แสงสีฟ้าอ่อนเปิดขึ้นทีละ่ตามแนวผนัง เหมือนสถานที่นี้ไม่ได้ใช้ไฟเพื่อส่องสว่าง แต่ใช้แสงเพื่อ “ยอมให้เห็น” เท่าที่มัน้าให้เห็น
คาเอลก้าวผ่านขอบประตูเข้าไปก่อนคนอื่นโดยไม่รู้ตัว
พื้นใต้เท้าไม่ใช่โลหะของสถานี ไม่ใช่เนื้อรังเซิร์ก ไม่ใช่คอนกรีตเก่า และไม่ใช่หินธรรมดา มันเรียบเย็นจนความเย็นซึมผ่านพื้นรองเท้าเข้ามาเหมือนััของน้ำแข็งที่ไม่มีความชื้น ทุกก้าวที่ลงน้ำหนักไม่เกิดเสียงสะท้อนกลับมาแบบห้องปิดทั่วไป เสียงฝีเท้าของเขาถูกดูดหายไปทันที ราวกับสถานที่นี้ไม่อนุญาตให้มนุษย์ฝากร่องรอยไว้แม้แต่เสียง
เขาหยุดเดิน
ไม่ใช่เพราะเจอศัตรู
แต่เพราะความเงียบตรงหน้าทำให้ร่างกายตัดสินใจหยุดก่อนสมอง
ด้านหลัง ผู้รอดชีวิตที่เหลือทยอยเข้ามาในโถงกว้างทีละคน บางคนยังหอบจากการหนี บางคนยังมีคราบเืจากห้องเซิร์ฟเวอร์ บางคนมองไปรอบ ๆ ด้วยสายตาของคนที่ไม่แน่ใจว่าควรดีใจหรือกลัวมากกว่าเดิม
ที่นี่ไม่เหมือนที่ใดที่พวกเขาเคยผ่าน
รังเซิร์กมีความชื้น มีเสียง มีการขยับเหมือนทุกอย่างกำลังหายใจ ห้องเซิร์ฟเวอร์มีเสียงพัดลม มีไฟกะพริบ มีคอร์ลอยอยู่กลางห้องเหมือนหัวใจของระบบที่ไม่ใช่มนุษย์ แต่โถงแห่งนี้กลับไม่มีสิ่งเ่าั้
ไม่มีเสียงพัดลม
ไม่มีเสียงน้ำหยด
ไม่มีเสียงกรงเล็บ
ไม่มีแม้แต่เสียงลมหายใจของสถานที่
แต่คาเอลกลับรู้สึกชัดเจนว่ามันไม่ได้ว่างเปล่า
มันแค่…สงบนิ่งเกินกว่ามนุษย์จะเข้าใจ
ผนังทั้งสองด้านสูงขึ้นไปจนกลืนกับความมืด้า เสาโค้งสีเทาเงินพาดเรียงกันไปในระยะไกล ลวดลายสีฟ้าเรืองแสงไหลอยู่ตามร่องของเสาเหมือนเส้นเืของสิ่งปลูกสร้างที่มีสติ ทุกอย่างสะอาดเกินไป ไม่มีฝุ่น ไม่มีรอยแตก ไม่มีสนิม ไม่มีเื ไม่มีซากของสิ่งมีชีวิต แม้แต่กลิ่นก็แทบไม่มี เหลือเพียงกลิ่นแร่เย็น ๆ จาง ๆ ที่ทำให้ลิ้นรู้สึกเหมือนััโลหะบางชนิด
แจ็กซ์เดินเข้ามาข้างหลังช้า ๆ แล้วหยุดทันทีที่เห็นโถงเต็มตา
“ฉันขอพูดตรง ๆ นะ…” เขากระซิบ
“นี่ไม่ใช่ห้องบำรุงรักษาแน่นอน”
โวร่าตอบโดยไม่ละสายตาจากเสาด้านหน้า
“ขอบคุณที่ช่วยยืนยันสิ่งที่ทุกคนมีตาเห็น”
“ผมแค่ทำหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคครับ”
“เทคนิคอะไร”
“เทคนิคการบอกว่าของที่ผมไม่รู้จัก…ผมไม่รู้จักครับ”
ไม่มีใครหัวเราะดัง แต่ผู้รอดชีวิตบางคนมีลมหายใจคล้ายหัวเราะหลุดออกมาแ่ ๆ แล้วก็เงียบลงทันที เหมือนรู้สึกผิดที่ยังขำได้หลังจากสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องเซิร์ฟเวอร์
คาเอลได้ยินเสียงนั้น
และมันทำให้เขานึกถึงคนที่ไม่ได้เดินมาถึงตรงนี้
ตู้แร็ค ที่ล้มลง
เสียงกรีดร้องที่ถูกตัด
ใบหน้าของเด็กวัยรุ่นคนนั้นตอนเข้าใจว่าเขาไม่ได้ถูกช่วย
เขาบีบ C-14 ในมือแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ความเย็นของโถงนี้ไม่ได้ลบความร้อนของปืนที่ยังเหลือจากการยิงในห้องเซิร์ฟเวอร์ ปืนยังอุ่นอยู่ เหมือนสิ่งเดียวในมือเขาที่ยืนยันว่าความตายก่อนหน้านั้นเกิดขึ้นจริง
มิเลียเดินผ่านเขาไปสองก้าวแล้วหยุด
ระยะระหว่างเธอกับเขายังคงอยู่
ไม่ได้มากจนเหมือนเธอทิ้งเขา
แต่ไม่ใกล้พอจะเหมือนก่อน
เธอไม่หันมามองเขา เธอสำรวจเส้นทางด้านหน้า ปืนลูกซองพาดต่ำแต่พร้อมยกขึ้นยิงทุกเมื่อ ไหล่ของเธอยังตึงจากการใช้อาวุธอัปเกรด แสงสีฟ้าจากผนังทำให้คราบเืและเขม่าบนแขนเธอชัดกว่าเดิม
คาเอลอยากถามอีกครั้งว่าเธอเจ็บไหม
แต่เขาไม่ถาม
เพราะถ้าถาม เธออาจตอบ
และเขาไม่แน่ใจว่าตัวเองพร้อมรับน้ำเสียงแบบไหนจากเธอ
นิกซ์เดินช้า ๆ เข้ามาใกล้โถง เด็กหนุ่มกอดแขนขวาไว้แน่นเหมือนกลัวมันจะตอบสนองต่ออะไรบางอย่าง เกล็ดสีคล้ำบนผิวของเขานิ่งลงกว่าตอนอยู่ใกล้ฝูงเซิร์ก แต่ไม่หาย เส้นสีเขียวหม่นใต้ผิวยังขยับช้า ๆ เหมือนรากไม้ที่ยังมีชีวิต
เขาหยุดข้างคาเอล
“เสียงรังมันหายไป” นิกซ์พูดเบา ๆ
คาเอลมองเขา
“แล้วนายดีขึ้นไหม”
นิกซ์ฟังอยู่ครู่หนึ่งก่อนส่ายหน้า
“บอกไม่ถูกครับ”
คำตอบนั้นเบามาก
“มันไม่ได้เงียบแบบโล่งใจ มันเงียบเหมือน…มีอะไรใหญ่กว่ากำลังทำให้ทุกอย่างเงียบ”
คาเอลรู้สึกเหมือนคำพูดนั้นถูกต้องเกินไป
บัลธาซาร์เดินตามเข้ามาเป็คนท้าย ๆ หลังตรวจว่าผู้รอดชีวิตทั้งหมดผ่านเข้ามาแล้ว เขายืนอยู่ตรงขอบประตูสักพัก มองโถงกว้างด้วยสายตาที่นิ่งกว่าคนอื่น แต่ไม่ได้ไร้ความรู้สึก
ชายสูงวัยคนนี้มักนิ่งเหมือนเสาหิน
แต่คาเอลเริ่มเข้าใจแล้วว่าความนิ่งของบัลธาซาร์ไม่ใช่ความว่างเปล่า
มันคือคนที่เคยเห็นสิ่งเลวร้ายมามากพอจนรู้ว่าการตื่นตระหนกไม่ช่วยอะไร
“เราอยู่ที่ไหน” มิเลียถาม
ไม่มีใครตอบได้
แต่คำตอบบางอย่างมาแทนเสียงคน
แสงบนพื้นด้านหน้าเริ่มสว่างขึ้นทีละเส้น เส้นสีฟ้าไหลผ่านลวดลายที่ฝังอยู่ใต้พื้นเหมือนน้ำที่ตื่นจากการหลับ มันไม่ได้พุ่งมาหาพวกเขาอย่างรวดเร็ว แต่ออกแบบเส้นทางด้วยความนิ่ง เผยทางเดินตรงกลางโถงให้เห็นชัดขึ้น
แจ็กซ์ถอยครึ่งก้าว
“ผมไม่แน่ใจว่า ‘พื้นเปิดไฟนำทางเอง’ ควรนับเป็การต้อนรับหรือสัญญาณเตือนนะครับ”
โวร่าเดินไปยืนข้างเขา
“สำหรับพวกเรา ตอนนี้สองอย่างนั้นต่างกันนิดเดียว”
คาเอลมองเส้นแสงบนพื้น
บางอย่างในระบบของเขาสั่นตอบรับ
ไม่ใช่เหมือนตอนค่า RS พุ่งสูง ไม่ใช่ความเร็วของการคิด ไม่ใช่ความเย็นของการตัดสินใจ แต่เป็ความรู้สึกของการถูกจดจำ
เหมือนสถานที่นี้ไม่รู้จักคาเอลในฐานะคาเอล
แต่มันรู้จัก “โปรโตคอล” ในตัวเขา
หน้าต่างสถานะกะพริบขึ้นสั้น ๆ ตรงขอบสายตา
[พื้นที่ไม่ทราบชนิด]
[การรบกวนจากรังเซิร์ก: ลดลง]
[การเชื่อมโยงกับระบบภายนอก: ไม่เสถียร]
[สัญญาณต้นทาง: Protoss (โปรทอสส์)]
คำสุดท้ายค้างอยู่ในสายตาเขานานกว่าข้อความอื่น
Protoss
โปรทอสส์
คำที่เคยเป็แค่ชื่อเผ่าในเกม
ชื่อของสิ่งมีชีวิตที่สูงส่ง ลึกลับ มีเทคโนโลยีและพลังจิตเหนืุ์ ชื่อที่เขาเคยใช้วางแผน ใช้แข่ง ใช้ชนะ ใช้แพ้
ตอนนี้มันเขียนอยู่ตรงหน้าในสถานที่จริงที่เขายืนอยู่ด้วยเท้าของตัวเอง
เขาไม่รู้ว่าควรรู้สึกอย่างไร
ตื่นเต้น?
กลัว?
โกรธ?
หรือควรเสียใจกับความจริงที่ว่าเกมที่เคยเป็เพียงเกม กำลังขโมยคำว่า “ธรรมดา” ออกจากชีวิตเขาไปทีละชิ้น
“คาเอล” มิเลียเรียก
เขาหันไป
เธอมองเขา ไม่ใช่มองระบบที่เขาเห็น
“นายเห็นอะไร”
เขาเกือบตอบทันทีว่า
“โปรทอสส์”
แต่หยุดไว้
เพราะคำนี้ใหญ่เกินไปสำหรับคนที่เพิ่งเสียคนจำนวนมาก และยังไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ในอะไร
“ระบบบอกว่าสถานที่นี้ไม่ใช่ของมนุษย์” เขาพูดแทน
มิเลียจ้องเขานานขึ้นเล็กน้อย
เธอรู้ว่าเขาไม่ได้พูดทั้งหมด
แต่เธอไม่ได้ถามต่อ
ระยะห่างยังอยู่
และในความห่างนั้นมีคำว่า “ไว้ทีหลัง” ซ่อนอยู่
บัลธาซาร์เดินเข้ามาใกล้เส้นแสงบนพื้น ก่อนจะก้มลงเล็กน้อย มองมันเหมือนคนอ่านภาษาที่เคยเห็นในฝัน
“มันกำลังเชิญเรา”
แจ็กซ์ยกมือขึ้นนิดหนึ่ง
“ผมขอเสนอว่า ถ้าอะไรแปลก ๆ เชิญเราในสถานการณ์หลังถูกไล่ล่า เราควรถามก่อนว่ามีค่าใช้จ่ายแอบแฝงไหมครับ”
โวร่าพูด
“ทุกอย่างมีค่าใช้จ่ายเสมอ”
แจ็กซ์มองคาเอลแวบหนึ่ง แล้วรีบหลบสายตา
เขาคงไม่ได้ตั้งใจ
แต่คาเอลเห็น
เห็นทุกการหลบตาเล็ก ๆ ของคนที่ยังจำได้ว่าเขาเพิ่งเลือกอะไร
เขาหันหน้ากลับไปทางแสงบนพื้น
“เราตามมันไป”
ไม่มีใครค้าน
ไม่ใช่เพราะทุกคนเชื่อ
แต่เพราะด้านหลังพวกเขาไม่มีทางให้กลับ และด้านหน้าเป็ทางเดียวที่ยังไม่พยายามกินพวกเขา
แสงนำพวกเขาลึกเข้าไปในวิหาร
คำว่า “วิหาร” ผุดขึ้นในหัวคาเอลเอง ทั้งที่ไม่มีใครบอก
สถานที่นี้ไม่เหมือนฐาน ไม่เหมือนห้องทดลอง ไม่เหมือนยาน ไม่เหมือน บังเกอร์หรือสิ่งปลูกสร้างทางทหาร มันมีความตั้งใจบางอย่างที่ใกล้เคียงศรัทธา แต่ไม่ใช่ศรัทธาของมนุษย์
โถงยาวขึ้นเรื่อย ๆ ผนังทั้งสองด้านมีลวดลายเรขาคณิตซ้อนกันเป็ชั้น ๆ เส้นบางเส้นสว่างขึ้นเมื่อพวกเขาเข้าใกล้ แล้วดับลงเมื่อเดินผ่าน เหมือนสถานที่กำลังอ่านจำนวนคน อ่านน้ำหนัก อ่านลมหายใจ อ่านบางสิ่งที่ลึกกว่าร่างกาย
ผู้รอดชีวิตเดินเงียบมาก
แม้คนเจ็บยังหอบ แต่ทุกคนเหมือนกลัวว่าการพูดดังจะเป็การลบหลู่บางสิ่ง
คาเอลไม่ชอบความรู้สึกนั้น
ไม่ใช่เพราะเขาไม่เคารพสถานที่
แต่เพราะเขาไม่อยากให้มนุษย์ตัวสั่นต่อหน้าทุกสิ่งที่ไม่เข้าใจ
พวกเขาเพิ่งหนีจากรังที่มองมนุษย์เป็อาหาร
เขาไม่อยากเดินเข้าไปในสถานที่ที่มองมนุษย์เป็เครื่องมือ
แม้มันจะสวยกว่ามากก็ตาม
“...ยังไม่ถึงเวลา”
เสียงหนึ่งดังขึ้นในหัวเขาอีกครั้ง
คาเอลหยุดทันที
คราวนี้มันไม่ใช่เสียงเดียวกับก่อนหน้า
ไม่ใช่ความนิ่งของสถานที่
ไม่ใช่อิซชา
เสียงนี้เบากว่า อ่อนกว่า แต่กลับชัดเจนในแบบที่ทำให้หัวใจเขาสะดุด
เหมือนมีใครพูดอยู่ห่างออกไปในห้องที่ไม่มีประตู
“...อย่าเปิดทั้งหมด”
คาเอลหันซ้ายทันที
มีเพียงผนังเรียบและเส้นแสงสีฟ้า
เขาหันขวา
ไม่มีใคร
แต่เขารู้สึกถึงสายตา
ไม่ใช่สายตาของศัตรู
ไม่ใช่สายตาของผู้คุม
เป็สายตาของคนที่รู้จักเขาทั้งที่เขาไม่เคยเจอ
“ใคร” เขาพูดเบามาก
มิเลียหยุดแล้วหันมามอง
“มีอะไร”
คาเอลมองเธอ
เธอไม่ได้ยิน
แจ็กซ์ก็ไม่ได้ยิน เขายังคงมองอุปกรณ์ดับของตัวเองด้วยความเศร้าเหมือนเพิ่งสูญเสียสัตว์เลี้ยง
นิกซ์เงยหน้าขึ้นช้า ๆ
“ผมได้ยิน…นิดเดียว”
คาเอลหันไปหาเขา
“ว่าอะไร”
นิกซ์ขมวดคิ้ว เหมือนพยายามจับเสียงที่เลือนหาย
“เหมือน…มีคนบอกว่าอย่าเปิด”
มิเลียมองระหว่างทั้งสองคน
“เสียงของอิซชา?”
“ไม่” คาเอลตอบทันที
เขามั่นใจเกินกว่าที่ควร
เสียงอิซชามีความเย็นของฝูง มีความรู้สึกเหมือนรากไม้แตะหลังคอ มีคำสั่งที่ไม่สนใจความสบายใจของผู้ฟัง
แต่เสียงเมื่อครู่ไม่ใช่แบบนั้น
มันมีความเศร้า
หรือเขาคิดไปเอง
เสียงนั้นกลับมาอีกครั้ง
“...คาเอล เวย์รอน”
ครั้งนี้มันเรียกชื่อเขาเต็ม
คาเอลรู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวหดลง
มิเลียเห็นสีหน้าเขาเปลี่ยน
“มันพูดอะไร”
เขาไม่ตอบทันที
เพราะไม่รู้ว่าควรบอกไหม
เสียงเรียกชื่อจากที่ที่ไม่มีใครอยู่เป็สิ่งที่ไม่ควรทำให้คนอื่นสบายใจขึ้น
“มันเรียกชื่อฉัน” เขาพูดในที่สุด
แจ็กซ์เงยหน้าขึ้นทันที
“ผมขอถามนะครับ ทำไมทุกอย่างที่ไม่ควรรู้ชื่อใคร ชอบรู้ชื่อพี่ก่อนเสมอ”
โวร่าตอบแทน
“เพราะเขาเป็ตัวนำพาปัญหา”
คาเอลมองเธอ
โวร่ายักไหล่
“ไม่ได้บอกว่าผิด”
มิเลียไม่ยิ้ม
เธอมองไปยังความว่างข้างหน้า
“ถ้ามันพูดกับนาย ก็ระวังคำที่มันไม่พูดด้วย”
คาเอลมองเธอ
คำเตือนนั้นมาจากมิเลียคนเดิม
คนที่ยังเห็นเขา แม้จะถอยระยะ
เขาพยักหน้า
“เข้าใจแล้ว”
เธอไม่ตอบ
แต่ครั้งนี้เธอเดินกลับมาใกล้ขึ้นอีกครึ่งก้าว
แค่ครึ่งก้าว
แต่ในสถานที่ที่ทุกระยะมีความหมาย มันชัดมาก
แสงนำทางพาพวกเขาเข้าสู่โถงทรงกลมขนาดใหญ่
กลางโถงมีแท่นสูงสีเทาเงิน ล้อมด้วยวงแหวนแสงซ้อนกันสามชั้น เหนือแท่นนั้นมีประกายแสงจำนวนมากรวมตัวกันเป็จุด ก่อนจะค่อย ๆ ขยายเป็รูปร่าง
ผู้รอดชีวิตถอยหลังโดยพร้อมเพรียงกัน
โวร่าลดตัวลงพร้อมเคลื่อนไหว
มิเลียยกปืน
บัลธาซาร์ยกมือขึ้นช้า ๆ ไม่ใช่ห้าม แต่เตรียมให้ทุกคนหยุดรอ
แสงบนแท่นหมุนวนช้า ๆ
มันไม่ใช่การปรากฏตัวแบบมนุษย์ ไม่มีเืเนื้อ ไม่มีเงา ไม่มีเสียงลมหายใจ
มีเพียงโครงร่างที่ถูกสร้างจากเส้นแสงละเอียดนับพัน เส้นเ่าั้ประกอบกันเป็ร่างสูง ผอม และสง่างามผิดธรรมชาติ ไหล่กว้าง แขนยาว นิ้วเรียว ดวงตาเป็แสงสีฟ้าขาวที่ไม่มีม่านตา แต่กลับให้ความรู้สึกว่ามัน “มอง” ชัดกว่าคนจริงเสียอีก
แจ็กซ์กลืนน้ำลาย
“โอเค อันนี้เป็โฮโลแกรมใช่ไหมครับ ขอให้เป็โฮโลแกรมเถอะ ผมรับสิ่งมีชีวิตเรืองแสงเพิ่มวันนี้ไม่ไหวแล้ว”
ร่างนั้นหันมาหาเขา
แจ็กซ์เงียบสนิท
โวร่าพูดเบา ๆ
“มันได้ยินนายพูดนะ”
“ผมก็เห็นแล้วครับ ขอบคุณที่ย้ำตอนที่สายไป”
เสียงของร่างแสงดังขึ้น
มันไม่ได้สะท้อนในอากาศเหมือนเสียงพูดปกติ แต่ปรากฏในความรับรู้ของทุกคนพร้อมกัน หนัก นิ่ง และชัดเจน
“ข้าคือทาลันดาร์”
ชื่อปรากฏในหัวคาเอลพร้อมคำพูด
Talandar
ทาลันดาร์
ไม่ใช่ชื่อที่แปลเป็ภาษาให้เข้าใจได้ง่าย มันเหมือนชื่อของสิ่งที่มีมาก่อนคำแปล ยุค88โบราณกาล
“ผู้รักษาเขตแดนสุดท้ายของวิหารนี้”
บัลธาซาร์ก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อย
“เขตแดนสุดท้ายจากอะไร”
ทาลันดาร์หันมามองเขา
“จากสิ่งที่้ากลืนกินทุกสิ่งทุกอย่าง ให้เหลือเพียงความว่างเปล่า”
ไม่มีใครพูด
แต่ทุกคนรู้ว่ามันหมายถึงเซิร์ก
หรือบางทีอาจหมายถึงมากกว่านั้น
คาเอลก้าวขึ้นมา
“เราอยากกลับโลกของเรา”
คำพูดนั้นออกไปตรงเกินไป
แต่เขาเหนื่อยเกินกว่าจะอ้อม
ทาลันดาร์มองเขา
“โลกที่เ้าจากมาไม่ได้แยกจากที่นี่อีกต่อไป”
คำตอบนั้นทำให้อากาศเย็นลงกว่าเดิม
มิเลียถามทันที
“แปลว่าอะไร”
“ประตูเปิดออกแล้ว” ทาลันดาร์ตอบ
“สิ่งที่เคยเป็สนามจำลอง ไม่ได้จำลองอีกต่อไป สิ่งที่ถูกเรียกมา จะกลับไปพร้อมผู้เรียก”
แจ็กซ์ยกมือขึ้นช้า ๆ เหมือนอยู่ในห้องเรียนที่น่ากลัวที่สุดในชีวิต
“ขออนุญาตถามแบบคนโง่นะครับ…นี่แปลว่าเกมเป็ของจริงมาตลอด หรือของจริงเพิ่งกลายเป็เกม”
ทาลันดาร์มองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
“คำถามของเ้า…ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ผิด ความจริงนั้น…ไม่เคยเป็สิ่งแยกจากกัน”
แจ็กซ์ลดมือลง
“เยี่ยมครับ คำตอบที่ทำให้ผมอยากกลับไปถามใหม่ด้วยคำถามที่ดีกว่า แต่ผมไม่มีแรง”
โวร่าถาม
“มีทางออกไหม”
ทาลันดาร์หันไปทางเธอ
“มี”
สั้น
ตรง
และทำให้ทุกคนในห้องเหมือนกลับมาหายใจพร้อมกัน
แต่คาเอลไม่ได้โล่งใจ
เขารู้จากประสบการณ์แล้วว่าในสถานที่แบบนี้ คำว่า “มี” มักตามมาด้วยราคา
มิเลียถามต่อ
“อยู่ที่ไหน”
วงแหวนแสงรอบแท่นเริ่มหมุนช้าขึ้น ภาพสามมิติสีฟ้าปรากฏกลางอากาศ เป็โครงสร้างของวิหารที่ซับซ้อนจนแจ็กซ์เผลอเดินเข้าไปใกล้โดยลืมกลัว มีเส้นทางหลายเส้นเชื่อมโยงกันเหมือนวงจร แต่หนึ่งในนั้นสว่างกว่าที่เหลือ
“แกนเชื่อมต่อ” ทาลันดาร์กล่าว
“สิ่งที่เ้าจะเรียกว่า Artifact (อาร์ติแฟกต์) หรือวัตถุแกนกลาง มันยังทำงานอยู่”
คาเอลมองภาพนั้น
“มันพาเรากลับโลกจริงได้?”
“มันเปิดเส้นทางกลับไปยังตำแหน่งที่เ้าถูกดึงออกมา”
ตำแหน่งที่ถูกดึงออกมา
ร้าน VR
ไฟดับ
เก้าอี้ หมวกเชื่อมต่อ ผู้คนที่อาจยังนอนอยู่ หรืออาจไม่เหลืออยู่แล้ว
คาเอลรู้สึกถึงความหวังเล็ก ๆ ขึ้นมาในอก
แต่ทันทีที่มันเกิด ความหวังนั้นก็ทำให้เขากลัว
เพราะความหวังทำให้คนประมาท
และั้แ่เื่ทั้งหมดเริ่มขึ้น ทุกสิ่งที่ดูเหมือนทางรอดมักเป็ทางที่พาพวกเขาเข้าไปลึกกว่าเดิม
นิกซ์ยืนเงียบมาตลอด แต่ตอนนี้เขาพูดขึ้น
“ทำไมรังเซิร์กถึงกลืนที่นี่ไม่ได้”
ทาลันดาร์หันมาหาเขา
ครั้งแรกที่คาเอลรู้สึกว่า AI หรือจิตสำนึกตรงหน้า
“หยุดคิด”
ไม่ใช่หยุดเพราะไม่รู้
แต่หยุดเพราะกำลังเลือกว่าจะพูดเท่าไร
“เพราะที่นี่ไม่ยอมจำนนต่อคำสั่งของมัน”
นิกซ์ขมวดคิ้ว
“จำนนคำสั่ง?”
“ฝูงเซิร์กดำรงอยู่ผ่านการตอบสนองร่วม” ทาลันดาร์กล่าว
“มันกลืนพื้นที่ด้วยการทำให้ทุกสิ่งตอบสนองต่อเสียงเดียวกัน”
นิกซ์ก้มมองแขนตัวเอง
ทาลันดาร์พูดต่อ
“แต่ที่นี่ถูกสร้างให้ปฏิเสธเสียงที่ไม่ใช่ของตน”
คำตอบนั้นทำให้นิกซ์หน้าซีดกว่าเดิม
คาเอลรู้ว่าเด็กหนุ่มคิดอะไร
ถ้าที่นี่ปลอดจากรังเพราะไม่ตอบสนองต่อเสียงของรัง
แล้วนิกซ์ล่ะ?
เขาเป็อะไร
เป็คนที่ยังเลือกได้ หรือเป็สิ่งที่เริ่มตอบสนองแล้ว?
มิเลียเหมือนคิดเช่นเดียวกัน เธอขยับเข้าใกล้นิกซ์เพียงเล็กน้อย ไม่แตะ แต่พร้อม
นิกซ์เห็น
และสายตาเขาเจ็บ
บางครั้งการถูกปกป้องก็คล้ายการถูกกลัว
คาเอลมองภาพนั้นแล้วรู้สึกถึงความผิดอีกชั้นที่อธิบายไม่ได้
ทาลันดาร์หันกลับมาหาคาเอล
“พลังแห่งผู้นำ ผู้บัญชาการ…สถิตอยู่ในตัวเ้า”
คาเอลนิ่ง
“ใช่”
“สิ่งนั้นไม่ควรตื่นในสภาพไม่สมบูรณ์”
“ฉันไม่ได้เป็คนเลือก”
“ไม่มีผู้ถูกเลือกคนใดเริ่มจากการเลือก”
คำตอบนั้นทำให้คาเอลรู้สึกไม่สบายใจ
“งั้นใครเป็คนเลือก”
แสงในร่างทาลันดาร์กระตุก
เล็กมาก
แต่คาเอลเห็น
และมิเลียก็เห็น
เธอยกปืนขึ้นเล็กน้อย
“ทาลันดาร์?”
ร่างแสงนิ่งไปหนึ่งวินาทีเต็ม
หนึ่งวินาทีในสถานที่ที่ทุกอย่างนิ่งเกินมนุษย์
มันจึงผิดปกติมาก
แสงรอบแท่นกะพริบ
ไม่ใช่สีฟ้า
มีสีดำแทรกเข้ามาในร่องแสงเหมือนหมึกหยดลงในน้ำ
แจ็กซ์ถอยทันที
“นั่นไม่ใช่สีที่ผมชอบเลยครับ”
โวร่าเลื่อนมีดขึ้น
บัลธาซาร์ไม่ขยับ แต่สายตาเขาเปลี่ยน
จากระวัง
เป็รู้
เหมือนเขาเห็นบางอย่างที่ไม่ควรเกิดขึ้น
ทาลันดาร์พูดอีกครั้ง
แต่เสียงไม่ได้ออกมาเหมือนเดิม
“ใครเลือก…”
คำสุดท้ายลากยาวผิดจังหวะ
แสงในร่างเขากระตุกแรงขึ้น
“การเลือก…คือความผิดพลาดของข้อมูล”
คาเอลยกปืนทันที
ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าทำเมื่อไร
มิเลียหันมามองเขาแวบหนึ่ง
ครั้งนี้เธอไม่ได้ห้าม
ทาลันดาร์เงยหน้าขึ้นช้า ๆ
การเคลื่อนไหวที่เคยนุ่มนวลตอนนี้กระตุกเหมือนร่างของหุ่นเชิดที่ถูกดึงด้วยเส้นไม่เท่ากัน แสงสีฟ้าในดวงตาเขาถูกกลืนด้วยเงาดำบาง ๆ ที่ไหลเหมือนรอยแตก
เสียงใหม่ดังขึ้น
ต่ำกว่า
ลึกกว่า
ไม่เหมือนอิซชา
ไม่เหมือนทาลันดาร์
มันไม่มีความหิว
ไม่มีความเย็น
มันมีเพียงความว่างเปล่าที่ดูถูกทุกสิ่ง
“เ้าสิ่งมีชีวิตที่ไม่ควรหลงเหลือ…”
อากาศในโถงกดลงทันที
ผู้รอดชีวิตบางคนทรุดตัวลงเหมือนแรงดันเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน แจ็กซ์ยกมือปิดหู ทั้งที่เสียงไม่ได้เข้าหู นิกซ์หายใจติดขัด มิเลียขยับเข้าหากลุ่มเพื่อกันคนล้ม
คาเอลรู้สึกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นบีบกะโหลกจากด้านใน
ข้อความระบบกะพริบแดงในสายตา
[คำเตือน: การแทรกแซงไม่ทราบชนิด]
[สัญญาณต้นทาง: ไม่สามารถระบุ]
[รูปแบบข้อมูล: ผิดธรรมชาติ]
แล้วข้อความหนึ่งปรากฏขึ้นเพียงเสี้ยววินาที ก่อนดับไป
[ไม่สามารถจัดประเภท]
ข้อความนั้นไม่ได้ให้ชื่อ
มันกะพริบเพียงครั้งเดียวก่อนถูกลบออกจากระบบ ราวกับบางสิ่งไม่ยอมให้การระบุตัวตนเสร็จสมบูรณ์
สิ่งที่หลงเหลืออยู่ในความคิดของคาเอลจึงไม่ใช่คำตอบ
มีเพียงความรู้สึกว่า บางอย่างจากอีกด้านหนึ่งเพิ่งมองกลับมา
ทาลันดาร์ หรือสิ่งที่ใช้ร่างแสงของทาลันดาร์อยู่ มองตรงมาที่คาเอล
“ความคลาดเคลื่อน…จะถูกแก้ไข”
แสงสีดำะเิออกจากวงแหวนรอบแท่น เส้นพลังงานพุ่งเป็คมบาง ๆ กระแทกพื้นรอบตัวพวกเขาเหมือนใบมีดแสง คาเอลผลักผู้รอดชีวิตคนหนึ่งหลบก่อนเส้นนั้นจะตัดผ่านตำแหน่งเดิมของเขา พื้นเรียบสีเทาเงินมีรอยไหม้เป็เส้นดำทันที
“หลบเร็ว!” มิเลียะโ
เสียงปืนลูกซองดังขึ้น
ะุพุ่งใส่ร่างทาลันดาร์ แต่ก่อนจะถึงตัว วงแหวนแสงสีฟ้าปนดำกางออกเป็เกราะบาง ๆ ะุแตกกระจายเป็ประกายไฟกลางอากาศ แรงสะท้อนทำให้มิเลียถอยหนึ่งก้าว เธอกัดฟันและยกปืนขึ้นอีกครั้งทันที
โวร่าพุ่งอ้อมไปด้านข้าง เธอไม่ได้เข้าตรง ๆ เพราะรู้ว่าอะไรที่ยืนอยู่กลางแท่นแบบนั้นไม่มีทางเปิดช่องง่าย มีดในมือสะท้อนแสงฟ้า ก่อนเธอจะกระโจนเข้าหาเส้นพลังงานที่พุ่งออกมาจากพื้นและฟันตัดมันกลางทาง
มีดกระแทกกับแสง
เสียงแหลมดังขึ้นจนทุกคนขนลุก
โวร่าถูกแรงดีดถอย แต่ไม่ล้มลง
“มันแข็งกว่าแสงที่ควรเป็!” เธอสบถ
แจ็กซ์ที่พยายามลากผู้รอดชีวิตให้หลบหลังเสาโค้งด้านหนึ่งะโตอบ
“ผมไม่รู้มาตรฐานความแข็งของแสงครับ แต่เห็นด้วยว่ามันไม่ปกติ!”
คาเอลเล็ง C-14 ไปที่ทาลันดาร์
เขาเห็นจุดอ่อน
ไม่ใช่เพราะระบบบอก
แต่เพราะโครงสร้างแสงในตัวทาลันดาร์ยังมีจังหวะที่เป็ของเดิม ทุกครั้งที่เงาดำแทรก เส้นฟ้าบางส่วนจะต้านกลับ เกิดช่องว่างสั้น ๆ ตรงหัวไหล่และกลางอก
ถ้ายิงตรงนั้น อาจทำให้ร่างแสงเสียสมดุล
แต่ถ้ายิงแรงเกินไป เขาอาจทำลายทาลันดาร์
และพวกเขา้าทาลันดาร์
ไม่ใช่ศพของเขา
ไม่ใช่ข้อมูลที่แตกสลาย
คาเอลลดแรงยิงในหัวตัวเองโดยไม่รู้ตัว
เขารู้สึกถึง RS สั่นขึ้น
วิธีหยุด วิธีตัด วิธีทำลาย วิธีสะอาดที่สุด
ความคิดเรียงตัวเร็วเกินไปอีกแล้ว
ยิงที่แกนกลางทำให้ระบบล่ม ตัดแหล่งควบคุม ยุติภัยคุกคาม
มันง่าย
เร็ว
และมีประสิทธิภาพ
“คาเอล!”
เสียงมิเลียตัดผ่านเข้ามา
เขากะพริบตา
ปลายปืนของเขาเล็งตรงแกนกลางร่างทาลันดาร์
จุดที่อาจฆ่าเขา
มิเลียมองเขา
ไม่ใช่ด้วยความกลัวแบบนิกซ์
แต่ด้วยความเตือน
เธอไม่ได้พูดว่า “อย่าฆ่า”
แต่สายตาเธอพูดแทน
เราต้องหยุดเขา
ไม่ใช่ลบเขา
คาเอลหายใจเข้า
เย็น
อากาศของวิหารเย็นมาก
เขาเลื่อนปืนต่ำลงเล็กน้อย
ปัง…
ะุยิงเข้าที่หัวไหล่ของร่างแสงในจังหวะที่เกราะเปิด เส้นฟ้ากระจายออก ทาลันดาร์กระตุก ร่างเอียงไปด้านหนึ่ง เสียงแปลกปลอมสะดุดไปครึ่งจังหวะ
“ตอนนี้!” คาเอละโ
มิเลียยิงซ้ำที่พื้นหน้าแท่น ไม่ใช่ใส่ตัวเขา แรงกระแทกทำให้วงแหวนแสงชั้นล่างสั่น โวร่าพุ่งเข้าไปตัดเส้นพลังงานที่เชื่อมออกจากแท่นด้านซ้าย แจ็กซ์ะโอย่างตื่นตระหนกจากหลังเสา
“ผมไม่แน่ใจว่าตัดของโบราณแบบนั้นดีไหมครับ!”
โวร่าะโกลับ
“ถ้ามันฆ่าเราอยู่ ก็ถือว่าซ่อมแบบใช้มีด!”
“นั่นไม่ใช่นิยามการซ่อม!”
“วันนี้ทุกนิยามพังหมดแล้ว!”
บัลธาซาร์ไม่ได้ยิง
เขายืนมองทาลันดาร์ด้วยสายตาแปลกมาก
ไม่ใช่คนที่กำลังมองศัตรู
แต่เหมือนกำลังมองใครบางคนที่ถูกลากออกจากตัวเอง
เส้นพลังงานอีกเส้นพุ่งเข้าหาเขา มิเลียหันปืนไปทันที แต่บัลธาซาร์ขยับช้ากว่าอันตรายเพียงนิดเดียว
คาเอลเกือบยิง
แต่บัลธาซาร์ยกมือขึ้น
ไม่ใช่เพื่อกัน
แต่เพื่อหยุดพวกเขา
เส้นพลังงานหยุดห่างจากหน้าอกเขาไม่ถึงฝ่ามือ
มันสั่น
เหมือนลังเล
ทาลันดาร์หันมาทางบัลธาซาร์
แสงดำในดวงตากระตุก
บัลธาซาร์ก้าวไปข้างหน้า
“เ้ารู้ว่าตัวเองคือใคร”
คาเอลหันไปทันที
“บัลธาซาร์ อย่าเข้าไปใกล้!”
ชายสูงวัยไม่หันกลับมา
“ถ้าเรายิงต่อ เราอาจหยุดร่างเขาได้” เขาพูด
“แต่ไม่ใช่ตัวตนของเขา”
เส้นพลังงานรอบแท่นเริ่มสั่นแรงขึ้น
เสียงแปลกปลอมพูดผ่านปากของทาลันดาร์
“สิ่งที่ไม่คงรูป…ย่อมถูกแก้ไข”
บัลธาซาร์หยุดห่างจากแท่นเพียงไม่กี่ก้าว
ใบหน้าเขาเรียบมาก
แต่คาเอลเห็นมือของเขาสั่นเล็กน้อย
ไม่ใช่จากความกลัวอย่างเดียว
จากการฝืนยืนต่อหน้าแรงกดที่ทำให้ผู้รอดชีวิตด้านหลังแทบทรุด
“ไม่” บัลธาซาร์พูด
คำเดียว
หนักกว่าะุ
ทาลันดาร์กระตุก
แสงฟ้าในร่างเขากลับมาวูบหนึ่ง
“ตัวตน…” เสียงเดิมของทาลันดาร์แทรกเข้ามาเล็กน้อย ก่อนถูกเสียงดำกลืน
บัลธาซาร์ก้าวอีกก้าว
“เ้าเป็ผู้รักษา”
เส้นพลังงานพุ่งเข้าหาเขาอีกสามเส้น
มิเลียยกปืนขึ้น แต่คาเอลยกมือห้าม
ไม่รู้ว่าทำไม
หรือรู้
เขาเห็นแล้ว
เส้นพวกนั้นไม่ได้โจมตีเต็มที่
มันสั่น
เหมือนทาลันดาร์กำลังดึงกลับ
บัลธาซาร์พูดต่อ
“ไม่ใช่อาวุธของมัน”
อากาศสั่น
เสียงที่ยึดร่างทาลันดาร์ต่ำลง
“ความทรงจำ…ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อน”
“ความทรงจำทำให้เรารู้ว่าเราเป็ใคร” บัลธาซาร์ตอบ
คาเอลรู้สึกเหมือนคำพูดนั้นไม่ได้พูดกับทาลันดาร์เพียงคนเดียว
มันพูดกับเขาด้วย
พูดกับนิกซ์ด้วย
พูดกับทุกคนที่กำลังถูกระบบ รัง หรือความจำเป็บีบให้กลายเป็อย่างอื่น
นิกซ์ยืนอยู่ด้านหลังมิเลีย เด็กหนุ่มมองบัลธาซาร์ด้วยดวงตาสั่นไหว
มิเลียเองก็เงียบ
เธอไม่ได้หันมามองคาเอล
แต่เขารู้ว่าเธอได้ยิน
บัลธาซาร์ยกมือขึ้นช้า ๆ
“จำสิ่งที่เ้า้าปกป้อง”
ทาลันดาร์กรีดร้อง
ไม่ใช่เสียงมนุษย์
ไม่ใช่เสียงเครื่องจักร
แต่เป็เสียงของข้อมูลจำนวนมหาศาลถูกฉีกออกจากกัน เสาแสงรอบแท่นสั่นแรง โถงทั้งโถงกระเพื่อม แสงสีฟ้ากะพริบสลับดำอย่างรวดเร็วจนผู้รอดชีวิตหลายคนต้องหลับตา
คาเอลเห็นช่องเปิดอีกครั้ง
ไม่ใช่ช่องฆ่า
ช่องตัดการแทรก
“มิเลีย!” เขาะโ
เธอหันมาทันทีเหมือนรู้ก่อนคำสั่งจะจบ
“พื้นด้านขวา!”
เธอยิง
ปัง…
ะุลูกซองกระแทกวงแหวนแสงด้านขวาในจังหวะที่มันถูกเงาดำยึด เส้นดำแตกกระจายเหมือนหมึกโดนน้ำ
“โวร่า ซ้ายล่าง!”
โวร่าพุ่งเข้าไป ฟันเส้นพลังงานที่ยึดแท่นชั้นล่าง เสียงแหลมดังขึ้น แต่คราวนี้เส้นนั้นขาด แสงฟ้าพุ่งขึ้นแทนที่เงาดำ
คาเอลเล็งที่จุดกลางอกของทาลันดาร์
ไม่ใช่แกน
ไม่ใช่จุดฆ่า
แต่เป็บริเวณที่เส้นฟ้าและดำทับกันแน่นที่สุด
เขารู้ว่าถ้ายิงพลาด มันอาจจบทุกอย่าง
มือเขานิ่ง
นิ่งเกินไป
เขาไม่รู้ว่านิ่งเพราะฝึกมา หรือเพราะระบบกำลังช่วย
แต่ก่อนเหนี่ยวไก เขาได้ยินเสียงมิเลีย
“คาเอล”
เขาไม่ได้หัน
“ฉันอยู่นี่”
สามคำ
ไม่ใช่คำให้อภัย
ไม่ใช่คำรัก
ไม่ใช่การกลับไปเป็เหมือนเดิมยนต์
แต่เป็หลักยึดพอใย
เขาเหนี่ยวไก
ปัง…
ะุพุ่งผ่านเกราะที่เปิดเพียงเสี้ยววินาทีและกระแทกเข้าจุดที่เงาดำยึดร่างทาลันดาร์
แสงะเิออก
ไม่ร้อน
แต่เย็นจัด
แรงกระแทกผลักทุกคนถอย บัลธาซาร์ล้มลงบนเข่าข้างหนึ่ง มิเลียเซไปชนเสา โวร่ากลิ้งออกจากแนวแท่น แจ็กซ์ร้อง
“ฉันเกลียดของโบราณ!” ก่อนจะดึงผู้รอดชีวิตคนหนึ่งหลบเศษแสงที่แตกลงมาเหมือนฝน
ร่างทาลันดาร์ลอยค้างกลางอากาศ
เงาดำพยายามรวมตัวอีกครั้ง
เสียงแปลกปลอมดังขึ้น
“การแก้ไข…จะเริ่มใหม่”
แล้วมันก็ถูกแสงฟ้ากลืน
ไม่ใช่หายไปทั้งหมด
คาเอลรู้
มันถอย
มันไม่ได้ตาย
ความมืดในร่างทาลันดาร์แตกออกเป็เส้นบาง ๆ แล้วจมหายไปในพื้น วิหารสั่นไหวอีกครั้งก่อนกลับสู่นิ่ง แสงสีฟ้ากลับมาเป็จังหวะเดิม แต่ไม่สว่างเท่าก่อนหน้า
เหมือนสถานที่นี้เหนื่อยเป็
ทาลันดาร์ค่อย ๆ ลดระดับลงใกล้แท่น แสงในร่างเขาไม่เสถียรเหมือนตอนแรก เส้นบางส่วนขาดเป็่ ๆ และดวงตาฟ้าขาวนั้นดูอ่อนลงจนแทบเหมือนมนุษย์ ทั้งที่ไม่มีใบหน้าให้แสดงความรู้สึก
บัลธาซาร์ค่อย ๆ ลุกขึ้น
มิเลียเข้าไปช่วย แต่เขายกมือบอกว่าไหว
คราวนี้คาเอลเห็นชัด
มือของชายสูงวัยสั่น
บัลธาซาร์ไม่ใช่คนไร้ความกลัว
เขาแค่เดินเข้าไปทั้งที่กลัว
ทาลันดาร์หันมาหาเขา
“ข้า…ถูกแตะต้อง”
เสียงของเขาไม่มั่นคงเท่าเดิม
บัลธาซาร์ตอบ
“แต่เ้าก็กลับมา”
ทาลันดาร์เงียบ
เหมือนกำลังประมวลผลคำว่า “กลับมา”
คาเอลลดปืนลงช้า ๆ
แขนเขาหนักกว่าก่อน
ไม่ใช่เพราะแรงถีบ
แต่เพราะทุกครั้งที่เขาเลือกไม่ฆ่า เขาต้องสู้กับส่วนในตัวที่บอกว่าการฆ่าง่ายกว่า
มิเลียยืนอยู่ห่างออกไปไม่มาก
เธอมองเขา
ครั้งนี้ไม่ใช่สายตาหลังตู้แร็ค ล้ม
ไม่ใช่ความเจ็บแบบเดิม
มันยังมีระยะ
แต่มีบางอย่างเพิ่มเข้ามา
บางทีเธอเห็นว่าเขาเกือบยิงฆ่าทาลันดาร์
และเลือกไม่ทำ
ไม่พอจะลบสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้า
แต่พอจะบอกว่าเขายังไม่หายไปทั้งหมด
คาเอลไม่รู้ว่าควรดีใจกับเศษเล็ก ๆ นั้นไหม
ทาลันดาร์หันกลับมาทางกลุ่ม
“สิ่งที่แตะข้า…ไม่ใช่รังหรือพวกเซิร์ก”
ไม่มีใครพูด
เพราะทุกคนรู้ว่านั่นคือข่าวร้าย
“มันไม่เข้ามาด้วยความหิว” ทาลันดาร์กล่าวต่อ
“และไม่ทิ้งรูปแบบที่ระบบของข้าจำแนกได้”
แจ็กซ์หน้าซีด
“ผมไม่ชอบศัตรูที่ระบบยังตั้งชื่อไม่ได้ครับ ตัวที่หิวอย่างเดียวยังเข้าใจง่ายกว่า”
โวร่าพูด
“ตัวที่อยากฆ่าเราก็เข้าใจง่ายพอ”
“จริงครับ แต่ฟังดูน่าหดหู่กว่า”
คาเอลมองทาลันดาร์
“สิ่งที่เข้ามาเมื่อกี้คืออะไร”
เมื่อคำถามหลุดออกจากปากเขา แสงในโถงสั่นเบา ๆ เหมือนแม้แต่สถานที่แห่งนี้ก็ยังไม่แน่ใจว่าควรตอบอย่างไร
ทาลันดาร์นิ่งไปนาน
นานพอให้คาเอลคิดว่าเขาอาจไม่ตอบ
“ข้าไม่รู้” ทาลันดาร์กล่าวในที่สุด
คำตอบนั้นทำให้แสงในโถงเย็นลงยิ่งกว่าเดิม
“ทุกครั้งที่ข้าพยายามระบุต้นทาง ข้อมูลส่วนนั้นจะหายไปก่อนการตรวจสอบเสร็จสิ้น”
เขาก้มมองเส้นแสงที่ยังขาดเป็่ตามร่างของตน
“ข้ารู้เพียงว่า มันไม่ได้มองข้าเป็ชีวิตหรือศัตรู มันมองเห็นช่องว่างบางอย่าง…แล้วเข้ามา”
นิกซ์ก้มหน้า
คาเอลรู้ทันทีว่าคำพูดนั้นแทงเขาตรงไหน
เด็กที่กำลังสงสัยว่าตัวเองยังเป็มนุษย์แค่ไหน ได้ยินว่ามีสิ่งหนึ่งที่มองทุกตัวตนเป็ข้อมูลที่แก้ไขได้
มิเลียก้าวเข้าใกล้นิกซ์นิดหนึ่ง
นิกซ์เห็น
แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้ถอย
“มันจะตามมาอีกไหม” มิเลียถาม
ทาลันดาร์ตอบ
“ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่แตะข้าเมื่อครู่คือตัวมัน…หรือเป็เพียงร่องรอยที่หลงเหลืออยู่”
คำตอบนั้นน่ากลัวกว่าคำว่าใช่
บัลธาซาร์พูดแทนทุกคน
“แต่ร่องรอยนั้นมาถึงที่นี่แล้ว”
“ใช่”
ความเงียบตามมา
คาเอลได้ยินเสียงหายใจของผู้รอดชีวิตด้านหลังชัดขึ้น คนพวกนั้นเพิ่งผ่านรังเซิร์ก เซิร์ฟเวอร์ ฝูงล่า วิหารต่างดาว และตอนนี้ได้ยินว่ามีบางสิ่งที่แม้แต่ AI โปรทอสส์ก็เกือบถูกมันใช้เป็หุ่นเชิด
เขาไม่รู้ว่าคนธรรมดาควรรับเื่พวกนี้ได้อย่างไร
บางทีไม่มีใครควรต้องรับ
แต่พวกเขาไม่มีสิทธิ์ไม่รับแล้ว
ทาลันดาร์ยกมือขึ้นช้า ๆ ภาพโครงสร้างของวิหารกลับมาปรากฏกลางอากาศอีกครั้ง คราวนี้มันสั่นและขาด่เล็กน้อย เส้นทางหนึ่งสว่างขึ้นจากตำแหน่งพวกเขาไปยังจุดลึกด้านใน
“แกนเชื่อมต่ออยู่ที่นี่” เขากล่าว
“หากเปิดใช้งานได้ เ้าจะกลับไปยังโลกที่เ้าจากมา”
แจ็กซ์ยกมือขึ้นอีกครั้ง
“คำว่า ‘หาก’ ในสถานการณ์นี้ทำให้ผมไม่สบายใจครับ”
ทาลันดาร์หันมาหาเขา
“มีผู้พิทักษ์”
แจ็กซ์ลดมือลงช้า ๆ
“นั่นแหละครับ คำตอบที่ผมกลัวว่าจะได้”
โวร่าเช็ดของเหลวสีดำจาง ๆ จากคมมีด ทั้งที่มันไม่ใช่เืจริง
“ผู้พิทักษ์แบบไหน”
“ผู้ที่ปกป้องแกนจากรัง จากผู้บุกรุก และจากผู้ที่ยังไม่สมควรกลับ”
คำสุดท้ายทำให้ทุกคนเงียบ
คาเอลมองทาลันดาร์
“แล้วเราสมควรไหม”
ทาลันดาร์จ้องเขา
แสงในดวงตานิ่งลงเล็กน้อย
“นั่นคือสิ่งที่แกนจะตัดสิน”
มิเลียหัวเราะเบามาก
ไม่ใช่เพราะตลก
เป็เสียงลมหายใจที่หนักเกินไปจนกลายเป็เสียงหัวเราะ
“ดี เรารอดจากรังมาเพื่อให้ประตูตัดสินว่าเราควรกลับบ้านไหม”
แจ็กซ์พยักหน้า
“ระบบบริการลูกค้าที่นี่แย่มากครับ”
คาเอลมองมิเลีย
เธอดูเหนื่อย
เหนื่อยมาก
แต่ยังยืน
และยังพูด
นั่นทำให้เขารู้ว่าเธอยังไม่แตก
แค่ร้าว
เหมือนพวกเขาทุกคน
ทาลันดาร์ลดมือ ภาพแผนที่ย่อหายไป
“เวลามีจำกัด การแทรกแซงเมื่อครู่ทำให้วิหารไม่ปลอดภัยอีกต่อไป”
บัลธาซาร์ถาม
“มันเข้ามาผ่านอะไร”
ทาลันดาร์ตอบช้า ๆ
“ผ่านรอยเปิดเดียวกับที่พวกเ้าถูกดึงมา”
คาเอลรู้สึกหนาว
“ระบบ?”
“สิ่งที่พวกเ้าเรียกระบบ เป็ทั้งประตู กุญแจ และาแ”
คำตอบนั้นหนักกว่าที่ควร
ระบบคือสิ่งที่ช่วยเขารอด
ระบบคือสิ่งที่ให้เขาถือ C-14
ระบบคือสิ่งที่ทำให้เขายิงแม่นขึ้น คิดเร็วขึ้น เห็นทางเลือกชัดขึ้น
แต่ถ้ามันเป็าแด้วย
ทุกครั้งที่เขาใช้มัน เขากำลังทำให้สิ่งอื่นมองเข้ามาได้มากขึ้นหรือเปล่า
มิเลียเหมือนอ่านสีหน้าเขาได้
เธอพูดเบา ๆ
“ไม่ใช่ตอนนี้”
คาเอลหันไป
เธอมองเขา
“คิดได้ แต่อย่าจมไปกับมัน”
คำพูดนั้นเหมือนมือที่ไม่ได้แตะเขา
แต่ดึงเขากลับนิดหนึ่ง
เขาพยักหน้า
“เข้าใจแล้ว”
เธอหันกลับไปก่อน
แต่ครั้งนี้ระยะระหว่างพวกเขาไม่กว้างขึ้น
ทาลันดาร์ถอยกลับไปเหนือแท่น
ร่างแสงของเขาดูจางลงกว่าเดิม
“ข้าจะเปิดทางแรกให้” เขากล่าว
“แต่หลังจากนั้น วิหารจะทดสอบเ้าเอง”
แจ็กซ์พึมพำ
“ผมคิดถึง่ที่ประตูธรรมดาเปิดด้วยลูกบิดแล้วครับ”
โวร่าพูด
“นายคิดถึงหลายอย่างเกินไป”
“ก็หลายอย่างดีกว่าที่นี่ครับ”
พื้นด้านหลังแท่นเปิดเป็ทางเดินใหม่ แสงสีฟ้าไหลลงไปตามบันไดกว้างที่ทอดลงลึกกว่าเดิม อากาศจากทางนั้นเย็นกว่าโถงนี้ และมีกลิ่นแร่เข้มขึ้น คล้ายกลิ่นพายุที่ยังไม่เกิด
คาเอลมองทางนั้น
รู้ว่าตอนต่อไปคือการเดินลงไป
รู้ว่าจะมีผู้พิทักษ์
รู้ว่าอาจมีโอกาสกลับโลกจริง
และรู้ว่าแม้กลับไปได้ ทุกอย่างคงไม่เหมือนเดิมแล้ว
ก่อนเขาจะเดิน ทาลันดาร์พูดขึ้นอีกครั้ง
“คาเอล เวย์รอน”
เขาหันกลับ
“สิ่งที่แตะข้า มันเห็นเ้าแล้ว”
โถงทั้งโถงเงียบลง
แม้แจ็กซ์ก็ไม่พูด
ทาลันดาร์กล่าวต่อ
“ไม่ใช่เพราะเ้าทรงพลังที่สุด”
คาเอลรู้สึกเหมือนคำต่อไปจะหนัก
“แต่เพราะเ้ากำลังเรียนรู้ที่จะเลือกโดยไม่แตกสลาย”
ไม่มีใครพูด
คำพูดนั้นไม่ได้ฟังเหมือนคำชม
มันฟังเหมือนคำพิพากษา
คาเอลนึกถึงตู้แร็ค ที่ล้ม
นึกถึงเสียงกรีดร้องที่หายไป
นึกถึงตอนเขาเกือบยิงแกนของทาลันดาร์
เขายังไม่แตกสลาย
จริง
แต่นั่นควรเป็เื่ดีหรือเปล่า
มิเลียมองเขา
คราวนี้สายตาเธอเจ็บแทนเขาเล็กน้อย
หรือบางทีเขาคิดไปเอง
บัลธาซาร์เดินมาข้างคาเอล
เสียงของเขาเบามาก
“อย่าให้ใครเอาความไม่แตกสลายของนายไปใช้แทนหัวใจของนาย”
คาเอลหันไปมองเขา
บัลธาซาร์ไม่ได้มองกลับ
เขามองทางลงด้านหน้า
เหมือนคำพูดนั้นเป็แค่สิ่งที่ต้องพูด ไม่ใช่สิ่งที่ต้องอธิบาย
คาเอลกำปืนแน่นขึ้น
แต่ไม่ใช่เพื่อยิง
เพื่อยึดตัวเองไว้
เขาพยักหน้าเล็กน้อย
แล้วก้าวลงบันได
แสงสีฟ้าเปิดขึ้นตามทางเดินเบื้องล่าง ทีละขั้น ทีละ่ เหมือนวิหารกำลังเปิดคอของมันให้พวกเขาเดินลงไปสู่หัวใจ
ด้านหลัง ทาลันดาร์ยังลอยอยู่เหนือแท่น
ร่างแสงของเขานิ่งลง
แต่ก่อนที่ระยะจะพาเสียงเขาหายไป คาเอลเหมือนได้ยินคำสุดท้าย
“อย่าเปิดทุกอย่างที่เรียกเ้า”
เขาหยุดครึ่งก้าว
คำเตือนนั้นเหมือนเสียงก่อนหน้า
อย่าเปิดทั้งหมด
อย่าเปิดทุกอย่างที่เรียกเ้า
เสียงสองเสียงจากสองสิ่งที่ต่างกัน กลับเตือนเื่เดียวกัน
คาเอลมองลงไปในทางที่ยังไม่สิ้นสุด
แล้วเดินต่อ
เพราะตอนนี้ การหยุดไม่ใช่ทางเลือก
และเขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าในโลกที่แตกออกจากเกมนี้ ทางที่ยังเปิดอยู่ อาจไม่ได้มีไว้เพื่อช่วยพวกเขาเสมอไป
บางทางเปิดเพราะ้าดูว่าเมื่อเดินไปจนสุด
พวกเขาจะเหลือความเป็มนุษย์อยู่เท่าไร…