“อวี้กง ท่านมีแผนจัดการพวกมันรึไม่” จางหนี่หวังถามขึ้น เธอเห็นว่าอวี้กงดูไม่แตกตื่นแต่อย่างใด แสดงว่าต้องมีวิธีจัดการพวกมันอยู่แน่
“ให้คนที่มีระดับจักรพรรดิทั้งหมด 60 คน ไปประจำจุดจ่ายพลังเขตแดน จุดละ 15 คน อย่างแรกเราต้องทำการล่อพวกมันและขังพวกมันไว้ในเขตแดน ด้วยพลังของคน 60 คน เขตแดนจะสามารถฟื้นตัวได้ทันและขังพวกมันไว้ภายในได้” ไป่ฉีกล่าว
“แล้วจะฆ่าพวกมันยังไงล่ะ” หลงสุ่ยถามขึ้น
“ฉันจะรีบเตรียมค่ายกลเอาไว้จัดการพวกมันเอง ขอให้คนที่มั่นใจในความเร็วมากที่สุด ไปล่อพวกมันมาที่นี่ ที่เหลือฉันจะจัดการพวกมันเอง” ไป่ฉีกล่าว
“จะไหวเหรอท่านอวี้กง นั่นน่ะมีพลังเทียบเท่ากับผู้ฝึกยุทธ์ระดับราชันย์ทรราชเชียวนะ” จางหนี่หวังถามด้วยความเป็นห่วง
ก่อนหน้านี้เธอรู้มาว่าอวี้กงเคยเกือบพลาดท่าให้กับนางมารปิงโหย่ว ขนาดแค่คนเดียวเขายังเกือบเอาตัวไม่รอด แล้วนี่ตั้ง 10 ตัว เขาจะไม่ถูกพวกมันฉีกเป็นชิ้น ๆ งั้นเหรอ
“วิชาของฉันพัฒนาจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เจ้าพวกนั้นยังไงก็เป็นสิ่งมีชีวิต ไม่รอดพ้นกฎของหลักเหตุและผลในการดำรงชีพไปได้หรอก” ไป่ฉีกล่าวขณะเริ่มเตรียมค่ายกลอักขระลมปราณแล้ว แทบไม่มีใครเข้าใจความหมายที่ไป่ฉีพูดแม้แต่น้อย เพราะส่วนใหญ่พวกเขานั้นก้มหน้าก้มตาฝึกวิชาตามแบบดั้งเดิม แต่เน้นไปในการพัฒนาวิธีบ่มเพาะแบบใหม่ ๆ มากกว่าการคิดค้นวิทยาการด้านอื่น
“ทุกคนทำตามนี้ ฉันจะเป็นคนไปล่อพวกมันมาเอง” จางหนี่หวังกล่าวขึ้น สร้างความวิตกให้กับผู้อาวุโสสมาคมการค้าอย่างมาก
“ประมุข แต่มันเสี่ยงเกินไป” อี้เซียนกล่าวคัดค้าน
“นี่เป็นที่ของฉัน หากฉันใช้ผู้อื่น เป็นตัวล่อ ต่อไปจะกล้าสู้หน้าคนทั่วยุทธภพได้ยังไง แค่พวกเขาช่วยจัดการปัญหานี้ร่วมกับทางเราก็นับว่ามีน้ำใจมากแล้ว” กล่าวจบจางหนี่หวังก็หายไปจากลานประลองทันที โดยที่อี้เซียนไม่สามารถจะรั้งตัวเธอไว้ได้
ทางตำหนักเทพเต่ามังกร อู่กุยหลงจินเริ่มกลับมานั่งด้วยตนเองได้แล้ว เขาตรวจสอบอาการบาดเจ็บดูก็พบว่าทุเลาลงมาก จึงหยิบโอสถรักษาเม็ดที่ 2 ส่งเข้าปาก พร้อมกับเริ่มโคจรลมปราณรักษาตัวเองต่อ
“ผู้อาวุโส ฝากดูพ่อด้วย ผมจะลงไปคอยคุ้มกันท่านอวี้กง หากพวกสัตว์อสูรมาถึงก่อนค่ายกลจะเสร็จ อย่างน้อยก็พอถ่วงเวลาได้บ้าง” กล่าวจบอู่กุยเหวินป๋อก็ลงไปอยู่ข้าง ๆ อวี้กง คอยระวังรอบข้างให้
“ลงมาทำไมกัน” ไป่ฉีถาม ขณะที่ยังคงใช้อักขระลมปราณให้ประทับลงบนพื้นสนามประลอง
“ผมจะคุ้มครองระหว่างที่ท่านสร้างค่ายกลครับ หากพวกสัตว์อสูรมาถึงก่อนท่านจะสร้างค่ายกลเสร็จ” อู่กุยเหวินป๋อกล่าว
“ตามใจ” ไป่ฉีตอบสั้น ๆ ก่อนจะสร้างค่ายกลต่อไป
“ท่านอวี้กง ไม่ทราบว่ากระบวนท่า [ทลายเสาค้ำฟ้า] นั่น ทำไมผมถึงเห็นเงาร่างของเต่ามังกรขนาดใหญ่ปรากฎขึ้นกัน” อู่กุยเหวินป๋อถาม เขาอยากรู้มาก แม้จะเป็นแค่เงาร่างกับเสียงร้อง กลับสามารถทำให้จิตใจของผู้ฝึกยุทธ์ระดับจักรพรรดิสั่นกลัวได้
“เป็น 1 ในวิชาลับ สำหรับผู้ผ่านด่านทดสอบของเทพเต่ามังกร สัตว์อสูรระดับปราณเทวะ เมื่อผ่านด่านทดสอบเจ้าจะได้รับสืบทอดวิชาและโลหิต ซึ่งโลหิตของมันจะหลอมรวมกับไขกระดูกของผู้ผ่านด่านทดสอบ ทำให้ร่างกายที่ได้รับการหลอมรวมกับโลหิตแข็งแกร่งขึ้น รวมถึงสามารถใช้วิชาต่อสู้ของพวกมันได้อีกด้วย” ไป่ฉีตอบ
“เอ่อ...ผมขอซื้อข้อมูลสถานที่ตั้งของด่านทดสอบได้รึเปล่าครับ” อู่กุยเหวินป๋อกระซิบถาม
“มันไม่ได้อยู่ในโลกนี้ หากจะไปต้องบรรลุปราณราชันย์จักรพรรดิให้ได้เสียก่อน” ไป่ฉีตอบ
“งั้นทำไมท่านที่เป็นผู้ฝึกยุทธ์ชั้นปราณจักรพรรดิถึงสามารถไปยังอีกโลกหนึ่งได้กันล่ะ” อู่กุยเหวินป๋อถาม
“ฉันมีวิธีก็แล้วกัน แต่ที่นั่นอันตรายเกินไปสำหรับนายที่เป็นเพียงลูกนกเพิ่งหัดบิน เลิกถามได้แล้วฉันต้องการสมาธิ” ไป่ฉีพูดตัดบทสนทนาทันที
จางหนี่หวังเดินออกมานอกสนามประลอง เธอหลับตาลงเพื่อเพิ่มระยะการสัมผัสรับรู้ของพลังปราณ ใช้เวลาสักครู่เธอก็พบว่าพวกสัตว์อสูรทดลองตอนนี้อยู่ตรงประตูทางเข้าของสมาคมการค้า
เธอคิดหาเส้นทางที่ใกล้ที่สุดในการไปยังลานประลองที่อวี้กงกำลังเตรียมการอยู่ คิดได้สักครู่ เธอก็วิ่งออกไปยังทางเข้าสมาคมการค้าทันที
เมื่อมาถึงจางหนี่หวังก็พบกับสัตว์อสูร 10 ตัว พวกมันขนาดตัวไม่ต่างจากมนุษย์ แต่พลังปราณที่แผ่ออกมาบ่งบอกได้ว่าพวกมันแข็งแกร่งมาก คราวนี้รูปร่างของพวกมันดูไม่ต่างจากมนุษย์มากนัก บางตัวมีร่างเป็นมนุษย์ แต่คอยาว มีปากที่ฉีกถึงหูกำลังกินศพของประชาสัมพันธ์เคราะห์ร้ายที่หนีไม่ทัน
จางหนี่หวัง คาดว่าคนอื่นคงหนีไปก่อนแล้ว ส่วนพวกสัตว์อสูรทดลองพวกนี้ก็ไม่คิดจะไล่ตามเหยื่อที่หนีไป พวกมันยังคงรุมกินเหยื่อของพวกมัน เธอจึงโคจรปราณก่อนจะตะโกนออกไป
“ไอ้พวกลูกหมา คิดมาหากินในที่ของฉัน ได้เวลาจ่ายค่าเสียหายแล้ว” คลื่นเสียงกระแทกเข้าใส่พวกสัตว์อสูรทำให้พวกมันชะงักเล็กน้อย ก่อนที่ดวงตาของพวกมันจะแดงโรจด้วยความโกรธที่ถูกขัดจังหวะการกิน พวกมันคำรามขึ้นก่อนจะพุ่งมาหาจางหนี่หวัง
“คิดจะกินฉันงั้นเหรอ” จางหนี่หวังสูดลมหายใจเข้าไปจนสุด ก่อนจะเอามือเท้าเอว
“ไปให้พ้นนนนนนนน ไอ้พวกสมองกลวงงงงงงง” เมื่อเธอปลดปล่อยเสียงพร้อมพลังปราณออกมา ส่งผลให้พวกสัตว์อสูรที่พุ่งเข้ามาต้องเอาเท้ายันตัวเองไม่ให้ปลิวไปพร้อมกับเสียงแฝงพลังปราณที่โถมเข้าใส่พวกมัน
เมื่อเสียงหยุดลงพวกมันยังคงส่ายหัวไปมาเพราะมึนกับเสียงดังเมื่อครู่ และก็พบว่าผู้หญิงคนที่ทำให้หูพวกมันแทบดับจากเสียงดังเมื่อครู่ได้วิ่งหนีจนทิ้งระยะห่างจากพวกมันไปพอสมควรแล้ว
“ก๊าซ” พวกมันใช้เท้าถีบที่พื้นอย่างแรงจนพื้นแตกร้าว เพื่อส่งตัวมันพุ่งไปหาจางหนี่หวังด้วยความโกรธทวีคูณ
“ชิ ตามมาไวจริง วิชาราชสีห์คำราม ใช้แค่ยั่วโมโหมันได้เท่านั้นสินะ” จางหนี่หวังกำลังใช้วิชาตัวเบาไปตามทางแคบ เพียงแต่ความเร็วของเจ้าพวกสัตว์อสูรนี้รวดเร็วมาก พวกมันกำลังจะถึงตัวเธอแล้ว
“เอานี่ไปกิน” จางหนี่หวังหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมากดอะไรบางอย่าง
[ยืนยันระบบรักษาความปลอดภัยด้วยเสียง] เสียงโมโนโทนดังมาจากสมาร์ทโฟน
“ปิดประตู” จางหนี่หวังตะโกนขึ้น
[ยืนยันเสียงถูกต้อง เริ่มการปิดประตู] เสียงโมโนโทนกล่าวขึ้น ก่อนที่ประตูหนาเริ่มเลื่อนลงมาปิดไล่จากทางเดินประชาสัมพันธ์ และปิดไล่หลังพวกสัตว์อสูร เพื่อไม่ให้พวกมันมีทางถอยกลับและหนีไปได้
“ชิ ตามมาเร็วจริงนะ” จางหนี่หวังหยิบพัดออกมาจากแหวนมิติ เป็นพัดใหญ่ที่ใช้เป็นอาวุธมีสีทองลวดลายสวยงาม
จางหนี่หวังส่งพลังปราณไปที่พัดก่อนจะโบกสะบัดจนเกิดเป็นสายลมรุนแรงเข้าปะทะกับพวกสัตว์อสูรที่ตามเธอมา
“ระบำพัดวายุ รับไปเลย” จางหนี่หวังยังคงโบกพัดไปมาอย่างต่อเนื่องเพื่อขัดขวางไม่ให้สัตว์อสูรพุ่งเข้าใส่เธอได้ และในจังหวะที่สัตว์อสูรทดลองกำลังจะเข้าถึงตัว เธอก็ใช้พัดสร้างกระแสลมเพื่อเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว จนทิ้งระยะห่างออกมาได้ จึงทำแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมาจนกระทั่งมาถึงลานประลอง เมื่อไป่ฉีเห็น เขาก็ตะโกนทันที
“หลบไปด้านบนให้พ้นเขตแดน” ไป่ฉีตะโกนบอกจางหนี่หวัง
จางหนี่หวังจึงใช้พัดของตนสร้างลมเพื่อดีดตัวขึ้นให้พ้นเขตแดนที่กำลังจะเริ่มทำงาน
“สัตว์อสูรทดลองเข้ามาหมดแล้ว ให้เขตแดนทำงานได้เลย” ไป่ฉีตะโกนบอกทันที
เพียงพริบตาเดียวเขตแดนลักษณะโดมโปร่งแสงก็ปรากฎขึ้น พวกสัตว์อสูรนั้นไม่สนใจไป่ฉี ด้วยเพราะพลังที่แผ่ออกมาจากเขตแดนนั้นคุกคามพวกมันมากกว่ามนุษย์ที่ยืนอยู่ตรงหน้าของพวกมัน
“คิดเมินฉันแบบนี้ เห็นทีต้องสั่งสอนเสียบ้าง” ไป่ฉีโคจรลมปราณ บังเกิดเส้นแสงสัญลักษณ์ขึ้นตามมือและใบหน้าของเขาอีกครั้ง
เหล่าคนที่ถ่ายพลังปราณให้เขตแดนต่างจ้องผู้ได้ชื่อว่าเทพกระบี่ตาไม่กระพริบ ภาพที่อู่กุยหลงจินถูกซัดจนบาดเจ็บสาหัสในครั้งเดียวเมื่อครู่ยังคงฝังอยู่ในความทรงจำพวกเขาอย่างแจ่มชัด
“สัญลักษณ์เปลี่ยนไป” อู่กุยหลงจินกล่าว ตอนนี้เขารักษาอาการบาดเจ็บจนหายขาดแล้ว คำพูดของเขาทำให้ทุกคนมองไปยังสัญลักษณ์บนใบหน้าของอวี้กงอีกครั้ง แต่เพียงไม่นานเปลวเพลิงสีทองก็พวยพุ่งออกมาจากสัญลักษณ์นั้น
ถึงตอนนี้พวกสัตว์อสูรทดลองต่างหันมาสนใจไป่ฉีแทน เพราะพวกมันสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่เหนือกว่าเขตแดนที่กักขังพวกมันไว้ เสียงของวิหคดังกึกก้องไปทั่ว ทำให้พวกสัตว์อสูรทดลองยืนแข็งทื่อ
ร่างของพวกมันสั่นเทิ้มด้วยความกลัว ส่วนบนอัฒจันทร์ที่มีเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ชั้นปราณจักรพรรดิ ทุกคนต่างรู้สึกถึงความน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ออกมาจากตัวของอวี้กงและเสียงร้องของวิหคเมื่อครู่
“อยู่นิ่ง ๆ ให้ฉันได้ลองค่ายกลใหม่เสียเถอะ” ไป่ฉีกระโดดขึ้นพร้อมเงาร่างของวิหคเพลิงสีทองสุกสว่างปรากฎขึ้นเบื้องหลัง และทำการสยายปีกของมันออก
“วิชาลับ [เทพวิหคเพลิง สยายปีก]” ไป่ฉีกล่าวจบ ก็บังเกิดเปลวเพลิงพุ่งกระจายออกจากรอบตัวของเขา พวกสัตว์อสูรต่างหันหลังเพื่อจะหนีไปยังทางเดิมที่พวกมันเข้ามา และพบว่าทางที่พวกมันเข้ามาถูกปิดลงแล้ว แต่พวกมันก็ยังดิ้นรนโจมตี เพราะสัญชาติญาณของพวกมันบอกว่าหากไม่หนีไปจากที่นี่ตอนนี้ ชีวิตของพวกมันจะมอดดับลงแน่
เปลวเพลิงสีทองสาดเข้าใส่เหล่าสัตว์อสูร แม้พวกมันจะมีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับผู้ฝึกยุทธฺระดับราชันย์ทรราช หากแต่ความร้อนจากเปลวเพลิงก็ยังสร้างความเสียหายให้กับพวกมันอยู่ เหล่าสัตว์อสูรกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด บางตัวสูญเสียดวงตาจากเพลิงที่โถมเข้าใส่
“จังหวะนี้คลายเขตแดน” ไป่ฉีสั่งการ
เมื่อได้รับคำสั่ง ผู้อาวุโสสมาคมการค้าที่คุมเขตแดนรีบปลดเขตแดนออกในระยะสั้น ๆ เพื่อให้อวี้กงออกมาจากเขตแดน ก่อนจะสร้างเขตแดนครอบพวกมันอีกครั้งหนึ่ง
พวกสัตว์อสูรไม่ได้ใช้โอกาสนี้หนีออกมา พวกมันยังคงเจ็บปวดจากแผลไฟไหม้ที่ได้รับเมื่อครู่ แม้จะเป็นเพลิงของผู้ฝึกยุทธฺระดับจักรพรรดิ หากแต่เพลิงนี้เป็นเพลิงของสัตว์อสูรระดับเทวะ จึงมีความรุนแรงกว่าเพลิงทั่วไปทำให้สามารถทะลุผ่านปราณป้องกันตัวของพวกมันเข้ามาได้
“มาดูค่ายกลใหม่ของฉันกัน” ไป่ฉีเริ่มส่งพลังปราณเข้าไปให้ค่ายกลใหม่ทำงาน เกิดเสียงดังขึ้นเหมือนเครื่องดูดอากาศ ภายในเขตแดน ไฟได้ดับมอดลงอย่างฉับพลัน พวกสัตว์อสูรมองขึ้นไปยังพวกที่อยู่บนอัฒจันทร์อย่างโกรธแค้น พวกมันพยายามพุ่งเข้าโจมตีเขตแดนอย่างหนัก
แม้จะมีรอยเกิดขึ้น แต่เขตแดนก็ฟื้นฟูกลับมาได้อย่างรวดเร็ว ทุกคนต่างอยากเห็นว่าค่ายกลที่อวี้กงใช้นั้นมันคืออะไรกันแน่ เพียงไม่นานผิวหนังของพวกสัตว์อสูรเริ่มโป่งพอง มีไอออกมาจากผิวหนังของพวกมัน ก่อนที่ผิวหนังของพวกมันจะปริแตกออก เผยให้เห็นเลือดที่กำลังเดือดและระเหยไปอย่างรวดเร็ว
“นี่มันค่ายกลอะไรกันเนี่ย” จางหนี่หวังกล่าว
“ค่ายกลสูญญากาศ ด้วยการดึงเอาอากาศออก น้ำที่อยู่ในสภาพนี้จะถึงจุดเดือดในอุณหภูมิที่น้อยลง ยกตัวอย่างเช่นการต้มน้ำในที่ราบ จุดเดือดของน้ำจะอยู่ที่ 100 องศา แต่หากต้มน้ำบนยอดเขาที่มีอากาศเบาบางกว่า จุดเดือดของมันจะอยู่ที่ราว 70 องศาเท่านั้น ค่ายกลนี้จะดูดอากาศออกจากเขตแดน เมื่อภายในไม่มีอากาศน้ำก็จะเดือดในอุณหภูมิที่ต่ำมาก สัตว์อสูรพวกนี้มีน้ำในร่างกายทั้งในเลือดและอวัยวะภายใน พวกมันจะถูกต้ม หลังจากนั้นเมื่อการคายความร้อนในน้ำหมดลง น้ำก็จะเปลี่ยนสภาพกลายเป็นน้ำแข็ง เมื่อถึงเวลานั้นก็แค่ทุบมันให้แหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ไม่ต้องเปลืองแรงไปสู้รบกับพวกมันสักนิด” ไป่ฉีอธิบาย ทำให้ทุกคนที่อยู่ในนี้ต่างปากอ้าค้าง
'จุดเดือด อุณหภูมิ อะไรน่ะ'
'คล้าย ๆ เหมือนจะเคยเรียนเมื่อนานมาแล้ว'
บางคนหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาค้นหาทันที เมื่อมีคนหนึ่งร้อง “อ๊ะ” ขึ้น ความสนใจของทุกคนก็พุ่งไปที่ต้นเสียงทันที
“มีจริง ๆ ด้วย” ชายคนนั้นพูดขึ้น
“พวกท่านสมควรพัฒนาวิชาโบราณคร่ำครึนั่นเสียที ดูอย่างพวกพรรคตะวันดับสิ พวกมันใช้การตัดต่อพันธุกรรมของมนุษย์ให้กลายเป็นสัตว์อสูรไปแล้ว หากวิชาของพวกท่านยังไม่พัฒนา เกรงว่าคงจะดำรงอยู่บนโลกนี้ได้อีกไม่นาน” ไป่ฉียกยิ้มขึ้น ทำให้ทุกคนถึงกับเสียวสันหลังเมื่อคิดถึงสิ่งที่อวี้กงกล่าวออกมา
__________________________________
หายไปสี่วัน พอดีต้องปั่นตอนรีไรท์ให้ทันนักแปล แหะ ๆ
ฝากเพจนิยายด้วยนะครับ
