สามปี
หลินเย่นั่งอยู่บนเตียงในความเงียบหลังจากที่กู่เหวยพูดจบไม่ใช่ความใ ไม่ใช่ความกลัว หากเป็บางสิ่งที่เรียบกว่าทั้งสองอย่างเหมือนการรับรู้ข้อเท็จจริงที่รู้อยู่แล้วในระดับหนึ่ง ทว่ายังไม่เคยได้ยินมันออกมาเป็ตัวเลข
สามปี ยังพอทำอะไรได้อยู่บ้าง
กู่เหวยเดินมาวางสองสิ่งลงบนโต๊ะข้างเตียงโดยไม่พูดอันใดชุดสีขาวของตำหนักย่อยตระกูลหลิน เนื้อผ้าดีและเย็บประณีตกว่าชุดที่หลินเย่เคยมีตลอดชีวิต และป้ายหยกเนื้อเนียนสีเขียวมรกต สลักอักขระโบราณไว้อย่างประณีตและแม่นยำ
เขาไม่เอ่ยคำอธิบาย ไม่รอให้ใครถาม หันหลังเดินออกจากห้อง เงียบจนไม่ได้ยินแม้แต่เสียงประตูปิดตามหลัง
ห้องที่เหลืออยู่คนเดียวนั้นใหญ่ขึ้นในทันทีหลินเย่นั่งอยู่กับขวดโหลนับร้อยใบและหม้อที่ยังต้มอยู่ กลิ่นสมุนไพรหนักพอจะรู้สึกได้ที่หลังลำคอ ไม่มีเสียงอื่นใดนอกจากฟืนที่แตกปะทุอยู่ในเตาเจ็ดวันผ่านไป และโลกยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่รอให้เขาพร้อมเหตุใดกู่เหวยจึงปล่อยเขาออกไปง่ายดายถึงเพียงนี้สายตาของเขาเลื่อนไปที่ป้ายหยกบนโต๊ะ
เด็กสายรองไม่มี้ปายเช่นนั้น ชุดสีขาวของตำหนักย่อยก็ไม่ใช่ของที่ใครหยิบมาสวมเองได้ ทั้งสองอย่างประกาศต่อทุกคนที่เห็นว่าเขาเป็คนของใครไม่ต้องมีโซ่ ไม่ต้องมีคนเฝ้า เพราะไม่มีที่ใดในตระกูลหลินที่เขาจะเดินไปได้โดยที่ปรมาจารย์กู่ไม่รู้
เขาปล่อยความคิดนั้นลง
ขาดประสบการณ์ คำของกู่เหวยก้องกลับมา และที่หนักยิ่งกว่านั้นคือคำของกงหยางอวี้
โลกใบนี้ของเ้ายังเล็กเกินไป
แม้จะรอบคอบ แม้จะวางแผนมาอย่างดี ก็ยังมีสิ่งที่เกินการคำนวณโผล่ออกมาจากความไม่รู้ของเขาเสมอ
หลินเย่ลุกขึ้นจากเตียง ร่างกายเจ็บแปลบตามการขยับหลายจุดพร้อมกัน เขาไม่หยุด
หยิบชุดสีขาวขึ้นมาสวม แล้วหยิบป้ายหยกขึ้นถือไว้ในมือมันเย็นและเรียบในฝ่ามือ
เขาเดินออกจากห้องของกู่เหวย ประตูเปิดออกสู่แสงที่สว่างกว่าที่คาดไว้เขายกมือขึ้นบังตารับแสงนั้นก่อน แล้วจึงค่อยลดมือลงเบื้องหน้าคือตระกูลหลินชั้นใน
ฝีเท้าพาเขาไปตามสัญชาตญาณในขณะที่หัวสมองหยุดคำนวณ เป็ครั้งแรกในรอบหลายวันที่เขาไม่ได้คิดถึงแผน ถึงหมากบนกระดาน หรือการประเมินได้เสียรอบตัว
เขาเดินผ่านสนามฝึกของเด็กสายหลัก เสียงดาบ เสียงฝีเท้า เสียงครูบอกท่วงท่า เขาเดินผ่านไปโดยไม่เหลียวมอง
ผ่านประตูยามที่โค้งตัวคำนับตามป้ายหยกโดยไม่ถามอันใดแล้วฝีเท้าก็พาเขาไปยังที่ที่ไม่ได้ตั้งใจจะไป ทว่ารู้อยู่แก่ใจว่าต้องไปบ้านของหลินจ้าวอยู่ทางขวาสุด มีลำธารเล็กกั้นระหว่างสองฝั่งหลินเย่หยุดอยู่ที่ฝั่งของตนเอง
น้ำในลำธารไหลผ่านหินกรวดด้วยเสียงเดิมที่ไม่เคยเปลี่ยน วันนี้เสียงนั้นกลับฟังหม่นกว่าที่เคยได้ยิน
เขาเคยข้ามลำธารนี้มาหลายร้อยครั้งเพื่อไปด่ว่าหลินจ้าวขโมยของอันใดมาซ่อนไว้ข้างบ้าน และหลินจ้าวเองก็เคยะโข้ามมาหาเขาั้แ่เช้าตรู่ทุกวัน
วันนี้ลำธารสายเดิมกว้างกว่าที่เคย
เท้าทั้งสองยืนอยู่ที่ขอบน้ำโดยไม่กล้าก้าว ไม่ใช่เพราะน้ำลึก ลำธารนี้ตื้นพอที่เด็กเจ็ดขวบจะเดินข้ามได้
หากเป็เพราะมีบางสิ่งล่องลอยอยู่กลางน้ำนั้น หากก้าวลงไปเหยียบ มันจะจมหายและไม่หวนกลับมาอีก
กลิ่นควันธูปจางลอยข้ามฝั่งมาตามลมบ่าย
วันที่เจ็ดพอดี งานเล็กที่ไม่มี้ปายชื่อ ไม่มีขบวนแห่ยาวเหยียด มีเพียงคนกลุ่มเล็กยืนอยู่รอบโต๊ะไม้ และควันธูปที่ลอยขึ้นในอากาศบ่ายที่แสงแห้งแล้งเกินกว่าจะสว่างไสว
เขาเห็นแม่ของหลินจ้าว
เคยเห็นนางผ่านตามาบ้าง รู้เพียงว่านางเป็แม่ของเด็กที่มักมากวนเขาั้แ่เช้า
เสื้อผ้าหลวมกว่าที่ควร ราวกับร่างกายข้างในเล็กลงในเวลาไม่กี่วัน นางไม่ร้องไห้แล้ว หากเป็สีหน้าของคนที่ร้องไห้จนหมดแรง ไหล่หย่อนลงมากกว่าปกติมือสั่นขณะปักธูปลงในกระถาง ปักซ้ำ แล้วซ้ำ เล่าราวกับคนที่ไม่รู้จะทำอะไรกับมือของตนเอง
ข้างๆ นาง พี่ชายของหลินจ้าวยืนอยู่ วันนี้เขาฝืนกายมายืนที่นี่ด้วยขาที่สั่นเล็กน้อยจากอาการป่วย
คนที่หลินจ้าวยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เงินมารักษา ยืนอยู่ตรงนั้นและยังไม่ตาย
เสียงสวดเบาดังออกมาจากอีกฟากฝั่ง
หลินเย่ยืนฟังอยู่ฝั่งนี้ ขาไม่ยอมก้าวข้ามไปโดยไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด
"เช่นนั้นแล้ว สิ่งใดสำคัญกับชีวิตของพวกเรา"
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากข้างๆ
เขาไม่สะดุ้ง ทว่าหัวใจขยับเล็กน้อย
ชายชราขอทานคนเดิมที่เคยนั่งอยู่ริมกำแพงในคืนนั้น ผ้าขี้ริ้วยังเหมือนเดิม หากสายตาที่มองออกไปยังงานศพฝั่งตรงข้ามนั้นไม่ใช่สายตาเช่นเดิม
"ผู้าุโ ขออภัยด้วย" หลินเย่ตอบเบาๆ สายตายังอยู่ที่อีกฝั่ง "ข้าไม่รู้"
ชายชราไม่รีบตอบ
เขาชี้นิ้วออกไปที่งานศพ ที่แม่ของหลินจ้าว ที่พี่ชายที่ยืนสั่น ที่ควันธูปที่ลอยขึ้นแล้วชี้กลับมาที่หลินเย่
"เ้าอยากทำสิ่งใด เ้าอยากเป็คนเช่นไร เ้าอยากไปที่แห่งใด" เขาพูดเบาราวกับกำลังบอกเื่ที่รู้กันอยู่แล้ว "ถามตัวเ้าเอง ฟังเสียงจากหัวใจของเ้า"
ชายชราหันมามองหลินเย่ สายตานั้นไม่ตัดสิน ไม่สงสาร มีเพียงความเข้าใจที่เก่าแก่กว่าอายุที่เขาดูเหมือนจะมี
"เ้าจะพบคำตอบทั้งหมดจากส่วนลึกในหัวใจของเ้าเอง"
หลินเย่ฟังโดยไม่ขัด
สามคำถามนั้นไม่มีหมากให้เดิน ไม่มี้ขอม่ลให้เก็บ ไม่มีทางเลือกให้ชั่งน้ำหนัก เขาไล่หาวิธีตอบมันอย่างที่เขาตอบทุกอย่างมาทั้งชีวิต แล้วก็พบว่าไม่มีวิธีนั้นอยู่
เป็ครั้งที่สองในชีวิตที่เขาคิดจนจบแล้วไม่พบอะไรเลยครั้งแรกอยู่ในป่าหรงซิ่ว และมีคนตายไปคนหนึ่ง
"หากเ้า้าเดินทาง ก็จงออกเดินทาง หากเ้า้าดูแลผู้อื่น ก็จงดูแลพวกเขาให้ดี หากเ้า้าโบยบิน ก็จงหมั่นฝึกฝน"
ชายชราชี้นิ้วไปที่ตรอกสายรอง ก่อนจะเลื่อนไปที่ถนนใหญ่ที่อยู่ไกลออกไป
"หากเ้า้าอยู่ในตรอก เ้าก็จงอยู่ที่นั่น หากเ้า้าเดินบนถนนใหญ่ ก็เพียงก้าวออกไป"
เสียงนั้นเบาลงอีกขั้น
"อย่าทำร้ายตนเองเพียงเพราะความคิดชั่วครู่ หากทำร้ายตัวเองบ่อยครั้งเข้าสุดท้ายเ้าจะเหลือแต่ความเสียใจ"
ชายชราล้วงมือเข้าไปในเสื้อผ้าขี้ริ้วดึงของบางสิ่งออกมาลูกกวาดสี่เหลี่ยมเล็กสีน้ำตาลอมเหลือง เหมือนกันทุกอย่างกับที่หลินจ้าวเคยยื่นให้ในถ้ำ
"ข้ามอบมันให้เ้า เป็ของตอบแทนที่เ้ามอบถุงเงินให้ข้า"
หลินเย่รับมันมา
เขาไม่ถามว่าชายชราได้มันมาจากที่ใด ไม่ถามว่าเหตุใดมันจึงเหมือนกันเพราะรู้ว่าคำถามนั้นจะทำลายบางสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเขาหันไปเพื่อจะเอ่ยอะไรสักคำ
ตรงนั้นไม่มีใครอยู่แล้ว ไม่มีเสียงฝีเท้า ไม่มีการร่ำลา หรือบางที อาจไม่เคยมีผู้ใดยืนอยู่ตรงนั้นมาั้แ่แรกก็ไม่รู้หลินเย่อมลูกกวาดเข้าปาก
รสหวานออกมาก่อน แล้วรสฝาดจึงค่อยตามมา ฝาดของความหวานที่มากเกินจนลิ้นต้องปรับตัว แล้วก็ขมขึ้นมาในลำคอเงียบๆความขมนั้นไม่ได้มาจากรสของลูกกวาด หากมาจากที่ลึกกว่าลำคอรสชาตินั้นไม่ได้ดีเป็พิเศษ ไม่อร่อยจนน่าชื่นชมน้ำตาของเขาเริ่มไหลออกมา
ไม่ใช่น้ำตาของคนที่ตัดสินใจจะร้องไห้ มันไหลออกมาเองก่อนที่เขาจะรู้ตัวร้อนกว่าอากาศข้างนอกและเค็มกว่าที่ควรจะเป็หยดแรกตกลงบนหลังมือขวา แล้วหยดที่สองก็ตามมา และค่อยๆ มากขึ้นกว่านั้น
จนในที่สุดเขาก็ไม่พยายามหยุดมันอีก
หลินเย่ร้องไห้อยู่ริมลำธาร ปล่อยให้น้ำตาไหลลงในขณะที่ใบหน้ายังนิ่งอยู่กัดกลั้นเสียงไว้เงียบในลำคอ
"ข้าขอโทษ"
เสียงแหบพร่าก้องอยู่ในลำคอ ไม่มีผู้ใดได้ยิน มีเพียงสายน้ำที่ยังคงไหลผ่านไปอย่างเงียบเชียบ
คำนั้นไม่ได้พูดกับคนที่ยืนอยู่อีกฝั่ง
น้ำตาค่อยๆ หยุดลงเองในที่สุด
เขาเช็ดหน้าด้วยแขนเสื้อสีขาวที่กู่เหวยเตรียมไว้ให้ มองลงมาที่ผ้าที่เปียกชื้น แล้วก็วางแขนลงข้างกาย
เขาส่ดหายใจเข้าลึก ปล่อยออกช้าๆ
ลมหายใจนั้นยังสั่นอยู่ที่ปลาย มันเบากว่าเมื่อครู่เหลือเพียงคำถามของชายชราที่ยังลอยอยู่
เ้าอยากทำสิ่งใด เ้าอยากเป็คนเช่นไร เ้าอยากไปที่แห่งใดหลินเย่มองออกไปยังทิศที่ท้องฟ้าเปิดกว้างที่สุดแสงบ่ายที่ส่องระหว่างเมฆนั้นร้อนพอจะรู้สึกได้บนผิวหน้าเขายกมือขวาขึ้นกางออก รับแสงนั้นไว้บนฝ่ามือผ้าพันแผลที่ยังพันอยู่อุ่นขึ้นเล็กน้อยตามแสง รอยเปียกที่ซึมออกมาตอนกดแผลยังติดค้างอยู่ที่ขอบผ้า
ในปากยังอมลูกกวาดเม็ดนั้นไว้ รสขมอมหวานที่ไม่ได้ดีเลิศอันใด กลับเป็รสที่เขาจะจำไปไม่ลืมเลือน
นามของหลินจ้าว สหายคนแรกในชีวิต
ถูกสลักไว้ในหัวใจพร้อมกับรสของลูกกวาดเม็ดนี้ไปชั่วนิรันดร์