MENTAL LIGHT คนจิต ชำแหละใจ ในต่างโลก

    31. ผู้สงสัย (3)

            ...ย้อนไปไม่กี่วันก่อนหน้าเล็กน้อย

            “อ้าว หนุ่มน้อยโยฮันไม่ใช่เหรอ มาทำอะไรในฝั่งห้องพักครูล่ะ”

            ผู้ที่ถามออกมาคือ ผู้อำนวยการโรงเรียนเอกชนไฮเซนเบิร์กแห่งนี้ ลอร์ดซานโดร

            “มาหาคุณครูอีวานน่ะครับ”

            ผมตอบเค้าไปด้วยรอยยิ้ม

            ในตอนนี้ ผมยืนอยู่ที่เชิงบันไดของอาคารเรียน A ชั้น 2 ฝั่งห้องพักครู

            ผู้อำนวยการซานโดรเพิ่งเดินลงมา เมื่อเห็นผมจึงกล่าวทักทาย เค้าเดินมากับสาวสวยคนหนึ่งด้วย

            ผมสั้นซอยเสมอบ่า ผมสีบลอนด์ ตาสีเขียวโกเมน แววตาดูคมคาย แต่นัยน์ตากลับสดใส ดูมีความอ่อนโยนแฝงอยู่

            “หือ? อ๋อ เธอคนนี้ คือเลขาผู้มากความสามารถของผมเอง ชื่อเจสสิกา รัซเซลล์”

            ผู้อำนวยการที่สังเกตเห็นความสงสัยในสายตาของผมที่ไปหยุดต่อเธอ จึงกล่าวแนะนำเธอให้

            เธอโค้งหัว เป็นเชิงตอบรับ และส่งยิ้มเล็กน้อย

            [ถึงกับโค้งหัวให้เด็กเลยเหรอ เธอคนนี้คงเอาจริงเอาจังกับงานน่าดู] ผมคิดในใจ

            “แล้วเธอมาหาครูอีวานไปทำไมเหรอ เวลาเลิกเรียนแบบนี้”

            ผู้อำนวยการถาม คงสงสัยว่าเวลาแบบนี้ที่เด็กทั่วไปจะรีบกลับบ้านกัน ทำไมถึงต้องมาหาคุณครูผู้สอนตนเอง

            “ผมกะจะมาให้ครูอีวานช่วยสอนบทเรียนเพิ่มเติมให้น่ะครับ เผอิญยังมีข้อสงสัยในคาบเรียนอยู่”

            “แบบนั้นเองเหรอ วิเศษไปเลย! ขยันขวนขวายหาความรู้แบบนี้ เธอสมควรที่จะเป็นเด็กตัวอย่างของโรงเรียนเราจริงๆ คุณแม่ของเธอเองก็คงภูมิใจ”

            ผู้อำนวยการกล่าวชมเชยผม

            “ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ”

            “ครูอีวานเองก็เป็นครูที่มีความสามารถ ผมจึงไว้ใจให้เค้าดูแลการสอนเวทมนตร์ของทั้งสามชั้นปีให้ได้ไงล่ะ อนาคตคงเป็นหัวหน้าภาควิชาเวทมนตร์ของโรงเรียนเราได้เลย”

            ผู้อำนวยการติดลมกับการกล่าวชม ก็พูดยกย่องชมเชยบุคลากรของตนเองให้ฟัง

            [ชายคนนี้ เป็นประเภทที่พร้อมจะชมเชยคนอื่นสุดความสามารถทุกครั้งที่มีโอกาสสินะ มันก็เป็นเทคนิคที่ถูกต้องในการเชื่อมความสัมพันธ์กับผู้คนในสังคมแหละ]

            “มีอะไรสงสัยล่ะก็ ถามครูเค้าได้เลย และถ้ามีอะไรที่ผมช่วยได้ ก็มาปรึกษาได้ทุกเมื่อ”

            ผู้อำนวยการบอกผม

            “ครับ ไว้เมื่อถึงเวลานั้น จะไปขอความกรุณานะครับ”

            ผมยิ้มตอบรับเค้าไป

            “เฮ้อ พูดมากไปหน่อย วันนี้อากาศอบอ้าวด้วย เดี๋ยวคงต้องแวะไปโรงอาหาร หาอะไรดับกระหายก่อนละกัน”

            “ฝนคงใกล้ตกแล้วมั้งครับ”

            “ก็เป็นไปได้...ตายละลืมผ้าเช็ดหน้าไว้ในห้องเหรอเนี่ย”

            ผู้อำนวยการเอื้อมมือไปที่กระเป๋าเสื้อ แล้วกล่าวออกมา

            “นี่ค่ะ”

            คุณเลขาเจสสิกา ยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ เพื่อให้ผู้อำนวยการใช้ซับเหงื่อบนใบหน้า

            “ฮะฮะ เห็นไหม นี่แหละเลขาผู้เพียบพร้อมของผม รับมือได้ทุกสถานการณ์”

            ว่าเสร็จผู้อำนวยการก็รับผ้าเช็ดหน้ามาใช้งาน

            “เหมือนเมดรับใช้ของครอบครัวผมเลยครับ”

            “งั้นเหรอ...ถ้างั้น ผมต้องขอตัวก่อนล่ะ มีกำหนดการวุ่นวายต้องไปสะสางอีก”

            แล้วผู้อำนวยการก็บอกลาผม เดินสวนผมไปพร้อมกับคุณเลขา

            ผมเดินขึ้นบันไดต่อมายังชั้น 3

            โรงเรียนเรามีบุคลากรครูจำนวนมาก

            โดยเฉพาะอย่างยิ่งครูสอนเวทมนตร์ ที่วิชาเวทมนตร์ถึงกับต้องสอน 1 วันเต็มต่อสัปดาห์

            ด้วยเหตุนั้น ครูแค่คนเดียวไม่มีทางสอนได้ทันช่วงเวลา 1 เทอมแน่

            เฉลี่ยแล้ว 1 ชั้นปี จะมีครูเวทมนตร์ 12 คน และโรงเรียนมีตั้ง 6 ชั้นปี คุณก็ลองคำนวณดูว่ามีทั้งหมดกี่คน

            ไม่แปลกเลยที่ตอนทดสอบเวทมนตร์จะมีกรรมการมาเยอะแยะ เพราะทุกคนเป็นคุณครูผู้สอนเวทมนตร์นั่นเอง

            แม้ห้องพักครูวิชาเวทมนตร์จะมีขนาดใหญ่ที่สุด และมีประจำในทุกชั้นของอาคารเรียน

            แต่คุณครูผู้อาวุโส จะอยู่ในชั้น 3 ของอาคารเรียน ชั้นเดียวกันกับห้องของผู้อำนวยการ

            คุณครูอีวาน มีอายุ 35 กว่าๆ ก็จัดเป็นครูอาวุโสนั้น

            ผมเดินขึ้นมาถึงชั้น 3 และกำลังมุ่งไปยังห้องพักของคุณครูเวทมนตร์

            ไม่ทันไรก็เห็นครูอีวานเดินออกมาจากห้องพักพอดี

            ผมจึงกล่าวทักทายเค้า

            “อ้าว โยฮัน มีอะไรเหรอ ถึงได้มาที่ห้องพักครูเวลาแบบนี้”

            ครูอีวานหันมาถาม

            ผมเดินเข้าไปหาเค้า

            “มาหาครูแหละครับ”

            “หือ!? หาครู? ทำไมเหรอ”

            “ผมอยากให้ครูช่วยมาฝึกพิเศษ เรื่องการย่อเวทมนตร์กับผมหน่อยครับ”

            พอผมบอกไปและเมื่อครูอีวานได้ยิน ก็คิ้วเลิกขึ้น ดึงลู่เข้าหากัน หน้าผากย่นอยู่แวบหนึ่ง แสดงออกถึงความกังวล อึดอัดใจ

            “เรื่องแบบนั้น เธอลองฝึกดูที่บ้านเองก็ได้นี่นา มันก็แค่ท่องคาถาบ่อยๆเท่านั้นเอง”

            “ครับ ผมก็ลองทำแล้ว แต่คุณแม่บอกว่ามันอันตราย”

            “ก็ใช้คาถาของเวทเสริมแรง ‘รีเอนฟอร์สเมนท์’ ก็ได้นี่ มันไม่เป็นอันตรายตราบใดที่เราไม่เคลื่อนไหว”

            “ผมก็ใช้คาถานั้นด้วยแหละครับ แต่คุณแม่ก็ยังยืนกราน บอกว่าควรมาฝึกที่โรงเรียน ที่มีผู้ชำนาญคอยเฝ้าดูอยู่ใกล้ๆ จะปลอดภัยต่อผู้เริ่มต้นเรียนเวทมนตร์มากกว่า แม่ว่าแบบนี้ครับ”

            [ไม่รู้ทำไม พอเป็นเรื่องเวทมนตร์ คุณแม่จะไม่ผ่อนปรนให้เราเลย ตั้งแต่ที่ขอให้สอนในสมัยก่อนแล้ว ทั้งที่แม่เองก็ชำนาญเวทอยู่พอตัว แต่ก็พูดคำเดิมคือ ให้มาฝึกที่โรงเรียนกับคุณครูเท่านั้น ผมหันไปพึ่งเฟรอร์ที่ใช้เวทได้เช่นเดียวกับแม่ เธอก็บอกปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่า ตนเองเป็นเมดรับใช้ ทำอะไรที่มันขัดต่อความประสงค์ของเจ้านายซึ่งในที่นี้คือคุณแม่ไม่ได้...สุดท้ายเลยต้องมาลงเอยแบบนี้]

            “มันก็ถูกแหละนะ”

            คุณครูพูดพร้อมกับเอามือถูหลังหัว

            “เพราะแบบนั้น เลยจะมาขอรบกวนคุณครู ช่วยฝึกเป็นบทเรียนเสริมให้ไงครับ”

            “!?”

            คุณครูอีวานเมื่อได้ยิน ก็มุมปากตกลงเป็นรูปตัวยูกลับหัว เค้ากังวลอย่างรุนแรง

            “เอ่อ...เธอไม่รีบกลับบ้านไปทานข้าวเย็น หรือไปเล่นกับเพื่อนๆเหรอ”

            “มื้อเย็นอีกตั้ง 4 ชั่วโมง ส่วนเพื่อนๆผมก็บอกให้พวกเค้ากลับกันไปก่อนแล้ว”

            เมื่อครูอีวานได้ยินก็กระพริบตาถี่ๆ เป็นสิ่งบ่งบอกว่า กำลังใช้ความคิดอย่างมากในการสร้างเหตุผลหรือเรื่องราวบางอย่าง

            “ครูยังมีงานที่ต้องสะสางอีกน่ะ เย็นนี้”

            “แต่ครูเก็บของสัมภาระ เตรียมกลับบ้านออกมาแล้วนี่ครับ”

            เค้าก้มมองไปที่สองมือตนเอง ซึ่งถือกระเป๋าและปิ่นโตออกมาครบครัน

            “แสดงว่าไม่มีงานแล้ว และมีเวลาเหลือเฟือนี่ จริงไหม พอๆกับผม”

            ผมบอกเค้า

            “อะ...เอ่อ”

            ครูเงยหน้า พยายามพูดอะไรบางอย่าง พร้อมกับนัยน์ตากลอกไปทางขวามือของเจ้าตัว เป็นสัญญาณบอกว่ากำลังใช้จินตนาการสร้างเรื่องบางอย่าง

            “การขอใช้สนามฝึก จำเป็นต้องขออนุญาตกับผู้อำนวยการ และ...การเดินเรื่องมันซับซ้อน วุ่นวาย ใช้เวลานาน ต่อให้เป็นวันนี้ ก็คงจะยังไม่ได้หรอก เอาไว้คราวหน้าละกันนะ”

            เค้าพูดแบบนี้จบก็เลียริมฝีปาก เวลาคนเราเครียดหรืออึดอัดใจจะคอแห้ง สิ่งที่เค้าพูดทำให้เค้าเครียดน่าดู ถ้ามันเป็นความจริงจะเครียดไปทำไม

            “งั้นก็ดีเลยครับ ผมเพิ่งเดินสวนกับผู้อำนวยการเมื่อกี้นี่เอง เราไปขออนุญาตเค้าโดยตรงกันเลยดีกว่า”

            ผมจึงเสนอทางออกของปัญหานี้ให้กับเค้า

            เมื่อได้ยิน เค้าเม้มปากแน่นเพราะความเครียด ตาเบิกโต คิ้วเลิกขึ้น แสดงถึงความตกใจ

            ผมหันหลัง เดินนำเค้าไปยังบันได เพื่อพาไปหาผู้อำนวยการ

            ครูอีวานคงคิดว่า คนอย่างผู้อำนวยการคงไม่อนุญาตง่ายๆแน่นอน จึงสมยอมเดินตามผมมาด้วย

            เค้าคงไม่รู้เลยว่าผมอ่านตัวเค้าออกได้ ไม่ต่างจากอ่านลายมือตนเอง

            ไม่ต้องถึงมือ ‘มายเตอร์มายด์’ ด้วยซ้ำ

            ส่วนเรื่องผู้อำนวยการ มันก็จะไม่เป็นอย่างที่เค้าคิดไว้เด็ดขาด

            ...พวกเราเดินลงมายังชั้นหนึ่ง

            ถามหาผู้อำนวยการจากคนที่เดินผ่าน

            จนรู้ว่าเค้าอยู่ที่โรงอาหารชั้น 3

            แม้ยามปกติ เจ้าหน้าที่จะคอยกันไม่ให้นักเรียนนั่งข้ามชั้น แต่ถ้าหากมากับคุณครูก็จะไม่เป็นไร

            สายตาครูอีวานดูสนใจกับ ‘กราฟลักซ์’ (Gravlax) หรือแซลมอนหมักสมุนไพร ที่อยู่บนโต๊ะอาหารเมื่อเราเดินผ่าน

            [ก็รู้หรอกว่าชอบปลา แต่อยากให้สนใจหน้าที่การงานของตนก่อนจะดีกว่านะ]

            เมื่อเราขึ้นมาถึงชั้น 3

            “ยัยไง่! กำหนดการแค่นี้เขียนพลาดได้ไง!”

            “ขอโทษค่ะ!”

            “ขอโทษแล้วมันช่วยอะไรไหม ฉันต้องไปสายตั้ง 5 นาทีเลยนะ!”

            “แค่ 5 นาทีเองนะคะ”

            “แค่ที่ไหน! การพบกันแค่เพียง 1 นาที ก็เป็นเงินมหาศาล เธอทำฉันสูญเงินและเครดิตกับขุนนางไปถึง 5 เท่าเชียวนะ!!”

            “ขะ ขอโทษจริงๆค่ะ!”

            “บอกแล้วไง ไม่อยากได้ยินคำขอโทษ”

            “คราวหน้าจะไม่มีอีกแล้วค่ะ”

            “คราวหน้า? มันเป็นเรื่องที่ต่อจากตอนนี้ และปัจจุบันที่ฉันต้องช้าไป 5 นาที ใครจะรับผิดชอบห้ะ!?”

            “ดะ ดิฉันผิดไปแล้วค่ะ...ยะ อย่าไล่ดิฉันออกเลยนะคะ”

            “ไล่ออกเนอะ เหมือนกับพวกยามนั่นสินะ...ฉันก็กำลังคิดๆอยู่”

            “ขอร้องล่ะค่ะ ดิฉันยังต้องดูแลคุณแม่ และน้องๆอีกนะคะ”

            “หึ! มันไม่เกี่ยวกับชั้น แต่ก็...ฉันเองก็เป็นคนมีเมตตา จะให้โอกาสเธออีกซักครั้ง”

            “ขะ ขอบคุณมากค่ะ!”

            “ถ้าเข้าใจก็รีบไสหัวไปเตรียมรถม้าซะ เธอจะทำฉันเสียเวลาไปอีกเท่าไหร่!?”

            “ค่ะ!!”

            เป็นฉากผู้อำนวยการตะคอกด่าคุณเลขา

            เมื่อจบลง คุณเลขาเจสสิกาก็วิ่งตรงมาที่บันได ที่ๆเรากำลังยืนมองอยู่

            เธอชะงักไปชั่วครู่ที่เห็นพวกเรา แต่ก็ก้มหน้าและวิ่งไปจัดการธุระของตนเองต่อ

            ส่วนผู้อำนวยการซานโดร กำลังใช้มือจัดชุด จัดหูกระต่าย ลูบไล้ลำคอเพื่อสงบจิตสงบใจ ใบหน้าที่มีสีแดงเพราะโทสะนั้น ฉายแววของรอยยิ้มสบายใจเพียงชั่วครู่ออกมา

            [มีโอกาสด่าคือด่ายับ นั่นล่ะคือนิสัยของพวกซาดิสม์ พวกนี้จะมีคติประจำตัวคือ ผิดพลาดหนเดียว ก็สามารถลบความดีทั้งหมดที่เคยทำไว้ เพราะแบบนั้นจึงไม่ปล่อยโอกาสที่จะได้ใช้ความรุนแรงทางคำพูดใส่คนอื่นแบบนี้ให้หลุดมือ โอกาสที่จะได้เสพสุขกับใบหน้าลำบาก เป็นทุกข์ เศร้าใจและหวาดกลัว ของผู้ที่ถูกด่าเบื้องหน้าตนเอง...เอาเถอะ ในสังคมก็หาได้ไม่ยากหรอกคนแบบนี้ บางครั้งก็ใกล้ตัวมากกว่าที่คิด จะโลกไหนก็มีเหมือนกันหมด]

            “!?”

            เหมือนผู้อำนวยการจะสังเกตเห็นพวกเรา จึงกลับไปสวมหน้ากากรอยยิ้ม และเดินมาหาพวกเรา

            “ขอโทษที่ต้องให้เห็นภาพไม่น่าดูชมนะ”

            เค้าพูด

            “มะ ไม่มีปัญหาครับ”

            ครูอีวานตอบ

            “แล้วมีอะไรกันเหรอ ถึงขึ้นมาชั้น 3 แบบนี้?”

            “คือว่า-”

            “พวกผมจะมาขออนุญาตใช้สนามทดสอบน่ะครับ”

            ครูอีวานที่กำลังจะตอบคำถามผู้อำนวยการ โดนผมชิงตอบซะก่อน เพื่อกำหนดบทบาทคู่สนทนาเสียใหม่

            “สนามทดสอบเหรอ?”

            “สำหรับฝึกพิเศษวิชาเวทมนตร์น่ะครับ ตัวผมอยากจะขอให้ครูอีวานช่วยมาคอยกำกับการฝึกของผม แต่มันติดตรงที่ต้องใช้สนามทดสอบเพื่อความสะดวกด้วย ตัวผมที่มีความสนใจอยากเพิ่มพูนทักษะทางเวทมนตร์ที่ตัวผม มีมานาปริมาณมาก และ มีธาตุศักดิ์สิทธิ์ที่หายาก แต่มันมีปัญหาตรงที่ไม่สามารถเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ได้ เพราะติดขัดด้านสถานที่นี่สิ”

            “ติดขัดเหรอ สนามฝึกน่ะเหรอ ไม่มีปัญหา ผมอนุญาต”

            ผู้อำนวยการตอบในทันที

            “เอ๋ ไม่ต้องเดินเรื่องให้วุ่นวายเหรอครับ เห็นครูอีวานบอกเอาไว้ ผมก็เกรงใจกลัวจะทำให้ผู้อำนวยการลำบาก”

            ผมเหลือบไปมองครูอีวาน เค้ามองผมกลับด้วยแววตาหวาดกลัว

            “เรื่องวุ่นวาย? ของพรรค์นั้นไม่มีหรอก อีกอย่าง ถ้านักเรียนมีความตั้งใจอยากจะเรียนรู้ เราที่เป็นครูก็ต้องสนับสนุนสิ จะไปตัดโอกาสเด็กทำไม โดยเฉพาะคนแบบเธอ...จริงไหม คุณครูอีวาน ไรลีย์”

            ผู้อำนวยการจ้องไปที่ครูอีวาน แล้วเปลี่ยนไปเรียกชื่อเค้าเต็มยศ ด้วยน้ำเสียงจริงจัง

            “จะ จริงครับผม!”

            ในตอนนี้ใบหน้าครูอีวาน แสดงสีหน้าหวาดกังวลค้างเอาไว้เต็มรูปแบบ

            “ก็แบบนี้แหละ ตามสบายเลยนะโยฮัน ผมขอตัวก่อนล่ะ”

            ผู้อำนวยการหันมาส่งยิ้มจริงใจให้ผม ก่อนเดินสวนไป

            “ขอบคุณมากครับผู้อำนวยการ”

            ผมจึงยิ้มจริงใจตอบรับเค้าไป

            มีเพียงคนเดียวที่ไม่ยอมยิ้มให้เข้ากับสถานการณ์อันแสนปลื้มปิติในที่นี้

            ตาโต คิ้วเลิกสูงลู่เข้าหากัน หน้าผากย่น ปากเม้มลงเป็นรูปตัวยูกลับหัว

            คุณครูอีวาน

            แหม ในสถานการณ์ที่ผู้อำนวยการเกือบจะไล่เลขาตนเองออกที่เพิ่งผ่านไป เพราะไปทำให้เจ้าตัวไม่สบอารมณ์เข้า...

            แล้วอยู่ๆ คุณครูอีวานก็มาแสดงพฤติกรรมโกหกนักเรียน เพื่อหนีในหน้าที่การสอนแบบนี้ พฤติกรรมที่ดูไร้ความรับผิดชอบแบบนี้...

            ผู้อำนวยการที่กำลังอารมณ์ค้างมาเมื่อครู่...

            [เฉียดโดนไล่ออกแล้วไหมล่ะ]

            ผมคิดแบบนี้แล้วหันไปหาครูอีวาน จ้องหน้าเค้าเป็นเชิงบอกว่า รีบๆไปกันเถอะ เดี๋ยวจะเสียเวลา

            แต่ดูเหมือนครูอีวานจะนึกถึงฟางเส้นสุดท้ายออก เหตุผลที่จะทำให้เจ้าตัวรอดพ้นไปได้

            “เธอมีทาเลนท์ ‘ไฮเปอร์อินเทลลิเจนท์’ นี่ สุดยอดการเรียนรู้ เธอเรียนรู้ด้วยตัวเองไปคนเดียวก็ได้ถูกไหม”

            [ยังไม่เลิกดิ้นรนอีกแฮะ เฮ้อ...]

            ผมถอนหายใจ หลับตาลง แล้วพูดว่า

            “ครูครับ มีคำกล่าวเอาไว้ว่า “คนโง่เรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเอง คนฉลาดเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อื่น” [อ็อทโท ฟ็อน บิสมาร์ค อดีตนายกของเยอรมัน]

            ผมลืมตาแล้วหันไปมองคุณครู

            “ครูอยากให้ผมเป็นคนโง่เหรอ”

            ผมจ้องหน้าเค้านิ่ง คราวนี้จ้องลึกเข้าไปในดวงตา

            และครูอีวานก็สูญเสียฟางเส้นสุดท้ายไป…