ตอนที่ 2 การปรากฏตัวครั้งแรกของมิติเวลา (1)
เอ่ยถึงชาติที่แล้วของอวี๋เจียว ชีวิตของเธอนั้นล้มลุกคลุกคลาน อย่าเข้าใจผิดนะ ไม่ได้มีความแค้นเคืองต่อตระกูลร่ำรวยมีอิทธิพลแต่อย่างใด เธอเป็สาวสมัยใหม่ธรรมดาทั่วไป ฉลาด ขยันตั้งใจเรียนมาั้แ่เด็ก ได้รับความรักจากพ่อแม่มากกว่าน้องชายที่เป็เด็กผู้ชายเสียอีก แต่เด็กสาวที่โดดเด่น ความสามารถรอบด้าน กลับต้องมาป่วยเมื่ออายุได้สิบขวบโดยไม่ทราบสาเหตุ
เพียงป่วยก็กินเวลาไปกว่าครึ่งปี ไม่ว่าจะไปตรวจที่ไหนก็ไม่พบสาเหตุ ต่อให้ฉีดยากินยาก็ไม่เคยดีขึ้น จนแม่อวี๋ที่ทำอะไรไม่ได้ต้องเที่ยวจุดธูปอธิษฐานไปทั่ว กระทั่งได้รับคำทำนายมาจากพระเถระชั้นสูง “ปัญญาล้ำจำต้องเ็ป[1]”
ไม่มีพ่อแม่ที่ไหนไม่อยากมีลูกสาวสติปัญญาล้ำเลิศ แต่เมื่อเทียบกับปัญญาที่ฉลาดล้ำแล้ว พวกเขา้าลูกสาวที่มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงมากกว่า ดังนั้นนับั้แ่นั้นมา หนังสือวิชาการในมือของอวี๋เจียวจึงเปลี่ยนเป็หนังสือการ์ตูนทั้งหมด ศิลปะสี่แขนงในบ้านได้เปลี่ยนเป็เกมออนไลน์ อย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการเรียนนั้นหายไปจนหมด เมื่อเป็เช่นนี้ อวี๋เจียวที่มีความสุขกับชีวิต เสพความสุขจนกลับมาหายเป็ปกติอย่างน่าประหลาด
แม้ไม่ได้เป็ดังที่ใจคาดเอาไว้ แต่ลูกสาวที่ล้มหมอนนอนเสื่อกลับมาะโโลดเต้นได้อีกครั้ง พ่อแม่อวี๋จึงทำได้เพียงปลอบใจ ‘สุขภาพแข็งแรงก็คือความสุข’ หากพวกเขารู้ว่า ลูกสาวของตนเองจะต้องตายเพราะถูกรถชนเนื่องจากช่วยชีวิตคนในอีกสิบปีให้หลัง คงเสียใจที่ไม่ได้สอนลูกสาวในประโยคหลังว่า...อยู่อย่างสงบสุขจึงจะเป็ความจริง
ยามนี้อวี๋เจียวที่รู้ว่าตนเองได้ย้อนเวลากลับมาจำต้องยอมรับความจริงอย่างช่วยไม่ได้ ไม่ใช่เธอไม่คิดถึงพ่อแม่เมื่อชาติที่แล้ว หลังจากผ่านความใเธอก็นึกขึ้นมาได้ ชาติที่แล้วเธอช่วยเด็กคนหนึ่งเอาไว้จึงถูกรถพ่วงชนจนร่างกระเด็น เมื่อนึกถึงลักษณะของรถคันนั้นแล้ว เธอไม่คิดว่าร่างของตนจะไม่เป็อะไร หากกลับไปแล้วต้องให้พ่อแม่มาดูแลคนพิการเช่นเธอ เธอยอมให้คนแก่ทั้งสองไม่ต้องมีลูกคนนี้เสียจะดีกว่า ดีที่เธอยังมีน้องชายที่เติบโตเป็ผู้ใหญ่แล้ว
ในขณะที่กำลังนึกสงสารพ่อแม่ เธอกลับรู้สึกเวียนศีรษะขึ้นมา ตรงหน้าค่อยๆ ปรากฏภาพเด็กสาวผู้หนึ่งที่ต้องอ้างว้างใน่แรกเริ่มของชีวิต
เด็กสาวคนนั้นชื่อเหมือนกับเธอ ชื่อว่าอวี๋เจียว บิดาอวี๋ฉางเหวิน เป็กุนซือที่ปรึกษา ข้าราชการระดับสี่ในต้าฉี ทว่ามารดากลับเป็ญาติผู้น้องของบิดา
ผู้คนมักกล่าวว่านับั้แ่โบราณมาลูกพี่ลูกน้องได้รับความทุกข์ทรมานมาก อวี๋เจียวมองว่ามันเป็อะไรที่ไม่ถูกต้อง
เฝิงหว่านเหมยที่ติดตามมารดากลับบ้านไปเยี่ยมญาติ ซึ่งก็คือมารดาผู้ให้กำเนิดของนาง เกิดหลงรักญาติผู้พี่ของตนจะเป็จะตาย ทว่าอวี๋ฉางเหวินในยามนั้นได้หมั้นหมายไปแล้ว คู่หมายของเขาคือบุตรสาวตระกูลจางรองเสนาบดีเ้ากรมขุนนางในเวลานั้น หากให้เปลี่ยนตัวคงเป็ไปไม่ได้ แต่ใครใช้ให้ผู้เป็แม่รักบุตรีมากเล่า เฝิงหว่านเหมยไปร้องห่มร้องไห้ต่อหน้ามารดา มารดาของนางไปร้องไห้ต่อหน้าท่านยาย ร้องไห้จนท่านยายปวดใจ คิดอยากยกหลานสาวให้แต่งงานกับหลานชายขึ้นมา
มารดาของอวี๋ฉางเหวินเดิมไม่ถูกชะตากับน้องสามีที่ลมพัดก็ล้มคนนั้นอยู่ก่อนแล้ว จะยอมให้บุตรชายของนางทิ้งคู่ครองที่ดีไปแต่งงานกับบุตรีของนางได้เยี่ยงไร เพราะเหตุนี้ สตรีทั้งสองจึงทะเลาะกันเป็ครั้งแรก สุดท้ายเื่ไปถึงท่านปู่ของอวี๋ฉางเหวิน...ยังดีที่ผู้าุโยังไม่เลอะเลือน ต่อว่าภรรยาไปหนึ่งรอบ ส่งบุตรีพร้อมทั้งหลานสาวกลับออกไป จากนั้นรีบกลับไปจัดการวางสินสอดกับตระกูลจางทันที ชีวิตของอวี๋ฉางเหวินเรียกได้ว่าถูกจัดการเรียบร้อย
เดิมคิดว่าเื่นี้จะจบแล้ว ใครจะคิดว่าครอบครัวเฝิงหว่านเหมยยังไม่จบ เมื่อกลับถึงบ้านก็คิดถึงญาติผู้พี่จนไม่ยอมกินข้าวกินน้ำ น้ำตานองหน้าอยู่ทุกวัน ชั่วพริบตายังไม่ทันถึงปี คนที่เคยดีๆ อยู่ ยามนี้ใกล้จะไม่ไหวเสียแล้ว ในยามที่ป่วยหนักนางเขียนจดหมายให้ญาติผู้พี่ บอกว่าอยากเจอเขาเป็ครั้งสุดท้าย อวี๋ฉางเหวินผู้แต่งงานแล้วและกำลังจะได้เป็บิดาในตอนนั้นยังเป็หนุ่ม ใจอ่อนจึงไปหา แต่การไปครั้งนี้ แผนการได้สำเร็จลุล่วงภายใต้ความช่วยเหลือของพ่อแม่ตระกูลเฝิง
ไม่ต้องบอกก็รู้ได้ เมื่อกลับมาจึงเกิดความวุ่นวายใหญ่โต
เชิงอรรถ
^ ปัญญาล้ำจำต้องเจ็บปวด มาจากนิยายของกิมย้งเรื่อง จอมใจจอมยุทธ หมายถึง เมื่อมีปัญญาล้ำเลิศก็มักจะเข้าใจโลกได้ง่าย มีประสบการณ์ผ่านร้อนผ่านหนาว ใช้ความคิดและจิตใจมากขึ้น ส่งผลให้เราเจ็บปวดได้ง่ายขึ้นไปอีก