บทที่ 44
ณ ค่ายฝึกทหารแอนวีน“หลงเฟย อยู่รึเปล่า” ทหารคนหนึ่งเข้ามาเรียกหลงเฟยที่โรงนอนทหาร“ผมอยู่นี่ครับ” ชายหนุ่มที่กำลังนั่งคุยกับเพื่อนอยู่ตอบรับ และเดินออกไปหาผู้ที่มาเรียก“คนชื่อวินเซนต์มาหาเจ้า เขาบอกมีเรื่องด่วน รออยู่ที่ประตูใหญ่นะ” หลังจากบอกกล่าวเสร็จทหารผู้นั้นก็เดินจากไป“ใครมาหาเจ้าเหรอหลงเฟย” โทมัสถาม“เป็นผู้ช่วยของฉันที่ร้านเอง เดี๋ยวไปดูก่อนนะ” หลงเฟยตอบพร้อมกับไปหาวินเซนต์ บริเวณหน้าค่าย วินเซนต์ยืนรอหลงเฟยอยู่อย่างกระวนกระวายใจ“พี่วินเซนต์มีเรื่องอะไรเหรอครับ ถึงต้องมาหาผมถึงที่นี่” หลงเฟยเห็นสีหน้าย่ำแย่ของวินเซนต์ก็คิดว่าต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่นอน“เจ้าแวนโดนผีเข้าน่ะสิ ตอนนี้โบสถ์ต่างๆ ก็ไม่มีนักบวชอยู่เลย พวกเราไม่รู้จะพึ่งใคร ยิ่งเป็นทาสคงต้องให้เจ้านายจัดการเท่านั้น” วินเซนต์เล่าออกมา“เอิ่ม...ผีเข้าเหรอครับ มันเป็นยังไงเหรอ ผมไม่ค่อยเข้าใจ คือไม่เคยเจอมาก่อนน่ะ” หลงเฟยกำลังประมวลผลกับเรื่องที่วินเซนต์เล่ามา เรื่องผีเข้าตอนนี้สำหรับชายหนุ่มกำลังคิดว่ามันก็น่าจะเป็นไปได้ เพราะขนาดคาถาอาคมในโลกของเขายังมีได้ โลกนี้ก็คงมีผีเข้าได้เหมือนกัน“ที่แวนเข้าไปในครัวแล้วกินข้าวสารเมื่อคืน ตอนนี้เกิดอาการนั้นขึ้นอีกแถมหนักมากด้วยกินพริก กินเกลือ กินไข่ดิบสารพัด ยิ่งตอนนี้ตาเปล่งแสงสีแดงพร้อมกับคลุ้มคลั่งจน ต้องมัดไว้กับเก้าอี้เลยล่ะ” วินเซนต์เล่าออกมาเสียงดัง จนคนแถวนั้นหันมาให้ความสนใจ หนึ่งในนั้นเป็นคนที่หลงเฟยรู้จักเช่นกัน“หลงเฟยเกิดอะไรขึ้นเหรอ” ไอรีนที่เดินเล่นคุยกับเพื่อนเข้ามาถาม“เอ่อ...คือลูกของผู้ช่วยผมเขาโดนผีเข้าน่ะ แหะๆ” สำหรับหลงเฟยเรื่องผีก็ยังเหลือเชื่อเกินไปจนเขาไม่ได้รู้สึกจริงจังเท่าไร ต่างจากไอรีนหลังจากได้ฟังเรื่องราวแล้วสีหน้าของเธอกลับย่ำแย่ยิ่งกว่าวินเซนต์ผู้เห็นเหตุการณ์เสียอีก“ทำไมต้องมาเกิดเรื่องแบบนี้ตอนนี้ด้วยนะ” ไอรีนสีหน้าเคร่งเครียด กัดฟันแน่น เหมือนกับโกรธแค้นใครมาอย่างนั้น“ไอรีนเป็นอะไรมั้ย” หลงเฟยถามเธอเมื่อเห็นท่าทางแปลกๆไป“หลงเฟย ตอนนี้เราต้องรีบช่วยเด็กคนนั้น ไม่อย่างนั้นเขาคงต้องตายแน่ๆ ข้าพอจะใช้เวทย์ศักดิ์สิทธิ์ได้บ้าง เราไปขออนุญาตท่านหัวหน้าค่ายกันเถอะ” ไอรีนรีบอาสาช่วยเหลือทันที“อ่า...ได้สิเราไปกันเถอะ” หลงเฟยยังคงไม่เข้าใจความร้ายแรงของเรื่องนี้ แต่จากที่ไอรีนบอกว่าถึงตาย รวมทั้งเธออาสาช่วยเหลืออย่างจริงจัง เรื่องนี้คงไม่ธรรมดาแน่ๆ ณ ห้องของหัวหน้าค่ายฝึกทหารแอนวีน“คนที่บ้านเจ้าถูกผีเข้างั้นเหรอ? อืม ตอนนี้พวกนักบวชก็เข้าไปเก็บตัวที่มหาวิหารด้วยสิ แต่พวกเจ้าชายหญิงสองคนจะขออนุญาตออกไปตอนพลบค่ำแบบนี้มันก็ยังไงอยู่นะ แหะๆ” หัวหน้าค่ายชนชั้นอัศวินวัยกลางคนผมยุ่งๆสีแดงเพลิงที่อัธยาศัยดีพูดขึ้น แต่ท่าทางของเขายังบ่งบอกว่าไม่เชื่อเท่าไร“เซอร์รูบี้เจ้าคะ นี่เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย คนของหลงเฟยที่มาแจ้งข่าวกับทหารที่เฝ้ายามอยู่เป็นพยานได้ ขอให้ท่านอนุญาตให้เราออกไปด้วยเถอะ ยิ่งตอนนี้พวกนักบวชกลัวหัวหดหนีไปอยู่ในมหาวิหาร เหลือแต่ทหารอย่างพวกเราแล้วที่จะช่วยชาวบ้านได้ ถ้าท่านไม่เชื่อก็ให้คนอื่นตามเราไปด้วยก็ได้” ไอรีนพูดออกมาอย่างยืดยาว และรวดเร็วด้วยอารมณ์ร้อนมากกว่าหลงเฟยด้วยซ้ำ“ไอรีน ใจเย็นก่อนสิค่อยๆพูดกับหัวหน้าดีๆก็ได้นะ” หลงเฟยรีบปรามเพื่อนทันทีกลัวว่าเรื่องจะไปกันใหญ่ แต่ไม่ทันที่ใครจะพูดอะไรต่อก็มีคนมายืนอยู่หน้าประตูห้องแล้วพูดโพล่งออกมา“ข้าขออาสาไปช่วยเหลือ พร้อมกับจับตาพวกเขาไปด้วยขอรับ ท่านพ่อ!” เป็นโทมัสที่พูดแทรกขึ้นมาจากหน้าประตู“โทมัส อยู่ที่นี่ต้องเรียกข้าว่าเซอร์รูบี้สิ ส่วนเรื่องที่จะออกไปข้างนอก ถ้าเป็นเจ้าตามไปด้วยข้าก็ค่อยสบายใจหน่อย เจ้าลูกชาย! พวกเจ้าเซ็นชื่อที่เอกสารนี่แล้วก็พกติดตัวไว้ให้ดีล่ะ เสร็จแล้วก็ไปได้” เซอร์รูบี้อนุญาต เมื่อโทมัสเข้ามาช่วยหลงเฟย และไอรีน เสียงฝีเท้าที่กระทบพื้นของคนสี่คนดังชัดเจน พวกเขากำลังวิ่งไปตามถนนในเมืองแอนวีนอันเงียบเหงา ในใจของพวกเขาล้วนสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้วินเซนต์ ‘ขอให้ทันทีเถอะ ถ้าปล่อยไว้นานเกินไปแวนอาจจะทนไม่ไหว’ไอรีน ‘ข้าจะต้องช่วยเด็กคนนี้ให้ได้ ไม่จำเป็นต้องไปขอร้องพวกนักบวชเห็นแก่ตัวพวกนั้น’โทมัส ‘ในช่วงสงครามแบบนี้ยังมีเรื่องผีเข้าแบบนี้มาแทรกอีก พวกนักบวชนี่ทำงานไม่ได้เรื่องเลย’หลงเฟย ‘บ้านถูกเผา หนีโรคระบาดมาถูกจับเป็นทาส ในเมืองที่มอนสเตอร์บุกนี่ก็หนักหนามากแล้ว ยังมาเจอผีเข้าอีก แวน ทำไมถึงโชคร้ายอย่างนี้นะ ตลอดทางที่วิ่งมาล้วนไร้สิ่งกีดขวางจากเมืองที่เงียบเหงา และผู้คนที่อยู่ในความหวาดกลัวแห่งนี้ แต่เมื่อพวกเขาทั้งสี่มาถึงโบสถ์ใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางย่านการค้า ก็มีเสียงบางสิ่งแหวกอากาศเข้ามาใกล้พร้อมกับแสงเจิดจ้า “ตู้ม!...ตู้ม!...ตู้ม!...” ลูกไฟขนาดใหญ่พุ่งชนเข้ากับหอระฆังโบสถ์อย่างต่อเนื่องจนแตกกระจายเสียงดังสนั่น เศษอิฐเศษหินร่วงพรูลงมาเป็นห่าฝน ฝุ่นฟุ้งตลบอบอวล ไม่เพียงแค่นั้นลูกไฟจำนวนมหาศาลตกตามมากระแทกหลังคาบ้านเรือนทั้งน้อยใหญ่ ไฟไหม้ลุกโชนไปทั่ว ชาวบ้านต่างตกใจวิ่งหนีกันชุลมุนวุ่นวาย“ตู้ม!” ลูกไฟขนาดใหญ่ตกลงกระแทกพื้นเฉียดร่างชายหนุ่มเพียงนิดเดียว ทำให้เขากระเด็นล้มลงไปกับพื้น“เฟย! เป็นยังไงบ้าง ลุกขึ้นมาเร็ว” วินเซนต์รีบเข้าไปประคองหลงเฟยที่ล้มลงไป“ผมไม่เป็นไร! พี่วินเซนต์เรารีบหาที่กำบังเถอะ” หลงเฟยลุกขึ้นมาทันที ร่างกายไร้ซึ่งบาดแผลหรือความเจ็บปวดใดๆ“พวกเราทางนี้ เข้าไปในโบสถ์ หลังคาโบสถ์นี้แข็งแรงมาก มาเร็ว” โทมัสตะโกนเรียกชายหนุ่ม“ไปกันเถอะพี่วินเซนต์ ไอรีน” หลงเฟยเรียกอีกสองคนให้ตามมาทันที มีเพียงหลังคาโบสถ์ใหญ่ที่สร้างจากสำริดเท่านั้น ที่แข็งแรงเพียงพอจะต้านลูกไฟไว้ได้โดยไม่บุบสลาย แม้ว่าหอระฆังจะถล่มลงมาแล้วก็ตาม ทั้งสี่วิ่งเข้าไปในโบสถ์ที่เปิดประตูรอไว้อยู่แล้ว เมื่อพวกเขาเข้าไปก็พบกับชาวบ้านหลายสิบคนวิ่งเข้ามาจากประตูอีกสองบานที่เปิดไว้ แล้วสายตาของหลงเฟยก็สะดุดเข้ากับนักบวชหนุ่มผมแดงคนหนึ่ง ที่กำลังช่วยพยุงร่างของหญิงชราเข้ามาด้านในโบสถ์ ซึ่งในใจของเขาก็นึกขึ้นมาได้ถึงภาพลักษณ์ไม่ดีของนักบวชที่เพื่อนๆของเขาเล่าให้ฟัง แต่ภาพตรงหน้า ก็เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าคงต้องยกเว้นให้กับนักบวชหนุ่มคนนี้สักคนหนึ่ง หลงเฟยทำท่าเหมือนจะพูดอะไรกับเพื่อนของเขา โทมัสก็ชิงเข้าไปหานักบวชหนุ่มเสียก่อน“ทอรัส มีอะไรให้พวกเราช่วยได้บ้าง” โทมัสกล่าวถามนักบวช“คอยมองออกไป เผื่อจะมีใครวิ่งมาทางนี้เราก็รีบไปช่วยก็พอ เราคงทำดีที่สุดได้เพียงเท่านี้” นักบวชหนุ่มกล่าว