เข้าสู่โลกนิยายมาเป็นแม่เลี้ยงยืนหนึ่งของลูกวายร้าย

    ตอนที่ 28 ไม่รู้จัก

    “เช่นนั้นก็ได้ขอรับ…” เอ้อร์เป่าก้มหน้าลงด้วยท่าทางผิดหวัง ทว่าเพียงครู่เดียว เมื่อนึกขึ้นได้ว่ายังมีปลาทอดกรอบหอมอร่อยรออยู่ ก็พลันกลับมาสดใสเริงร่าขึ้นอีกครั้ง

    เมื่อได้ยินหลินซีเอ่ยว่าจะนำปลาไปทอด เสิ่นเฉินจึงเดินไปที่ริมลำธาร จัดการนำปลาอูจื่อที่จับได้มาทำความสะอาด เขาใช้น้ำในลำธารล้างตัวปลา ปลาชนิดนี้จัดการง่าย เสิ่นเฉินเพียงใช้ปลายนิ้วกดลงบริเวณใต้เหงือก แล้วออกแรงเล็กน้อยก็สามารถดึงเอาเครื่องในส่วนที่กินไม่ได้ออกไปทั้งหมด ล้างน้ำซ้ำอีกครั้งก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

    ด้วยความชำนาญและการเคลื่อนไหวที่ว่องไว เพียงครู่เดียว ปลาทั้งหมดในถังก็พร้อมทอด ในระหว่างนั้น ชายหนุ่มยังใช้มือเปล่าตะครุบปลาอูจื่อที่ว่ายผ่านมาโดยบังเอิญได้อีกสองตัว… แม่นยำและง่ายดายเสียจนเอ้อร์เป่ากับเหล่าพี่น้องส่งเสียงร้องกันยกใหญ่อย่างตื่นเต้นยินดี ดวงตากลมโตทั้งสี่คู่ต่างจ้องมองบิดาด้วยแววตารักใคร่และเปี่ยมไปด้วยความชื่นชม

    ขากลับ เสิ่นเฉินเป็นคนถือถังปลาและตะกร้าใส่ลูกเจี๊ยบเดินตามหลัง ส่วนเด็ก ๆ วิ่งเล่นหยอกล้อกระโดดโลดเต้นนำหน้าไปอย่างร่าเริง แน่นอนว่าคนที่คึกคักที่สุดย่อมเป็นเอ้อร์เป่า ต้าเป่า—พี่คนโตมีท่าทีสุขุมกว่าน้อง ๆ ส่วนซานเป่านั้นนิ่งเงียบตามวิสัยแต่ก็เชื่อฟังพี่ชายยิ่งนัก ปล่อยให้เอ้อร์เป่าจูงมือวิ่งเล่นไปตามใจ ซื่อเป่าน้องเล็กเป็นเด็กหญิง ท่าทางจึงออกจะเรียบร้อย นางเดินตามหลังต้าเป่าไปอย่างว่าง่าย ทว่ายามได้ยินเสียงเอ้อร์เป่าร้องเรียกเมื่อใด แขนป้อม ๆ ก็จะรีบดึงแขนพี่ใหญ่ให้วิ่งตามไปสมทบ เล่นด้วยกันทันที

    หลินซีที่เดินตามมาเงียบ ๆ มองความน่ารักสดใสของเด็ก ๆ แล้วก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ ตอนนี้นางเริ่มจะเข้าใจแล้วว่าเหตุใดผู้คนมากมายจึงอยากมีลูก บางครั้ง... เด็ก ๆ เหล่านี้ก็เหมือนกับเทพบุตรเทพธิดาตัวน้อย ๆ เพียงแค่มองดู ก็ทำให้รู้สึกสดใสปนอบอุ่นหัวใจได้อย่างน่าประหลาด

    เมื่อรอยยิ้มเลือนไป หลินซีก็พลันนึกถึงสตรีแปลกหน้าที่พบเมื่อตอนกลางวันขึ้นมาได้ จึงเอ่ยถามเสิ่นเฉินที่เดินอยู่ข้าง ๆ ว่าเขารู้จักหญิงสาวผู้นั้นบ้างหรือไม่

    ทว่าชายหนุ่มตอบกลับมาทันทีโดยไม่หยุดคิด “ไม่รู้จัก”

    หลินซีขมวดคิ้วเล็กน้อย “เจ้ายังไม่ได้ลองนึกดูเลยนะ ตอบขอไปทีเกินไปแล้ว ลองนึกดูดี ๆ อีกครั้งสิ”

    เสิ่นเฉินทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยังคงเอ่ยคำเดิม “ไม่รู้จัก”

    หลินซียิ่งประหลาดใจมากขึ้น “หญิงสาวผู้นั้นดูเหมือนจะเป็นคนในหมู่บ้านเรานี่เองนะ ข้าเพิ่งจะย้ายมาอยู่ที่นี่ได้เพียงปีเดียว แต่เจ้าอยู่ที่หมู่บ้านเฉินหยางมานานกว่าข้าตั้งหลายปี เหตุใดถึงไม่รู้จักนางเล่า?”

    ชายหนุ่มจึงกล่าวด้วยสีหน้าและน้ำเสียงเรียบเฉย

    “ข้าไม่เคยสนใจสตรีคนใดในหมู่บ้าน”

    “...” หลินซีนิ่งไป

    ‘เข้าใจแล้ว... ที่แท้ตลอดเวลายี่สิบกว่าปีที่ผ่านมานี้ บุรุษผู้นี้ไม่เคยชายตามองสตรีคนใดอย่างจริงจัง! หากไม่ใช่เพราะเจ้าของร่างคนก่อนเกาะเกี่ยวเขาไว้ไม่ยอมปล่อย เสิ่นเฉินผู้นี้คงตั้งใจจะครองตัวเป็นโสดไปจนแก่เฒ่าเลยสินะ?’ นางเหลือบมองใบหน้าด้านข้างอันเรียบเฉยของอีกฝ่าย—-

    แล้วคิดอย่างมั่นใจ ‘อืม…ความเป็นไปได้ดูจะสูงมากทีเดียว!’

    ‘ช่างเถอะ ไม่รู้จักก็ไม่รู้จัก บางทีสตรีนางนั้นอาจจะเพียงแค่จำคนผิดก็ได้? ถ้าอยู่หมู่บ้านเดียวกันก็น่าจะมีโอกาสได้เจอกันอีก ถึงตอนนั้นก็คงจะรู้เองว่าเป็นใคร’

    คิดได้ดังนั้น หลินซีก็เลิกสนใจ

    “ไปเร็ว พวกเรารีบกลับบ้านกันเถอะ คืนนี้ข้าจะทอดปลาอร่อย ๆ ให้พวกเจ้ากิน! …ใครถึงช้าได้กินน้อยไม่รู้นะ”

    ว่าแล้วมือบางก็เอื้อมไปดึงแขนแข็งแรงของคนข้างกายโดยไม่ทันได้ยั้งคิด พาเขาออกวิ่งไล่ต้อนเด็ก ๆ ที่อยู่ข้างหน้า

    ชั่วพริบตาที่สัมผัสอันอบอุ่นอ่อนนุ่มและไม่คุ้นเคยนั้นแตะลงบนแขน เสิ่นเฉินก็พลันชะงักค้าง ทั้งร่างแข็งทื่อ ร่างกายเกิดปฏิกิริยาตอบสนองว่องไว อยากจะสะบัดออกตามสัญชาตญาณ

    ทว่าเสียงหัวเราะสดใสของเจ้าของมือที่ดังอยู่ก็ทำให้เขาต้องรีบกดเก็บความรู้สึกต่อต้านไว้ มองมือเรียว แขนเล็ก และร่างบางที่กำลังทั้งฉุดทั้งลากตนให้วิ่งตามไปด้วยสายตาที่แปลกประหลาด…พร้อมกับความรู้สึกแปลกพิกลที่เกิดขึ้นในใจ

    ++++++++++

    คืนนั้น หลินซีตีไข่ไก่ผสมกับแป้งสาลี ปรุงรสเล็กน้อย จากนั้นจึงนำปลาอูจื่อที่ทำความสะอาดอย่างดีลงไปคลุกเคล้าจนทั่ว แล้วนำลงทอดในน้ำมันร้อน ๆ กลายเป็นปลาทอดสีเหลืองทองกรอบนอกนุ่มใน ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งบ้าน

    เป่าทั้งสี่ได้ลิ้มลองต่างติดอกติดใจ แย่งกันกินคนละหลายตัวอย่างเอร็ดอร่อย แม้แต่เสิ่นเฉินที่ปกติแล้วชอบคีบอาหารให้เด็ก ๆ ก่อน ก็ยังคีบกินเองไปไม่น้อยเลย

    …

    หลังเด็กทั้งสี่เข้านอนกันหมดแล้ว หลินซีก็นำเงินทั้งหมดที่หามาได้ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาออกมานับ เมื่อรวมกับเงินที่เสิ่นเฉินได้จากการขายของป่าเมื่อวันก่อน ตอนนี้พวกเขาก็มีเงินเก็บรวมกันถึงสามสิบกว่าตำลึงแล้ว จำนวนเงินมากมายนี้ทำให้หลินซีรู้สึกราวกับกำลังอยู่ในความฝัน หลินซีเอ่ยเรียกเสิ่นเฉินที่กำลังจะเดินเข้าห้องนอนเอาไว้

    “เสิ่นเฉิน เจ้ามานี่สักครู่ได้หรือไม่ ข้ามีเรื่องอยากจะปรึกษาเจ้า”

    ฝีเท้าของชายหนุ่มชะงัก หันกลับมามองครู่หนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับมานั่งลงตรงข้าม “เรื่องอะไร?”

    หลินซีชี้ไปที่กองเงินบนโต๊ะ “หลายวันมานี้ เจ้าเอาเงินที่หาได้มามอบให้ข้าเก็บรักษาไว้ เงินทั้งหมดรวมอยู่ในนี้แล้ว”

    เสิ่นเฉินเพียงขานรับในลำคอ “อืม”

    หลินซีกล่าวต่อ “ข้ามาลองคิดดู งานในนาก็น่าจะเสร็จไปแล้วช่วงหนึ่ง ส่วนกิจการขายผักป่า อย่างมากก็คงจะทำต่อไปได้อีกเพียงครึ่งเดือนเศษก็ต้องหยุด หรือต่อให้ไม่หยุด ปริมาณผักป่าที่เก็บได้ก็จะลดน้อยลงมาก คงไม่อาจสร้างรายได้ให้เราเท่าตอนนี้อีกแล้ว พวกเราจำเป็นต้องคิดหาลู่ทางอื่น ๆ เพิ่มเติม”

    สิ้นประโยค หญิงสาวก็เงยหน้า เป็นตอนนั้นเองที่นางสังเกตเห็นว่าเสิ่นเฉินกำลังจ้องมองมานิ่ง ๆ ดวงตาคมกริบคู่นั้นเอาแต่จับจ้อง จ้อง และจ้อง เนิ่นนานไม่ไหวติง

    หลินซีรู้สึกแปลก ๆ จึงเอ่ยถาม “เป็นอะไรไปหรือ? เจ้าจ้องข้าเช่นนี้ทำไม?”

    เสิ่นเฉินไม่ได้ตอบคำถาม กลับย้อนถามแทนคำตอบ “เจ้าเรียกข้ามา เพื่อจะพูดคุยเรื่องนี้รึ?”

    หลินซีเลิกคิ้ว “ใช่แล้ว ก็เรื่องนี้แหละ มิเช่นนั้นเจ้าคิดว่าข้าจะพูดเรื่องอะไรเล่า?”

    เสิ่นเฉินนิ่งเงียบไปราวสองสามอึดใจ ก่อนจะกล่าวเรียบ ๆ “ไม่มีอะไร เจ้าพูดต่อเถิด”

    แม้จะไม่เข้าใจท่าทีของอีกฝ่าย แต่หลินซีก็เลือกที่จะพูดต่อ “ข้าแค่จะบอกว่า ถึงแม้ช่วงนี้เราจะหาเงินได้มาก แต่ก็อาจจะไม่ได้มากไปตลอด ที่สำคัญรายจ่ายก็ยังมีไม่น้อย พวกเราจะหยุดหาเงินเพียงเท่านี้ไม่ได้ จำเป็นต้องหาลู่ทางอื่น ๆ เพิ่ม

    ดังนั้น ในช่วงสองสามวันนี้ เวลาที่ข้าเดินทางเข้าตัวอำเภอ ข้าอาจจะต้องใช้เวลาอยู่ที่นั่นนานขึ้นอีกหน่อย เผื่อจะได้ลองหาช่องทางหาเงินอื่น ๆ อาจจะไม่ได้กลับมาเร็วเหมือนหลายวันที่ผ่านมา”

    เสิ่นเฉินเพียงพยักหน้า

    หลินซีกล่าวต่อ “แล้วก็... ตอนนี้อากาศเริ่มจะเย็นลงทุกทีแล้ว จะปล่อยให้บ้านอยู่ในสภาพเช่นนี้ต่อไปคงไม่ดี เสิ่นเฉิน หากเจ้าพอมีเวลาว่าง รบกวนช่วยไปหาช่างมาซ่อมแซมปรับปรุงบ้านหน่อยนะ อ้อ แล้วก็เรื่องถ่านสำหรับฤดูหนาวด้วย หากเราหาซื้อไว้แต่เนิ่น ๆ ก็น่าจะได้ราคาถูกกว่า ข้าคิดว่าเงินที่เรามีอยู่ตอนนี้น่าจะเพียงพอกับค่าใช้จ่ายส่วนนั้น”

    ‘หากไม่พอจริง ๆ นางยังมีไพ่ตายอยู่…ถ้าจำเป็นจริง ๆ ก็คงต้องนำเห็ดหลินจือนั่นออกขาย’

    สรุปแล้ว ไม่ว่าจะอย่างไร ก่อนที่ฤดูหนาวอันโหดร้ายจะมาเยือน บ้านหลังนี้จะต้องได้รับการซ่อมแซมให้อบอุ่นแข็งแรงเพียงพอให้ได้! ไม่ต้องพูดถึงเด็ก ๆ เลย แม้แต่ตัวนางเองก็ไม่อยากทนหนาวตายเช่นกัน!

    เสิ่นเฉินกล่าวรับคำง่ายดาย “ได้ ข้าจะจัดการให้”

    หลินซีพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ‘ต้องอย่างนี้สิ สองคนแบ่งงานกันทำ’

    จากนั้นก็เลื่อนกองเงินบนโต๊ะไปไว้ตรงหน้าเขา ลุกขึ้นยืนกล่าว “เช่นนั้นหากเจ้าตกลงราคากับช่างได้แล้ว ก็มาบอกข้าด้วยนะ อ้อ! กระเบื้องที่จะใช้มุงหลังคาต้องเลือกซื้อชนิดที่ดีหน่อยนะ เอาละ ไม่มีเรื่องอื่นแล้ว ข้าขอตัวไปพักผ่อนก่อนนะ” กล่าวจบร่างบางก็หมุนตัวเดินกลับเข้าห้องนอนไป

    เสิ่นเฉินมองกองเงินบนโต๊ะ ครุ่นคิดคำนวณอยู่ในใจ

    ‘ค่าจ้างช่างฝีมือซ่อมแซมบ้าน บวกกับค่าถ่านที่ต้องซื้อหามาให้เพียงพอสำหรับใช้ตลอดฤดูหนาวในคราวเดียว… สำหรับเงินจำนวนเท่านี้ดูจะค่อนข้างตึงตัวพอสมควร ไม่แน่ว่าอาจจะแค่พอดี หรือขาดเหลือเพียงเล็กน้อยก็เป็นได้’

    คิดมาถึงตรงนี้ เขาก็มองออกไปนอกหน้าต่าง ทอดสายตาจ้องมองไปยังทิศทางที่เป็นที่ตั้งของเขาพยัคฆ์คำรามสีดำทะมึน ภายใต้ม่านหมอกแห่งรัตติกาลอันมืดมิด

    ++++++++++

    เช้าวันรุ่งขึ้น

    หลินซีซึ่งคุ้นเคยกับการตื่นเช้าแล้วลุกขึ้นมาเตรียมตัวก่อนที่ครอบครัวป้าจางจะมาถึง ส่วนต้าเป่าที่เหนื่อยล้าสะสมมาหลายวันยังคงนอนหลับปุ๋ยอยู่บนเตียง

    ‘พอดีเลย สองสามวันจากนี้ ก็ไม่ได้ตั้งใจจะพาต้าเป่าไปด้วยอยู่แล้ว หากเรื่องซ่อมแซมบ้านเริ่มดำเนินการ ก็ต้องใช้เงินไม่น้อย นางต้องหาทางหาเงินมาเพิ่มให้ได้ พอเสิ่นเฉินเริ่มยุ่ง ต้าเป่าก็จำเป็นต้องอยู่บ้านช่วยดูแลน้อง ๆ’

    ดังนั้น หลังจากป้าจางและลูก ๆ มาถึง หลินซีจึงส่งสัญญาณให้ทุกคนออกเดินทางกันอย่างเงียบเชียบที่สุด

    ไอหมอกยามเช้าวันนี้ดูหนาตากว่าปกติ อากาศก็เย็นเยียบกว่าทุก ๆ วัน ป้าจางอดไม่ได้ที่จะกระชับสาบเสื้อให้แน่นขึ้น พลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงชื่นชม “สะใภ้เสิ่น ป้าคาดไม่ถึงจริง ๆ ว่าต้าเป่าตัวเล็กแค่นั้น จะอดทนทำงานหนักร่วมกับพวกเรามาได้ตั้งหลายวัน”

    “ใช่แล้วเจ้าค่ะ! แม้แต่ตัวข้าเอง เมื่อเช้าวานนี้ยังแทบลุกจากเตียงไม่ไหวเลย” จางอวี้เอ๋อร์กล่าวเสริมพลางหัวเราะอย่างเอียงอาย

    หลินซียิ้มรับ “บางทีต้าเป่าคงจะถอดแบบความอดทนมาจากเสิ่นเฉินกระมังเจ้าคะ”

    “แต่ว่า หากให้พูดตามตรง ข้าว่าเค้าหน้าของต้าเป่าไม่ค่อยจะคล้ายพี่เสิ่นเลยนะ” จางเจ๋อเกาศีรษะกล่าวแทรกขึ้น

    ทว่าเพิ่งจะพูดจบ เขาก็ถูกคนเป็นมารดาถลึงตาใส่

    “เจ้าเด็กปากมอม พูดจาเหลวไหลอะไรของเจ้า? เป็นพ่อลูกกันแท้ ๆ หน้าตาจะไม่เหมือนกันได้อย่างไร!”

    แต่วาจาของเขานั้นกลับกระตุ้นความสงสัยของหลินซี นางจึงลองเอ่ยถาม “ป้าจาง ข้าเพิ่งจะย้ายมาอยู่ที่นี่ ไม่ค่อยรู้เรื่องราวความเป็นมาของคนในหมู่บ้านนัก ท่านพอจะทราบหรือไม่เจ้าคะว่า... ภรรยาคนแรกของเสิ่นเฉินเป็นใคร?”

    ไม่เพียงหลินซีเท่านั้น แม้แต่จางเจ๋อและจางอวี้เอ๋อร์เองก็พลอยยื่นหูเข้ามาใกล้ แสดงสีหน้าสนใจใคร่รู้เรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

    ป้าจางชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะส่ายหน้า “เรื่องนี้ป้าเองก็ไม่รู้เลยจ้ะ อันที่จริง เสิ่นเฉินคนนี้น่ะนะ พูดไปก็น่าสงสาร… ตอนอายุได้เพียงสิบขวบ พ่อแม่ก็ตายจากไปหมด ทั้งยังไม่มีญาติสนิทมิตรสหายมาคอยช่วยเหลือดูแล หลังจากนั้นไม่นานเขาก็เดินทางออกจากหมู่บ้านเฉินหยางไป และเพิ่งจะย้อนกลับมาเมื่อไม่กี่ปีก่อนนี้เอง”

    หลินซีฟังแล้วขมวดคิ้ว รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย

    ป้าจางถอนหายใจก่อนจะกล่าวต่อ น้ำเสียงสะท้อนในอก “เฮ้อ~ ตอนที่เขากลับมาเมื่อหลายปีก่อนนั้นน่ะ นอกจากขาข้างหนึ่งจะพิการเดินเป๋ ก็ยังกระเตงลูกชายตัวเล็ก ๆ อายุไม่กี่ขวบตามมาด้วยถึงสองคน…ก็คือต้าเป่ากับเอ้อร์เป่านั่นแหละ มีคนเคยลองถามไถ่ดู เขาก็บอกแค่ว่าแม่ของเด็ก ๆ โชคร้าย สิ้นบุญไปจากความวุ่นวายในสงครามแล้ว”

    หลินซีนึกเชื่อมโยงเรื่องราว ช่วงเวลานั้นน่าจะตรงกับปีที่ฮ่องเต้ฉินไท่จงเพิ่งปราบกบฏและขึ้นครองราชย์ใหม่ ๆ ทั่วทั้งแผ่นดินยังคงเต็มไปด้วยไฟสงครามและความวุ่นวาย ทุกหัวระแหงไม่อาจหาความสงบสุขใด ๆ ได้ การใช้ชีวิตร่อนเร่พเนจรอยู่ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนั้น ทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องล้มหายตายจาก ไม่น่าแปลกที่มารดาผู้ให้กำเนิดของเด็ก ๆ ต้องประสบเคราะห์กรรมจนเสียชีวิตไป

    .

    .

    .