บทที่ 27 โง่ซ้ำซาก? (รีไรท์)
“เออนี่ อีกเดี๋ยวการแสดงก็คงจะเริ่มแล้วล่ะ โชคดีที่มาทัน ไม่อย่างนั้นก็คงต้องรออีกหนึ่งปีเลยกว่าจะได้ดูกันอีกครั้ง ตื่นเต้นหรือเปล่าไป๋ฮวา?” สาวชาวบ้านเอ่ยออกไป อีกทั้งยังแสดงท่าทีตื่นเต้นที่จะได้ชมการแสดงในครั้งนี้
“แน่นอนสิ ฉันตื่นเต้นจนเมื่อคืนนอนไม่หลับเลยนะ” หลิวไป๋ฮวาเอ่ยออกไปด้วยเสียงสดใส
ก่อนที่เธอจะลากสายตาหันไปมองด้านหลังโรงแสดงที่เป็นป่ารกทึบ หากเธอจำไม่ผิด ไม่ไกลจากนี้ก็จะเป็นศาลาร้าง
“มองอะไรกันไป๋ฮวา” เสียงชาวบ้านเอ่ยถามด้วยความมึนงง ครั้นที่อยู่ ๆ หลิวไป๋ฮวาก็เงียบไป ทั้งยังมีท่าทีที่เหม่อลอยด้วยเช่นกัน
“อ๋อ เปล่าหรอก ฉันก็มองไปเรื่อยนั่นแหละ” หลิวไป๋ฮวาเอ่ยออกมา
“การแสดงกำลังจะเริ่มแล้วล่ะ” หญิงสาวทั้งสองเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้น
ก่อนที่เพียงไม่นานเสียงเครื่องดนตรี เสียงขับร้องเพลงภายในงานล้วนเป็นเสียงเดิม บทเพลงเดิมเหมือนเช่นความทรงจำที่แสนเลวร้ายที่เธอจำฝังใจนั้น ไม่ได้แตกต่างกันเลยแม้เพียงนิด ดวงตากลมโตจ้องมองการแสดงบนเวทีที่หลายคนคงจะตื่นตาตื่นใจกับการแสดงนั้นอยู่ไม่น้อยด้วยสีหน้าที่เรียบนิ่ง
“เออนี่ ฉันยังไม่แวะเข้าไปในโรงครัวเลยนะ ไม่รู้ว่ามีอะไรกินบ้างหรือเปล่า” หญิงชาวบ้านเอ่ยออกมาในขณะการแสดงเริ่มขึ้นแล้ว
“ไป๋ฮวา เธอดูการแสดงไปก่อนนะ พวกฉันขอตัวไปหาของกินหน่อย ตอนนี้หิวจนท้องเริ่มร้องประท้วงแล้วล่ะ เดี๋ยวพวกฉันจะเอาของกินมาฝาก” พวกเธอเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่จะรีบปลีกตัวออกไป
ภายในครัวที่ค่อนข้างดูวุ่นวายไปด้วยผู้คนที่ต่างเข้ามาหาอาหาร เพราะอาหารภายในงานชิวอิกเป็นอาหารที่ดูสดใหม่ อีกทั้งยังมีพวกเนื้อสัตว์ที่แม้จะเป็นเพียง หมู ปลา เนื้อวัว หรือแม้แต่ไก่ ที่ไม่ได้หาทานได้ยากสำหรับคนในเมืองหลวงนั้น แต่สำหรับชาวบ้านที่อาหารหลักเป็นเพียงแค่ข้าว ข้าวโพด และมันสำปะหลังที่ปลูกไว้ กลับมองว่าเนื้อพวกนี้นั้นมีค่ายิ่งกว่าทองคำเสียอีก ทำให้เพียงไม่นานโรงครัวที่นี่ก็คับคั่งไปด้วยชาวบ้านที่ต่างมารุมล้อมกัน
“นี่มีซุปไก่ด้วยนะ แกกินหรือเปล่า” สาวชาวบ้านเอ่ยถามเพื่อของตนในทันที ครั้นที่เธอได้กลิ่นหอมของซุปที่กำลังอุ่นร้อน ๆ ลอยเตะจมูกออกมา
“กินสิวะ ของดีขนาดนั้นจะพลาดได้ยังไง อย่าลืมตักไปฝากไป๋ฮวาด้วยล่ะ” หญิงชาวบ้านอีกคนพยักหน้าอย่างขันแข็ง ก่อนที่พวกเธอจะตักซุปทั้งหมดสามถ้วยเพื่อที่จำเอาไปฝากหลิวไป๋ฮวาด้วยเช่นกัน
“นั่นมันไก่ผัดถั่วลิสงนี่!” หญิงชาวบ้านเอ่ยออกมาเสียงดังลั่น
“เออ ของชอบแกเลยนี่”
“ก็ใช่น่ะสิ นี่แกไปตักเป็นเพื่อนฉันหน่อนสิ” เธอเอ่ยออกมาด้วยท่าทีอ้อนวอน ทั้งที่ดวงตาก็จับจ้องไปยังไก่ผัดถั่วที่ว่านั่น ไม่ละสายตาไปไหน
“โอ๊ย แกก็ไปคนเดียวสิทำไมต้องห้อยฉันไปด้วย ฉันต้องเฝ้าถ้วยซุปนี่”
“แกก็วางไว้ตรงนี้ก่อนสิ ใครจะมาขโมยไปล่ะ ไปเป็นเพื่อนฉันหน่อย” หญิงชาวบ้านที่เห็นเช่นนั้นถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่อย ก่อนจะยอมทิ้งถ้วยซุปไก่เอาไว้บนโต๊ะแล้วเดินไปเป็นเพื่อนของตนเพื่อตักไก่ผัดถั่วลิสงนั่น
ทว่าคล้อยหลังพวกเธอกลับไม่รู้เลยว่ามีคนที่ประสงค์ร้ายรอคอยเวลานี้อยู่ จ้าวหนิงเซี่ยกระตุกยิ้มมุมปาก ก่อนที่เธอจะเดินไปยังโต๊ะที่วางถ้วยซุปนั่น มือก็ล้วงหยิบเอายาสมุนไพรที่ออกฤทธิ์ทำให้ง่วงนอนออกมา ก่อนที่เธอจะเทใส่ถ้วยซุปนั่นในทันทีโดยที่ไม่มีใครจับสังเกตุแผนการร้ายครั้งนี้ได้
ทว่าในจังหวะที่กำลังจะเก็บถ้วยซุปนั่นเธอก็ชะงักไป คล้ายกับว่านึกบางอย่างขึ้นได้
แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าถ้วยที่เธอใส่ยาเข้าไปจะเป็นของนังไป๋ฮวา จ้าวหนิงเซี่ยตัดสินใจเปิดซองยาใหม่อีกครั้ง ก่อนที่เธอจะเทยานอนหลับนั้นลงในสองถ้วยที่เหลือ ทั้งยังคนสมุนไพรผสมไปกับเนื้อซุปเพื่อความแนบเนียน
“ไป๋ฮวา ทานนี่ก่อนสิ ซุปไก่ที่ชาวบ้านทำ พวกฉันชิมแล้ว รสชาติอร่อยดีนะ” หญิงชาวบ้านทั้งสองเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่พวกเธอจะวางถ้วยซุปนั่นลงบนโต๊ะ ทั้งยังหย่อนตัวลงนั่งเคียงข้างหญิงสาว
หลิวไป๋ลดระดับสายตาลงมองซุปไก่ตรงหน้า ก่อนที่หญิงสาวจะยกยิ้มร้ายออกมาครั้นที่สัมผัสได้มากำลังมีสายตาคู่หนึ่งที่จับจ้องมายังเธอ
“เออนี่ มีไก่ผัดถั่วลิสงด้วยนะ เธอลองชิมดูสิ” พวกเธอต่างก็รีบเสนออาหารให้กับหลิวไป๋ฮวาอย่างขมีขมัน ก่อนที่ทั้งสองจะเริ่มตักซุปไก่เข้าปากด้วยท่าทีที่เอร็ดอร่อย ทั้งยังดูการแสดงที่กำลังสนุกสนานไปด้วยเช่นกัน
“เมื่อไหร่มันจะกินเข้าไปซักที!” จ้าวหนิงเซี่ยเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจเป็นอย่างมาก เมื่อหลิวไป๋ฮวายังคงลีลาไม่ยอมตักซุปไก่ในถ้วยเข้าปาก หญิงสาวกำหมัดแน่นด้วยท่าทีร้อนใจ ไม่ว่าอย่างไรแผนการของเธอจะต้องสำเร็จเพราะไม่อย่างนั้นไอ้เลขาธิการพรรคหมู่บ้านมันเอาเธอตายแน่
แผนการครั้งนี้ เธออุตส่าห์วางแผนกับไอ้เฒ่าหัวงู จางไฉ่หง เลขาธิการพรรคหมู่บ้านเชียวนะ แลกกับการที่เธอไม่ต้องไปบำเรอมัน อีกอย่างเธอจะได้กำจัดนังไป๋ฮวาไปด้วย ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวแบบนี้ แผนการครั้งนี้จะล้มเหลวไม่ได้เด็ดขาด
“เธอยิ้มอะไรน่ะไป๋ฮวา” หญิงชาวบ้านเอ่ยถามออกมาอย่างสงสัย ครั้นที่เห็นว่าหลิวไป๋ฮวาไม่ยอมตักซุปไก่กินสียที ซ้ำยังมัวแต่กระตุกยิ้มมุมปาก อย่างคนมีแผนการร้าย
“เปล่าหรอก แค่สะใจที่ได้เห็นหนูติดจั่นน่ะ”
จ้าวหนิงเซี่ยมองหลิวไป๋ฮวาด้วยท่าทีร้อนใจ เธอเม้มริมฝีปากแน่นด้วยสายตาที่เป็นกังวล ก่อนที่ไม่นานบนใบหน้าของหญิงสาวจะปรากฏรอยยิ้มชั่วร้ายออกมา ครั้นที่เห็นว่าหลิวไป๋ฮวากำลังตักซุปไก่นั่นกิน
“เหอะ ก็นึกว่าจะฉลาด…”
“ก็ยังโง่ซ้ำซากนี่นา” หญิงสาวหยักยิ้มออกมาด้วยความสะใจ อีกเพียงไม่นานนังไป๋ฮวาก็จะไม่ได้สติแน่
“พี่หลันฮวา?” จ้าวหนิงเซี่ยเอ่ยออกมาอย่างแปลกใจครั้นที่เห็นพี่สะใภ้ของต้าเหวินโหร่วที่วัน ๆ ไม่ทำอะไร อีกทั้งไม่ค่อยออกไปพบปะสังคมภายนอก ขลุกตัวอยู่แต่ที่บ้าน และไม่คิดจะหางานทำ ในวันนี้กลับปรากฏตัวในงานชิวอิก ใบหน้าสวยของจ้าวหนิงเซี่ยเชิ่ดขึ้น พลางกดตาลงต่ำมองบุคคลตรงหน้าด้วยสายตาหยามเหยียด ไม่จำเป็นต้องใส่หน้ากากเข้าหากันเพราะต่างฝ่ายก็ต่างรู้ดีว่าใครเป็นเช่นใด
“น่าเหลือเชื่อนักที่เจอพี่ที่นี่ ที่บ้านคงไม่มีอาหารล่ะสิ ถึงได้ดั้นด้นมาถึงที่งานเช่นนี้”
หลงหลันฮวาตอบโต้กลับไปอย่างไม่ยอมแพ้ “พูดจาส่อถึงการเลี้ยงดูของครอบครัวเสียจริงนะ หนิงเซี่ย”
“ก็ไม่ต่างจากพี่หรอก ครอบครัวคงไม่มีปัญญาเลี้ยงดูถึงได้ขายลูกกินเช่นนี้”
“เก็บปากไว้ทานข้าวเถอะหนิงเซี่ย ดีไม่ดี ปากเช่นนี้ระวังจะได้ไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มที่โรงพยาบาล” หญิงสาวทั้งสองต่างมองกันด้วยสายตาแค้นเคืองและเปี่ยมไปด้วยความชิงชังที่สาดซัดเข้าใส่
“เหอะ ฉันไม่เก็บคำของคนที่ใฝ่ต่ำอย่างพี่มาคิดมากหรอก” จ้าวหนิงเซี่ยเอ่ยออกมาเสียงดังอย่างดูถูกดูแคลนอีกฝ่าย ก่อนที่เธอจะสะบัดหน้าหนีครั้นที่เห็นว่าแผนการของตนสำเร็จไปได้ด้วยดี