ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 70 เหลยป้าเทียน

            ภายในโรงเตี๊ยม เสิ่นเสวียนลุกยืนขึ้นพลางยกมือสองข้างขึ้นเหนือหัว

            ยอมแพ้อย่างนั้นหรือ

            เมื่อครู่ยังทำท่าทีเหมือนเป็นยอดฝีมือแห่งยุคอยู่เลยตอนนี้กลับยอมแพ้เสียอย่างนั้น!

            การกระทำของเสิ่นเสวียนอย่าว่าแต่ทำให้คนที่มามุงดูสับสนเลยแม้แต่เริ่นเสี้ยวเทียนที่นั่งตัวสั่นอยู่ข้างๆ ยังงุนงงไปด้วย

            “จบแล้วหรือ”

            เริ่นเสี้ยวเทียนกล่าวถาม

            “จบแล้ว”เสิ่นเสวียนกล่าวพร้อมกับยักไหล่

            “เจ้ารู้ไหมทำแบบนี้พวกเราอาจต้องเอาชีวิตไปทิ้งก็ได้นะ!”

            “ถ้าไม่ทำแบบนี้พวกเราก็ตายเหมือนกันพวกเขามากันสี่คนนะไม่ใช่คนเดียว สู้ไม่ได้หรอก”

            เสิ่นเสวียนส่ายหัว เขาไม่เคยต่อสู้ในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนในเมื่อสู้ไม่ได้ก็ต้องยอมแพ้ อย่างน้อยก็โดนลงโทษน้อยลง

            หากไม่ใช่เพราะเริ่นเสี้ยวเทียนมีจิตใจที่แข็งแกร่งเขาคงโกรธขึ้นมาแล้วก็ได้เขาอยากดูว่าไม้ตายของเสิ่นเสวียนมีมากน้อยแค่ไหน แต่ผลสุดท้ายกลับกลายเป็นยอมแพ้

            เหมือนกับวางไพ่ลงแล้ว เลิกเล่นแล้ว

            “เจ้า!เอาแบบนี้จริงๆ หรือ”

            อี้เกินหูเห็นการกระทำของเสิ่นเสวียนพลันเกิดความรู้สึกไม่เข้าใจขึ้นมา

            เมื่อครู่เสิ่นเสวียนหลบหลีกพลังโจมตีของตนได้อย่างง่ายดายคิดว่าอีกฝ่ายเป็นบุคคลที่เก่งกาจ ตอนนี้มองดูเขาอีกทีก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรนัก เขาจึงส่ายหัวคิดเพียงตนเองอายุมากแล้ว ความเชื่อมั่นในตนเองไม่มีเหลือแล้ว

            “ไม่ทำแบบนี้แล้วยังทำอย่างไรได้อีกหรือจะให้โดนพวกท่านโจมตีจนเกือบตายแล้วค่อยโดนลากออกไป”

            “ดี! ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ตามพวกข้าไป”

            อี้เกินหูมองเสิ่นเสวียน ขอเพียงเจ้าเด็กนี่มีบางอย่างน่าสงสัยเขาจะลงมือสังหารในทันที

            “ได้เลย ออกเดินทางได้เจ้าจะไปด้วยไหม”

            เสิ่นเสวียนถามเริ่นเสี้ยวเทียนที่นั่งอยู่ข้างๆ

            “เจ้าคิดว่าข้าไม่ไปได้ด้วยหรือ”

            เริ่นเสี้ยวเทียนยังไม่เข้าใจว่าทำไมเสิ่นเสวียนถึงไม่หนีไปหรือเขาต้องไปเจอเหลยป้าเทียนให้ได้ ถึงตอนนั้นหากอยากหนีคงไม่มีโอกาสแล้ว

            “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไปด้วยกันเถอะไม่ต้องกลัวไปหรอก”

            เสิ่นเสวียนตบบ่าเริ่นเสี้ยวเทียนคนผู้นี้อายุมากกว่าตน หากเขาไม่มีเป้าหมายอื่นเสิ่นเสวียนคงอยากผูกมิตรเอาไว้

             

            ภายในเมืองเสียเยว่ ผู้อาวุโสทั้งสี่คนยืนอยู่สี่มุมให้เสิ่นเสวียนและเริ่นเสี้ยวเทียนเดินอยู่ตรงกลาง มุ่งหน้าไปยังตระกูลเหลยพร้อมกัน

            อำนาจสูงสุดในเมืองเสียเยว่เป็นของตระกูลเหลยพวกเขาครอบครองอาณาเขตกว้างใหญ่เอาไว้ ประชากรในเมืองเสียเยว่มีประมาณสามแสนคน เป็นคนตระกูลเหลยไปแล้วถึงสามพันคนอาณาเขตของตระกูลอันกว้างใหญ่ตั้งอยู่ในส่วนที่รุ่งเรืองที่สุดของเมืองเสียเยว่ มีบ้านเรือนเล็กใหญ่เรียงรายอยู่ในนั้นหรูหรายิ่งกว่าตระกูลเสิ่นเสียอีก

            เพียงไม่นาน เสิ่นเสวียนและเริ่นเสี้ยวเทียนก็เดินมาถึงตระกูลเหลยภายใต้การนำทางของผู้อาวุโสทั้งสี่คนพวกเขาเข้าไปด้านในและเดินตรงไปยังหอประชุม

            ทันทีที่เข้าไปในตระกูลเหลยผู้อาวุโสทั้งสี่คนถอนหายใจออกมาพร้อมกัน

            ก่อนหน้านี้พวกเขากังวลว่าเสิ่นเสวียนจะมีลูกเล่นอย่างอื่นอีกแต่หลังจากเข้าตระกูลเหลยมาแล้ว ความเป็นไปได้ก็หมดลง

            เพราะอีกฝ่ายไม่มีโอกาสแล้ว

            “เจ้าคิดอะไรอยู่”

            เริ่นเสี้ยวเทียนปากยังคงยิ้มแต่สีหน้าเหมือนกับจะร้องไห้มากกว่าคิดไม่ถึงเลยว่าจะได้รู้จักกับคนไม่กลัวตายเช่นนี้

            “เรือแล่นไปตามธรรมชาติเผชิญหน้ากับสะพานในเมื่อหลบหลีกไม่ได้ ไม่สู้เข้าปะทะเลยดีกว่า”

            “เฮอะ! พวกเจ้าอย่าเพิ่งดีใจกันเร็วนัก คุณชายใหญ่บาดเจ็บหนัก หากพวกเจ้ารักษาไม่ได้ข้าจะให้พวกเจ้าต้องตายทั้งเป็น”

            อี้เกินหูกล่าวเสียงเย็น ความตายมาเยือนแล้วยังคุยเล่นกันได้อีกเจ้าพวกลูกวัวไม่กลัวตาย

            ตระกูลเหลยแผ่อำนาจในเมืองเสียเยว่มานานหลายร้อยปีแล้วยังไม่เคยเห็นคนไม่กลัวตายเช่นนี้มาก่อนเลย

            “ไม่ให้ดีใจเร็วนัก?หรือจะต้องให้ร้องไห้ออกมา ได้หัวเราะสักหนึ่งเค่อก็คือหนึ่งเค่อ”

            เสิ่นเสวียนเบ้ปากกล่าว

            “หัวเราะ! พวกเจ้าช่างกล้านัก”

            ในขณะนั้นเอง เสียงที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจดังสนั่นพุ่งเข้ามาตามด้วยแรงกดดันที่น่ากลัว

            แรงกดดันที่พุ่งเข้ามาโจมตีใส่ร่างของเริ่นเสี้ยวเทียนและเสิ่นเสวียนเท่านั้น

            เริ่นเสี้ยวเทียนอยากที่จะยืนหยัดไว้ก่อนแต่ใครจะไปคาดคิดว่าเสิ่นเสวียนจะล้มลงกับพื้นในทันที

            “แข็งแกร่งมาก!”ตามมาด้วยเสียงตื่นตกใจของเสิ่นเสวียน

            “เจ้าจะแสดงเก่งเกินไปแล้ว!”

            เริ่นเสี้ยวเทียนเห็นดังนั้นจึงทำสีหน้าเบื่อหน่ายแรงกดดันนี้แข็งแกร่งมากก็จริงอยู่ แต่ไม่มีทางที่จะล้มลงไปทันทีหรือเปล่า ถึงตอนนี้กลับกลายเป็นเริ่นเสี้ยวเทียนที่มองเสิ่นเสวียนไม่ออกแต่ด้วยสถานการณ์ในตอนนี้แล้วเขาจึงล้มลงไปที่พื้นอย่างรวดเร็ว เลียนแบบเสิ่นเสวียนทุกอย่าง

            “เฮอะ! นึกว่าจะเก่งสักแค่ไหน”

            เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้งที่กลางอากาศ

            แรงกดดันพลันจางหายไป เสิ่นเสวียนจึงลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า

            “นี่ก็คือผู้นำตระกูลของพวกท่านหรือ”เสิ่นเสวียนถามอี้เกินหูที่ยืนอยู่ข้างๆ

            “กลัวแล้วล่ะสิ!”

            อี้เกินหูกล่าวเสียงเย็น เขารู้ว่าวันนี้เสิ่นเสวียนไม่มีทางรอดออกไปได้ตอนนี้ถึงเวลาปล่อยให้อีกฝ่ายได้เพลิดเพลินแล้ว

            "กลัวแล้ว กลัวแล้ว”

            “เลิกเสแสร้งสักทียังไม่รีบลุกขึ้นอีก”

            เสิ่นเสวียนใช้เท้าเขี่ยเริ่นเสี้ยวเทียนที่นอนอยู่บนพื้นทำให้เริ่นเสี้ยวเทียนดีดตัวลุกขึ้นทันที

            “เห็นแล้วใช่ไหมนี่ก็คือความแข็งแกร่ง พวกเราอย่าได้เล่นตลกอีกเลยจะดีกว่า ไม่เช่นนั้นอาจรับมือกับผลที่ตามมาไม่ได้”

            ขณะที่เริ่นเสี้ยวเทียนลุกขึ้นยืนเสิ่นเสวียนไม่ลืมที่จะกล่าวเตือนอีกฝ่าย

            เมื่อเห็นความสงบนิ่งของพวกเสิ่นเสวียนทั้งสองคนผู้อาวุโสคนอื่นกลับมีสีหน้าไร้อารมณ์ พวกเขาไม่ใส่ใจคนใกล้ตายเหล่านี้หรอก

            “รีบเดินเถอะท่านผู้นำรออยู่ที่นั่น!”

            อี้เกินหูตะโกนใส่ทั้งสองคนจากนั้นพวกเขาทั้งหมดก็เดินเข้าไปยังที่ที่เหลยป้าเทียนรออยู่

            ภายในโถง เหลยป้าเทียนนั่งอยู่ในตำแหน่งผู้นำตระกูลข้างๆ กันคือลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเขา

            เพียงแต่ลูกชายของเขาในตอนนี้ดวงตาเหม่อลอยแม้ยังมีลมหายใจแต่ดูซึมกะทือ น้ำลายไหลออกจากมุมปาก

            “ท่านผู้นำพวกเขามาถึงแล้ว”

            ขณะนั้นเอง เสียงของอี้เกินหูดังขึ้นจากด้านนอกเห็นเป็นคนกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ด้านนอกห้องโถง เสิ่นเสวียนและเริ่นเสี้ยวเทียนยืนอยู่ในนั้นด้วยเช่นกัน

            เมื่อได้ยินดังนั้น แววตาโกรธแค้นของเหลยป้าเทียนพลันสาดประกายเจตจำนงสังหารออกมาทันทีคลื่นพลังสายหนึ่งพุ่งออกไปพร้อมร่างเงาที่สว่างวาบขึ้น เขาเคลื่อนที่ไปยืนอยู่บนบันไดด้านนอกห้องโถงแล้วและก้มมองพวกเสิ่นเสวียนที่อยู่ด้านล่าง

            “พวกเจ้าบังอาจนัก!”

            ตามมาด้วยเสียงอันทรงพลังของเหลยป้าเทียน

            ในสามมณฑลเขตตะวันออกของแคว้นชิงหยุนเขาเป็นบุคคลมีหน้ามีตา ไม่ว่าจะเป็นอำนาจใดๆ ต่างให้เกียรติเขาเสมอมา คิดไม่ถึงว่าต้องเสียชื่อเสียงเพราะเด็กสองคนตรงหน้านี้

            “ข้ามีชื่อเสียงเลื่องลือกว่าหลายสิบปียังไม่เคยมีใครกล้าอวดดีต่อหน้าข้าเช่นนี้มาก่อน พวกเจ้าไปเอาความกล้ามาจากไหน”

            เหลยป้าเทียนมองพวกของเสิ่นเสวียนทั้งสองคนพลางกล่าวเสียงเย็นหากใครกล่าวไม่ถูกใจ เขาจะลงมือสังหารพวกของเสิ่นเสวียนในทันที

            “ตอบกลับท่านผู้นำตระกูลเหลยพวกข้าไม่รู้จริงๆ ว่าเขาคือลูกชายของท่าน มิเช่นนั้นต่อให้พวกข้ากล้าหาญเพียงใดก็มิกล้าโจมตีเขา”

            เริ่นเสี้ยวเทียนกล่าวขึ้นทันที

            “เหลวไหล ก่อนหน้านี้พวกข้าได้แสดงฐานะแล้วเจ้ายังกล้าบอกว่าไม่รู้อีกหรือ”

            ขณะนั้นเอง พ่อบ้านหนิงที่โดนเสิ่นเสวียนโจมตีจนบาดเจ็บโต้เถียงออกมามองอีกฝ่ายที่ไร้ยางอาย ก่อนหน้านี้เหลยก่วนเปิดเผยฐานะตนเองออกไปอย่างชัดเจน แต่เหมือนจะไม่เกิดผลใดๆ

            “คือ...”

            เริ่นเสี้ยวเทียนเม้มปาก ไม่รู้จะกล่าวอะไรต่อไปดี

            “พวกข้าคิดว่าพวกเจ้าแอบอ้างชื่อมิเช่นนั้นพวกข้าจะล่วงเกินตระกูลเหลยไปทำไมกัน ท่านผู้นำตระกูลเหลยมีอำนาจยิ่งใหญ่แผ่ไปทั่วทั้งชิงหยุนใครบ้างที่ไม่รู้ แล้วพวกแอบอ้างก็มีอยู่ถมไป”

            เสิ่นเสวียนอธิบายออกไปทันที

            “เฮอะ พวกเจ้าคิดว่าแค่นี้จะปิดบังข้าได้หรือข้าจะให้พวกเจ้าชดใช้ความผิด รักษาเขาให้หาย มิเช่นนั้นพวกเจ้าจะต้องตาย”

            เหลยป้าเทียนยืนอยู่ตรงนั้นพิพากษาพวกของเสิ่นเสวียนเป็นครั้งสุดท้าย

            “คือว่า...เขารักษาไม่ได้แล้ว เขากลายเป็นคนทึ่มไปแล้ว”

            ใครจะไปคาดคิดว่า อีกฝ่ายเพิ่งกล่าวจบเสิ่นเสวียนจะสวนออกไปทันที

    คล้ายกับเรื่องก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ] ที่คุณอ่าน