ตอนที่54 กองกำลังแผนกพิเศษ
ซ่งเย่นั่งรถไปกับลุงโจวเพื่อตรวจสอบอาการบาดเจ็บของพ่ออีกครั้ง
เมื่อถึงโรงพยาบาลประชาชน
ในห้องวีไอพี 5ซ่งเย่มองเห็นแม่นั่งอยู่ข้างเตียงพ่อ ตาและยายนั่งอยู่บนโซฟาในห้องเช่นกัน
“เย่เอ๋อร์หลานรักมาแล้ว”ม่อฮวาได้ยินเสียงเปิดประตูเมื่อเงยหน้าขึ้นมองพลันเห็นใบหน้าของหลานสาว
เธอเอ่ยทักทายอย่างยินดี
“ค่ะ”ซ่งเย่ทักทายทุกคนแบบสั้นตามฉบับคนพูดน้อย
เธอเดินไปจับข้อมือพ่อเพื่อตรวจสอบชีพจรโดยที่พ่อจ้องมองดูเธอด้วยความรู้สึกรักอย่างลึกซึ้ง
“พ่อดีขึ้นมากไม่ปวดบาดแผลแล้ว” ซ่งซ่านจิงส่งเสียงให้ลูกสาวคลายกังวล
“อีกไม่นานแผลจะหายดีและกลับบ้านได้แล้วค่ะ”
ซ่งเย่พยักหน้ายืนยันคำพูดพ่อตนเองเมื่อจับชีพจรแล้วพบว่าอาการดีขึ้นมากกว่าที่คาดคิดไว้
“เรื่องระเบิดกับไฟไหม้ทางนั้นล่ะ”ซ่งซ่านจิงถามอย่างกังวลกับการตอบโต้ศัตรูอย่างรุนแรงของลูกสาว
“ไม่มีปัญหาหลิวเย่บอกจะจัดการให้” ซ่งเย่ตอบกลับตามจริง
เพราะเธอได้รับข้อความจากวีแชทของหลิวเย่หลังจากกลับมาห้องเรียนภายหลังที่เรียนรู้ทักษะล่องหนจากริชาร์ด
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว”เส้าจ้านพูดขึ้นอย่างสบายใจเพราะเขารู้ดีถึงอำนาจของเจ้านายหลิวเย่
“วันหยุดสัปดาห์นี้หนูไม่อยู่บ้านนะคะ”ซ่งเย่ตัดสินใจบอกทุกคนถึงกำหนดการที่หลิวเย่แจ้งเธอมา
เรื่องเข้ารับการทดสอบเป็นสมาชิกกองกำลังแผนกพิเศษในเมืองหลวง
“หลานจะเดินทางอย่างไร?”ม่อฮวาถามอย่างกังวล
“ไปกับหลิวเย่ค่ะ”ซ่งเย่ตอบตามตรง
“ไปเถอะถ้าลูกตัดสินใจดีแล้ว”เส้าม่านเอ๋ออนุญาตลูกสาวและโล่งใจที่พบว่ามีหลิวเย่คอยดูแลแทนตนเอง
ด้านซ่งเย่รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้พบเอสเปอร์คนอื่นและได้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆรวมถึงเรื่องอื่นที่เธอยังไม่รู้
หลังจากพูดคุยกันครู่หนึ่งซ่งเย่และตายายแยกตัวกลับบ้านก่อน
โดยแม่ยืนยันที่จะอยู่เฝ้าสามีตนเองอย่างจริงจัง
ขณะที่ตาลุกขึ้นเดินออกจากห้องด้วยตนเอง
เธอเห็นตาเส้าจ้านเดินได้คล่องด้วยตัวเองโดยไม่ต้องอาศัยยายช่วยพยุงเหมือนเดิม
ซ่งเย่มองเห็นตาเดินได้คล่องแคล่วขึ้นจึงเอ่ยอย่างยินดี“คุณตาเดินได้คล่องขึ้นนะคะ”
“นั่นเป็นเพราะฝีมือหลานนั่นแหละ”เส้าจ้านยิ้มแย้มอย่างอารมณ์ดีและเอ่ยชมหลานสาวเช่นกัน
“พวกเราโชคดีที่มีเย่เอ๋อร์เป็นหลานสาวแสนวิเศษ”ม่อฮวากล่าวเสริมด้วยรอยยิ้มกว้างเช่นกัน
“ขอบคุณค่ะ”ซ่งเย่ยกยิ้มมุมปากรับอย่างอารมณ์ดีเช่นกัน
ครู่หนึ่งซ่งเย่กลับวิลล่าซิงฝูพร้อมกับตายายและทานอาหารเย็นร่วมกัน
จากนั้นทุกคนแยกย้ายกันไปพักผ่อน
แต่ซ่งเย่กลับไปทำนาฬิกาต้นแบบต่อที่ห้องปฏิบัติการหลังวิลล่า
“ไม่เลว วันนี้ทำไมโครชิพได้เล็กมากขึ้น”
ซ่งเย่พยักหน้าพอใจที่ตนเองสามารถทำไมโครชิพขนาดเล็กเพื่อใช้งานกับการประมวลผลของนาฬิกาต้นแบบ
ด้วยทักษะเอสเปอร์วิศวกรรมจักรกลที่มีติดตัวมาและมือกลอันเก่งกาจและแม่นยำ
ทำให้การสร้างไมโครชิพสามารถทำได้อย่างง่ายดายสำหรับเธอ
อีกไม่นานเธอจะสามารถผลิตนาฬิกาต้นแบบเครื่องแรกเพื่อใช้งานได้แล้ว
ซ่งเย่หยิบไมโครชิพขึ้นมาดูด้วยความรู้สึกพึงพอใจ“ทักษะของเรายังใช้ได้ดี”
“ติ๊ดติ๊ดติ๊ด” พลันมีเสียงเตือนเวลาจากโทรศัพท์ของเธอที่เตือนเวลา23.00 น.
ทำให้เธอต้องวางมือจากงานที่ทำอยู่และเก็บอุปกรณ์ให้เรียบร้อยก่อนปิดไฟล็อคห้องปฏิบัติการ
..........
รุ่งเช้าซ่งเย่ตื่นขึ้นมาเพื่อไปออกกำลังกายและฝึกฝนทักษะต่อสู้ซาเซิน
เมื่อวิ่งมาถึงหน้าประตูวิลล่าเธอพบกับหลิวเย่ที่ยืนยิ้มรออยู่และกล่าวทักทายเธอเสียงสดใส“อรุณสวัสดิ์สาวน้อย”
“อรุณสวัสดิ์”ซ่งเย่พยักหน้าตอบรับด้วยใบหน้าเรียบเฉย
ทั้งคู่วิ่งเหยาะๆคู่กันไปจนถึงสวนสาธารณะ
เมื่อวิ่งอบอุ่นร่างกายรอบสวนได้10 รอบแล้วซ่งเย่วิ่งนำหลิวเย่ไปยังพื้นที่รกร้างที่ห่างไกลผู้คน
ซึ่งเป็นสถานที่ที่เธอหลีกเลี่ยงสองชายหญิงชราของตระกูลซ่ง
“ฝีมือของเธอเหรอ?”หลิวเย่เหลือบมองเห็นซากต้นไม้เล็กใหญ่รอบบริเวณนั้นที่หักโค่นและมีช่องโหว่กลางลำต้น
ซึ่งลักษณะคล้ายถูกพลังอันมหาศาลเข้ากระแทกลำต้นจนกลายเป็นช่องว่างกลางลำต้น
“ใช่”ซ่งเย่พยักหน้ารับตามจริง
หลิวเย่ตื่นเต้นที่พบว่าสาวน้อยตนเองมีพลังมหาศาลมากกว่าเดิม
“มาต่อสู้กัน”ซ่งเย่ชวนหลิวเย่อย่างตื่นเต้นที่ได้พบเขาเพราะเธอขาดคู่ซ้อมที่มีฝีมือดีมาหลายวัน
“ตกลง”หลิวเย่ตอบรับอย่างผ่อนคลายเพราะตัวเขาเองต้องการรู้ขอบเขตพลังของเธอเช่นกัน
“พรึ๊บ พลั๊กตุ๊บ”
“ฟิ๊ว ผลุ๊บพลั๊ก”
หลิวเย่ขมวดคิ้วเล็กน้อยที่พบว่าตนเองต้องใช้พละกำลังมากถึง80%จึงจะต่อสู้กับเธอได้อย่างสูสี
ทำให้เขามีความสุขมากกว่าเดิมเพราะสิ่งที่เขาคาดหวังไว้คือความแข็งแกร่งของเธอที่สามารถเข้าร่วมเป็นสมาชิกของกอง
กำลังแผนกพิเศษได้อย่างไม่มีปัญหาใดๆ
ซ่งเย่ตื่นเต้นสะใจมากกว่าเดิมเมื่อได้ใช้พลังต่อสู้อย่างเต็มที่กับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งเช่นกัน
จนอารมณ์ตื่นเต้นของเธอสะดุดลงเมื่อได้ยินเสียงของหลิวเย่พูดขัดจังหวะขึ้นมาว่า“หมดเวลาแล้วสาวน้อย”
“เฮ้อ”ซ่งเย่ถอนหายใจที่หมดสนุกกับการฝึกทักษะต่อสู้ซาเซินในวันนี้
เธอรู้ดีว่าต้องกลับไปเตรียมตัวเพื่อไปโรงเรียน
ทั้งคู่แยกย้ายกันที่หน้าวิลล่าซิงฝูซ่งเย่ถามหลิวเย่อย่างแปลกใจที่พบว่าเขาไม่ทานอาหารเช้าด้วยกันเหมือนเดิม
“ผมมีธุระด่วนไว้วันหลังแล้วกัน” หลิวเย่บอกเหตุผลกับสาวน้อยสั้นๆก่อนวิ่งกลับวิลล่าตนเองอย่างรวดเร็ว
ซ่งเย่เอียงคอมอเล็กน้อยอย่างไม่เข้าใจแต่เธอไม่ได้สนใจคำตอบว่าจะเป็นอย่างไร?
จากนั้นซ่งเย่ไปทานอาหารเช้าแล้วอาบน้ำแต่งตัวไปโรงเรียน
..........
หลี่เค่อซินเดินเข้ามาในห้องสามและพบกับสายตาแสดงความสับสนจากเพื่อนร่วมห้องที่จ้องมองเธอ
นักเรียนห้องสามแปลกใจที่พบว่าหลี่เค่อซินหายตัวออกไปทานขนมคนเดียวโดยไม่สนใจการติววิชาฟิสิกส์จากซ่งเย่
แต่บางคนก็รอลุ้นผลสอบประจำเดือนที่หลี่เค่อซินอาจสร้างความประหลาดใจให้กับพวกเขา
ดังนั้นจึงไม่มีเพื่อนนักเรียนคนใดตำหนิหลี่เค่อซิน
พวกเขาพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับหลี่เค่อซินเหมือนเดิม
ปรากฏว่าวันนี้ซ่งเย่สร้างความประหลาดใจให้กับซูฉี
เมื่อซูฉีพบว่าซ่งเย่กำลังนั่งอ่านนิยายออนไลน์อย่างจริงจังในขณะที่คนอื่นกำลังเรียนวิชาเคมีในภาคเช้า
“ซ่งเย่เธอสนใจนิยายตั้งแต่เมื่อไหร่?”
ซูฉีถามอย่างแปลกใจเมื่อชะโงกหน้าไปดูบนหน้าจอมือถือของซ่งเย่แล้วพบว่าเป็นหัวข้อเรื่องนิยายออนไลน์
“ได้ยินเพื่อนบางคนพูดถึงเลยลองอ่านดู”ซ่งเย่ตอบกลับเสียงเรียบ
“ชอบไหม?” ซูฉีถามอย่างคาดหวังเพราะตัวเธอเองชื่นชอบนิยายรักหวานแหววและรักดราม่าเป็นอย่างมาก
โดยเฉพาะนิยายรักของวัยรุ่นในโรงเรียนรวมทั้งภาพยนตร์ที่แสดงโดยไอดอลชายหญิงที่เธอชื่นชอบด้วย
“ไม่ แค่อยากรู้”ซ่งเย่ตอบกลับตามจริง
“ว้าฉันคิดว่าเธอสนใจเสียอีก” ซูฉีอุทานอย่างเสียดายที่ขาดคู่หูสนใจนิยายด้วยกัน
นิยายออนไลน์ที่ซ่งเย่กำลังอ่านอยู่นั้นเป็นนิยายแฟนตาซีที่เขียนถึงเรื่องราวการสู้รบระหว่างดวงดาว
การเอาตัวรอดในดวงดาวอันห่างไกลซึ่งทำให้เธอส่ายหน้าอย่างรำคาญใจเล็กน้อย
นั่นเป็นเพราะว่าดวงดาวเอเอสและจักรวาลที่เธออาศัยอยู่นั้นมันแตกต่างจากที่นักเขียนได้บรรยายเอาไว้
มีแค่บางเรื่องและบางส่วนเล็กน้อยเท่านั้นที่ใกล้เคียง
แต่เมื่อเห็นเพื่อนนักเรียนพูดถึงกันมากจึงกระตุ้นความสนใจของซ่งเย่ให้ลองเปิดอ่านดูในหลายๆเรื่อง
สุดท้ายเธอพบว่าเรื่องส่วนใหญ่นักเขียนปรุงแต่งขึ้นจากจินตนาการที่มีทั้งเชื่อถือได้และไม่มีอยู่จริง
เมื่อถึงวิชาอิสระที่ซ่งเย่จะติววันนี้เป็นวันสุดท้ายของสัปดาห์และวันจันทร์หน้าจะเริ่มต้นวิชาเคมี
ทำให้เพื่อนนักเรียนถามซ่งเย่อย่างมีความหวังว่า
“เพื่อนนักเรียนซ่งเย่จันทร์หน้าเราจะติววิชาเคมีใช่ไหม?”
“ซ่งเย่ วันนี้สอนฟิสิกส์วันสุดท้ายแล้วจะมีวิชาเคมีต่อในสัปดาห์หน้าไหม?”
“ซ่งเย่ วันจันทร์เราจะเริ่มวิชาเคมีใช่ไหม?”
“ซ่งเย่พวกเราจะรอเรียนวิชาเคมีกับเธอ”
“คราวนี้ฉันจะต้องทำคะแนนวิชาเคมีได้ดีขึ้นแน่ๆ”
“พวกเธอไม่อยากลองสอบประจำเดือนก่อนเหรอ?”
“พวกเราอยากเรียนวิชาเคมีกับซ่งเย่”
ซ่งเย่กวาดสายตามองทุกคนในห้องที่มีทั้งนักเรียนห้องสามและห้องอื่นๆมาเรียนร่วมกันยกเว้นหลี่เค่อซิน
สาวสวยนักเรียนใหม่ที่วันนี้เธอไม่อยู่ในห้องเรียนและซ่งเย่ไม่ได้ให้ความสนใจเธอแต่อย่างใด
ซ่งเย่ตอบเพื่อนนักเรียนที่ถามเธออย่างกระตือรือร้นว่า“ใช่ วันจันทร์จะติววิชาเคมี”
เมื่อเพื่อนนักเรียนได้ยินคำตอบยืนยันจากซ่งเย่ต่างพากันแสดงท่าทางพึงพอใจและตั้งใจเรียนวันนี้มากขึ้น
จากนั้นเวลา 15.30น. ทุกคนไปร่วมวิ่งท่องจำสูตรฟิสิกส์ด้วยกันเหมือนเดิม
จนถึงเวลา 16.30น.นักเรียนกลับบ้านเกือบหมด
ยกเว้นนักเรียนอีก10 กว่าคนที่กำลังวิ่งท่องจำสูตรต่อไปอย่างไม่ลดละโดยมีซ่งเย่วิ่งเป็นเพื่อนรั้งท้ายเหมือนเดิม
เมื่อถึงเวลา17.00 น. นักเรียนสิบกว่าคนสามารถท่องจำสูตรได้แล้วและแยกย้ายกันกลับบ้าน
..........
หลังเลิกเรียนซ่งเย่กลับไปดูอาการของพ่อที่นอนพักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล
เธอไม่ได้ใช้ทักษะทางการแพทย์ของตนเองเพื่อทำให้อาการบาดเจ็บของพ่อดีขึ้น
เพราะมีสายตาจับจ้องจากแพทย์ที่มาตรวจอาการบาดเจ็บของพ่อบ่อยครั้ง
ดูเหมือนหมอของโรงพยาบาลจะจ้องจับผิดและค้นหาแพทย์ลึกลับคนนั้นซึ่งเกี่ยวข้องกับครอบครัวของตนเอง
“พรุ่งนี้พ่อก็กลับบ้านได้แล้ว”ซ่งเย่จับชีพจรที่ข้อมือของพ่อตนเองและบอกตามจริง
“ดีแล้วพ่ออยากไปพักฟื้นที่บ้านมากกว่านอนอยู่โรงพยาบาลนี่”ซ่งซ่านจิงตาเป็นประกายอย่างมีความสุข
“ดีเลยแม่จะได้ทำอาหารที่พ่อชอบให้ทาน” เส้าม่านเอ๋อพูดอย่างยินดี
ซ่งเย่อยู่เป็นเพื่อนพ่อกับแม่ครู่หนึ่งก่อนกลับบ้านกับลุงโจว
เมื่อถึงวิลล่าซิงฝู
ซ่งเย่ขลุกตัวเองอยู่ในห้องปฏิบัติการตลอดเวลาเย็นแต่เว้นช่วงไปทานอาหารเย็นกับตายาย
และกลับมาทำงานต่อจนถึงเวลา23.00 น.จึงเก็บของกลับไปนอนพักผ่อน
..........
เช้านี้ซ่งเย่ไม่ได้ไปออกกำลังกาย
เพราะเมื่อคืนนี้หลิวเย่ส่งข้อความถึงเวลานัดหมายที่จะออกเดินทางจากเมืองกรีนว่าจะต้องออกเดินทางแต่เช้า
เพราะใช้เวลาเดินทางจากเมืองกรีนไปถึงเมืองหลวงนาน5 ชั่วโมง
กำหนดการที่เธอต้องเข้าร่วมการคัดเลือกเป็นสมาชิกกองกำลังแผนกพิเศษคือเวลา09.00 น.
ดังนั้นซ่งเย่และหลิวเย่จึงต้องออกเดินทางด้วยรถยนต์ตั้งแต่เวลา04.00 น.
ซ่งเย่ไม่ได้สนใจว่าจะเดินทางด้วยวิธีใดดังนั้นเธอจึงไม่ปฏิเสธข้อเสนอของหลิวเย่
ด้านหลิวเย่ที่เวลานี้มีความสุขขณะที่มารับสาวน้อยหน้าวิลล่าซิงฝู
เขาเลือกการเดินทางโดยรถยนต์เพื่อจะได้มีเวลาอยู่กับสาวน้อยมากกว่าการเดินทางโดยเครื่องบิน
“นอนหลับสบายไหม?” หลิวเย่ถามซ่งเย่เมื่อเห็นเธอสะพายกระเป๋าเป้เปิดประตูมานั่งที่เบาะข้างคนขับ
“ดี”ซ่งเย่ตอบกลับเสียงเรียบเหมือนเดิม
หลิวเย่ส่ายหัวเล็กน้อยก่อนขับรถฮัมเมอร์สีเขียวเข้มออกไปอย่างรวดเร็ว
ระหว่างทางซ่งเย่มองสองข้างทางอย่างตื่นตาตื่นใจเหมือนเด็กที่เห็นของเล่นชิ้นใหม่
หลิวเย่ยกยิ้มมุมปากอย่างพอใจที่ทำให้เธอรู้สึกสนุกและตื่นเต้น
“ที่กองกำลังมีสมาชิกกี่คน?” ซ่งเย่ถามด้วยความอยากรู้และสงสัย
“ปฏิบัติงานจริงในสำนักงานแค่หกสิบคนปฏิบัติงานภาคสนามอีกเกือบสองร้อยคน ขึ้นทะเบียนไว้แต่ไม่ได้ปฏิบัติงานอีก
300กว่าคน ส่วนที่ไม่ขึ้นทะเบียนไว้น่าจะมีอีกมาก” หลิวเย่ตอบตามจริงเมื่อเห็นเธอสนใจ
“อะไรคือขึ้นทะเบียนหรือไม่ขึ้นทะเบียน?” ซ่งเย่ถามอย่างงุนงง
“ขึ้นทะเบียนคือเป็นสมาชิกแต่ไม่มีทักษะที่ทางกองกำลังต้องการส่วนที่ไม่ขึ้นทะเบียนคือคนที่อาศัยอยู่ปะปนกับ
ประชาชนทั่วไปที่มีทั้งดีและไม่ดีบางคนเรารู้จักแต่บางคนก็หลบซ่อนตัวอยู่” หลิวเย่อธิบายตามที่เธอถามมา
“ทุกคนเป็นเอสเปอร์ทั้งหมดใช่ไหม?” ซ่งเย่ถามย้ำเพื่อความมั่นใจ
“ใช่และไม่ใช่”หลิวเย่ตอบตามตรง
ซ่งเย่พยักหน้าเข้าใจเกี่ยวกับสมาชิกของกองกำลังแผนกพิเศษมากขึ้น
“แล้วกองกำลังมีหน้าที่พิเศษอะไรบ้าง?”ซ่งเย่ถามอีกครั้งเกี่ยวกับหน้าที่ของกำลังแผนกพิเศษ
“ปกป้องประเทศควบคู่กับภารกิจของทหารแต่เน้นกรณีมีเอสเปอร์จากต่างชาติเข้ามารุกรานประเทศเข้าร่วมการคัดเลือก
ประลองทักษะเพื่อเป็นตัวแทนประเทศจะได้ถ่วงดุลอำนาจเอสเปอร์จากประเทศอื่นในนามของสมาพันธ์เอสเปอร์
นานาชาติ”หลิวเย่สาธยายบทบาทของกองกำลังแผนกพิเศษเพื่อจูงใจสาวน้อยให้เข้าร่วมโดยสมัครใจ
ซ่งเย่ตาลุกวาวอย่างตื่นเต้นเมื่อได้ยินข้อความเกี่ยวกับการประลองทักษะ
นี่แสดงว่าเธอมีโอกาสเรียนรู้ทักษะอื่นอีกใช่ไหม?
โอกาสที่ไม่ต้องวิ่งไปหาที่ไหนไกลๆ!
เยี่ยมมาก!
หลิวเย่ที่เหลือบมองเห็นท่าทางตื่นเต้นยินดีของเธอเขาอมยิ้มเล็กน้อยและตั้งใจขับรถต่อไป
……….
ห้าชั่วโมงต่อมา
หลิวเย่ขับรถตรงเข้าไปในพื้นที่ส่วนหนึ่งของค่ายทหารเมืองหลวง
ซึ่งมีประตูเหล็กและรั้วทึบสูงสามเมตรกั้นขอบเขตบริเวณกว้างขวางแห่งหนึ่งไว้อย่างมิดชิด
เมื่อหลิวเย่ขับรถมาถึงหน้าประตูเหล็กประตูพลันเปิดออกโดยอัตโนมัติ
ซ่งเย่ชะโงกหน้าดูด้วยความสนใจเพราะเธอไม่เห็นระบบเปิดปิดอัตโนมัติแต่มีพลังบางอย่างที่ดึงประตูให้เปิดออก
“น่าสนใจ!”ซ่งเย่ตาเป็นประกายที่จะได้พบกับเอสเปอร์หลากหลายคน
หลิวเย่ขับรถตรงเข้าไปในถนนลาดยางที่สองข้างทางมีต้นสนสูงใหญ่อยู่เรียงรายอย่างเป็นระเบียบ
ครู่หนึ่งหลิวเย่จอดรถหน้าสำนักงานสูงห้าชั้นโดยที่หน้าอาคารนั้นมีสนามหญ้าเขียวสวยงามขอบนอกเป็นลู่วิ่ง
และมีเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งกำลังวิ่งรอบสนามอยู่อย่างขะมักเขม้น
“พี่ชายมาแล้ว”เสียงหวานใสของสาวสวยคนหนึ่งดังลั่นขึ้นที่หน้าอาคารพร้อมกับวิ่งเข้าหาหลิวเย่ด้วยท่าทางดีใจ
“ใครอนุญาตให้เธอเข้ามา?” หลิวเย่ขมวดคิ้วแน่นและถามชายหนุ่มที่วิ่งตามหลังเธอสองคนด้วยเสียงเข้มต่ำ
“เว่ยเว่ยมากับคุณพ่อค่ะ”สาวสวยตอบกลับหลิวเย่ก่อนที่ชายหนุ่มสองคนจะทันได้อ้าปากตอบ
“พาเธอออกไป”หลิวเย่หันหน้าหนีและเดินตรงไปหาซ่งเย่อย่างไม่พอใจที่กงจ้าวเว่ยเข้ามาก่อกวน
พ่อของกงจ้าวเว่ยเป็นเพื่อนทหารรุ่นเดียวกับพ่อของหลิวเย่
และแม่ของหลิวเย่กับแม่ของกงจ้าวเว่ยเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน
บ้านของหลิวเย่และกงจ้าวเว่ยอยู่ใกล้กันซึ่งทำให้ทั้งสองครอบครัวสนิทสนมกัน
ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายเคยคิดที่จะจับคู่ของหลิวเย่กับกงจ้าวเว่ย
แต่หลิวเย่ไม่ได้แสดงท่าทีสนใจกงจ้าวเว่ยแต่อย่างใดพร้อมกับยื่นคำขาดที่จะไม่กลับประเทศ
ทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายต้องรามือในเรื่องจับคู่คลุมถุงชนไปโดยปริยาย
ดังนั้นเมื่อหลิวเย่เห็นกงจ้าวเว่ยในวันนี้ทำให้เขาไม่พอใจที่เธอชอบเข้ามาวุ่นวายกับเรื่องส่วนตัวของตนเอง
“พี่ชายใจร้าย”กงจ้าวเว่ยเตรียมจะร้องไห้เรียกร้องความสนใจ
แต่ทว่าหลิวเย่เดินนำซ่งเย่ออกไปอีกทางหนึ่งโดยไม่สนใจเธอ
ส่วนชายหนุ่มสองคนที่เกี่ยงกันว่าจะบอกกับกงจ้าวเว่ยอย่างไรดีต่างพากันทำสีหน้าอึดอัดใจ
“แกบอกคุณกงจ้าวเว่ยสิ”
“แกนั่นแหละ”
“จำไว้นะพี่ชายฉันจะไม่ยอมแพ้” กงจ้าวเว่ยพูดลอดไรฟันพลางกำมือสองข้างแน่นด้วยความโกรธแค้น
เธอมองเห็นสายตาของหลิวเย่อย่างชัดเจนที่มองสาวน้อยซึ่งทั้งคู่นั่งรถมาด้วยกัน
สายตาหลิวเย่เต็มไปด้วยความรักและอ่อนโยน
ซึ่งแตกต่างจากเธอที่เขาไม่เคยชายตาแลเธอมาตั้งแต่เด็กแล้ว
แต่เธอไม่เคยยอมแพ้เพราะคิดว่าพ่อทั้งสองคนเป็นเพื่อนกันและสามารถโน้มน้าวใจกันได้
แต่เมื่อวันนี้ได้เห็นใบหน้าของซ่งเย่ทำให้กงจ้าวเว่ยเกิดความโกรธแค้นและอิจฉาริษยาที่ซ่งเย่ได้ใกล้ชิดกับหลิวเย่
ด้านหลิวเย่ที่เดินนำซ่งเย่ไปอีกอาคารหนึ่งซึ่งเป็นสำนักงานเฉพาะของเขา“กองกำลังแผนกพิเศษ”
เมื่อก้าวเข้าไปในห้องโถงหลังอาคารที่โล่งกว้างและทุกด้านปิดทึบด้วยวัสดุที่สามารถทนแรงกระแทกของระเบิดได้
มีโต๊ะทำงานตั้งวางอยู่และมีโซฟาอีกมุมหนึ่ง
พลันมีเสียงของชายชราคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมาว่า“มาแล้วเหรอ?”