จักรพรรดิผีดิบ

    ตอนที่ 47 การประลองของมหาแผ่นดิน

            ตอนที่ 47 การประลองของมหาแผ่นดิน


            ภาพเบื้องหน้ายังคงเป็นบรรยากาศเดิมๆ มีเพียงเตียงนอนหนึ่งตัวเท่านั้น อดไม่ได้ที่จะคิดว่าชายหนุ่มจะนอนตรงไหน? แม้กระทั่งลาซิเฟียก็คิดเช่นนั้น หญิงสาวชวนชายหนุ่มเข้ามาพักข้างในหากแต่ไม่มีความเตรียมพร้อมสำหรับการต้อนรับ ใบหน้าแดงก่ำราวกับลูกชมพู่ซึ่งปนความละอายอยู่ไม่น้อย หญิงสาวได้แต่กล่าวออกไปอย่างรู้สึกผิด "มะ...ไม่มีที่นอนให้ท่าน"


            กาติรัสกลับเผยใบหน้าเย็นชา บรรยากาศรอบนี้มันต่างออกไป เป็นบรรยากาศที่ชายหนุ่มคุ้นเคยอย่างที่สุดก่อนเขาจะกล่าวออกมาอย่างเผลอตัว "คิดถึงเจ้าเหลือเกิน" น้ำเสียงแผ่วเบาจนยากจะได้ยินมันเต็มไปด้วยความเศร้าโศกาและรู้สึกผิดอย่างเต็มทรวงอกราวกับกล่าวออกมาอย่างไม่รู้สึกตัวมันเหมือนกับไม่ใช่ตัวของตัวเอง


            เพียงเสี้ยววินาทีกลิ่นอายของตััวตนที่สูงส่งจนมิอาจเอื้อมถึงมันแผ่ออกมาจากชายหนุ่มเบื้องหน้าจนทำให้รู้สึกอึดอัดและกระอักกระอ่วน ลาซิเฟียกุมขมับตามสัญชาตญาณรู้สึกราวกับกำลังจะกลายเป็นบ้า ความอิจฉาริษยาและรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจมันท่วมท้นออกมาจากจิตวิญญาณ อยากจะเป็นให้ได้ดั่งเขา โกรธเกลียดตัวเองในความอ่อนแอที่เป็นแต่ทว่าความรู้สึกเหล่านั้นกลับมลายหายไปเมื่อกาติรัสเอ่ยกล่าว


            คิดถึงงั้นหรือ? คิดถึงใคร??


            สีหน้าที่รู้สึกราวกับอยากจะฆ่าตัวเองให้ตายแปรเปลี่ยนเป็นตื่นตะลึงงัน "จะ!!..เจ้าเป็นอะไรหรือไม่!?" น้ำเสียงตกตะลึงยิ่งราวกับเขาเพิ่งทำอะไรบางสิ่งที่ไม่สมควรทำออกไป ทว่า ชายหนุ่มรู้อยู่เต็มอก เมื่อครู่ราวกับเขาไม่ใช่ตัวของตัวเอง เหมือนถูกสิงสู่อย่างไรอย่างนั้น


            "ทะ...ท่านทำอะไร??" ลาซิเฟียกล่าวอย่างหวาดกลัว


            ชายหนุ่มเมื่อครู่ราวกับเป็นตัวตนที่ไม่สมควรมีอยู่บนโลก กลิ่นอายที่สูงส่งจนบอกไม่ถูกกระทั่งเธอ "ปีศาจของลาปลาซ" ตัวตนจากยุคสมัยแห่งปฐมเทพยังไม่เคยพบเจอกลิ่นอายที่ทรงอำนาจเช่นนี้มาก่อน มันเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกที่ราวกับอยากจะทำให้ผู้คนบ้าคลั่งได้เลย แข็งแกร่งเกินไป หยิ่งยโสเกินไป สมบูรณ์แบบเกินไป!! เขาสามารถสร้างความอิจฉาริษยาให้ผู้คนรอบข้าโดยเพียงแค่ปล่อยกลิ่นอายเช่นนั้นออกมา


            กาติรัสที่เย็นชาและสุขุมอย่างที่สุดกลับปรากฏกริยาลนลาน "ขะ...ข้าไม่ได้ตั้งใจ"


            "ท่านเป็นใครกันแน่" น้ำเสียงขึงขังอย่างที่สุดราวกับอยากจะรู้ให้ได้


            "นอนเถอะ..." กาติรัสกล่าวเพื่อตัดบทสนทนา ทว่า ตั้งแต่รู้สึกตัวว่าเป็นเผ่าพันธ์คือกึ่งอันเดด ชายหนุ่มได้รับรู้ว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องนอนอีกต่อไป เป็นสัญญาณถึงการได้ใช้เวลาที่เพิ่มขึ้น


            ลาซิเฟียแสดงใบหน้าบูดบึ้งชายหนุ่มเบื้องหน้ารู้เรื่องเกี่ยวกับเธอเกือบทุกอย่างหากแต่เธอไม่ได้รู้เรื่องเกี่ยวกับเขาเลยสักนิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรยากาศเมื่อครู่ที่เขาปลดปล่อยมันออกมา เป็นตัวตนจากยุคผู้ปกครองสูงสุดพระองค์ใดกัน? กลิ่นอายมันทรงอำนาจจนเกินไปราวกับเกิดมาเพื่อเป็นราชันที่แท้จริง เหมือนเขาถูกลิขิตให้เป็นผู้นำที่แท้จริงอย่างไรอย่างนั้น


            "เจ้าจะไม่ยอมนอนจริงๆ ใช่หรือไม่?" กาติรัสเอ่ยถามด้วยใบหน้าเฉยชาก่อนกล่าวต่อ "หรือเจ้าอยากกระทำเรื่อง..." น้ำเสียงเยือกเย็นหากแต่ปลายเสียงสุดท้ายกลับแผ่วเบาพลางแววตาที่กวาดมองไปทางสรีระเบื้องหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า


            ลาซิเฟียพลันขนลุกชู่!! พลางตะโกนก้อง "เจ้าบ้า!! เจ้าทำข้านอนไม่หลับจริงๆ"


            "ฮาๆๆ" กาติรัสขำแห้งก่อนกล่าวต่อ "เจ้ากับข้าต่างมีความลับที่ไม่อาจพร่างพรายให้ผู้ใดล่วงรู้"


            "ท่านกล้ากล่าวกับข้าว่าเป็นบุรุษแต่การกระทำของท่านกลับตรงข้าม!! ท่านไม่ให้เกียรติสตรีเช่นข้าด้วยหรือ? ท่านรู้เรื่องข้าเสียหมดแต่ข้ามิได้รู้จักท่านเลยแม้เพียงปลายเส้นผม ท่านไม่รู้สึกผิดต่อผู้ปกครองสูงสุดในยุคของท่านบ้างหรือ?" ลาซิเฟียกล่าวยั่วยุ


            "รู้สึกผิด?" กาติรัสแทบอยากจะกระอักเลือดตาย รู้สึกผิดต่อผู้ปกครองสูงสุดในยุคของตน? รู้สึกผิดกับไอ้ปีศาจนั่นนะหรือ? แม้ชายหนุ่มจะไม่เห็นด้วยกับถ้อยคำยั่วยุ ทว่า มีสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนที่สุด หญิงสาวเบื้องหน้าไม่ได้รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับตัวตนของเขาเลยสักนิดเดียว


            "เอาเช่นนี้เป็นไร...ข้าจะเล่านิทานก่อนนอนให้เจ้าฟังเกี่ยวกับบุคคลสำคัญในยุคของข้า" ชายหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงขึงขัง


            ลาซิเฟียที่ได้ยินดังนั้นใบหน้าบึ้งตึงแปรเปลี่ยนเป็นเริงร่าก่อนปล่อยร่างลงไปฟุบกับเตียงนอนทันที ท่านอนตะแคงข้างเพื่อที่จะมองชายหนุ่มได้อย่างชัดเจนราวกับท่าทางเด็กอยากฟังนิทานก่อนนอน


            "อยากจะฟังแล้วเจ้าค่ะ!!" ลาซิเฟียกล่าวด้วยน้ำเสียงตื้นตัน

           

            "เฮ้อ..." ชายหนุ่มเว้นจังหวะราวสามลมหายใจก่อนกล่าวต่อ "เจ้ารู้จักผู้ถือครองคำแห่ง "จักรพรรดิ" ในอาชีพหรือไม่?"


            สิ้นเสียงชายหนุ่มแววตาของลาซิเฟียพลันเบิกโพลงกว้างปานถลนออกมา หัวใจเต้นถี่ระรัวจนสามารถได้ยินมันอย่างชัดเจน ตึกตักตึกตักตึกตัก แววตาจับจ้องชายหนุ่มเบื้องหน้าไม่กระพริบ ผู้ถือครองคำแห่ง "จักรพรรดิ" เป็นตัวตนที่แหกกฏสวรรค์อย่างแท้จริง!!


            "อะ...อย่าบอกนะว่า" ลาซิเฟียกล่าวด้วยน้ำเสียงอึ้งทึ่ง "ท่านมาจากยุคสมัยสามพันปีแห่งความว่างเปล่างั้นหรือ!!" น้ำเสียงตื่นตะลึงยิ่งใบหน้าแสดงความตกใจเป็นอย่างมากราวกับได้พบเจอปฐมเทพผู้สร้างเลยทีเดียว


            "มิใช่" กาติรัสปัดคำพลางส่ายหน้าเบาๆก่อนเอ่ยต่อ "ข้าเกิดหลังจากนั้นเพียงไม่นานแต่ตำนานของเขายังคงถูกเล่าขานแม้ว่าจะตกตายไปแล้ว"


            ลาซิเฟียที่ได้ยินเช่นนั้นพลันกล่าวขัดอย่างห้ามตัวเองไว้ไม่อยู่ "จริงที่สุด!! ข้าอยากเกิดในยุคสมัยนั้นมากเลยจริงๆ ยุคที่ปฐมเวทย์และปฐมกายเฟื่องฟูและรุ่งเรืองอย่างที่สุดและเป็นยุคสมัยของผู้ถือครองคำแห่ง "จักรพรรดิ" เสียดายเป็นอันมากที่ข้าเกิดหลังจากนั้นร้อยปีแม้จะเกิดช้าไปร้อยปีแต่ชื่อเสียงของเขายังถูกกล่าวขานในฐานะตำนาน!! เขาเป็นตัวตนที่องค์ปฐมเทพลาปลาซกล่าวเอาไว้ว่า..."


            ลาซิเฟีย... เจ้าคือราชันผู้พิชิต อาชีพที่ถูกกำหนดให้อยู่เหนือผู้คนทั่วโลกหล้าภายใต้กฏแห่งสวรรค์!! แต่ทว่ามีตัวตนที่เจ้าไม่ควรเข้าไปตอแยอย่างเด็ดขาดอยู่


            ผู้ถือครองคำแห่ง "จักรพรรดิ"!! คำแห่งปรมันต์เป็นสิ่งที่ถูกกำหนดให้อยู่เหนือผู้คนทั่วอนันตภพ อยู่เหนือกฏแห่งสวรรค์!!


            "องค์ปฐมเทพกล่าวเช่นนั้นหรือ" กาติรัสกล่าวพลางปิดเปลือกตาลง ชายหนุ่มได้แต่รำพึงถึงอดีตอันน่าข่มขื่นก่อนเอ่ยถาม "เจ้ารู้ไหม ความจริงแล้ว ผู้ถือครองคำแห่งจักรพรรดิมีน้องสาวบุญธรรมอยู่คนหนึ่ง"


            "ฮะ!? จริงหรือ!!?"


            "ข้ามิเคยโป้ปดเพื่อน้องสาวของเขาแล้วต่อให้ต้องต่อกรกับอำนาจแห่งสวรรค์เขาก็ยอมกระทำ เขาได้สร้างโศกนาฏกรรมหนึ่งขึ้นมาและเป็นเหตุการณ์ที่ทั่วทั้งโลกต้นกำเนิดมิอาจลืมเลือน" กาติรัสกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าโศกราวกับเขาอยู่ในเหตุการณ์จริงๆ


            ลาซิเฟียนอนฟังอย่างใจจดใจจ่อเป็นนิทานที่สนุกสุดๆ ไปเลย


            "เขาเกือบฆ่าล้างเผ่าพันธ์ฟีนิกซ์จนเกือบหมดสิ้นและเป็นคนที่จบสงครามด้วยวิธีการเข่นฆ่าอยู่ฝ่ายเดียวเสมอ"


            ลาซิเฟียที่นอนฟังอย่างตื้นตันพลันลุกขึ้นพรวดด้วยความตกใจยิ่ง หยาดเหยื่อพร่างพรายบนใบหน้าพลันโพล่งคำ "อะไรนะ! ฆ่าล้างเผ่าพันธ์เพลิงอมตะหรอ!! หนึ่งในเผ่าพันธ์ในการปกครองของเก้าเทพบรรพกาลงั้นหรอ!!!"


            สิ่งที่ได้ยินจากชายหนุ่มยิ่งทำให้หญิงสาวรู้สึกกระอักกระอ่วน เธอคือหนึ่งในพยานในความแข็งแกร่งของเก้าเทพบรรพกาลเป็นตัวตนที่ไม่สมควรมีอยู่จริงๆ แข็งแกร่งปานสยบสวรรค์ เป็นความแข็งแกร่งที่ไม่อาจสรรหาคำใดมาบ่งบรรยายแม้ในห้วงจินตนาการภาพวาดฝันยังมิอาจเทียบถึง


            "ผู้ถือครองคำแห่งจักรพรรดิทำแบบนั้นทำไม!! เขาฆ่าล้างเผ่าพันธ์อื่นเฉยๆเลยงั้นหรอ เป็นถึงผู้ปกครองสูงสุดแต่กลับล้างบางเผ่าพันธ์ในการปกครอง!! ทำไปเพื่ออะไรกัน!! เขาแข็งแกร่งจนสรรพสิ่งต่างสยบให้อยู่แล้วนี่"


            กาติรัสถึงกับสะดุดคำ ผู้ถือครองคำแห่งจักรพรรดิคือผู้ปกครองสูงสุด?? มันหมายความว่าอย่างไร เธอกำลังจะสื่อว่าผู้ถือครองคำแห่งจักรพรรดิเป็นผู้ปกครองสูงสุดอย่างงั้นหรือ? มันคือเรื่องบ้าอะไรกัน!!


            "ข้าเล่านิทานจบแล้วเจ้าก็ควรจะนอนเสีย"


            "ต้องนอนแล้วหรอ!?" ลาซิเฟียเอ่ยกล่าวราวกับสาวน้อย


            "ต้องนอนสิ!!" ใบหน้าชายหนุ่มแปรเปลี่ยนเป็นขึงขังในขณะที่ลาซิเฟียกลับแสดงใบหน้าราวกับอยากฟังเพลงกล่อมเด็ก ชายหนุ่มถึงกับคิ้วขมวด เธอเกิดมาสิบภพชาติจริงหรือนี้??


            กาติรัสพลันร่ายบรรเลงอักษรออกมาอย่างช่วยไม่ได้ @#$#$%%$$###@@#$%% ไม่อาจบ่งบรรยายถึงบทเพลงที่เขาร่ายราวกับบทเพลงจากสรวงสวรรค์ ความนุ่มละมุนละไมจนทำให้รู้สึกเคลิบเคลิ้มไปกับมัน จังหวะท่วงทำนองที่ราวกับหลุดเข้าไปในโลกแห่งนั้น มันทำให้มีอารมณ์ร่วมอย่างที่สุด แม้จะไม่มีดนตรีแต่สามารถรับรู้ได้ถึงความไพเราะที่พิเศษ


            สุดยอดไปเลย... เขาจะเก่งทุกด้านเลยหรือไงนะ... ช่างน่าชื่นชมนัก...


            -------------------------------------------------


            ยามรุ่งอรุณทอแสงประกายพลางกวาดแสงแห่งความหวังในวันใหม่ทั่วสารทิศ แม้จะมีต้นไม้สูงใหญ่ที่มีกิ่งก้านแผ่ซ่านเหนือศีรษะจนปิดน่านนภาจนมิด ทว่า ยังมิอาจบดบังแสงอรุณได้สนิทพลางสาดส่องเข้าบ้านไม้ตรงเตียงนอนอย่างพอดิบพอดี เป็นจุดประสงค์ของลาซิเฟียแต่แรกอยู่แล้ว แม้แสงสายนั้นจะเบาบางเพียงใดหญิงสาวยังคงรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่ได้รับพลันนำมือป้องตาก่อนค่อยๆ ลืมตาเปิดขึ้นด้วยท่าทางงัวเงีย


            สิ่งแรกที่หญิงสาวนึกถึงกับไม่ใช่เรื่องของตัวเองแต่กลับกลายเป็นเรื่องของกาติรัส!! พลันกวาดตามองหาชายหนุ่มในฉับพลัน ภาพเบื้องหน้ากลับมีเพียงความว่างเปล่า ใบหน้าปรากฏความลนลานและรู้สึกกลัวราวกับคนถูกทอดทิ้ง มิอาจทำความเข้าใจกับความรู้สึกที่เป็นอยู่ได้ทั้งที่เธออยู่คนเดียวและพึ่งพาตัวเองมาตลอดนานนับสิบภพชาติ แค่ถูกชายหนุ่มทิ้งไปโดยไม่มีการอำลาแค่นี้ถึงกับทำให้รู้สึกสลดได้ขนาดนี้เชียวหรือ??


            "ทำไมถึงรู้สึกเจ็บปวดกันนะ..." ลาซิเฟียกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสลดพลางคลำบริเวณหัวใจที่เต้น ตึกตักตึกตักตึกตัก มันมิใช่ความตื่นเต้นแต่เป็นความหวาดกลัว!! เป็นความรู้สึกที่แม้กระทั่งหญิงสาวยังยากจะเข้าใจ


            บึ้ม...!


            เสียงดังกึกก้องราวกับต้นไม้หักโค่น ต้นตอของเสียงมาจากข้างนอกบ้าน ลาซิเฟียพลันรีบเร่งเปิดประตูออกไป


            ฟรึ่บ!


            ภาพเบื้องหน้าปรากฏเป็นต้นไม้จำนวนมากที่หักโค่นลงมา ซึ่งพวกมันมีขนาดใหญ่ราวกับต้นไม้ร้อยปีกิ่งก้านสาขาที่เคยแผ่ซ่านพลันลบเลือนหายไป ปรากฏเป็นชายหนุ่มที่คุ้นเคยซึ่งกำลังเยือนมองท้องนภาด้วยท่าทางครุ่นคิด หญิงสาวพลันเงยมองตามอย่างไม่รู้ตัว เพียงสามลมหายใจ คิ้วพลันเลิกสูงขึ้น ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นประหลาดใจ บนน่านนภาปีกสีเนื้อสยายกว้างพลางปากใหญ่โตและแววตาที่คมกริบราวกับมังกร


             "ไวเวิร์น? มาอยู่ที่นี้ได้อย่างไร??"


            การปรากฏตัวของไวเวิร์นนับว่าสุดยอดมากแล้ว ทว่า สิ่งที่ผิดสังเกตยิ่งกว่านั้นคือมีหญิงสาวกำลังขี่มันราวกับเป็นเจ้าของสัตว์อสูรตนนี้ แววตาของเธอจับจ้องลงมายังพื้นเบื้องล่างด้วยใบหน้าเย็นชาราวกับน้ำแข็งพันปี เผ้าผมสีเขียวยาวสลวยพริ้วไสวไปตามกระแสลม ผิวขาวผุดผ่องและใบหน้าที่สะสวย ช่างเหมาะแก่คำว่า "งามล่มเมือง"


            "พวกท่านต้องการสิ่งใด" สตรีผู้เยือกเย็นเอ่ยถามออกมาอย่างช่วยไม่ได้ ชายหนุ่มเบื้องล่างมันทรงพลังจนผิดแปลกจริงๆ เธอจำได้เป็นอย่างดีว่าเขาคือคนที่สร้างความวุ่นวายเมื่อคืนนี้ ในงานรื่นเริงก่อนการประลอง!!


            แต่เบื้องหน้านี้มันอะไรกัน กลิ่นอายมันคนละแบบกับเมื่อวานอย่างสิ้นเชิง คราวนี้มันมีจิตสังหารบางๆ ที่แผ่ซ่านออกมา แม้จะเบาบางแต่มันกลับทำให้รู้สึกสั่นสะท้านไปทั่วทั้งร่างกาย


            "ไปส่งข้ากับนางหน่อย" กาติรัสกล่าวพลางชี้ไปทางลาซิเฟียด้วยความองอาจ


            เหมยหลินรู้สึกกระอักกระอ่วนอย่างบอกไม่ถูก สัญชาตญาณมันเรียกร้องให้ทำตามที่เขาสั่งราวกับกำลังเผชิญหน้ากับราชันอย่างไรอย่างนั้น ไม่กล้าขัดขืนเลยแม้แต่น้อยก่อนจะเอ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ขะ...ข้าจะได้เท่าไหร่"


             เหมยหลินพยายามเรียกร้องราคาค่าเสียเวลาทั้งที่เธอก็กำลังจะไปงานประลองของมหาแผ่นดินอยู่แล้ว ทว่า มันอาจทำให้รู้สึกดีต่อทั้งสองฝ่าย ชายหนุ่มจ้างเธอแล้วเธอก็รับจ้างเขา มิใช่การปล้นแต่อย่างใด


            "1เหรียญอหังการ"


            !!!!


            1 เหรียญทองยังมากเกินไปเลยสำหรับแค่การขนส่ง เขาบ้าหรือไม่? เสนอราคา 1เหรียญอหังการเลยหรือ?


            เหมยหลินลูบไวเวิร์นเบาๆ ก่อนสัตว์อสูรจะค่อยค่อยบินลงมา เป็นไวเวิร์นที่มีขนาดใหญ่อยู่ไม่น้อย มันอาจเป็นญาติห่างห่างกับมังกรถึงกระนั้นมันก็ไม่อาจเทียบเคียงกับมังกรได้เลย เหมยหลินเปรยมองชายหญิงทั้งสองด้วยท่าทางตื่นตะลึง หัวใจเริ่มเต้นถี่ระรัวอย่างไม่อาจทราบสาเหตุ เหงื่อเริ่มปรากฏบนฝ่ามือพลางท่าทางตื่นเต้นที่สามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนก่อนจะเอ่ยกล่าวอย่างลนลาน "พะ...เพียงพอสำหรับสามคนกระมัง"


            ชายหนุ่มพลันย่างก้าวเข้าหาเพียงเปรยมองยังบอกได้เลยว่าสตรีเบื้องหน้าแข็งแกร่งและฝึกฝนมาอย่างดี เธอมีสติอยู่ตลอดเวลาราวกับนักฆ่ายอดฝีมือ ท่วงท่าการยืนล้วนพร้อมรบตลอดเวลา มันยากจะหาจุดอ่อนของเธอให้พบ ทว่า ต่อหน้ากาติรัสแล้วย่อมไม่นับเป็นกระไร


            ไม่อาจสัมผัสได้ถึงลาซิเฟียเหมือนเธอกำลังยืนแข็งทื่ออยู่กับที่ก่อนชายหนุ่มจะหันมองพลางกล่าว "ลาซิเฟีย... มาสิ... ไปงานประลองของมหาแผ่นดินกัน"


            ลาซิเฟียราวกับคืนสติใบหน้าแปรเปลี่ยนเริงร่าก่อนกล่าวอย่างหนักแน่น "อื้ม"


    ..สเตตัสปัจจุบัน...


    ชื่อ:กาติรัส อันเดลัส(เพศชาย) อายุ:15ปี เผ่าพันธุ์:มนุษย์กึ่งอันเดด อายุขัยโดยธรรมชาติ:อนันต์

    เลเวล:5,469 พลังกาย:199,886 พลังเวทย์:810,456 อาชีพ:จักรพรรดิผีดิบ