วันเพ็ญเดือนยี่ มหาศักราช ๙,๙๘๕
วี๊ดดดดดดด ... วี๊ดดดดดดด ... เสียงลมหนาวกรรโชก ทำยอดทิวสนลู่ไหวส่งเสียงคร่ำครวญดังภูตรับทัณฑ์ทรมานมานับพันปี ทุ่งหญ้าเวิ้งว้างทอดยาวสุดแนวสนถูกอาบชโลมด้วยแสงจันทร์
.. ดวงจันทร์ฉายเด่นเหนือยอดทิวไม้ส่องสว่างกว่าทุกคืนเดือนเต็มที่ผ่านมา
.. ว่ากันว่าในตลอดชั่วอายุคนดวงจันทร์ใหญ่โตเช่นนี้เพิ่งปรากฏให้เห็นเป็ครั้งแรก
ท่ามกลางไฟาระหว่างแคว้น ขบวนอพยพของชาวมัธยปุรานับพันครัวเรือนหยุดตั้งค่ายพักแรมทอดยาวกว่าห้าสิบเส้น ณ ตำบลริมชายทุ่งแห่งนี้ กระโจมที่พัก เกวียน และสัตว์เลี้ยงเรียงรายตามรายทาง กองไฟถูกก่อหุงหาอาหารเป็แนวทอดยาวไปสู่ทิศตะวันออก มองดูดังงูั์ขดลดเลี้ยวตัวหนึ่ง
ภัยาแผ่ขยายจากทิศตะวันตกเข้าสู่ใจกลางแคว้นมัธยปุรา ผู้คนอพยพหนีทัพมหาการีย์ไปทางหัวเมืองด้านทิศใต้และตะวันออก ต่างรวมตัวเดินทางอพยพเป็กลุ่มใหญ่เพื่อช่วยคุ้มครองกันจากโจรโฉดและสัตว์ป่าดุร้าย
ขบวนอพยพกลุ่มนี้ก็เช่นกัน ผู้คนส่วนใหญ่มาจากตัวเมืองทางตอนกลางของแคว้นและยังมีผู้คนจากเมืองรายทางมาสมทบอยู่ไม่ขาด บ้างเป็ชาวไร่ชาวนา บ้างเป็พ่อค้าวาณิชย์ เกิดเป็ขบวนอพยพขนาดใหญ่ขึ้น
ผู้คนต่างรอนแรมอ่อนล้าบ้างพักผ่อน บ้างจับกลุ่มแลกเปลี่ยนข่าวสาร บ้างตัดพ้อในโชคชะตาร่ำไห้อ้อนวอนเทพเทวา ..
"กินข้าวปลาก่อนเถิด จักได้มีแรงเดินทางต่อวันพรุ่ง"
"เมืองจมาบุรีทางประจิมทิศถูกทัพการีย์เหยียบเสียราบ"
"ข่าวจากชาววิษณา... ทัพการีย์นับร้อยหมื่นเข้าล้อมกรุงนพฯ แล้ว"
"หากยังรั้งอยู่เฝ้าไร่นาคงต้องโดนทัพการีย์กุดคอเสียสิ้น ไม่ก็ถูกนำไปเป็ทาสแล้ว"
"เฮ้อออ ... ชาวเราติดตามท่านขุนอินทร์เทครัวหนีตายไปอยู่เมืองพิบูรณ์ มิรู้ชะตาข้างหน้าเป็เยี่ยงไร"
"ข้าแด่องค์มหาเทพ โปรดคุ้มครองตัวข้าและลูกให้อยู่รอดปลอดภัยด้วยเถิด .. ฮือออ ฮือออ"
ขบวนอพยพได้รับการคุ้มครองจากทหารนับพัน นำโดย 'ขุนอินทรพิชิต' หรือ 'ขุนอินทร์' เ้าเมืองพิบูรณ์บุรีหัวเมืองชั้นเอกของมณฑลบูรพา ขุนนางผู้นี้เป็ที่นับถือของชาวประชาเมื่อชูธงนำขบวนจึงมีผู้คนมากมายติดตามมา
บนยอดสนสูงห่างจากค่ายอพยพทางทิศตะวันตก เงาดำตนหนึ่งแขวนตัวนิ่งพลิ้วตัวโอนเอียงไปกับจังหวะพัดไหวของกิ่งสน ร่างกายแผ่กลิ่นอายปราณชวนสะพรึงชนิดหนึ่ง ดวงตาดำสนิทไร้ั์ตาขาวจ้องมองสำรวจไปยังขบวนอพยพทุกๆ กระโจม
.. มันยื่นแขนออก
ฟิ๊ววววว !!! บางสิ่งพุ่งออกมา
วัตถุบินเป็สายไปยังกิ่งสนที่อยู่ห่างไปสิบห้าวา สิ่งนั้นคือตะขอเกี่ยวพร้อมเส้นเอ็นยาว ถูกยิงออกจากอุปกรณ์ชนิดหนึ่งจากแขนเงาดำตนนั้น
กึ๊กกกกก !!! เสียงคล้ายกลไก
เส้นเอ็นถูกดึงจนตึง เงาดำลอยไปยังยอดสนต้นนั้นคล้ายิญญาของภูตผี มันทำเช่นนี้หลายครั้งอ้อมเป็วงกว้างไปหยุดนิ่งเพื่อสำรวจกระโจมอีกกลุ่มหนึ่ง
ยังมีเงาดำอีกสามร่างทำเช่นเดียวกัน พวกมันอยู่รายรอบขบวนอพยพ ต่างมีทักษะยุทธ์ระดับปราณขั้นสูงและถูกฝึกปรือมาทางด้านจารยุทธ์โดยเฉพาะ
ขบวนอพยพถูกติดตามและสอดแนบจากจารชนกลุ่มหนึ่ง ผู้ที่สามารถใช้งานกลุ่มคนที่มีระดับปราณยุทธ์เช่นนี้ได้ในแผ่นดินมีไม่มากนัก
...
ห่างจากจุดพักค่ายอพยพทางทิศเหนือราวสิบเส้น เมื่อผ่านดงป่าหนาทึบจะพบกับลำธารน้อยสายหนึ่ง น้ำสะอาดใสเย็นไหลเรื่อยเฉื่อย มีต้นน้ำมาจากหิมะบนยอดเขา ‘มหากัสสปะ’
ผู้คนนับร้อยต่างจุดคบเพลิงมาลำเลียงน้ำเพื่อนำไปใช้ดื่มกินระหว่างเดินทาง ห่างไปทางปลายน้ำบ้างมีคนลงอาบน้ำ บ้างซักล้างเสื้อผ้า สายน้ำ่นี้ไม่สูงนักสามารถเดินข้ามไปมาสองฝั่งได้ อากาศก็เย็นสบาย ภายใต้ภาวะลำเค็ญเช่นนี้นับเป็สถานที่รื่นรมย์ยิ่งนัก
"น้ำเย็นยิ่ง ท่านพี่ อิอิ"
"พี่อุสา !!! โน้น.. โน้น.. มีปลาด้วย"
"ว๊ายยย !!! ปลาช่อน.. ตัวโต๊โต อิ อิ"
เสียงหยอกเย้าของสตรีแรกรุ่นวัยสิบห้าสิบหก เป็สองสาวพี่น้องหลบเลี่ยงผู้คนมาเล่นน้ำกันจนมืดค่ำ
"วิภารี .. รีบเข้าเถอะหนา นี่ก็มืดค่ำ แลผู้อื่นกลับกันหมดแล้ว .."
"เหมมม .. เดินทางมาทั้งวันขอเล่นน้ำให้ชื่นใจหน่อยเถิดหนา กลัวอันใดเล่า บิดายังรั้งรออยู่โน่น .."
แสงจากคบเพลิงที่ริมตลิ่งสาดส่องต้องร่างสตรีงดงามหมดจดดังเทพีกลางพงไพร ทั้งคู่นุ่งกระโจมอกด้วยผ้าผืนน้อย ผ้านุ่งเปียกรัดรึงส่วนสัดอร่ามของวัยสาว ผิวพรรณนวลเนียนขาวผ่อง ่ขาเรียวยาวดังนกกระเรียนช่างวาบหวามยิ่งนัก
ห่างไปสิบห้าก้าวผู้เป็บิดากับเด็กน้อยผู้หนึ่งนั่งเฝ้าหาบน้ำ ด้วยความอ่อนล้าผู้เป็บิดาหลับนกกอดฝักดาบอยู่หลังพุ่มไม้
เด็กชายอายุราวสิบสองสิบสามปีร่างกายผ่ายผอมกำลังฝึกร่ายรำดาบด้วยท่อนไม้ มันมีนามว่า 'อุทัย' สูญเสียบิดามารดาจากาจนกลายเป็คนไร้ญาติ จึงติดตามครอบครัวของคนผู้นี้ซึ่งเป็สหายเก่ากับบิดาตนเพื่อลี้ภัยไปยังดินแดนปลอดภัย
วี๊ววววววววว ... สายลมเย็นพัดผ่าน
อากาศเยียบเย็นลงกะทันหัน เงาดำกลุ่มหนึ่งรวมตัวริมตลิ่งฝั่งตรงข้าม ยังมีบุคคลผู้หนึ่งลอบมองสตรีทั้งสองอยู่นานแล้ว
.. มันคือภูตยุทธ์ .. ผู้ฝึกยุทธ์ในแนวทางชั่วช้า อยู่ในชุดดำตัวผอมเล็กลีบสูงเพียงสามศอกเศษ ปากแสยะยิ้มชั่วร้าย ดวงตาสีดำสนิทไร้ั์ตาขาวจ้องมองเขม็งไปยังสาวทั้งสองนั้น
"ฮี ฮี ฮี ..."
เสียงหัวเราะะเืเยียบลอดเข้าหู สตรีทั้งสองเหลียวหน้ามาตามเสียงนั้น เมื่อจ้องมองถูกั์ตาดำสนิทคู่หนึ่ง ร่างกายของพวกนางกระตุกวูบ
อ่าาา ...
อ่าาา ...
ดังถูกมนตร์สะกด .. จิตสำนึกล่องลอย .. ดวงตาเหม่อลืมตัวตน .. แว่วเสียงที่ข้างหูเรียกหา ..
'อุสา ... มานี่มาสิ ตามข้ามา ...'
'วิภารี ... ตามมาสิ ตามข้ามา ...'
อุสาวิภารีจิตใจเลื่อนลอย มองเหม่อก้าวเดินไปตามเสียงเรียกหา
'จงมากับข้า ตามข้ามาสิ ตามข้ามา...' เสียงกล่าวก้องอยู่ใกล้รูหู
สองสาวพี่น้องไม่เป็ตัวของตัวเอง เดินข้ามลำธารไปตามเสียงเรียกจากมนตร์สะกด
เสียงหยอกล้อของบุตรสาวเงียบหายไปราวสิบลมหายใจ สะกิดใจผู้เป็บิดาสะดุ้งตื่นลุกขึ้นมาดู แสงรำไรจากคบเพลิงมองเห็นบุตรีทั้งสองเดินลุยน้ำไปตลิ่งฝั่งตรงข้าม มันจึงลุกขึ้นเดินไปเพื่อเร่งรัด
"อุสา .. วิภารี .. มืดค่ำแล้ว .. กลับกันเถิดลูก"
บิดากล่าวก้อง แต่หามีเสียงตอบจากบุตรีทั้งสองไม่ ทั้งคู่ยังเดินตัวแข็งทื่อไปยังตลิ่งฝั่งตรงข้าม
"อุสา .. วิภารี .. ได้ยิน หรือไม่ !!!" ผู้เป็บิดาะโเรียก
เด็กน้อยอุทัยหยุดเล่นดาบไม้หันมาดูพี่สาวของมัน ส่วนผู้เป็บิดาเดินตามมาถึงริมตลิ่งด้วยความสงสัย .. มันถึงกับขนลุกซู่ .. บรรยากาศรอบข้างเยียบเย็นชวนพิศวง .. เมื่อมองผ่านบุตรีทั้งสอง พบเห็นเงาตะคุ่มของคนผู้หนึ่งถอยเข้าราวป่าฝั่งตรงข้ามไป
ผิดท่าเสียแล้ว !!!
ผู้เป็บิดาวิ่งลุยน้ำ ชักดาบจากฝักปากร้องะโ
"วิภารี .. อุสา .. หยุดดดด”
"วิภารี .. อุสา .. หยุด ก่อนนน"
"วิภารี .. อุสา .. ลูกพ่อ ...."
ผู้เป็บิดาวิ่งตะบึงพร้อมร้องเรียกขอช่วยความช่วยเหลือ "ช่วยด้วย .. ช่วยด้วย .. ช่วยบุตรีเราด้วย .."
.. ก่อนจะถึงกายบุตรีเพียงห้าก้าว มีวัตถุบินมาด้วยความเร็วสูง
ปั๊กกก ! ปั๊กกก ! ปั๊กกก !
อ๊ากกกกกก !!!! ผู้เป็บิดาร่ำร้อง มันถูกวัตถุกลมดำสามลูกซัดใส่ร่างหงายกระเด็น
เืแดงเข้มไหลนอง ความเ็ปวิ่งพล่านไปทั่วกาย ร่างเกลือกกลิ้งในสายน้ำ ไม่สามารถลุกยืนได้อีก
"ท่านลุง !!!" เด็กชายะโเสียงหลงวิ่งตามติดมา
ภูตยุทธ์ชุดดำหัวเราะอย่างชั่วร้าย "ฮี ฮี ฮี ฮี"
.. อุสาและวิภารีเดินเรื่อยมาตามเสียงเรียก ทั้งสองสาวมาหยุดยืนอยู่ในป่าทึบห่างจากแนวลำธารกว่าร้อยก้าว .. คนดวงตาล่องลอย ยังอยู่ในภวังค์ยืนนิ่งคู่กัน
"งดงาม .. งดงามยิ่งนัก .. มาครานี้ มิเสียเที่ยว ... ฮี ฮี" เสียงแหบแห้งของภูตยุทธ์เอ่ยชมสตรีทั้งสองด้วยแววตาชั่วช้าลามก
พร้อมขยับเข้าไปใกล้ ขณะสองมือจะััถูกสิ่งงดงามเย้ายวนของสตรี
"หยุดนะ !!!" เสียงหนึ่งดังขึ้นมาแต่ไกล
"เ้าคนถ่อยปล่อยพี่สาวข้าทั้งสอง บัดเดี๋ยวนี้" เป็เด็กน้อยอุทัยผู้นั้นเอง มันกล่าวอย่างกระหืดกระหอบ หลังช่วยฉุดกระชากผู้เป็บิดาของอุสาและวิภารีขึ้นจากลำธารได้ก็เร่งรีบติดตามมา
ภูตยุทธ์ชุดดำมันมามองหัวเราะกล่าวว่า "ฮี ฮี ฮี .. เ้าเด็กน้อย"
ดวงตาดำจ้องมองไปยังดวงตาของเด็กน้อย .. อุทัยตาเหม่อลอยภาพที่เห็นตรงหน้าพร่ามัวขึ้นมาทันใด
.. นะจังงัง !!!
.. ราวกับถูกสะกด .. ร่างกายเด็กน้อยแข็งทื่อดาบสีดำหลุดหล่นจากมือ มันพยายามออกแรงดิ้นรนเท่าไรกลับไม่สามารถขยับร่างกายได้
"ยืนดูไปเถิด ประเดี๋ยวข้าจะกลับมาเชือดเ้า ฮี ฮี ฮี" ภูตยุทธ์ชุดดำหัวเราะ
เมื่อจัดการกับเด็กน้อยก็หันกลับมายังสตรีทั้งสอง มันไม่รอช้านำสองมือเล็กลีบลูบไล้ไปตามเรือนร่างอันงามสะพรั่ง ..
อื่มมม .. เสียงอุทานด้วยความพึงพอใจของภูตยุทธ์ชุดดำ ขณะจะกระชากผ้านุ่งของสตรีนางหนึ่ง
“ควบสองเลยรือ .."
ในความเงียบ มีเสียงของบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้น มีผู้มาขัดขวางความสุขของภูตยุทธ์ชุดดำแล้ว !
"???" ภูตยุทธ์ชุดดำสะดุ้งโหยงหันรี่ตามเสียง เห็นบุรุษรูปร่างสูงโปร่งผู้หนึ่งยืนพิงต้นไม้อยู่ในความมืดห่างไปสิบก้าว
"ภูตผีเช่นท่าน.. จะไหวรืออออ .." บุรุษผู้นั้นกล่าวถามต่อด้วยความสงสัย
ภูตยุทธ์ชุดดำครุ่นคิด '.. คนผู้นี้ .. มาั้แ่เมื่อใด' ก่อนหน้านี้มันไม่สามารถรับรู้การคงอยู่ของบุรุษผู้นี้ 'เป็ไปมิได้ !!!' หรือเป็เพราะสมาธิอยู่กับสาวงามจนความสามารถในการรับรู้ลดลง 'ต้องเป็เช่นนั้นแน่นอน ฮี ฮี'
เมื่อคิดได้เช่นนั้นจึงกล่าวกับสตรีทั้งสอง "รอข้าก่อนหนา .. ข้าจักไปควักลูกตาเ้าผู้นั้นสักชั่วประเดี๋ยว .. ฮี ฮี"
ภูตยุทธ์ชุดดำยิ้มเย้ยพร้อมแผ่กลิ่นอายภูตผีครอบคลุม .. มันอารมณ์เสียตวาดใส่ "มารดาเ้า ! รนหาที่ตาย !" .. ร่างกายแผ่พลังปราณเข้มข้น ร่ายมนตร์ดำเข้าสะกดตรึงดวงจิตของบุรุษผู้มาขัดขวางความสุขของมัน
ภูตยุทธ์ชุดดำมิรอช้าหมายเผด็จศึกในทันใด ทะยานร่างกางนิ้วมือขวาปรากฏเป็เล็บยาวแหลมดำสนิทดุจกรงเล็บผี พุ่งแหวกอากาศเข้ามาอย่างรวดเร็ว
.. กรงเล็บภูตสูบิญญา !
ภาพหลอนดังเงาผีร้ายผุดโผล่มากัดกินจิติญญา แต่บุรุษผู้มายังยืนนิ่งพร้อมตาหลับลง ...
ห่างเพียงสามก้าวกรงเล็บผีตรงเข้าขยุ้มคอ ... บุรุษผู้นั้นพลันลืมตาขึ้น ประกายอักขระวงกลมสีทองเปล่งประกายภายในั์ตาดำ มันสืบเท้าซ้ายออกก้าวหนึ่ง ท่อนแขนซ้ายปัดป่ายปล่อยพลังอย่างแยบคายถูกข้อมือภูตยุทธ์ กรงเล็บผีถูกผลักดันเบี่ยงไปด้านข้าง
ภูตยุทธ์ใจหายวาบ .. พลังที่ส่งออกผ่านกรงเล็บ กลับถูกบุรุษผู้นั้นชักนำไปไปทางอื่น มันไม่สามารถปรับกระบวนท่าได้ทัน ต้องรั้งแขนซ้ายปิดป้องส่วนอกพร้อมเกร็งพลังปราณป้องกันรับกระบวนท่าที่ตามมา
บุรุษผู้นั้นใช้ท่าต่อเนื่อง ขาซ้ายที่ย่อยันถีบพื้นดีดพุ่งออกโดยฉับพลัน สะโพกหมุนเหวี่ยงใช้พลังทั้งตัวโถมเข้าใส่ภูตดำ เข่าขวางอพับพุ่งเข้ามาอย่างแรง
.. ประทับล้มคชสาร !
ป๊าบบบ !!! หัวเข่าลอยพุ่งกระทุ้งชายโครงภูตยุทธ์เข้าอย่างจัง พลังปราณป้องกันกายของมันพังทลายลง
กร๊อบบบ !!! แขนซ้ายชายโครงหักดังลั่น อวัยวะภายในแตกพังสิ้น
ยังมีท่าต่อเนื่องอีก ท่อนศอกขวาเหวี่ยงฟาดเข้ามาตามสภาวะ
.. จักราผ่าพสุธา !
ป๊าบบบ !!! ภูตยุทธ์ที่ถูกท่าเข่าทำอวัยวะภายในแทบสำรอกออกมาจากปากที่อ้าปากกว้าง พลันถูกท่อนศอกฟาดเข้าอย่างถนัดถนี่
กร๊อบ !!! เสียงจากกระดูกคอ ใบหน้าด้านซ้ายยุบหาย ฟันกระเด็นออกจากปากไปไกล ดวงตาสีดำถลนโปนแทบหลุดจากเป้า
โครมมมม !!!!! เสียงดังสนั่น ร่างมันลอยไปนับสิบก้าวกระแทกชนต้นไม้ใหญ่ แล้วไหลลู่ลงกองที่โคนต้นในสภาพเท้าชี้ฟ้าหัวทิ่มดิน
มันตายจริงแล้ว ! ตายในทันที !! ไม่มีทางตายไปได้กว่านี้อีกแล้ว !!!
ด้วยทักษะยุทธ์เพลงมวยชั้นสูง เพียงไม่กี่กระบวนท่าก็สามารถสังหารผู้มีปราณยุทธ์เข้มข้นผู้หนึ่งราวตบกระบาลเด็กน้อยก็มิปาน
บุรุษผู้นั้นเดินมาหยุดตรงหน้า ไม่รู้เอาผ้าผืนมาจากที่ใดห่อคลุมหญิงสาวทั้งสองไว้
'.. พวกเ้ายังพอมีวาสนาอยู่บ้าง'
สองมือวาดกลางอากาศปรากฏอักขระมนต์สีทอง ผลักดันเข้ากระหม่อมของทั้งสองเพื่อคลายมนต์สะกด
ปง ...
ปง ...
สตรีสองพี่น้องขาอ่อนยวบล้มฟุบลงเคียงคู่กัน
แล้วบุรุษผู้นั้นจึงเดินมาเบื้องหน้าอุทัย มันยืนพิจารณาลักษณะของเด็กน้อยอยู่ชั่วครู่
แล้วกล่าวราวรำพึง "อื่มมมม .. นรลักษณ์ยอดเยี่ยม ส่วนสัดกระดูกดีเลิศ เด็กน้อยผู้นี้มิธรรมดา .. “
เด็กน้อยอุทัยก็จ้องมองบุรุษผู้มาตาปริบๆ .. เพลงมวยของบุคคลผู้นี้ช่างสูงส่ง .. ทั้งพลังปราณยังทรงพลังอย่างที่มันไม่เคยได้พบเห็นจากผู้ใด
อุทัยถูกจ้องมองจนขนลุก ราวถูกสำรวจไปทั่วทุกอณู ทั้งดวงจิตยังสงบอบอุ่นอย่างประหลาด
.. บุรุษผู้นั้นกล่าวขึ้นว่า .. "เอาหล่ะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ... ข้าจะส่งเสริมเ้า ... เ้าเด็กน้อย .."
แล้วจึงขยับมือวูบหนึ่ง ปรากฏอักขระมนตร์สีทองเป็พลังปราณเข้มข้นลอยออกจากกลางหน้าผาก .. อักขระมนตร์นั้นหมุนวนวิ่งพุ่งตรงเข้าหน้าผากของเด็กน้อยอุทัยในทันที
ว๊าบบบบ ... ดวงตาของอุทัยสว่างจ้า
เด็กน้อยรู้สึกถึงพลังงานชนิดหนึ่งไหลเวียนภายในกระหม่อมของมัน ร่างกายยังรู้สึกอบอุ่นสุขสบายอย่างพรรณนามิได้
น้ำตาของเด็กน้อยไหลนองอาบสองแก้ม .. "ทะ ทะ ท่าน ... ผู้มีพระคุณ ..." แล้วจึงล้มลง .. พร้อมสติที่ค่อยๆ รางเลือน .. แว่วเสียงสุนัขเห่ากรรโชกดังลอยมา .. ที่ห่างไปราวห้าสิบก้าวมีแสงคบไฟ และผู้คนนับสิบกำลังมุ่งตรงมาทางนี้ ...