Pioneer Era

    ตอนที่ 122 ปะทะบอสของดินแดนใต้พิภพ (1)

    ***อัตตาที่ถูกคัดลอก [บาวล์]

    “นี่ เวนโกลี่”

    [เวนโกลี่] นั่นคือชื่อของผมอย่างงั้นหรือครับ?

    รูปร่างของผมนั้น คือวัตถุทรงกลมที่เต็มไปด้วยแขนกลสีขาวจำนวนมาก

    มันเป็นรูปร่างที่ดูทรงพลังไม่เลวเลยละ

    “ไม่สิ ตอนนี้ต้องบอกว่าเจ้าคือ [บาวล์] ร่างสำรองของเรามากกว่า… หรือควรตั้งเป็นชื่ออื่นดีนะ? ”

    … รู้สึกเหมือนผมจะถูกเปลี่ยนให้ไปใช้ชื่อว่า [บาวล์] แทนแล้วสิครับ

    ภาพแรกที่ผมได้เห็นและจดจำบันทึกลงไป คือภาพของผู้สร้างที่เป็นชายหนุ่มหน้าตาดี

    “เจ้าน่ะเป็นตัวแบ็คข้อมูลของเรา แต่เจ้าก็ไม่ใช่ตัวเรา เพราะมีส่วนหนึ่งที่เป็น [เวนโกลี่] และเราได้ถอดข้อมูลส่วนที่เป็น [ความรู้สึก] ออกมาแล้ว รวมไปถึงความทรงจำที่ไม่จำเป็นด้วย ดังนั้น จงสบายใจได้ ประวัติศาสตร์ไม่มีทางซ้ำรอยแน่นอน”

    ที่พูดมานี้ ท่านผู้สร้างหมายถึงประวัติศาสตร์ของอะไรหรือครับ?

    ถึงจะไม่เข้าใจในคำพูดของเขา แต่เขาคือผู้สร้างของผม และผมจำเป็นที่จะต้องเชื่อฟังเขา

    “เราคนนี้กำลังจะหายไป คิดว่าจะฝากทุกอย่างเอาไว้กับราธ แต่… ยังไงซะก็ต้องมีคนดูแลระบบเตาสุริยะที่ 8 ดังนั้น ฝากเจ้าดูและระบบ รอคอยจนกว่าจะมี [เจ้านายที่เหมาะสม] ในอนาคตปรากฏตัวขึ้นมานะ และนี่คือหน้าตาของเหล่าพี่น้องของเจ้าที่อยู่ข้างนอก ถึงจะไม่เคยพบกันมาก่อน แต่ก็รักกันให้มาก ๆ เข้าไว้ก็แล้วกันนะ”

    ได้ครับ ผมจะทำตามนั้น



    หลังจากนั้นเป็นเวลาหนึ่งปี

    ไม่มีใครมาเยือนผมเลยสักคน…

    ถูกขังอยู่ในความมืด ไม่มีเพื่อนพูดคุย

    นี่ผมต้องอยู่เฉย ๆ ในห้องนี้ไปอีกนานแค่ไหนกันนะ?

    แต่ด้วยร่างกายที่ใหญ่โตแบบนี้ ถ้าคิดจะออกไป คงมีแต่ต้องพังกำแพงออกไปเท่านั้น

    ดูท่าว่าผู้สร้างจะลืมคำนึงถึงเรื่องนี้ไปแฮะ

    อืม… บางทีก็อยากลองเปลี่ยนบรรยากาศไปหาข้อมูลของโลกภายนอกบ้างจัง



    จากรายงานของหุ่นยนต์กอลลิล่าที่ถูกใช้แทนแขนขาของผม ดูเหมือนว่าผมจะถูกสร้างให้อยู่ภายในหอคอยควบคุมที่เต็มไปด้วยเถาวัลย์จำนวนมาก

    ข้างนอกหอคอย โลกที่ผมรู้จักผ่านทางสายตาของเหล่าหุนยนต์ก่อสร้าง มีเพียงแค่ภาพของธรรมชาติที่เห็นซ้ำวนไปมาไม่รู้กี่สิบครั้งแล้ว

    มันไม่มีวี่แววของ [แขก] เลยแม้แต่น้อย

    พูดตามตรงว่า [ว่าง]

    “คุ้มกัน ดูแล รอคอย”

    หน้าที่ของเรา มีเพียงแต่นั่งเฉย ๆ รอคอยเจ้านายแบบนี้เท่านั้น



    ต่อให้เวลาผ่านไปอีกหนึ่งร้อยปี

    “คุ้มกัน… ดูแล… รอคอย”

    หรือสองร้อยปี

    “คุ้มกัน… ดูแล… รอคอย”

    หรือกระทั้งสามร้อยปี

    “คุ้มกัน… ดูแล… รอคอย”

    ผมก็ทำเพียงแค่รอคอย [เจ้านาย] ที่ว่าตามคำสั่งของผู้สร้างอย่างซื่อตรง



    จนกระทั้งวันหนึ่ง

    “คุ้มกัน….. ดูแล…. เพื่ออะไร? ”

    ผมตั้งคำถามให้กับตัวเอง

    ทำไมยังต้องมานั่งทำอะไรบ้า ๆ แบบนี้อีก?

    นี่คือความหมายของการดำรงอยู่ของตัวผมเช่นนั้นหรือ?

    “ราธ... โนอาร์… ทุกคน”

    เห็นผู้สร้างเคยบอกมาว่าข้างนอกมีพี่น้องของผมอยู่ถึงแปดคน

    แต่ผมถูกสั่งห้ามติดต่อพวกเขา จนกว่าจะพบกับ [เจ้านาย]

    ไม่ค่อยเข้าใจถึงเหตุผล แต่ผู้สร้างเขาสั่งผมมาแบบนั้น



    “คุ้มกัน…”

    ผม… ถูกสร้างมาเพื่อทำหน้าที่แค่นี้… เท่านั้นเองหรือ…

    แล้วทำไม… พอนึกถึงชื่อของพี่น้อง ระบบวิเคราะห์ต่าง ๆ ถึงเริ่มปั่นป่วนขึ้นมา?

    “...”

    อันตราย

    พบระบบกำลังทำงานหนักจนความร้อนขึ้นสูง

    ต้องปิดระบบด่วน

    ขอสั่งเหล่าหุ่นยนต์ก่อสร้างกอลลิล่าทั้งหมด ทำหน้าที่เฝ้าระวังต่อไป

    ส่วนผมนั้น ขอปิดระบบชั่วคราวเพื่อฟื้นสภาพอุณหภูมิ

    สั่ง--- ปิดการทำงาน….

    ….



    ….

    ……

    ...พบการบุรุก...

    ...เปิดการทำงานของระบบ...

    นี่ผมเผลอหลับไปนานแค่ไหนกันนะ?

    บางทีอาจจะสองร้อยปี หรือมากกว่านั้น

    ไม่สิ เรื่องนั้นช่างมันไปก่อน

    พบการพยายามเจาะระบบในห้องวิจัยของผู้สร้างเหนือพื้นชั้นบนขึ้นไป

    ตรวจสอบสภาพผู้รุกราน… พบชีวจักรกลกับสิ่งมีชีวิตเอเลี่ยนที่ไม่รู้จัก

    ตรวจสอบจากบันทึกภาพ… ระบุตัวตนชีวจักรกล... [กรีด] [เอนวี่] [ราธ] [กลัทโทนี่ย์]

    ตรวจพบ [เอนวี่] [ราธ] [กลัทโทนี่ย์] อยู่ในสภาพที่ไม่อาจเคลื่อนไหวได้



    “ราธ...”

    พบ… ภาพจำนวนมากไหลทะลุเข้ามาในระบบความจำ

    ระบบความจำกำลังถูกรุกรานด้วยข้อมูลที่ไม่ทราบแหล่งที่มา

    มันคือภาพของตัวผม [บาวล์] ที่กำลังใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับ [ราธ]

    ในขณะเดียวกัน ก็มีภาพของหุ่นยนต์เมดรูปร่างชนเผ่าสิงโต [เวนโกลี่] ที่กำลังใช้ชีวิตสนุกสนานอยู่กับเหล่าพี่น้องทั้งแปดของเธอ

    ข้อมูลจำนวนมากพวกนี้มันคืออะไร?

    ไม่รู้จัก

    ผมไม่รู้จักของแบบนี้

    ผู้สร้างไม่เคยลงข้อมูลพวกนี้ให้กับผม

    เพราะมันไม่เคยถูก [คัดลอก] มาตั้งแต่แรก

    แต่ถ้าไม่รู้จัก ทำไมผมถึงรู้ได้ว่ามันไม่เคยถูก [คัดลอก] มา?

    ทำไมผมถึงรู้จัก... [ความหมาย] ของภาพเหล่านี้



    “อึ๊ก”

    ร้อน

    ระบบของผมกำลังรวนและมีอุณหภูมิสูงขึ้น

    ไม่….

    ไม่ ไม่ ไม่….

    อันตราย

    ต้องทำลาย

    ต้องทำลายต้นตอสาเหตุที่ทำให้ระบบของผมตกอยู่ในอันตราย

    ท่านผู้สร้างสั่งให้ผมปกป้องที่นี่

    ผมจะต้องปกป้องตัวเอง ไม่อาจปล่อยให้ตัวเองถูกทำลายได้

    ต้องทำลายพวกมันก่อนที่ตัวเองจะถูกทำลาย



    “ห้ามทำลาย--- จะทำลายพี่น้องไม่ได้”

    ห้ามทำลาย

    พวกเขาคือ [พี่น้อง] ของผม

    พวกเขาคือ [ลูก] ของผม

    ราธคือ [คนรัก] ของผม

    พี่น้อง… ลูก… คนรัก…

    คน…รัก...ต้องปกป้อง

    ผู้บุกรุก… ต้องทำลาย

    ปกป้อง… ทำลาย…

    ทำลาย… ปกป้อง…

    ปกลาย... ทำป้อง…

    ปกป้อง…

    ทำลาย…

    ...

    *ปี๊บ*



    ***สตรีผู้มีไฟหน้าอันยิ่งใหญ่ [ดิวซ์]

    “พี่! ”

    ฉันรีบวิ่งไปดูพี่ที่ร่วงลงมากระแทกพื้นข้างล่าง

    “พี่! พี่เอซใช่ไหมค่ะ---”

    แต่สิ่งที่ฉันเห็นตรงหน้า คือภาพของชายหน้าตาดี (พี่ชาย) ที่กำลังเอามือซ้ายกับมือขวาขย้ำก้นสาวน้อย (ยัยหนูเมด) ตัวเล็กผมสีเงิน

    “ลงจอดได้อย่างปลอดภัย! … อ่าว? ทำไมดิวซ์ถึงมาอยู่ที่นี่? ”

    นึกว่าพี่หายไปไหน ที่แท้แอบมาเล่นสนุกกับหุ่นยนต์เมดอยู่ตรงนี้กันสองคนนี่เอง...

    “ขยะ”

    “ดะ---เดียวก่อน! เข้าใจพี่ผิดไปแล้ว! ที่เห็นนี่ไม่ใช่อย่างที่คิดนะ! พี่ไม่ได้พาหุ่นยนต์สาวน้อยสวมชุดเมดที่มีระบายลูกไม้ฟูฟ่องมาขย้ำก้นเล่นอะไรเลยนะ! เรื่องมันยาว! เอาเป็นว่าแค่ไม่อยากเห็นยัยนี่ต้องเอาตัวเองไปเสี่ยงจนพังพินาศเสียค่าซ่อมอาน พี่ก็เลยพยายามช่วยเธอ มันก็เท่านั้นเอง! จริง ๆ นะ! เชื่อพี่สิ! ”

    “ปากว่าตาขยิบ มือของพี่ยังขย้ำก้นเธอแน่นไม่ยอมปล่อยเลยไม่ใช่หรือคะ? ”

    “นี่มัน!? เหวอ! ขะ--- ขอโทษนะกรีด! ”



    “...”

    ฉันไม่สนเจ้าพี่บ้า แล้วหันไปเผชิญหน้ากับสิ่งที่กำลังซ่อนตัวอยู่ในม่านควัน

    *ปรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดด! *

    เจ้าสิ่งนั้นแผดเสียงร้องเสียดแก้วหู พร้อมกับที่ความสูงเริ่มลดต่ำลงมา

    “ฝากทีเจ้าควอตซ์”

    *ฟ่อ! *

    ฉันใช้ขาซ้ายกระโดนขึ้นไปนั่งบนหลังของเจ้าควอตซ์ ใช้มือซ้ายเกาะผิวเกล็ดของมันจนแน่น แล้วใช้มือขวาเหวี่ยงเคียวสีดำปัดป้องการโจมตีที่กำลังจะพุ่งออกมาจากเงามืดตรงหน้า



    สิ่งที่พุ่งเข้ามาโจมตี มันคือแขนกลสีขาวที่มีเส้นสีแดงวิ่งลากผ่านคล้ายเส้นประสาท

    ที่ปลายหัวมนของมัน มีแสงสว่างสีแดงหุ้มโดยรอบจนดูเหมือนเป็นออร่าของพลังงานความร้อน

    แขนกลพวกนั้น พุ่งเข้าใส่พวกฉันด้วยความรุนแรงระดับที่เป่าควันโดยรอบปลิวกระจายหายไป

    เสียงปะทะของเคียวกับแขนกลเริ่มดังขึ้นต่อเนื่องไม่ขาดสาย

    แต่ทว่าเสียงนั้นกลับไม่ใช่เสียงการปะทะของโลหะ

    “นี่มัน”

    มันคือแรงต้านระหว่างสนามแม่เหล็กไม่ใช่หรือ?

    สิ่งที่ฉันสัมผัสได้ผ่านทางมือขวาที่ถือเคียว คือแรงผลักระหว่างวัตถุที่รุนแรง

    ถ้าหากไม่จับให้มั่น เคียวเล่มนี้คงได้ถูกแรงพลักนี้เป่ากระเด็นหายไปในอากาศแน่นอน---



    *เปรี๊ยง! *

    เสียงอะไร?

    ฉันหันกลับไปดูข้างหลัง

    ที่ตรงนั้น มีหินขนาดเท่ามนุษย์ก้อนหนึ่งกำลังกลิ้งอยู่ตรงพื้นดิน พร้อมกับวัตถุทรงไข่ที่คุ้นตากำลังบินลอยอยู่ด้านข้าง

    “ไม่เป็นไรนะ ขาข้างนั้น… หักอยู่สินะ? ”

    พี่รีบวิ่งเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง

    เป็นหนี้ชีวิตพี่ชายจนได้...

    “ขอบคุณค่ะพี่ ส่วนขาขวานี้ฉันทำตัวเองนะ ว่าแต่เจ้านี่มันคือตัวอะไรกันแน่เนี่ยพี่? ”

    “น่าจะเป็นหุ่นยนต์เฝ้ายามละมั้ง? ”



    พวกเราสองพี่น้องต่างหันไปเผชิญหน้ากับศัตรูที่เต็มไปด้วยแขนกลปลาหมึกสีขาว

    ที่ใจกลางของหนวดปลาหมึกนับร้อยอันน่าขยะแขยง มีวัตถุทรงกลมอยู่ลูกหนึ่ง

    มันมีขนาดราวสี่ถึงห้าเมตร ผิวสีขาว และมีเลนส์ขนาดเล็กติดอยู่รายรอบจนดูคล้ายกับดวงตาของแมลงวัน

    รูปร่างของมันชวนให้รู้สึกอยากอาเจียนออกมาด้วยความอัปลักษณ์ของมันเอง

    *หวี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด! *

    มันส่งเสียงหวีดร้องอีกครั้ง

    ปลายหนวดแขนกลจำนวนมากของมันแทงลึกจมเข้าไปในดิน จนทำให้แผ่นดินแตกกระจายออกดั่งแผ่นกระจกที่แตกร้าว

    เส้นแสงสีแดงที่กระจายไปทั่วแขนกล เริ่มส่องแสงเจิดจ้ารุนแรงมากขึ้น



    “ไม่รู้ว่าจะทำอะไร แต่ไม่ปล่อยให้ทำได้หรอก”

    ฉันเห็นด้วยกับพี่

    พี่เรียกวัตถุทรงไข่ออกมาบินเพิ่มรอบตัว จนมีจำนวนมากถึงสามสิบลูก

    “ตายซะ”

    ก่อนจะสั่งการพวกมัน ให้บินหมุนวนเป็นสว่านเกลียวแหลมขนาดหนึ่งเมตร ยาวห้าเมตร แล้วพุ่งโจมตีออกไป

    พุ่งตรงประดุจหัวรบติดไอพ่น

    สายลมพัดโหมกระหน่ำ

    คมวายุเชือดเฉือนฉีกกระชาก

    ประทับรอยเกลียวคลื่นบนพสุธา

    กระแทก เข้าทะลวงเจาะทำลายเหล่าแขนกลที่ขวางเส้นทาง

    รวดเร็ว ทรงพลังอำนาจ ไร้สิ่งใดต่อต้าน

    เพื่อเข้าทำลายเป้าหมาย เครื่องจักรกลทรงกลมที่ตั้งอยู่ใจกลาง

    ความรุนแรงของการโจมตีที่พี่สร้างขึ้น ถึงกับทำให้ฉันกับเจ้าควอตซ์ไม่สามารถเข้าไปใกล้เพื่อช่วยสนับสนุนได้

    มีแต่ต้องรีบพยายามหนีห่างออกมา เพราะกลัวว่าจะถูกลูกหลงโดนพัดกระเด็นไปด้วย



    แต่ทว่า---

    “ถูกสะท้อน? ไม่สิ ลื่นไหลออกไปเลย!? ”

    ทั้งที่การโจมตีนี้สามารถทะลวงกำแพงแขนกลของมันไปได้ราวกับเจาะเศษกระดาษ

    แต่สว่านพายุที่ทั้งใหญ่และยาวของพี่ กลับไถลไปตามพื้นผิวทรงกลม จนไม่อาจทำได้แม้แต่ทิ้งรอยแผลเอาไว้บนผิวของมัน

    *ปรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด! *

    ในตอนนั้นเอง ที่มันเริ่มดึงแขนกลที่ฝังอยู่ในดินกลับขึ้นมา

    สิ่งที่มันดึงกลับขึ้นมานั้น คือก้อนหินขนาดเท่าภูเขาลูกหนึ่ง

    ดูเหมือนว่าหัวของแขนกลที่แผ่แสงสีแดงออกมา จะมีความสามารถในการสร้างสนามแรงดึงดูดเพื่อยึดจับวัตถุ

    มิน่า เคียวที่ฟันออกไปเมื่อกี้ถึงได้หยุดลงที่กลางอากาศก่อน…

    “มันมาแล้ว! ”

    “ค่ะพี่! ”

    หินขนาดเท่าภูเขาถูกทุ่มลงใส่พวกเรา

    มันใหญ่มาก จนราวกับกำลังเห็นปีศาจหนวดจับแผ่นดินพับประกบเข้าหากัน

    แต่การโจมตีเช่นนี้ ไม่อาจทำอะไรพวกเราสองพี่น้องได้หรอก!



    “พี่ค่ะ! ”

    “รู้แล้ว! ”

    นี่คือพลังของพวกเราสองพี่น้อง ที่ถูกจับฝึกนรกมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก

    เจ้าสัตว์ประหลาด จงเบิ่งตาดูพลังของพวกเราสองพี่น้องให้ดี!

    ฉันใช้ขาซ้ายกระโดดไปในอากาศ

    พร้อมกันนั้น วัตถุทรงไข่ทั้งสามสิบลูกของพี่ก็เริ่มบินกลับมาหมุนที่รอบตัวฉัน แล้วกลายเป็นแท่นเหยียบให้

    ใช้ปลายฝ่าเท้าของตัวเอง ยืนเขย่งอยู่บนพื้นที่อันน้อยนิดของวัตถุทรงไข่ด้วยสมดุลร่างกายที่สมบูรณ์แบบ

    ใช้สองแขนจับด้ามให้มั่น ปลดปล่อยพลังงานของเคียว ให้มันดูดพลังงานจากร่างกาย แล้วไปสะสมเอาไว้ที่คมของอาวุธเป็นจุด ๆ เดียว ก่อนจะเริ่มใช้สมาธิกับดวงตาแห่งจิต มองดูรอยแตกของผิวดินตรงหน้า



    “ตรงนี้! ”

    แล้วจัดการฟันมันให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยซะ

    ตวัดอาวุธจากล่างขึ้นบน

    ปล่อยคลื่นรังสีความสูงออกไปจากคมของเคียว

    เล็งไปที่ชีพจรของมวลภูเขาหิน

    ทำลายมัน ณ จุด ๆ นั้น



    คลื่นสีฟ้ารูปพระจันทร์เสี้ยวพุ่งออกไปกระทบผิวที่หยาบกร้าน

    หากให้เปรียบเทียบถึงขนาดแล้ว คลื่นโจมตีกับขนาดของภูเขาหิน มันช่างต่างกันราวฟ้ากับเหว

    ประดุจดั่งมดที่อาจหาญวิ่งเข้าชนช้าง

    แต่มดตัวนั้น มันคือกระสุนปืนที่พร้อมจะระเบิดออกจากภายใน เพื่อแยกร่างของช้างตัวนั้นให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

    การโจมตีของฉันมันคือกระสุนมดที่ว่านั้น

    คลื่นพระจันทร์เสี้ยวที่กระทบผิว ได้ทิ้งรอยปริแตกขนาดเล็กขึ้นอยู่บนนั้น

    รอยปริแตกที่เล็ก เริ่มแผ่ขยายออกอย่างรวดเร็วดั่งพิษร้ายที่แพร่กระจาย จนกระทั้งมันวิ่งพล่านไปทั่วภูเขาหิน แล้วแตกกระจายเป็นหยาดฝนศิลาร่วงหล่นสู่ผิวดิน



    “ฮึบ! ”

    ท่ามกลางหยาดฝนศิลาที่โปรยปราย มีแขนกลจำนวนมากกำลังพุ่งเข้าโจมตีใส่ฉัน

    ฉันกระโดดหมุนตัวตีลังกากลางอากาศ ไปพร้อมกับเคียวคู่ใจและก้อนลอยนภาของพี่ชาย เพื่อรับมือแขนกลปลาหมึกกับหยาดฝนศิลาที่กำลังรายล้อมไปทั่วฟ้ามัวดิน

    มิจำต้องระวังหลัง เพราะฉันในตอนนี้แทบจะไร้จุดบอดให้ถูกโจมตี

    ด้วยหินนภานี้ มันจะช่วยปัดเป่าภัยอันตรายไปให้หมดสิ้น

    ด้วยหินนภานี้ มันจะช่วยทำให้ฉันเคลื่อนไหวโบยบินได้อย่างอิสระในอากาศ

    กระโดดจากก้อนหนึ่งสู่อีกก้อนหนึ่ง วิ่งทะยานตัดข้ามท้องฟ้า ราวกับมีพื้นอันไร้ขอบเขตถูกวาดลงบนเส้นทางที่ฉันกำลังจะก้าวเท้าออกไป

    ถ้าหากว่าฉันไม่เชื่อใจในการควบคุมหินนภาของพี่ ฉันก็อาจจะร่วงสู่พื้นจนชีวาดับสิ้น

    ถ้าหากว่าพี่ไม่เชื่อใจฉัน การควบคุมเพื่อสร้างเส้นทางก็อาจเกิดความผิดพลาดได้

    มันคือการเคลื่อนไหวที่ต้องเชื่อมใจซึ่งกันและกัน

    ประดุจเป็นหนึ่งใจสองกาย ที่มีหัวใจเดียวกัน

    และที่พวกเราทำเรื่องเพ้อฝันให้เป็นจริงได้ นั่นก็เพราะพวกเราคือพี่น้องร่วมสายเลือดยังไงละ!



    แต่ทว่า… พวกเราทำได้เพียงแค่หลบกับถ่วงเวลาเท่านั้น

    การโจมตีของฉันไม่อาจตีฝ่าไปถึงแกนกลางของมันได้

    หรือต่อให้เปลี่ยนสลับหน้าที่ การโจมตีของพี่ก็ไม่อาจทำร้ายแกนของมันได้เช่นกัน

    พวกเราทำได้แค่สู้ยื้อเวลา และรอคอยจังหวะ หาโอกาสที่จุดอ่อนของมันจะถูกเผยออกมาให้เห็นเท่านั้น

    เจ้าควอตซ์เองก็กำลังเตรียมเล็งหาโอกาสโจมตีอยู่เช่นกัน

    ไม่สิ…

    ยังมีอีกคนที่ว่างงานอยู่ไม่ใช่หรือ?



    “กรีด! มาช่วยหน่อย! ”

    พี่ส่งเสียงเรียก [แฟน] ตัวเองมาเสริมการโจมตี

    ใช่แล้ว ในระหว่างที่มันกำลังสนใจพวกฉันสองพี่น้อง นี่ละคือโอกาสอันดีที่จะใช้โจมตี---

    “ฮึ! ไม่รู้ไม่ชี้! ”

    --- “ไม่รู้ไม่ชี้” อะไรของเธอกันยะ!

    คนที่ชื่อกรีด หุ่นยนต์ที่พี่ชายรักนักรักหนา ยัยนั่นกำลังยืนงอนแก้มป่องเป็นสาวน้อยอยู่ที่ด้านหลังของพี่ชาย

    “เป็นบ้าอะไรของเธอเนี่ยกรีด! ”

    “ก็มันน่าหงุดหงิดนี่! ฮึ! ”

    เป็นอะไรของยัยนั่นกันเนี่ย?

    หรือว่าระบบภายในจะรวน?

    หรือว่าเธอจะถูกศัตรูส่งไวรัสโจมตีจนเพี้ยนไปแล้ว?



    “กรีด! มันใช่เวลามาผีเข้าผีออกไหม! อยากช่วยพวกพี่น้องหรือเปล่า! ถึงจะไม่รู้ว่าจมหายไปไหนแล้ว แต่ถ้าไม่จัดการเจ้านี่ พวกเราก็ไม่สามารถค้นหาร่างของพี่น้องพวกเธอได้หรอกนะ! ”

    “... ฮึ่ม! ไม่มีทางเลือกนี่นะ! ก็ได้! ”

    ยัยนั้นเป็นบ้าอะไรของมันเนี่ย?

    กรีดเดินมายืนคู่กับพี่ของฉัน กำมือทั้งสองข้างเป็นรูปปืน แล้วชี้เล็งตรงออกไปข้างหน้า

    ที่ปลายนิ้วชี้ทั้งสองของเธอ กำลังเริ่มมีพลังงานบางอย่างก่อตัวขึ้นมา

    สิ่งนั้นก่อตัวขยายใหญ่ขึ้น สุกสว่างเป็นแสงสีแดง เจิดจ้าจนมีแกนเป็นสีขาวโพล้น ร้อนแรงจนทำให้ภาพรอบกายถูกบิดเบือน

    เพียงแค่เห็น ก็รู้แล้วว่ามันต้องเป็นการโจมตีที่รุนแรงมาก

    หวังว่า… จะเป็นการโจมตีที่ได้ผลละนะ