[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 117 เป็นเพียงเล่ห์กลเล็กน้อยเท่านั้น ศิษย์มรรคาไป๋มิมานั่งร่วมดื่มกับข้าหน่อยหรือ

    ตอนที่ 117 เป็นเพียงเล่ห์กลเล็กน้อยเท่านั้น ศิษย์มรรคาไป๋มิมานั่งร่วมดื่มกับข้าหน่อยหรือ

            ในเรือนอันเงียบสงบงดงามหลังหนึ่ง กู้ฉางเกอยืนกอดอกอยู่ริมหน้าต่าง รอยยิ้มบางเบาฉายอยู่บนใบหน้า

            “ติ๊ง ภารกิจสุ่มเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของผู้ถือครองชะตาฟ้าลิขิตเสร็จสมบูรณ์ กำลังคำนวณผลลัพธ์”

            “ผลการประเมินระดับสมบูรณ์แบบ ได้รับค่าวาสนา 1,000 แต้ม และได้รับค่าชะตาสวรรค์ 5,000 แต้ม พร้อมรับโบนัสพิเศษเพิ่มขึ้นสี่สิบส่วน”

            “สรุปผลลัพธ์สุดท้าย นายท่านได้รับค่าวาสนา 1,400 แต้ม และได้รับค่าชะตาสวรรค์ 7,000 แต้ม”

            เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้นในห้วงจิตสำนึกของเขา ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้ทุกประการ

            ความสัมพันธ์ระหว่างไป๋เลี่ยผู้เป็นคุณชายแห่งตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์และเย่หลิงได้ขาดสะบั้นลงโดยสิ้นเชิง

            “มิตรภาพที่เรียกว่าลึกซึ้งนักหนานี้จะมีค่าอันใดเล่า เพียงแค่ถูกความงดงามล่อใจก็รักษาไว้มิได้แล้ว เฮอะ...”

            รอยยิ้มเย้ยหยันฉายอยู่บนหน้าของเขา

            มิตรสหายเปรียบได้ดั่งแขนขา สตรีนั้นเปรียบได้ดั่งอาภรณ์เสื้อผ้า ถ้อยคำนี้ช่างลอยลมนัก หากเผชิญกับสถานการณ์จริงที่ต้องตัดสินใจแล้ว จะมีสักกี่คนที่ทำได้ตามนั้นกัน

            จะให้สหายสวมใส่อาภรณ์ของตนเองอย่างนั้นหรือ

            เมื่อคิดถึงตรงนี้ กู้ฉางเกอแค่นหัวเราะเยาะออกมาเบาๆ

            เขาเพียงแค่ใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนของทั้งสองคนเท่านั้น เย่หลิงนั้นมากรักหลายใจ ส่วนไป๋เลี่ยนั้นโง่งมมัวเมาในความรัก

            เพียงแค่ให้อิ่นเหมยเอ่ยถ้อยคำเพียงมิกี่คำ ก็สามารถทำให้รอยร้าวระหว่างทั้งสองขยายใหญ่จนมิอาจประสานได้

            แท้จริงแล้ว นางมิได้ทำอันใดเลย กู้ฉางเกอเพียงแค่ใช้ตัวนางเป็นสื่อกลางในการขยายรอยร้าวระหว่างเย่หลิงและไป๋เลี่ยให้ถึงขีดสุด

            จากเสียงแจ้งเตือนของระบบ เห็นได้ชัดว่าผลลัพธ์นั้นยอดเยี่ยมมิน้อย สิ่งที่อิ่นเหมยทำมิได้ทำให้เขาผิดหวังเลยแม้แต่น้อย

            และต่อจากนี้ ก็ถึงเวลาที่กู้ฉางเกอจะต้องลงมือเองเสียที

            แสงสุดท้ายจากเปลวไฟของไป๋เลี่ย ก็ควรถึงคราวมอดดับเสียแล้ว

            “ข้าจะออกไปทำธุระสักหน่อย เจ้าอยู่รอในเรือนนี้จนกว่าข้าจะกลับมา”

            เสียงกล่าวอันแผ่วเบาเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มของกู้ฉางเกอดังก้องในลานเรือน เงาร่างในอาภรณ์ขาวปลอดยืนสงบนิ่งใต้แสงจันทรา ดูคล้ายกับบุรุษผู้อยู่เหนือใต้หล้า

            สิ้นคำกล่าว เขามิได้รอฟังคำตอบของเยวี่ยหมิงคง ทว่าพลันหันกายกลับพลิ้วไหวราวกับสายลม ทะยานขึ้นยืนบนกำแพงเรือน ชั่วพริบตาก็เลือนหายไปดุจภาพลวงตา ทิ้งไว้เพียงเงาจางๆ อันงดงาม

            “กู้ฉางเกอคิดจะทำอันใดกันแน่”

            เยวี่ยหมิงคงเดินออกมาจากเรือน คิ้วเรียวงามขมวดมุ่น ดวงตาทอประกายฉงนใจอย่างมิปิดบัง

            ตั้งแต่ออกจากตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ นางก็เฝ้าติดตามเขามาตลอดทาง มิยอมให้หลุดพ้นจากสายตา มุ่งเพียงเพื่อหาคำตอบเกี่ยวกับเล่ห์เหลี่ยมกลอุบายและความลับที่เขาเก็บซ่อนไว้

            ทว่าเมื่อมาถึงในที่แห่งนี้แล้ว เขากลับมิบอกกล่าวถึงสิ่งใด มิให้แม้กระทั่งนางติดตามไปด้วย และเมื่อกล่าวจบ ก็จากไปอย่างว่องไว มิทิ้งร่องรอยใด

            ความเงียบสงัดของราตรีทิ้งให้ใจของเยวี่ยหมิงคงเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง นางย่อมรู้ดีว่า หากกู้ฉางเกอมิต้องการให้นางติดตามไป ต่อให้นางทุ่มเทกำลังทั้งหมดก็มิอาจไล่ตามเขาได้

            พลังอันลึกล้ำที่เขาครอบครองอยู่นั้น นับว่าลึกลับเกินหยั่งถึง หากเขาคิดจะเร้นกายจากนาง ก็ย่อมทำได้โดยง่ายดายยิ่ง

            “เช่นนั้นแล้ว... ยามนี้เขาคงจะไปจัดการกับเย่หลิงอยู่กระมัง ถึงได้มิให้ข้าติดตามไป”

            เยวี่ยหมิงคงพึมพำเสียงเย็น ขณะกัดฟันแน่นด้วยความขัดใจ

            “เขาช่างเห็นแก่ตัวจริงๆ คิดจะฮุบผลประโยชน์ไว้แต่เพียงผู้เดียว แม้แต่น้ำแกงสักหยดก็ยังมิคิดจะเหลือแบ่งไว้ให้ข้า...”

            นางมองไปยังทิศที่กู้ฉางเกอหายลับไปเมื่อครู่ ในใจเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง

            ก่อนหน้านี้ ด้วยความกังวลว่ากู้ฉางเกออาจจะพลาดท่าเสียทีให้กับเย่หลิง นางจึงยอมเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับเย่หลิงไปมิน้อย โดยอ้างว่าเป็นข้อมูลที่ตนสืบมาได้

            นางคิดว่าเมื่อถึงเวลา กู้ฉางเกอน่าจะเห็นแก่ความดีความชอบของนาง และแบ่งปันผลประโยชน์มาให้บ้าง

            ทว่ามิคิดเลยว่า เขาจะทำตัวเหมือนเช่นเดิม นั่นคือช่วงชิงทุกอย่างเก็บไว้แต่เพียงผู้เดียว แถมยังสั่งให้นางนั่งรออยู่เฉยๆ ในลานเรือนแห่งนี้ สามีสุดที่รักของข้านั้นช่างใจดำอำมหิตเสียจริง

            แม้นางจะโกรธเคืองเพียงใด ทว่าในใจก็อดสงสัยมิได้ว่า กู้ฉางเกอคิดจะจัดการกับเย่หลิงอย่างไร เขาจะโยนความผิดฐานใช้วิชามารต้องห้ามนั้นไปให้กับเย่หลิงด้วยวิธีใดกันแน่

            ยิ่งไปกว่านั้น ยามนี้กู้ฉางเกอยังซ่อนตัวอยู่ในเงามืด ขณะที่เย่หลิงยังคงโลดแล่นอยู่ท่ามกลางแสงสว่าง

            มิแน่ว่าเย่หลิงอาจจะยังมิรู้ตัวเลยด้วยซ้ำ ว่ากำลังตกเป็นเป้าหมายของกู้ฉางเกอเข้าแล้ว

            พลันนั้นเอง เยวี่ยหมิงคงกลับสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง ใบหน้างามสะคราญขมวดคิ้วมุ่น ดวงตาคู่งามฉายแววระแวดระวังทันที

            “เย่หลิงในฐานะผู้สืบทอดของมหาเทพวัฏสงสาร ย่อมต้องมีไพ่ตายติดตัวไว้มิน้อย หากกู้ฉางเกอคิดจะสังหารเขาในยามนี้ เกรงว่าคงเป็นไปได้ยาก เว้นเสียแต่ว่าเขาจะยอมเปิดเผยความลับของตนเองออกมา... มิแน่ว่าเย่หลิงอาจหาทางหลบหนีไปได้อีกด้วย...”

            “ดังนั้นกู้ฉางเกอคงมิลงมือกับเย่หลิงในยามนี้แน่ เขาน่าจะไปเล่นงานผ่านทางไป๋เลี่ยเสียมากกว่า”

            “ด้วยนิสัยของกู้ฉางเกอแล้ว เย่หลิงยังมีผลประโยชน์อีกมาก สามารถใช้เป็นแพะรับบาปไปได้อีกนาน ในระหว่างนี้ กู้ฉางเกอจะสามารถฝึกบำเพ็ญเคล็ดวิชามารต้องห้ามได้อย่างลับๆ และมิมีผู้ใดสงสัยมาถึงตัวเขาเลยแม้แต่น้อย...”

            “ในทางกลับกัน คนที่ต้องแบกรับความผิดทั้งหมดก็คือเย่หลิง เขาจะกลายเป็นผู้ต้องสาปที่ผู้ใดเห็นก็อยากกำจัด และคงยากจะมีที่ยืนในแดนสวรรค์นี้อีกต่อไป...”

            เยวี่ยหมิงคงมองทะลุแผนการของกู้ฉางเกอได้อย่างแจ่มชัด

            เพราะในชาติที่แล้ว นี่มิใช่ครั้งแรกที่กู้ฉางเกอวางแผนซ่อนเร้นตนเองไว้ในเงามืด เพื่อสะสมพลังและแผ่ขยายอำนาจอย่างลับๆ

            ครั้งนี้ เย่หลิงเป็นฝ่ายรนหาที่เอง กู้ฉางเกอย่อมมิปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดลอยไปง่ายๆ

            จึงเป็นอันสรุปได้ว่า กู้ฉางเกอจะยังมิสังหารเย่หลิงในยามนี้อย่างแน่นอน

            “ช่างเป็นผู้ที่ควบคุมทุกอย่างเอาไว้ในกำมือได้อย่างสมบูรณ์แบบ... ยิ่งข้ารู้มากเท่าใด ข้าก็ยิ่งเสี่ยงอันตรายมากขึ้นเท่านั้น”

            คิ้วเรียวงามขมวดแน่น ยิ่งคิดก็ยิ่งหาทางออกมิได้ สุดท้ายจึงทำได้เพียงแต่แสร้งโง่เท่านั้น

            …

            หลังจากที่เย่หลิงแยกตัวจากงานเลี้ยง เขาก็กลับมายังเรือนที่ใช้สำหรับพักผ่อนและฝึกบำเพ็ญประจำวัน อารมณ์ดูเหมือนจะดีทีเดียว เขาฮัมเพลงเบาๆ พลางกล่าวคุยกับผู้อาวุโสกุยที่สถิตอยู่ในจี้ห้อยคอ

            “ผู้อาวุโสกุย ท่านคิดว่าศิษย์พี่ใหญ่ไป๋เลี่ยของข้าจะมิใจแคบไปหน่อยหรือ ข้าเพียงแค่คุยกับอิ่นเหมยมิกี่คำ ทว่าเขาก็ทำท่าทางบึ้งตึงราวกับข้าได้ก่อเรื่องใหญ่โตอันใดขึ้นมา” เย่หลิงกล่าวด้วยท่าทีมิยี่หระ คล้ายมิเห็นเป็นเรื่องสำคัญ

            เสียงเย้ยหยันดังมาจากผู้อาวุโสกุยภายในจี้ ที่กลอกตาแล้วเอ่ยว่า “เจ้านี่มันนิสัยเจ้าชู้มิต่างจากท่านมหาเทพในอดีตเลยนะ! เขาเป็นศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้าแท้ๆ ทว่าเจ้ากลับมิให้ความเคารพนับถือเสียบ้าง”

            “เรื่องที่เจ้าทำลงไปนั้นข้าก็มิว่ากระไร ทว่าถึงกับกระทำตัวเสียจนน่าเกลียด ระวังเถิดว่าสักวันหนึ่ง เจ้าจะต้องพลาดท่าเสียทีเพราะเรื่องของสตรีเข้า”

            “หรือเจ้าลืมไปแล้วว่าครั้งก่อนเป็นผู้ใดกันที่เกือบเอาชีวิตมิรอด ถูกลอบสังหารจนต้องเสียของวิเศษไป”

            คำเตือนนั้นทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของเย่หลิงชะงักลงเล็กน้อย สีหน้าเริ่มหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด เรื่องนั้นนับว่าเป็นความอัปยศอย่างใหญ่หลวงสำหรับเขา ไหนจะต้องเสียยันต์คุ้มครองชีพอันล้ำค่าไปโดยเปล่าประโยชน์

            แม้ยันต์เหล่านั้นเขาจะยังมีอยู่บ้าง ทว่าเมื่อใช้ไปหนึ่งแผ่นก็กลับลดลงไปหนึ่งแผ่น คิดแล้วก็รู้สึกเสียดายจนเจ็บปวดหัวใจ

            “ท่านผู้อาวุโสกุย เลิกกล่าวเรื่องนี้เสียเถิด” เย่หลิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด ก่อนแววตาจะฉายประกายเย็นเยียบ “หนี้แค้นที่เยวี่ยหมิงคงก่อไว้ในวันนั้น สักวันหนึ่งข้าจะให้นางชดใช้จนหมดสิ้น สตรีอย่างนางถึงจะมีเล่ห์เหลี่ยมมากมายเพียงใด ถ้ามินำมาใช้ประโยชน์ก็นับว่าน่าเสียดายเปล่า”

            “ทว่าก็เป็นกู้ฉางเกอนั่นที่ได้ประโยชน์ไปเต็มๆ ข้าละมิเข้าใจเลยว่า นอกจากพื้นเพตระกูลที่สูงส่งแล้ว เจ้านั่นนับว่ามีดีอันใดบ้าง ช่างน่าขันนัก ผู้คนหวาดกลัวเขาเพียงเพราะสิ่งนี้เท่านั้น” เย่หลิงกล่าวพลางแค่นเสียงเหยียดหยาม

            ตลอดเส้นทางที่เขาฝ่าฟันมา ล้วนต้องพึ่งพาการสืบทอดพลังของมหาเทพแห่งวัฏสงสาร อาศัยการดิ้นรนจากความอ่อนแอ สู้รบ สังหารฆ่าฟันจนกลายเป็นผู้แข็งแกร่งเฉกเช่นทุกวันนี้ นั่นจึงทำให้เขามิเคยเห็นหัวผู้ที่อาศัยโชคชะตาฟ้าลิขิตและชาติกำเนิดอย่างกู้ฉางเกอมาก่อน

            คำกล่าวขานใดๆ ที่ว่าเป็นร่างจุติของจักรพรรดิเทพหรือผู้มีวาสนาเป็นเซียนแท้ ในสายตาของเขานั้นล้วนแล้วแต่ไร้ความหมาย เพราะเมื่อถึงคราวต้องตัดสินความเป็นความตาย ท่ามกลางการต่อสู้ในสมรภูมิจริงนั้น เขาย่อมมีวิธีสังหารพวกมันทั้งสิ้น

            เขามีความเชื่อมั่นในตนเองเป็นอย่างมาก!

            “หืม”

            ทันใดนั้น คิ้วของเย่หลิงขมวดแน่น ดวงตาวาววับขึ้นมาทันที เขาสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่ผิดปกติ บรรยากาศโดยรอบพลันหยุดนิ่งราวกับถูกผนึกเอาไว้ กลางรัตติกาลที่เงียบสงัด พลันปรากฏพลังบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัว

            แรงกดดันอันมหาศาลประหนึ่งดวงดาราแห่งยุคบรรพกาลร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า พลังอันสูงส่งแผ่ซ่านออกมาราวกับจะบดขยี้ทุกสรรพสิ่งให้แหลกสลาย!

            “เป็นผู้ใดกัน”

            เย่หลิงจับจ้องไปยังนอกเรือนด้วยสายตาระแวดระวัง ลมหายใจถูกเก็บกลั้น 

            ราตรีอันเงียบงันนี้ สายลมได้สงบลง

            ภายใต้แสงจันทร์ เขาแลเห็นร่างสูงโปร่งในอาภรณ์ขาวยืนเด่นอยู่ รูปลักษณ์นั้นพร่าเลือน ล่องลอยประหนึ่งเงาสะท้อนแห่งโลกเบื้องบน ดูบริสุทธิ์หมดจด และมิอาจสัมผัสถึงความเป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้ได้

            ทว่าใบหน้านั้นกลับเหมือนถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกแห่งความลี้ลับ อักขระเรืองรองอันน่าประหลาดลอยล่องหมุนเวียนรอบกาย ปลดปล่อยพลังอันยิ่งใหญ่เหนือจินตนาการ

            สิ่งเดียวที่เย่หลิงสัมผัสได้อย่างชัดเจน คือดวงตาที่เย็นเยียบล้ำลึก ดุจท้องฟ้าดับมืดซึ่งจับจ้องเขาอยู่ราวกับนักล่าจับจ้องเหยื่อ ความรู้สึกนั้นกระตุ้นความเย็นเยียบที่แทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย

            “เขาเป็นผู้ใดกัน แล้วมาอยู่ในที่แห่งนี้ตั้งแต่เมื่อไร เหตุใดข้ากลับมิอาจสัมผัสได้ถึงตัวตนของเขาได้แม้แต่น้อย!”

            ในชั่วอึดใจ เย่หลิงรู้สึกถึงแผ่นหลังที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อกาฬไหลเย็น ความเย็นเยียบแผ่ซ่านไปทั่วร่าง เขากำมือแน่น รู้สึกถึงความกดดันที่ทำให้มือเท้าเย็นเฉียบ

            พลังอันเกรียงไกรแห่งสัญลักษณ์สีดำเรืองรองปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของเขา พลังซึ่งเปี่ยมไปด้วยอานุภาพแห่งวัฏสงสาร เขาพร้อมจะต่อสู้ในทุกขณะ

            ทว่าชายในอาภรณ์ขาวผู้นั้นกลับมิได้เคลื่อนไหวเพื่อจู่โจม

            เขาเพียงหัวเราะดังก้องในอากาศ เสียงหัวเราะนั้นเจือไปด้วยความเหยียดหยามในตัวเขา

            จากนั้น ร่างสูงใหญ่ในอาภรณ์ขาวก็ค่อยๆ เลือนหายไปในความว่างเปล่า พร้อมกับเสียงกล่าวอันลึกลับดังก้อง

            “ฮึ… เราคงได้พบเจอกันอีกครั้ง เจ้ามดปลวกอันไร้ค่า...”

            เย่หลิงจ้องมองไปยังตำแหน่งที่บุรุษในอาภรณ์ขาวหายตัวไปด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึม ความรู้สึกอันมิสบายใจทวีคูณ

            แม้แต่ผู้อาวุโสกุยในจี้หยกก็ยังเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “เจ้านี่เป็นผู้ใดกัน กลิ่นอายมิน่าไว้วางใจนัก...”

            ทันใดนั้น สีหน้าของเย่หลิงก็แปรเปลี่ยนไป “มิดีแล้ว!”

            ครืน!

            เงาร่างในอาภรณ์ดำพลันปรากฏออกมาจากความว่างเปล่า ราวกับร่างของยมทูต เขากวัดแกว่งอาวุธสีดำทมิฬในมือ แผ่กลิ่นอายพลังอันรุนแรงปานจะฉีกทึ้งท้องนภาและพื้นพิภพให้ขาดเป็นสองส่วน

            “เป็นผู้ใดกัน! เหตุใดจึงคิดจะสังหารข้า”

            เสียงร้องของเย่หลิงสั่นไหว ทว่าเขากลับมิมีเวลาไตร่ตรองมากนัก ความแข็งแกร่งของผู้มาใหม่เผยให้เห็นชัดเจนว่า เขาคือผู้แข็งแกร่งระดับราชันเทวะ

            ในขณะที่สัญลักษณ์สีดำในมือเย่หลิงส่องประกายแรงกล้า พลังอันมหาศาลแผ่ขยายออกมารอบกาย เป็นพลังแห่งการทำลายล้างที่สามารถกวาดล้างทุกสิ่งอย่างมิมีที่สิ้นสุด!

            "รีบหนีไป!"

            เสียงตะโกนเร่งเร้าของผู้อาวุโสกุยจากจี้ห้อยคอดังขึ้นอย่างร้อนรน "พวกมันแค่ต้องการลอบสังหารเจ้า คงมิกล้าทำให้เรื่องบานปลายเป็นแน่..."

            เมื่อได้ยินดังนั้น เย่หลิงมิรอช้า รีบกระโจนตัวหลบหนีไปทันที ร่างกายของเขาเคลื่อนไหวว่องไวราวกับสายลม ทว่าในใจกลับเต็มไปด้วยความสงสัย

            "แปลกนัก...เหตุใดบุรุษชราในอาภรณ์ดำผู้นั้นจึงมิได้ใช้พลังทั้งหมด เขาเพียงแค่ปล่อยพลังข่มขู่ข้าเท่านั้น..."

            เย่หลิงขบคิดระหว่างการหลบหนี ความรู้สึกมิชอบมาพากลทำให้เขามิกล้าหยุดเท้าลงแม้เพียงครู่เดียว หากอีกฝ่ายปล่อยพลังราชันเทวะทั้งหมดออกมา เขาก็คงมิมีทางรอดแน่

            ถึงกระนั้น เย่หลิงก็ยังมิอยากเปลืองไพ่ตายสำคัญที่มีติดตัวมา มันคือสมบัติล้ำค่าที่ใช้ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น หากต้องสิ้นเปลืองไปกับศัตรูระดับราชันเทวะในครั้งนี้ ก็คงจะนับว่าน่าเสียดายยิ่ง

            เบื้องหลัง เสียงลมแรงกรีดผ่านอากาศ บุรุษชราในอาภรณ์สีดำยังคงติดตามมาอย่างกระชั้นชิด ทว่าเขาเองกลับดูมิเต็มใจที่จะเข้าปะทะอย่างจริงจัง

            “นายน้อยทำเช่นนี้มีเจตนาอันใดกันแน่ หรือว่าเขารู้แต่แรกแล้วว่าข้าสังหารเจ้าเด็กนั่นมิได้ จึงได้สั่งให้ข้าอย่าบีบคั้นเขาจนเกินไปหรือ...”

            ภายใต้เงามืด ผู้อาวุโสหมิงเอ่ยพึมพำกับตนเอง พลางขมวดคิ้วแน่นด้วยความฉงน

            เมื่อครู่ที่เขาเผชิญหน้ากับเย่หลิง เขาสัมผัสได้ถึงพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่ซ่อนเร้นอยู่ พลังจากสัญลักษณ์สีดำสนิทที่ดูคล้ายกับคำสาปโบราณ

            ผู้อาวุโสหมิงมิกล้าเข้าใกล้มากเกินไปนัก ด้วยสัญชาตญาณของผู้แข็งแกร่งได้บอกเขาว่า หากเย่หลิงหมดหนทางรอดและตัดสินใจปลดปล่อยพลังนั้นออกมา มันอาจคร่าชีวิตเขาลงได้ในทันที

            ผู้อาวุโสหมิงเพียงปฏิบัติตามคำสั่งของผู้เป็นนายที่สั่งเขาเอาไว้ว่า ให้ตามล่าเขา ทว่าอย่าได้กระทำผลักดันให้มันจนตรอกเอาได้

            ถึงแม้เขาจะเต็มไปด้วยความสงสัย ทว่าเมื่อเป็นคำสั่งของกู้ฉางเกอแล้วนั้น เขาก็ได้แต่ทำตามอย่างเคร่งครัด เพราะรู้ดีว่าแผนการของอีกฝ่ายยากจะคาดเดา และทุกสิ่งล้วนมีเหตุผลที่ลึกล้ำเกินหยั่งถึง

            …

            อีกฟากหนึ่ง เมื่อไป๋เลี่ยส่งผู้ติดตามและผู้คุ้มกันออกไปจับกุมเย่หลิง เขาก็รีบมุ่งหน้าไปยังเรือนพักอันเงียบสงบที่อิ่นเหมยกล่าวไว้ก่อนหน้า

            ตรงประตูธรณีมีสิงโตศิลาเนื้อหยกขาวสองตัวตั้งตระหง่าน แผ่ความสง่างามและทรงอำนาจ ชวนให้รู้สึกถึงความโอ่อ่าและยิ่งใหญ่

            "อิ่นเหมยคงรอข้าจนแทบจะหมดความอดทนแล้วสินะ..."

            ไป๋เลี่ยเผยยิ้มยินดี เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังของนางที่อยู่ภายในเรือน เขาผลักประตูเข้าไปอย่างมิลังเล

    ลานเรือนเงียบสงัด ราวกับโลกที่ตัดขาดจากความวุ่นวาย ผ่านระเบียงคดเคี้ยวทอดยาวไปจนถึงส่วนลึก เขาก็มองเห็นแสงเทียนสลัวส่องสว่าง

            แสงจันทร์เจือหมอกบาง สายธารกระเซ็นไหลริน แสงเงาของกอไผ่ทอดทาบเป็นลวดลายบนพื้นเบื้องล่าง

            บนโต๊ะศิลาข้างกาย มีไหสุราอุ่นวางอยู่ กลิ่นหอมกรุ่นของสุราอวลตลบไปทั่วอากาศ

            ณ ที่แห่งนั้น มีเงาร่างของสตรีอรชรอ้อนแอ้นในอาภรณ์สีแดงเพลิง ขนหางจิ้งจอกขาวฟูฟ่องอ่อนนุ่มถูกรวบกอดไว้ในอ้อมแขนของนาง ใบหน้าผุดผ่องลออแสงราวหยกขาว รอยยิ้มบนริมฝีปากแฝงความเย้ายวนดึงดูด คล้ายกำลังเฝ้ารอผู้ใดบางคนอยู่

            "อิ่นเหมยเฝ้ารอข้าจริงๆ ด้วย แถมยังอุ่นสุราไว้ให้ข้าอีกต่างหาก..."

            ไป๋เลี่ยยิ้มกว้าง ดวงตาทอประกายแห่งความปิติยินดี สงสัยที่เขาเดาไว้คงมิผิดแม้แต่น้อย ถ้อยคำของนางก่อนจากกันนั้นช่างเป็นคำใบ้ที่ชัดเจน

            "อิ่นเหมย ข้ามาแล้ว!"

            เสียงของเขาดังก้องผ่านไผ่ที่ไหวเอนลู่ลม เงาไผ่เสียดสีกันเบาๆ ส่งเสียงกระทบกันในยามค่ำคืน ราวกับเร่งเร้าอารมณ์ในใจให้คุกรุ่นไปด้วยความคาดหวังและความตื่นเต้น

            ไป๋เลี่ยก้าวเท้าเข้าไปใกล้ แต่แล้วนางกลับเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยแววตาประหลาด ก่อนจะเอ่ยยิ้มด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูแปลกแยกออกไป

            "ดูเหมือนนายท่านของข้าจะคาดเดาไว้ได้ถูกต้องจริงๆ อย่างไรเจ้าก็ต้องมาเยือนที่นี่..."

            "อิ่นเหมย เจ้าหมายความว่าอย่างไรกัน นายท่านนั้นคือผู้ใด"

            รอยยิ้มบนใบหน้าของไป๋เลี่ยชะงักค้าง สายตาของเขาเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความมิเข้าใจ เขาสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ รอยยิ้มของนางมิได้แฝงความยินดีแม้แต่น้อย ทว่ากลับเจือด้วยความเย้ยหยันอันชวนให้รู้สึกหนาวเย็นยะเยือก

            คำว่านายท่านที่หลุดออกมาจากปากของนาง ทำให้ไป๋เลี่ยรู้สึกเหมือนถูกฟาดเข้าที่กลางอก

            นายท่านหรือ

            นายท่านอันใดกัน

            คู่หมั้นของเขาเรียกผู้ใดว่านายท่านกัน

            “นายท่านของข้าจะมาถึงในมิช้า อีกมินานเจ้าก็จะได้พบเขาแล้ว”

            ถ้อยคำนี้หลุดออกจากปากอิ่นเหมยด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้แววอ่อนโยนเช่นก่อนหน้านี้ สีหน้าอันแช่มช้อยของนางแปรเปลี่ยนไปเป็นเย็นชาและเบื่อหน่ายอย่างเห็นได้ชัด

            “อันใดนะ!”

            ไป๋เลี่ยชะงักราวกับถูกฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ ร่างทั้งร่างเหมือนถูกสาปให้หยุดนิ่ง ความตกตะลึงฉายชัดบนใบหน้า เขาแทบมิอยากจะเชื่อว่านางที่เคยอ่อนหวานเอาใจใส่เขา ยิ่งกว่านั้นเพิ่งช่วยให้เขาเห็นธาตุแท้ของเย่หลิง กลับเปลี่ยนแปลงไปราวกับเป็นคนละคนเช่นนี้

            ความเย็นชาและความห่างเหินแปลกประหลาดปรากฏบนใบหน้าของนาง ทำให้ไป๋เลี่ยรู้สึกราวกับมิรู้จักนางอีกต่อไป

            “ศิษย์มรรคาไป๋ แท้จริงแล้วเจ้าหาได้ฟังผิดไม่”

            ทันใดนั้น เสียงหนึ่งพลันดังแว่วมาจากลานด้านนอก แฝงไว้ด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันชวนสะท้านขวัญ ร่างในอาภรณ์ขาวบริสุทธิ์เดินฝ่าดวงจันทร์อันพร่างพรายเข้ามาอย่างสง่างาม ราวกับเทพยดาที่ก้าวลงมาจากแดนสวรรค์ แต่ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายเยียบเย็นดุจเงามรณะ

            เมื่อเห็นผู้มาเยือน ใบหน้าของอิ่นเหมยพลันปรากฏรอยยิ้มแฝงความนอบน้อมนุ่มนวล ดวงตาที่เคยเฉยชาดูเปล่งประกายด้วยความยินดี นางลุกขึ้นโค้งคำนับพร้อมเสียงอันอ่อนหวาน

            “คารวะนายท่าน”

            บุรุษในอาภรณ์ขาวผงกศีรษะรับอย่างมิใส่ใจ เขาก้าวลงยืนบนพื้นลานอย่างสง่างาม มือหยิบจอกหยกขาวจากบนโต๊ะขึ้นมา ยกจรดริมฝีปากอย่างแช่มช้อย ก่อนจะจิบสุราจนหมดในคราเดียว

            “ดีที่ข้ายังพอมาทันเวลาพอให้ได้ลิ้มรสสุราที่ยังอุ่นนี้”

            เขาเอ่ยชม พร้อมเผยรอยยิ้มบางเบา ดูราวกับกำลังกล่าวถึงเรื่องเล็กน้อย ทว่าในความเรียบง่ายนั้น กลับแฝงไว้ด้วยความน่าเกรงขามเกินหยั่งถึง

            “ฝีมือการอุ่นเหล้าของเจ้าดีขึ้นเรื่อยๆ เลยนะ”

            “ขอบพระคุณนายท่านที่ชื่นชม” อิ่นเหมยยิ้มหวาน ราวกับดอกไม้แรกแย้ม ดวงตาของนางทอประกายความสุขล้นใจ

            จากนั้น บุรุษในอาภรณ์ขาวผู้นั้นก็หันสายตาไปมองไป๋เลี่ยที่ยังคงยืนนิ่งราวกับรูปปั้น หัวใจเขาแทบหลุดลอยออกจากอกเมื่อเห็นภาพตรงหน้า สายตาของเขาฉายแววมิเชื่อและสับสนอย่างถึงที่สุด

            “ศิษย์มรรคาไป๋ ไยเจ้ายังยืนนิ่งอยู่เล่า จะมิมานั่งร่วมดื่มกับข้าหน่อยหรือ”

            เสียงทุ้มแฝงแววเย้ยหยันดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มจาง ไป๋เลี่ยเพียงยืนนิ่ง ดวงตาสั่นไหวอย่างยากจะควบคุม ขณะที่ความจริงบางอย่างเริ่มประทุขึ้นในใจเขาราวกับเพลิงเผาผลาญ

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน