กลับมาเริ่มใหม่เป็นสามีขั้นเทพของภรรยายุค 90

    บทที่ 8 ฉันเลี้ยงนายจ่าย

    หลี่ซีเหวินแสร้งทำเป็นจิบไวน์อย่างลุ่มลึก หลังจากนั้นไม่นานเขาก็พูดขึ้นอย่างเชื่องช้า ๆ “ก่อนที่ผมจะพูดถึงข้อเสนอ ผมอยากจะถามประธานหยางว่าโรงงานแปรรูปของคุณมีโอกาสพัฒนาได้หรือไม่”


    “ไร้สาระ มันย่อมมีโอกาสพัฒนาอยู่แล้วสิ” หยางเป่ากั๋วพูดโดยไม่ต้องคิด


    “ในปี 1985 หยางตูผลิตไส้กรอกแฮมชิ้นแรก และมีการโฆษณาทางโทรทัศน์อย่างล้นหลาม เพียงไม่กี่ปีไส้กรอกแฮมหยางตูก็สามารถครองตลาดในประเทศได้ถึง 80% และทำเงินได้ง่ายราวกับดื่มน้ำ ภายใต้การล่อลวงเช่นนี้นำมาซึ่งผลกำไรอันมหาศาล โรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ขนาดใหญ่หลายแห่งจึงเริ่มเข้ามาในธุรกิจนี้เช่นกัน จากนั้นนักลงทุนในเมืองเล็ก ๆ  บางแห่งก็ต้องการฉกฉวยโอกาสในการกินของเหลือนี้ด้วย อันเป็นเหตุให้มีโรงงานแปรรูปไส้กรอกแฮมขนาดเล็กมากมายหลายแห่งผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด”  


    หลี่ซีเหวินยิ้มเล็กน้อยเมื่อเขาพูดถึงเรื่องนี้ แล้วพูดต่อไปว่า “แต่ประธานหยางเคยคิดบ้างไหมครับ ถึงแม้ไส้กรอกแฮมจะเป็นที่นิยม แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่นักลงทุนรายย่อยเช่นคุณจะเข้ามาลงเล่นด้วยได้ นับประสาอะไรกับการลงทุนในครั้งแรกซึ่งมีต้นทุนแรงงานในภายหลัง 


    พวกเรามาพูดกันถึงเรื่องของวัตถุดิบก่อนนะครับ วัตถุดิบหลักของไส้กรอกแฮมคือเนื้อสัตว์ แล้วคุณมีข้อได้เปรียบจากโรงงานเนื้อสัตว์ขนาดใหญ่เหล่านั้นหรือไม่ หากคุณภาพตามไม่ทัน แบรนด์สินค้าไม่เป็นที่รู้จักและมีราคาไม่ถูก คุณยังคิดว่าโรงงานแปรรูปของคุณยังมีอนาคตที่สดใสรออยู่หรือเปล่า”


    หลี่ซีเหวินพูดเสียงดังและทุกคนที่ได้ฟังต่างก็ตกตะลึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหยางเป่ากั๋วที่ไม่คาดคิดมาก่อนว่า อีกฝ่ายจะมีวิสัยทัศน์เช่นนี้ ข้อมูลและการวิเคราะห์นั้นตรงประเด็น หากก่อนหน้านี้เขาได้ยินคำพูดเหล่านี้ ในหัวของเขาคงจะไม่มีความคิดเรื่องการตั้งโรงงานแปรรูปไส้กรอกแฮมแน่นอน


    ทุกคนไม่รู้ เพียงแค่เห็นว่าหลี่ซีเหวินเหมือนจะวิเคราะห์ได้ดี แต่จริง ๆ แล้ว ครึ่งหนึ่งของสิ่งที่เขาพูดออกมานั้นประกอบขึ้นจากความทรงจำของตัวเองเท่านั้น เขามีแนวทางทั่ว ๆ ไปของอนาคตในอีกสามสิบปีข้างหน้า แต่สำหรับรายละเอียดที่เฉพาะเจาะจงนั้นเขาไม่ได้มีความแม่นยำมากนัก ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงพูดอย่างคราว ๆ เท่านั้น


    แต่นี่คือธุรกิจ ในฐานะนักลงทุน เขารู้ว่าการหลอกลวงไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในการทำธุรกิจ


    “ประธานหยาง ผมพูดมากถึงเพียงนี้เพื่อจะให้คุณเข้าใจว่า ที่ผมกล้าเชิญคุณมาที่นี่ในวันนี้ เพราะแน่ใจว่าจะไม่มีใครซื้อโรงงานแปรรูปของคุณและจะไม่มีใครมาทำธุรกิจที่ขาดทุนนี้อย่างแน่นอน” หลี่ซีเหวินยิ้มอย่างมั่นใจ “นั่นเป็นเหตุผลที่ผมเสนอราคา 20,000 หยวนนี้ให้แก่คุณและแน่นอนครับว่าคุณจะไม่ปฏิเสธเงื่อนไขเพิ่มเติมที่ผมจะเสนอให้ด้วย” 


    “เงื่อนไขอะไร” หยางเป่ากั๋วไม่มีความมั่นใจอีกต่อไป


    “ผมยินดีรับภาระหนี้สินของโรงงานแปรรูปนี้ทั้งหมดด้วยครับ”


    “นายยินดีรับภาระหนี้สินทั้งหมดเลยหรือ” 


    “ถูกต้องครับ ข้อเสนอนี้น่าดึงดูดใจพอไหม” หลี่ซีเหวินพูดพร้อมโบกมือไปไกล ๆ เพื่อเรียกบริกรให้มาที่โต๊ะ “ห่ออาหารทั้งหมดนี้ให้ฉันด้วย”


    เมื่อบริกรไปห่ออาหารกลับมาแล้ว หลี่ซีเหวินก็พูดคุยกับหยางเป่ากั๋วต่อไป “ประธานหยาง ทั้งเมืองเฉาโจวจะไม่มีใครยื่นเสนอข้อเสนอเช่นนี้ให้คุณอีกเป็นแน่ คุณทำกำไรสุทธิ 20,000 หยวนและออกไปอย่างปลอดภัย มันไม่มีทางเสียเปล่าอย่างแน่นอน ลองคิดดูนะครับ” 


    หลี่ซีเหวินพูดจบก็ลุกขึ้น หยิบถุงบรรจุอาหารจากบริกรแล้วพูดว่า “ผมจะไม่ห่อเครื่องเคียงไป พี่น้องทั้งหลายและคุณลุงสามารถดื่มกันต่อไปได้ ผมขอตัวกลับไปก่อนนะครับ ภรรยายังรอผมอยู่”


    เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลายคนก็หน้าเขียว อาหารจานหลักบนโต๊ะถูกเก็บไปหมดแล้ว พวกเขายังจะดื่มอะไรได้อีก  เมื่อมองไปที่ย่างก้าวที่เร่งรีบของหลี่ซีเหวิน อยู่ ๆ จ้าวเจี้ยนก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาจึงรีบลุกขึ้นพูดว่า “หลี่ซีเหวินหยุดก่อน” 


    “มีอะไรหรือ น้องเจี้ยน” หลี่ซีเหวินหันกลับมาและถาม


    “นายจ่ายค่าอาหารแล้วหรือยัง”  จ้าวเจี้ยนไม่ใช่คนโง่ เขาย่อมต้องป้องกันไม่ให้มีการเรียกเก็บเงินในภายหลัง


    หลี่ซีเหวินหันกลับมาอย่างช้า ๆ และแสดงรอยยิ้มโล่งใจ เนื่องจากเขาไม่สามารถวิ่งหนีไปได้ ดังนั้นจึงทำได้เพียงเผชิญหน้าอย่างสงบ


    “จ่ายค่าอาหารเหรอ นายคิดว่าคนอย่างฉันจะมีเงินพอจ่ายหรือไง” 


    ทุกคนอึ้งไปโดยพร้อมเพรียง คำพูดนี้ไม่สมเหตุสมผลเกินไปหรือเปล่า


    “นี่เจ้าขี้เกียจ นายไม่มีเงินจ่ายค่าอาหารด้วยซ้ำ แต่ยังจะมาเจรจาเรื่องธุรกิจหลายหมื่นหยวนกับลุงรองของฉันที่นี่อย่างนั้นเหรอ นายต้องการเล่นอุบายอะไรกันแน่”  จ้าวเจี้ยนรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก จากนั้นเขาก็ม้วนแขนเสื้อของตัวเองขึ้น


    ใบหน้าของหยางเป่ากั๋วเปลี่ยนเป็นสีเทาฟ้าในทันที เนื่องจากเขารู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกหลอก


    “ใครกำหนดว่าไม่สามารถทำธุรกิจได้ หากไม่มีเงินล่ะ ฉันก็แค่ไม่มีเงินสดเท่านั้นเอง แต่ตราบใดที่ประธานหยางตกลงขายโรงงาน ฉันก็จะโอนอสังหาริมทรัพย์เพียงหลังเดียวให้เขาทันที บ้านมีพื้นที่มากกว่า 40 ตารางเมตร อย่างน้อย ๆ มันมีค่ามากกว่า 20,000 หยวนด้วยซ้ำ”  หลี่ซีเหวินอธิบายอย่างใจเย็น


    “แม้ว่านายจะมาเจรจาเรื่องธุรกิจจริง แต่นายเป็นคนบอกเองว่าอาหารในวันนี้นายจะเป็นคนเลี้ยง” จ้าวเจี้ยนกัดฟันกรอดและย้ำเตือน


    “น้องเจี้ยน ฉันตั้งใจจะเลี้ยงจริง ๆ นะ แต่ไม่ได้บอกว่าจะจ่ายให้พวกคุณนี่นา! นายไม่เคยได้ยินคำกล่าวโบราณที่ว่า ฉันเลี้ยง นายจ่ายหรอกหรือ” หลี่ซีเหวินพูดด้วยท่าทีที่จริงจัง


    “นายจะให้ฉันจ่ายค่าอาหารมื้อนี้งั้นเหรอ  นี่พูดเรื่องบ้าบออะไร คำพูดโบราณอะไร ทำไมฉันไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน”  จ้าวเจี้ยนพูดอย่างกระวนกระวาย


    “อีกไม่กี่ปีข้างหน้านายก็จะได้ยินมันเอง” หลี่ซีเหวินพูดพร้อมหัวเราะเบา ๆ “ต้องขออภัยทุกคนด้วย แต่ฉันต้องไปก่อนแล้ว ประธานหยางหากคุณคิดได้แล้ว คุณรู้ใช่ไหมครับว่าจะสามารถติดต่อผมได้ที่ไหน” 


    “เจ้าบ้านี่ หยุดเดี๋ยวนี้นะ”  จ้าวเจี้ยนลุกขึ้นทันที คำพูดเก่าใหม่อะไรกัน ดูเหมือนอีกฝ่ายกำลังเล่นกลอยู่เลย ก่อนจะมาที่นี่ เขาสาบานว่าเขาจะล้างแค้นให้ซุนจี แต่ในตอนนี้เขากลับไม่มีหนทางที่จะแก้แค้นให้ได้อีกแล้วแถมยังถูกทางนั้นหลอกเอาเสียด้วย แล้วเขาจะกลืนลมหายใจนี้ไปได้อย่างไร 


    “นั่งลง ผู้คนตั้งมากมายกำลังเฝ้ามองราวกับว่าฉัน หยางเป่ากั๋วไม่สามารถจ่ายค่าอาหารนี้ได้อย่างนั้นแหละ” หยางเป่ากั๋วลากจ้าวเจี้ยนไปที่เก้าอี้ทันที


    “ลุงรองครับ เห็นได้ชัดว่าเด็กคนนี้กำลังยั่วยุพวกเรา ผมไม่คิดว่าเขาต้องการทำธุรกิจจริง ๆ หรอกนะครับ เขามาที่นี่เพื่อทานอาหารเท่านั้นเอง”  จ้าวเจี้ยนกัดฟันพูดด้วยความเกลียดชัง


    “การทำธุรกิจเป็นเรื่องจริง การเลี้ยงอาหารก็เป็นเรื่องจริงเช่นกัน” หยางเป่ากั๋วพูดเสียงต่ำ 


    “ลุงหมายความว่าเขาต้องการซื้อโรงงานแปรรูปจริง ๆ  หรือครับ”  จ้าวเจี้ยนถามอย่างสงสัย


    “แกคิดว่าเขาจะกล้าโกหกเรื่องใหญ่ขนาดนี้กับฉันอย่างนั้นหรือ”  หยางเป่ากั๋วถามกลับ


    “แม้ว่าเขาจะไม่กล้าโกหกลุง แต่ก็เป็นคนที่ได้รับผลประโยชน์ทั้งหมดไป ผมกลืนลมหายใจนี้ไปไม่ได้จริง ๆ” จ้าวเจี้ยนพูดอย่างดุเดือด


    “หากต้องการจะมาเอาเปรียบลุงรองของแก บอกเลยว่าไม่มีใครในเมืองเฉาโจวสามารถทำได้หรอก” หยางเป่ากั๋วยิ้มอย่างเย็นชา “วันนี้เขาทำกับฉันแบบนี้เพื่ออาหาร วันหลังฉันจะทำให้เขาคายมันออกมาเป็นสิบครั้งร้อยครั้งเลยทีเดียว” 


    “ลุงรองพูดจริงเหรอ”


    “คอยดูก็แล้วกัน”


    “...” 


    หลังสามทุ่ม รถประจำทางหยุดวิ่งไปแล้ว หลี่ซีเหวินจึงต้องไปโรงพยาบาลด้วยมอเตอร์ไซค์บรรทุกผัก ลมเดือนตุลาคมค่อนข้างแรง ดังนั้นจึงหนาวมากและนั่นทำให้เขาหนาวสั่นไปทั้งตัว


    เขาค่อนข้างพอใจกับการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในคืนนี้มาก ไม่ว่าเรื่องการเจรจาธุรกิจจะประสบความสำเร็จหรือไม่ก็ตาม อย่างน้อย ๆ อาหารในวันพรุ่งนี้ก็มีพร้อมแล้ว แน่นอนว่าจากประสบการณ์ของเขา เก้าในสิบส่วน หยางเป่ากั๋วจะต้องขายโรงงานให้เขาอย่างแน่นอน แต่ก่อนที่จะได้เซ็นสัญญากัน เขาคงยังไม่กล้าคิดมากไปกว่านี้ เพราะรู้ดีว่าธุรกิจมักจะมีสิ่งที่คาดเดาไม่ได้อยู่เสมอ


    เมื่อไปถึงโรงพยาบาล เขาพบว่าเสี่ยวหนี่ยังคงหลับอยู่ ส่วนโจวเหวินจิ้งนั้นกลับบ้านไปแล้วและลูกสาวถูกส่งต่อให้ผู้ป่วยข้าง ๆ ดูแลแทน แต่ไม่มีคนเฝ้าไข้คนอื่นเหลืออยู่แล้ว ส่วนใหญ่เป็นเพราะพวกเขายังต้องไปทำงานเพื่อหารายได้กันอยู่


    ในยุคนี้ คนส่วนใหญ่เป็นคนยากจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวของหลี่ซีเหวินที่ไม่สามารถจ้างพยาบาลพิเศษได้ ทุกคนต่างแข่งขันกับเวลาเพื่อหาเลี้ยงชีพกันทั้งนั้น


    หลี่ซีเหวินมองไปที่เสี่ยวหนี่ที่นอนอยู่บนเตียง จมูกเล็ก ๆ ของเธอแดงเล็กน้อย เขาออกไปซื้อผลไม้มาให้ผู้ป่วยเตียงข้าง ๆ หลังจากได้รับคำอธิบายสองสามคำจากพยาบาลแล้ว เขาก็กลับบ้านไปด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง


    เมื่อเขาเดินมาถึงชั้นล่างของอาคาร เขาก็พบกลุ่มคนทั้งชายและหญิงยืนออกันอยู่ที่บริเวณทางเดินร่วม ภายใต้แสงไฟสลัว ๆ ของอาคารเห็นได้ว่า พวกเขาล้วนแล้วแต่เป็นเพื่อนบ้านที่มีใบหน้าคุ้นเคยกันทั้งนั้น


    “คนพวกนี้ไม่นอนดึกไปหน่อยเหรอ”  หลี่ซีเหวินพึมพำอยู่ในใจ แต่เมื่อเขาเดินเข้าไปใกล้ ๆ ผู้คนก็ปิดปากเงียบในทันที จากนั้นก็แยกย้ายกันออกไปโดยพร้อมเพียง

    คล้ายกับเรื่องกลับมาเริ่มใหม่เป็นสามีขั้นเทพของภรรยายุค 90 ที่คุณอ่าน