หลังจากผ่านไปสิบนาที พวกเราทั้งสี่คนก็นั่งรอบโต๊ะอาหารซึ่งทำจากไม้เนื้อแข็งขัดเงามีเก้าอี้ทรงสูงหกตัวเท่ากับจำนวนสมาชิกในบ้าน จานอาหารวางตรงหน้าแต่ละคนโดยมีช้อนส้อมขนาบข้างอย่างเป็นระเบียบหลังจากอาบน้ำแล้วพ่อของอิสราแต่งตัวสบาย ๆ ด้วยเสื้อยืดกางเกงขาสั้น แม่ของอิสราซึ่งสวมผ้ากันเปื้อนลายดอกไม้สีสดใสยกกับข้าวหลายอย่างมาวางบนโต๊ะอย่างรวดเร็วติดๆ กัน ส่วนใหญ่ทำจากเครื่องทำอาหารแบบเดียวกับที่ห้องคอนโดของธรณีแต่ก็มีเมนูพิเศษที่ท่านทำเองซึ่งชื่อว่า ‘พิศมัย” อิสราไม่ยอมบอกเคล็ดลับการทำบอกเพียงว่าเป็นเมนูที่สืบทอดมาในตระกูล จะทานเป็นกับข้าวหรืออาหารจานเดียวก็ได้ส่วนประกอบที่ผมมองเห็นคร่าว ๆ คือ ปลาบดละเอียดราดบนสเต็กเนื้อปั้นห่อข้าวโดยมีซอสสีน้ำตาลบางอย่างชโลมด้านบนเมื่อทดลองชิมเป็นอันแรก ก็สัมผัสได้ถึงรสชาติกลมกล่อม ละมุนลิ้น อร่อยสมคำบรรยาย
ครอบครัวอิสราทุกคนทานอาหารอย่างผู้มีอารยะเหมือนบทเรียนเรื่องมารยาทที่ผมเคยถูกพร่ำสอนมาตลอดในโรงเรียนแม่เธอใช้ช้อนกลางตักน้ำแบ่งใส่ถ้วยแยกของตนเองพ่อจิ้มกุ้งชุบแป้งทอดตรงหน้าอย่างเบามือไม่มีเสียงโลหะกระทบกันหลุดลอดออกมาเลยสักครั้ง วงแขนที่เคลื่อนไหวก็ไม่ไขว้กันพัลวันไม่น่าแปลกใจที่กิริยามารยาทของอิสราจะงดงามกว่าทุกคนที่เคยเจอ ผมอดไม่ได้ที่จะยกมุมปากขึ้นด้วยความประทับใจ
พ่อแม่ของอิสราเป็นคนคุยเก่ง อิสราก็เชื้อไม่ทิ้งแถวชวนคุยสรรพเพเหระตั้งแต่เรื่องการงาน ประสบการณ์ที่ได้ไปเที่ยวกับผมในครั้งก่อนมีเรื่องการเมืองปะปนมาบ้าง แทบไม่มีช่วงเว้นว่าง ส่วนใหญ่ผมทำตัวเป็นผู้ฟังที่ดีพยักหน้าเห็นด้วยเป็นครั้งคราว ผมเพิ่งรู้ว่าบ้านหลังนี้อาศัยกันอยู่หกคนนอกจากพวกเขาแล้วยังมีลักษิกาซึ่งเป็นพี่สาวของอิสราและลูกของเธออีกสองคนคือแนรี่กับแซททีแรกผมคิดว่าค่านิยมคนยุคนี้มีแต่แบบครอบครัวเดี่ยว หรือไม่ก็อยู่เป็นโสดเสียอีกแบบเดียวกับยายออมกับตาบอล ที่ลูกหลานก็ทอดทิ้งไปมีครอบครัวใหม่ ผมรู้สึกอบอุ่นหัวใจแทนอิสราที่มีโอกาสได้อยู่ในครอบครัวขยายแบบนี้
ผมถามเรื่องอาชีพของพวกท่านก่อนเกษียณจึงรู้ว่าพ่ออิสราเคยชาวนา ส่วนแม่เคยเป็นครูพี่สาวของอิสรางานในบริษัทธุรกิจข้ามชาติ เลยต้องเดินทางต่างประเทศบ่อย ๆพอพวกท่านถามกลับเรื่องอาชีพผมก่อนมาเป็นนักจับใจความก็ตอบว่าค้นหาตัวเองตามที่เคยบอกอิสราไป
“คุณพ่อกับคุณแม่ของอีฟอยู่ที่บ้านหลังนี้นานแล้วเหรอครับ”ผมรีบชิงพูด เปลี่ยนประเด็นการคุยให้ออกห่างจากเรื่องส่วนตัวผม
“ใช่ ตั้งแต่แต่งงานกันแยกครอบครัวออกมาเหมือนคนส่วนใหญ่ จะได้ตัดปัญหาว่าคนไหนต้องไปอยู่บ้านของคนไหน”พ่อของอิสราอธิบายให้ฟังประเด็นที่ผมสงสัยพอดีผมเลยไม่ได้แสดงท่าทีว่าไม่เคยรู้เรื่องพวกนี้มาก่อน
ธรณีเคยเล่าว่าโอกาสที่ครอบครัวหนึ่งย้ายจังหวัดไปทำงานน้อยมากเพราะทุกที่ก็เจริญไม่ต่างกัน การย้ายจังหวัดมีโอกาสเกิดแค่ตอนสร้างครอบครัวหลังจากที่แยกออกมาแล้วจะพาพ่อแม่ของฝ่ายไหนมาอยู่ก็แล้วแต่ความสมัครใจลักษิกาพี่สาวของอิสราก็เคยย้ายออกไปอยู่บ้านอีกหลังมาครั้งหนึ่งโดยไม่ได้พาพ่อแม่ไปด้วยแต่พอเธอเลิกกับสามีจึงย้ายกลับมาบ้านเดิม
“เห็นมีแต่ธรนี่แหละ ที่อยู่ ๆก็ย้ายบ้านเอง” อิสราพูดกึ่ง ๆ ไม่เห็นด้วยกับเพื่อน
“ทำไมล่ะ” ผมสงสัย ยอมรับตรง ๆว่ารู้เรื่องส่วนตัวของเพื่อนสนิทน้อยกว่าที่คิด ไม่ใช่ว่าผมไม่สนใจถามแต่เจ้าตัวเองที่มักจะบ่ายเบี่ยงไม่อยากเล่า ถามคำก็ตอบคำ
“เคยถามนานแล้ว เหมือนเขาจะตอบว่าถ้าอยู่กับลุงก็เหมือนอยู่ใต้ชายคาร่มเงาลุง คนจะมองว่าอุปถัมภ์ เขาเป็นคนที่พึ่งตัวเอง”อิสราชี้แจง
ผมเพิ่งสังเกตว่าไม่เห็นวี่แววหลานทั้งสองคนของอิสราทั้งที่คุยกันมาเนิ่นนานพอสมควรแล้ว จึงถามขึ้นเธอบอกตั้งแต่แรกแล้วว่าพวกเขาอยู่ห้องส่วนตัวที่ชั้นสองตอนนี้ผมเริ่มปรับความเคยชินกับบรรยากาศในบ้านนี้ได้บ้างแล้ว
“แล้วเด็ก ๆ ไม่ทานอาหารกันเหรอครับ”
“แซทบอกว่าทำการบ้านอยู่เดี๋ยวก็คงลงมา ส่วนแนรี่บอกให้ส่งอาหารขึ้นไปผ่านท่อลมเหมือนเดิม” อิสราตอบผมนึกถึงระบบท่อเดียวกันนี้ที่คอนโดของธรณีซึ่งต่อไปถึงร้านสะดวกซื้อด้านล่าง
ผมชื่นชมความขยันของหลานคนน้องของเธอและไม่แปลกใจพฤติกรรมของหลานคนพี่ ผมเข้าใจเด็กวัยรุ่นดีไม่ว่ายุคไหนก็ชอบความเป็นส่วนตัวเหมือนกัน หญิงสาวให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าวัน ๆเธอแทบไม่เห็นหน้าหลานคนพี่ ครั้งสุดท้ายที่เห็นคือเมื่อสัปดาห์ก่อนแต่สาเหตุที่มั่นใจว่าแนรี่ยังสบายดีเพราะยังเจอตัวละครอวตารของหลานได้ในเมืองหนึ่งในโลกประดิษฐ์ที่เขาไปซื้อพื้นที่บ้านไว้ผมแอบตำหนิอ้อม ๆ ว่าปล่อยให้เด็กมีอิสระเสรีมากไปหรือไม่แต่อิสราก็บอกว่าห้ามไม่ได้ เพราะหลานกำลังก้าวพ้นวัยผู้เยาว์แล้วปีนี้เขาเพิ่งมีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก
ตอนที่ผมรู้ว่าอิสราอาศัยอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ผมยังไม่ได้ฉุกคิดอะไร จนกระทั่งได้มาสัมผัสบรรยากาศจริงจึงกระตุ้นความสงสัยหนึ่งในสมองอีกครั้งทำไมครอบครัวหญิงสาวถึงได้เหมือนกับเธอคนนั้นได้ขนาดนี้นอกจากจะหน้าตาเหมือนกันแล้ว อันธิยาก็มีพี่สาวและมีหลานสองคนแบบเดียวกับอิสราพ่อแม่เธอก็ให้โอกาสลูกทำตามฝันกำหนดชีวิตตนเองเหมือนกัน แม้สภาพบ้านจะแตกต่างกันแต่บรรยากาศการคุยกันรอบโต๊ะอาหารที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้มทำให้ผมอดนึกถึงเธอไม่ได้
“ท่านเป็นอะไรรึเปล่า”ผมตื่นจากภาวะเหม่อลอยด้วยเสียงทักของอิสรา
“พ่อกับแม่ดูไม่แก่เลย แถมยังแข็งแรงอยู่เลยเราขออนุญาตถามอายุพวกท่านได้ไหมครับ” ผมเริ่มต้นบทสนทนาใหม่ ไม่ให้ผิดสังเกต
“ปีนี้ 66 เพิ่งเกษียณมาได้ปีหนึ่งเราตัดสินใจไม่ต่ออายุ คนรุ่นใหม่จะได้เข้ามาทำงาน” ชายสูงวัยกล่าวท่านเล่าว่ากรมการหางานติดต่อมาเหมือนกันแต่พวกเขาสองคนปฏิเสธเพราะอยากพักผ่อนในชีวิตบั้นปลายจริง ๆผมรู้มาว่าในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาอายุที่เกษียณเริ่มค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้นทีละน้อยล้อตามความเจริญของเทคโนโลยีการแพทย์ ปัจจุบันมาหยุดที่ 65 ปี น้อยกว่าที่คาดไว้ตอนแรกว่าจะให้ทำงานถึง70-80 ปี
“เราวางแผนเที่ยวหลังเกษียณกันไว้แล้วผ่านมาปีหนึ่งเพิ่งได้ไปญี่ปุ่นแค่ครั้งเดียวเอง จากเงินเก็บกับสวัสดิการบำนาญพอจะจัดสักสองเดือนครั้งได้” แม่อิสราช่วยเสริมผมเข้าใจดีว่าผู้สูงอายุยุคนี้มีอิสระกว่ายุคผมมาก มีทั้งบำนาญและสวัสดิการหลายด้าน
“ไม่เหมือนแม่เราเลย ถ้าเขาเกษียณคงอยู่แต่บ้าน เคยบอกว่าเก็บเงินให้ลูกให้หลานใช้จะมีประโยชน์กว่า” ผมเล่าตามจริงพวกท่านเคยบอกผมเช่นนี้ ตอนนี้ยังมีเวลาอีกสิบปีก่อนเกษียณ
“ระวังถ้าให้มาก ๆ จะเสียภาษีมรดกเอานะเขาคิดรวมมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดด้วย ถ้ารวมของพวกเราทั้งสองคน ที่ดินที่มี กับบ้านหลังนี้คงเฉียดเส้นแล้ว”แม่อิสราวิจารณ์ผมอยากตอบกลับไปว่าถึงพวกท่านจะมาอยู่ในยุคนี้ก็คงมีทรัพย์สินไม่ถึง 50 ล้านบาทซึ่งก็คือเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีมรดกอยู่ดี
“แล้วพ่อแม่ของท่านเป็นคนที่ไหนกัน”พ่ออิสราถาม ผมชะงักเล็กน้อย แต่ก็รวบรวมสติได้อย่างรวดเร็วเพราะเตรียมตัวเตรียมใจมาล่วงหน้าแล้ว อิสราเองก็เคยถามผมคร่าว ๆตอนปั่นจักรยานด้วยกัน
“เราเป็นคนจังหวัดเสมาพ่อเราทำงานโรงงานเฟอร์นิเจอร์ที่บ้าน ส่วนแม่เราทำอาชีพเกษตรกรพอเราเรียนจบชั้นมัธยมก็ช่วยแม่ทำงานบ้าน หลังจากที่พ่อเราแยกทางกับแม่เราก็ย้ายมาหางานทำที่พฤฒธานี” ผมบรรยายเป็นฉาก ๆตามที่ร่างเตรียมไว้ตั้งแต่ก่อนสมัครงาน ผมตั้งใจร่างให้ตรงกับความเป็นจริงให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ทั้งเรื่องที่น้องชายผมที่พิการ เรื่องที่ยายกับแม่มาจากครอบครัวเกษตรกรรมอาชีพเก่าของพ่อที่เคยทำงานในโรงงานเฟอร์นิเจอร์ไม้และการแยกทางกันของพ่อกับแม่หลังจากที่ผมจบชั้นมัธยมปลายพอได้เล่าออกมาก็เหมือนทบทวนตนเองไปในตัวผมเพิ่งตระหนักได้ว่าชีวิตตนเองอาภัพพอสมควร
ผมลอบสังเกตสีหน้าของทุกคนขณะเล่า แม้ช่างทำเฟอร์นิเจอร์ไม้จะฟังดูโบราณสำหรับคนยุคนี้แต่ธรณีช่วยยืนยันข้อมูลแล้วว่ามีอยู่จริง โชคดีที่ไม่มีใครแสดงท่าทีสงสัยหรือซักไซ้ต่อบางทีมันอาจเรียบง่ายเกินกว่าที่ใครจะคาดคิดว่าเป็นเรื่องแต่งถึงกระนั้นผมก็ตั้งใจไม่ขยายความรายละเอียดของอาชีพแม่มากนักเพราะพ่อของอิสราก็ทำเกษตรกรรมเหมือนกัน กลัวมีพิรุธ
“เราเสียใจเรื่องพ่อ กับยายท่านด้วยนะ”อิสราปลอบประโลมผมด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย เมื่อทราบว่าพวกท่านเสียชีวิตแล้ว
“ไม่เป็นไรหรอก มันผ่านมานานแล้ว”ผมกล่าวด้วยน้ำเสียงปกติ ไม่ได้อยากทุกคนเห็นใจจนทำบรรยากาศหม่นหมอง
“ท่านเป็นคนที่เข้มแข็งมาก”แม่ของอิสราเอ่ยปากชม โชคดีที่พวกท่านไม่ถามเจาะลึกถึงสาเหตุของการเสียชีวิตนับว่ามารยาทเรื่องนี้ยังไม่เหือดหายไปตามยุคสมัยผมก็จะได้ไม่ต้องลำบากปั้นน้ำเป็นตัวเรื่องพ่อเพิ่มอีกอันที่จริงท่านยังไม่เสียชีวิต ก่อนที่ผมจะหลุดมายุคนี้สามเดือนก่อนยังได้ไปเจอพ่อกับภรรยาใหม่ของพ่อที่กรุงเทพฯ อยู่เลยที่ต้องแต่งเรื่องเพราะการมีคนในครอบครัวที่เหลืออยู่น้อยที่สุดทำให้ผมคล่องตัวมากกว่าส่วนเรื่องยายผมไม่ได้โกหกท่านเสียชีวิตหลังจากที่ครอบครัวผมย้ายมาอยู่เพชรบุรีได้ไม่นาน
“เราถึงต้องดูแลสุขภาพตัวเองไง”พ่ออิสราตัดบทเปลี่ยนเรื่อง ผมเลยรอดตัวไป “เราไม่อยากเป็นภาระให้ลูกหลานพวกเขาก็มีหน้าที่ของตนเองที่ต้องรับผิดชอบ เราไม่ควรเป็นปรสิตถ่วงความเจริญเขา”
“ตั้งแต่ตรวจเจอโรคมะเร็งลำไส้พ่อเลยต้องปรับวิถีชีวิตใหม่ กินอาหารที่เอไอแนะนำ จัดห้องออกกำลังกายที่บ้าน”อิสราอธิบาย ผมอยู่ในอาการตกตะลึงไปชั่วขณะ
“ไม่เห็นต้องบอกเรื่องนี้เลย”ผมกระซิบกับอิสรา แต่ดูเหมือนว่าพ่อของเธอซึ่งนั่งข้างผมจะได้ยิน
“ไม่เป็นไรหรอกครอบครัวเราไม่เคยมีความลับต่อกัน ชา ไม่ต้องกังวลนะ เราผ่าตัด ได้ยาตอนนี้หายแล้วแค่ไปตรวจเฝ้าระวังทุกปี” พ่อของอิสราตอบอย่างไม่ถือตัวคำพูดของท่านทำให้ผมเอะใจเรื่องหนึ่งได้ ครอบครัวของอิสราอยู่กันพร้อมหน้าแตกต่างจากอันธิยาที่มีสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวด่วนจากไปก่อนจึงไม่มีทางเป็นคนเดียวกันแน่ พอรู้ว่าพ่ออิสรากำลังจะหายจากโรคร้ายนี้ผมก็โล่งใจขึ้นอีกเปาะ คำว่ามะเร็งคงไม่คณามือกับเทคโนโลยีการรักษาของมนุษย์ยุคนี้
“เราคุยกันทุกเรื่องด้วยเหตุผลมาจนเป็นปกติอยู่แล้วตอนเราอายุ 18พ่อยังถามว่าเคยมีเซ็กซ์หรือยังเลย” อิสราพูดอย่างสบายใจเฉิบราวกับเป็นเรื่องปกติ ผมถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะขมวดคิ้วอย่างประหลาดใจในความแปลกของครอบครัวนี้
“ตอนนั้นลูกตอบว่าไงนะ”แม่อิสราช่วยยิงคำถามแทนผม คงเจตนาทำให้ขบขัน แต่ผมขำไม่ออก
“เหมือนหนูจะตอบว่าเคยแล้ว ทำตามที่พ่อแม่สอนทุกอย่างใช้ทั้งถุงยางอนามัยยาคุมกำเนิด และตรวจฉี่ไปแล้วด้วยเผื่อเอสซีไอไม่เวิร์ก” อิสรายิ้มตอบ ผมรู้ว่าเอสซีไอคือยาฝังคุมกำเนิดอัจฉริยะ(Smart Contraceptive Implant)ที่ใช้ในวัยรุ่นได้อย่างปลอดภัย
ประโยคนั้นทำผมนิ่งงันด้วยความประหลาดใจไม่รู้จะตกใจตรงไหนก่อนระหว่างเรื่องที่เธอกล้าพูดอย่างไม่กระดากปากหรือเรื่องที่พ่อแม่เธอเห็นว่าเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องปกติของเด็กวัยรุ่นเหมือนที่เคยเห็นบ่อย ๆ ในหนังฝรั่ง
“พ่อแม่ของชา ไม่ได้ทำแบบนี้เหรอ”พ่ออิสราคงเห็นสีหน้าของผม เลยสงสัย ผมสั่นศีรษะอย่างแรงไม่แน่ใจว่าสิ่งนี้เป็นมาตรฐานของคนยุคนี้หรือไม่หลังจากนั้นแม่ของอิสราก็เล่าอีกตัวอย่างซึ่งเป็นหลานคนน้องของอิสราหญิงสูงวัยเล่าเรื่องแซทตอนฝันเปียกครั้งแรกเมื่อไม่นานมานี้เขากระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ ตรงรี่เข้ามาหาพี่สาวของอิสราตอนนั้นเธอและพ่อแม่ก็อยู่ตรงนั้นด้วย นั่งล้อมวงรอบโต๊ะอาหารผมเหวอตลอดการเล่าเรื่อง
“ยังจำประโยคนั้นได้เลยแซทถามท่าทางตื่นเต้นใหญ่เลยว่า...แสดงว่าผมมีลูกได้แล้วใช่ไหม”ทันทีที่อิสราพูดจบ พ่อแม่เธอก็หัวเราะคล้อยตามกัน คงนึกถึงภาพในจินตนาการร่วมกันแต่ผมฟังไปอยากกุมขมับไปด้วยความปวดหัว มันใช่เรื่องที่สมควรพูดเหรอยังไม่นับว่าเป็นการประจานคนอื่นอีก คนยุคนี้เห่อเรื่องเสรีภาพจนลืมศีลธรรมไปจนหมดยังดีที่ตอนนั้นอิสราตอบกลับไปว่าเขามีลูกได้ในทางชีววิทยา แต่ต้องดูบริบท และรอบรู้ถึงผลดีผลเสียที่จะตามมาทำให้หลานของเธอจบประโยคด้วยการเรียนรู้ว่าไม่ควรมีตอนนี้ และจะรอสัมผัสประสบการณ์จากวิชา ‘ลองให้รู้’ ที่โรงเรียน
“ครอบครัวเราสอนต่อ ๆกันมาว่าคนในครอบครัวสำคัญที่สุด จะเป็นที่พึ่งให้กันไม่ได้ ถ้าไม่เล่าให้คนในครอบครัวแต่ไปเล่าให้เพื่อนฟัง” อิสรากระซิบบอกผม เธอคงสังเกตปฏิกิริยาตอบสนองของผมได้ชัด
“มีอะไรกินบ้างครับ”
เสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลังผมเหลียวหลังไปก็พบว่ามีเด็กชายคนหนึ่งในชุดนอนยืนอยู่ตำแหน่งเจ็ดนาฬิกา