ตอนที่เก้าสิบเจ็ด Bias
ผมพยักหน้ากับคิงคองเงิน นี่คือผลลัพธ์ของการทำให้เป้นอุตสาหกรรมมันคือการชดเชยความสามารถส่วนบุคคลด้วยระบบ
กิลกาเมธกล่าวถูกต้องในเรื่องปัจเจคบุคคลที่ไร้ค่าในปัจจุบันเพราะคนฉลาดก่อนหน้านั้น มองว่าการพึ่งพาปัจเจคบุคคบลให้ระบบคงอยู่นั้นมันไม่เวิร์ค
เราจึงพยายามไม่พึ่งพาบุคคลทุกคนเป็นแค่ส่วนประกอบและกลไกหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนได้ตลอดเวลา
หากเรารู้สึกว่าบริษัทไม่ได้ให้ความสำคัญกับเราและจะไล่เราออกเมื่อไรก็ได้การจากไปของเราไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจการของบริษัท
ให้เรารับรู้เอาไว้ว่าทุนนิยมได้ทำหน้าที่ของมันแล้วมันไม่อาจอภัยให้กับความผิดพลาดหรือการที่ระบบจะหยุดชะงักเพราะคนหายไปคนเดียวได้
The Show must go on
การแสดงต้องดำเนินต่อไป ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น
มันเป็นระบบที่ประสิทธิภาพดีขนาดนั้นนั่นเอง
Productive all the time การทำตัวมีประโยชน์ตลอดเวลาคือหัวใจของทุนนิยม
ทุกคนเป็นแค่กลไกหนึ่งเท่านั้น
กิลกาเมธและคิงคองเงินคิดถูกในยุคทุนนิยม ยุคสมัยนี้ไม่มีวีรบุรุษ!!!
ซึ่งผมก็ต้องการอย่างนั้น เพราะความสามารถส่วนบุคคลของผมไม่สามารถเทียบกับวีรบุรุษได้นั่นเอง
ผมปลอบใจคิงคองเงิน
“การเติบโตนั้นเจ็บปวดคิงคองเงินเอ๋ยหากเราต้องการสร้างชื่อเสียงคนเดียวนั้นเป็นเรื่องธรรมดา การสร้างสำนักให้เข้มแข็งต้องอาศัยวีรบุรุษผู้กล้ามากมายสุดคณานับ”
ผมลอยตัวขึ้นกลางอากาศเหยียบบนแผ่นน้ำแข็งที่ลอยอยู่กลางห้อง
“พวกเราเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านจากการตะลุยยุทธจักรด้วยตัวคนเดียว เข้าสู่ช่วงของการสร้างสำนัก ข้าในฐานะเจ้าสำนักต้องคำนึงถึงการที่ในอนาคตข้าอาจจะตายไปแต่สำนักต้องคงอยู่ต่อไปข้าอยากให้เจ้าเข้าใจข้อนี้ให้ดี”
ผมเอาสำนักและองค์กรมาเป็นข้ออ้างต่อคิงคองเงิน
ปุ่บ
โครม
“ขออภัยท่านเจ้าสำนักข้าไม่กล้าวิจารณ์แล้ว คร่อก”
คิงคองเงินรู้สึกผิดและโขกศีรษะเพื่อขออภัย
“ลุกขึ้นเถอะ”
ผมโบกมือแม้คิงคองเงินจะอยู่ระยะไกลแต่ด้วยมโนมยิทธิของผมก็พยุงเขาลุกขึ้นมาได้
“พวกเราสถานะต่างจากเดิมการกระทำก็ต้องต่างจากเดิมไปด้วย อย่างที่เจ้าเห็นในกิจการต่างๆของสกุลอ้าวการสร้างกิจการใหญ่โตต้องมีรากฐานที่ลึกล้ำ กิจการ สำนัก ตระกูล เรื่องนี้ไม่ต่างกัน”
ผมจับแพะชนแกะให้คิงคองเงินฟัง
“คร่อก ข้าเข้าใจแล้วท่านเจ้าสำนักท่านมองอนาคตระยะยาวของสำนักของเรานั่นเองคร่อก”
คิงคองเงินทำหน้าเข้าใจ
ไม่ใช่ว่าเขาไม่เข้าใจเรื่องสำนักที่มีคนเยอะและรากฐานอันยาวนานจะสืบทอดได้ยืนยงกว่าแต่พวกเขาอยู่ในยุทธจักรมานานทำให้เปลี่ยนนิสัยไม่ได้ง่ายๆ แต่พวกเขาก็ยอมรับอ้าวป้าหม่าในฐานะผู้นำของสำนักนั่นเอง
“ถูกแล้วและข้าจะคิดและผลิตตำราให้กับสำนักเราจำนวนมหาศาลต่อไปต่อไปนี้หากใครอยากจะฝึกวิชาที่เหมาะกับนิสัยและคุณสมบัติร่างกายของตนเองสำนักของเราจะมีให้พวกศิษย์ของเราเสมอ นี่ล่ะคือแนวคิดสำนักใหญ่และชาติตระกูลใหญ่ล่ะ”
ผมกล่าว
“ปริมาณคือคุณภาพ”
คนธรรมดาอาจจะคิดค้นวิชาสิบปี
หลวงจีนยอดฝีมืออาจนั่งหันหน้าเข้าหาผนังห้าสิบปี
อาวเอี้ยงฮงอาจจะคิดวิชาแก้ไม้เท้าตีสุนัขหนึ่งคืนจนผมหงอกขาว
ส่วนกระบวนการผลิตวิชาของผมนี้สามารถผลิตได้กว่าแสนวิชาต่อวัน
เราสามารถ customize จัดการรูปแบบต่างๆให้เหมาะสมกับตัวเราได้แบบเดียวกับแนวคิดการรักษาตามดีเอ็นเอ ให้ยาตามเฉพาะส่วนบุคคลแทนที่จะให้ยาจำนวนมากเหมือนคนทั่วไป
เท่านี้สำนักนักษัตรก็มีวิชาหลากหลายมากที่สุด
ส่วนความลึกล้ำนั้น เราให้เป็นหน้าที่ของการหาตำราจากสำนักอื่น
สำนักของเรามี Bias อคติ จากแนวคิดของผมที่เน้นไปในแนวทางอันตรายลดลงมากที่สุด ใช้ทรัพยากรเปลืองก็ไม่เป็นไร แต่ต้องปลอดภัยที่สุด
ผมจึงคิดว่าไม่มีอะไรต้องขัดกัน
เราหาวิชาจากภายนอกที่เป็นวิชาที่พิสูจน์ว่าใช้ได้แล้วและมาดัดแปลงให้เหมาะกับเราโดยเฉพาะด้วยเอไอสร้างวิชาตามเงื่อนไขที่เราต้องการ
ยิ่งพวกเราค้นคว้าได้มากขึ้นและได้วิชามาจากภายนอกมากขึ้น
ความก้าวหน้าก็จะมากกว่าทวีคูณ
ถูก เร็ว ดี
ตามมุกตลกของการวิศวกรรมนั้นให้เราเลือกได้เพียงแค่สองอย่างจากสามอย่างที่กล่าวมานั้น