให้เห็นถึงความเปล่าประโยชน์ในความรู้นี้
“ฉันน่ะลองถามๆ อย่างรอบคอบมาแล้วถึง 2 ครั้งแล้วก็ยังได้เลขที่มาจากโอปะเรเตอร์ของโรงแรมด้วยเมื่อเช้าวานนี้ก็เลยเช่าแท็กซี่นั่งไปดูเพราะฉะนั้นถึงได้มาไม่ทันเขาไงล่ะ”แอนเนทท์อธิบาย
“แล้วไงต่อ?” มาชารีบถาม
“แล้วจะยังไง ไอ้ตึกมันก็ตั้งของมันอยู่น่ะสิเป็ตัวอาคารบริษัทโดยเฉพาะไม่ได้มีร้านรวงอะไรมาเช่า่เลยฉันน่ะหาข้อแก้ตัวที่ไปถึงที่นั่นไม่พบเลยเพราะมันไม่ใช่สถานที่ที่เราจะพบโดยบังเอิญอะไรทำนองนั้น”
“นั่นสิ ฟังๆ ดูแล้วมันก็ไม่น่าจะเป็อย่างนั้น” มาชาออกจะเห็นด้วย”
“ถ้าเราตัดเื่ตึกนั่นออกไปเสีย แล้วเราจะเหลืออะไรอีกล่ะ? เรารู้แต่ว่าเขาออกจ๊อกกิ้งออกว่ายน้ำ เขาควรจะมีงานอดิเรกอะไรทำอีกนะ?”
สีหน้าของแอนเนทท์แจ่มใสขึ้นกับคำถามประโยคนั้นของน้องสาวกัดริมฝีปากอย่างใช้ความคิด
“ฉันคิดว่าเธอมาถูกทางแล้วล่ะ” เธอพูดเบาๆ
“เขาอาจจะเล่นกอล์ฟด้วยก็ได้นะ” มาชาเสนอขึ้น
“เพราะฉันเห็นมีคอร์ทติดอยู่กับโรงแรมนี่”
“ก็อาจจะเป็ได้ปัญหาก็คือฉันเล่นไม่เป็น่ะสิ”แอนเนทท์ยิ้มอย่างเสียใจอยู่
“แล้วก็ไม่ได้คิดจะอาสาไปเป็แคดดี้ให้เขาด้วย” เธอดีดนิ้วแรงๆ
“ได้การละนอกจากกอล์ฟแล้ว โรงแรมนี่ยังมีคอร์ทเทนนิสด้วย โจชจะต้องลงเล่นแน่”
เธอะโขึ้นจากเก้าอี้ลืมความเ็ปตรงส้นเท้าเสียสนิทโผเข้ากอดน้องสาวทั้งๆที่สวมรองเท้าไว้ข้างเดียว
“นี่ถ้าไม่ใช่เพราะเธอฉันคงไม่ทันคิดเื่นี้แน่ขอบใจมาก”
“ก็แล้วมันจะช่วยอะไรได้บ้างล่ะ?” มาชายังไม่เข้าใจอยู่ดียืนขมวดคิ้วนิ่วหน้ามองแอนเนทท์ที่ถอยออกห่าง
“พี่จะใช้เวลาทั้งหมดไปแขวนอยู่รอบสนามเทนนิสรอให้เขาลงเล่นอยู่ได้ยังไงกัน?”
แอนเนทท์ซึ่งกำลังจะเดินเข้าห้องเพื่ออาบน้ำชะงักอยู่กับที่พร้อมกับหันมาอธิบายว่า
“นั่นละตรงที่ดีที่สุด ฉันไม่จำเป็ต้องไปเลาะอยู่ข้างคอร์ทเทนนิสหรอกใครก็ตามที่จะลงเล่นจะต้องจองเวลาใช้คอร์ทไว้ก่อนเพราะฉะนั้นที่ฉันจะต้องทำก็แค่แอบดูใบจองเท่านั้นก็จะรู้ทั้งวันและเวลาที่โจชจะลงเล่น”
มันฟังง่ายๆ ก็จริงแต่มาชารู้ดีกว่านั้น
“ก็แล้วพี่จะใช้วิธีการยังไงถึงจะดูใบจองเวลานั่นได้ล่ะ?”
“ถ้าเธอแต่งตัวตอนที่ฉันอาบน้ำนี่เราก็จะได้ไปด้วยกันแล้วจะแสดงให้ดู”
แอนเนทท์พูดด้วยความมั่นใจเป็ที่สุด
มาชาเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งว่าพี่สาวของเธอจะทำได้สำเร็จเพราะบางครั้งแอนเนทท์ก็แสร้งผลักอุปสรรคทั้งหลายให้พ้นทางของเธอไปราวกับว่ามันมิได้มีอยู่ฉะนั้นอีก10 นาทีต่อมาแอนเนทท์ก็ได้พูดจากับเ้าหน้าที่ซึ่งอยู่เวรสนามเทนนิสเื่การเลือกเวลาในการเช่าคอร์ทว่าจะมี่ไหนว่างในอีก2-3 วันข้างหน้าเป็การพูดคุยกันอย่างสนิทสนมราวกับเพื่อนเก่าเพื่อนแก่กันทีเดียว