ภายในห้องนอนของเออร์วินที่ตอนนี้มืดสนิทมีเพียงแค่แสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาในห้อง ตามหน้าต่างในตอนนี้ปราศจากเถาวัลย์หนาม ตัวลิลิธนอนฟุบอยู่บนเตียงของน้องชายในขณะที่เธอกอดหมอนที่เออร์วินใช้ให้หนุนหัวเป็นประจำ จมูกของเธอสูดกลิ่นที่หมอนซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยหวังว่ามันจะทำให้จิตใจของเธอสงบลง ตั้งแต่ที่เธอได้รู้เรื่องการหมั้นของน้องชาย เธอก็รู้สึกเจ็บปวดเหมือนกับกำลังทุกข์แย่งชิงของสำคัญไป
หลังจากได้รู้เรื่องการหมั้นเธอก็พยายามจะหนีออกไปหลายครั้ง แต่ทุกครั้งก็จะมีแสงสีทองเป็นรูปเถาวัลย์ผุดขึ้นบนร่างกายของเธอ ก่อนที่ตัวเธอจะสลบไป ทุกครั้งล้วนเป็นเช่นนี้ทำให้เธอรู้ว่าตอนนี้เธอไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากอยู่ในปราสาทแห่งนี้
“เออร์วิน” ลิลิธพูดชื่อของน้องชายเธอออกมาก่อนจะนึกถึงเรื่องราวต่างๆ
ในตอนที่เออร์วินลืมตาดูโลกเธอนั้นดีใจเป็นที่สุด ที่เธอได้น้องชายเธอยังจำได้ดีถึงตอนที่เธอขอแม่อุ้มน้องแต่แม่ปฏิเสธ หลังจากนั้นเธอก็มักจะหาเวลามาอยู่กับน้องคนนี้เสมอ ตัวเธอในตอนนั้นยังไม่เข้าใจกฎของโลกที่ให้ความสำคัญกับพลังเวทย์ จนเมื่อเธอโตขึ้นเธอก็ต้องรับการฝึกหนักให้มากยิ่งขึ้น เธอต้องฝึกให้เพียบพร้อมทุกอย่างทั้งความรู้ทักษะการต่อสู้ หรือแม้แต่มารยาทของราชวงศ์ ด้วยความที่น้องชายเธอเป็นผู้มีพลังเวทย์อ่อนด้อย ทำให้ภาระเกี่ยวกับผู้สืบทอดจึงตกลงบนบ่าของเธอ ในตอนนี้เธอจึงได้รู้ว่าพลังเวทย์มนต์นั้นสำคัญขนาดไหน และคุณค่าของคนก็ตัดสินมันจากพลังเวทย์ยังไง แต่ตัวเธอที่ได้รับการฝึกฝนและการเรียนรู้อย่างหนักทุกวัน มันต่างกับน้องชายที่นอกจากแค่เรียนหนังสือเล็กน้อยก็ได้พักผ่อนและได้เล่นสนุก มันจึงเกิดความดำมืดในใจเธอเธอเริ่มรู้สึกอิจฉาเขาขึ้นมาและเริ่มรู้สึกไม่เข้าใจว่าทำไมถึงมีแค่เธอที่ต้องเจออะไรแบบนี้ เธอเริ่มโทษทุกสิ่งทุกอย่างว่าเป็นความผิดของน้องชาย ความอ่อนโยนและความเอ็นดูที่เธอเคยมีให้ก็เริ่มแทนที่ด้วยความเย็นชา แต่ไม่ว่าเธอจะปฏิบัติกับเขายังไงสิ่งที่ได้กลับมาก็คือรอยยิ้มของเขา ทว่ามันกลับยิ่งทำให้เธอรู้สึกหงุดหงิดปนอิจฉาที่เขาได้เล่นสนุก ผิดกับเธอที่ต้องเรียนรู้และฝึกฝนทุกวันแทบจะตลอดเวลาเว้นแค่เวลานอน
เธอเคยถามพ่อแม่หลายครั้งว่าทำไมถึงมีแค่เธอที่ต้องฝึกหนักและเรียนรู้แบบนี้ด้วยและมีแค่น้องชายเธอที่จะเล่นสนุกซึ่งมันไม่ยุติธรรมเลย คำตอบที่ได้กลับมาก็คือเพราะน้องชายของลูกไม่สามารถสืบทอดบัลลังก์ได้เพราะพลังเวทย์ของเขา นั่นยิ่งทำให้เธอรู้สึกรังเกียจและไม่พอใจในตัวน้องชายคนนี้ จนในที่สุดเธอก็เริ่มทนไม่ไหวและตัดสินใจหนีออกมานอกปราสาท ในคืนนั้นเป็นคืนที่เธอจำมันได้ดี
เจ้าหญิงลิลิธตัวน้อยหนีมาที่ป่าแห่งหนึ่ง เธอต้องการไปให้พ้นจากที่เหล่านั้น ที่ที่มีแต่คนเมินเฉยต่อความรู้สึกของเธอแล้วให้ความสำคัญกับน้องชายเธอมากกว่า
ในป่าที่มืดมิดมีเพียงแค่ดวงจันทร์ที่ลอยเด่นบนท้องฟ้ากับหมู่ดาวประปราย เจ้าหญิงลิลิธตัวน้อยในมือกำกระดาษแน่น กระดาษแผ่นนี้เป็นของที่เธอลองค้นเจอในคลังสมบัติ มันคือจารึกมนตราที่พาเธอเคลื่อนย้ายมาที่นี่ เธอไม่สนว่ามันคือที่ไหนหรือมีใครอยู่ เพราะในความรู้สึกของเธอแค่ไปให้พ้นจากปราสาทได้ก็พอ
ลิลิธเริ่มเดินไปเข้าไปในป่า สายตาของเธอมองซ้ายมองขวาตลอดด้วยความรู้สึกสนใจ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้ออกมานอกปราสาท ทุกๆ วันเธอต้องอยู่กับการเรียนหนังสือเรียนมารยาทและการฝึกฝนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดังนั้นในสายตาเธอป่าแห่งนี้จึงเป็นอะไรที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก ขณะที่เธอกำลังเดินเล่นอยู่นั้นก็รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างพูดตรงมาจากทางด้านหลัง ลิลิธหันกลับไปมองก็พบเห็นเสือตัวหนึ่งที่มีหนามแหลมยื่นเป็นแถวด้านหลัง เสือตัวนั้นจ้องมาที่เธอ
แม้เธอจะได้รับการยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะโดยเฉพาะเวทย์สายฟ้าที่มีความเข้ากันได้ แต่นี่ก็เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นสัตว์กลายพันธุ์ ดังนั้นเธอจึงอดรู้สึกกลัวไม่ได้
“เอ่อคือว่าลิลิธแค่มาเดินเล่นไม่ใช่ศัตรูของเธอนะ” ลิลิธพูดออกไปด้วยหวังว่าเสือตัวนั้นจะเข้าใจ แต่สิ่งที่ได้กลับมาก็คือเสือตัวนั้นกลับแยกเขี้ยวและคำรามใส่เธอ ลิลิธตกใจจนล้มลงนั่งกับพื้น
เสือตัวนั้นก็ไม่รอช้าพุ่งเข้าใส่ลิลิธทันที ด้านลิลิธก็แตกตื่นลนลานร่ายเวทย์ออกไปตามสัญชาตญาณ ทั้งหอกสายฟ้า ลูกบอลสายฟ้า จำนวนมากมายพุ่งเข้าใส่เสือตัวนั้น จนในที่สุดตัวมันก็ไหม้เกรียมเป็นตอตะโก ลิลิธมองภาพเหล่านั้นด้วยความตกใจ เพราะจะว่าไปแล้วนี่คือครั้งแรกที่เธอลงมือจบชีวิตของสิ่งมีชีวิตหนึ่ง
ลิลิธมองซากที่ไหม้เกรียมนั้น
“ขะขอโทษลิลิธไม่ได้ตั้งใจ” แล้วน้ำตาของเธอก็เริ่มรื้นขึ้นแล้วเริ่มร้องไห้ออกมา ขณะที่เธอกำลังร้องไห้อยู่นั้นก็มีเสียงที่คุณเคยเสียงหนึ่งดังขึ้นจากทางด้านหลัง
“เอ นี่ท่านพี่ร้องไห้อยู่หรือครับแค่รังแกท่านพี่พอจะบอกผมได้ไหมครับ”
ลิลิธหยุดร้องไห้รีบหันกลับไปมองก็พบกับน้องชายของเธอ
“เออร์วิน!!! ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้กัน”
น้องชายของเธอพูดพร้อมรอยยิ้มว่า
“ผมได้ยินว่าท่านพี่หนีออกจากบ้านทุกคนเขาเป็นห่วงกันหมดเลยครับ ท่านพี่กลับไปที่ปราสาทกับผมนะครับ”
ลิลิธมองน้องชายของตนด้วยความที่เธอยังเป็นเด็ก จึงทำให้เธอไม่ได้สังเกตว่าด้วยอายุของน้องชายในตอนนี้การที่เขามาปรากฏตัวที่นี่จึงเป็นเรื่องที่แปลก เมื่อได้ยินคำตอบก็ไม่ได้สนใจอีกแต่กลับเอาแต่มองน้องชายด้วยแววตาที่เย็นชา ในตอนนี้เธอเริ่มกลับมาคิดว่าเป็นเพราะเด็กคนนี้ที่ทำให้เธอได้เจอเรื่องแย่ๆ ในแต่ละวัน
“เป็นเพราะเธอ”
“ครับ?” เออร์วินทำหน้างง
“เป็นเพราะเธอมันอ่อนแอฉันถึงได้ซวยแบบนี้ ถ้าไม่มีเธอสักคนถ้าไม่มีเธอ…”
แม้ว่าพี่สาวของเขาจะพูดเช่นนั้นแต่เออร์วินกลับยังคงยิ้มและเดินหาเธอ
“ผมขอโทษนะครับที่ความอ่อนแอของผมมันทำให้ท่านพี่ต้องเดือดร้อนอีก แต่ถ้าท่านพี่ต้องการแล้วก็ผมจะจากไปก็ได้นะครับขอแค่ท่านพี่กลับบ้านเถอะ ท่านพ่อกับท่านแม่ท่านเป็นห่วงมาก”
ลิลิธไม่เข้าใจในสิ่งที่น้องชายพูด
“หมายความว่าไงที่ว่าจะจากไปแล้วท่านพ่อกับท่านแม่ก็ไม่มีทางเป็นห่วงฉันหรอก ทั้งสองคนห่วงแค่เธอเท่านั้น”
“ไม่ครับท่านทั้งสองคนห่วงทั้งพี่มากจริงๆ เพราะว่ามีแค่ท่านพี่ที่พวกท่านสามารถฝากความหวังไว้ได้”
ลิลิธนิ่งไปทันที
“ความหวัง?”
“ใช่ครับท่านพี่ก็รู้นี่ครับว่าเพราะพลังเวทย์ของผมทำให้ผมไม่สามารถเป็นผู้สืบทอดบัลลังก์ได้เพราะผมมันอ่อนแอเกินไปดังนั้นความหวังนี้จึงตกเป็นของท่านพี่ครับ”
“ความหวังอะไรนั้นฉันไม่อยากได้อะไรสักหน่อยฉันแค่อยากเล่นสนุกบ้างเหมือนที่เธอได้เล่น ฉันไม่ได้ขอสักนิดว่าจะเป็นผู้สืบทอดบัลลังก์อะไรนั่น ฉันแค่ฉันแค่…“
ลิลิธพูดจบก็เริ่มร้องไห้ออกมาอีกครั้งทว่าครั้งนี้กับมีมือน้อยๆ เข้ามากุมมือเธอไว้
“ท่านพี่ครับผมขอโทษนะครับทุกอย่างมันเป็นเพราะผมแต่ว่าผม ดังนั้นเราไปคุยกับท่านพ่อและท่านแม่ดีไหมครับว่าท่านพี่ไม่อยากเป็นผู้สืบทอดบัลลังก์และไม่อยากฝึกหนักแบบนี้ทุกวัน”
ลิลิธพูดใส่ทั้งที่ยังร้องไห้ว่า
“มันไม่มีประโยชน์หรอกตราบใดที่เธอยังไม่ได้เรื่องแบบนี้ยังไงฉันก็ต้องเป็นผู้สืบทอดอยู่ดี ทำไมเธอต้องเกิดมาพร้อมกับพลังเวทย์แบบนี้ด้วย ถ้าเป็นแบบนี้เธอไม่ต้องเกิดมาเลยดีกว่า”
เมื่อคำพูดนั้นได้พูดออกไปเออร์วินที่ได้ยินก็ตัวแข็งทื่อลิลิธที่เห็นน้องชายไม่พูดอะไร เมื่อเงยหน้ามองน้องชายตัวน้อยก็ต้องยืนนิ่งเมื่อพบว่าเขาแทบไม่ต่างอะไรกับรูปั้น ความยิ้มแย้มแจ่มใสที่มักมีอยู่เสมอตอนนี้กับไม่มีอยู่ ใบหน้าที่เหมือนเด็กผู้หญิงของเขาตอนนี้ดูไร้อารมณ์แบบที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน แม้ดูผิวเผินเหมือนไม่มีอะไรแต่ไม่รู้ทำไมลิลิธกลับรู้สึกเจ็บแปลบในอก
ทว่ารอยยิ้มของน้องชายเธอก็กลับมาแต่ลิลิธกลับรู้สึกได้ว่ามันเป็นรอยยิ้มที่ต่างไปจากทุกที
“ถ้าพี่สาวพี่คิดเช่นนั้นผมก็ยินดีที่จะจากไปครับแต่ว่าพี่สาวกลับไปหาท่านพ่อท่านแม่เถอะนะครับเพราะว่าท่านเป็นห่วงมากแล้วก็” เออร์วินยื่นกล่องใบหนึ่งให้เธอ “นี่เป็นคุกกี้ที่ผมอบมาให้ท่านพี่ครับ”
ลิลิธรับคุกกี้นั้นมาเธอรู้สึกคาใจกับรอยยิ้มของเขาและยังมีสิ่งที่เขาได้พูดอีก
“หมายความว่าไงที่ว่าเธอจะจากไป”
“ก็ถ้าผมจากไปท่านพี่จะมีความสุขไม่ใช่เหรอครับ”
ลิลิธสะดุ้งทันทีเมื่อได้ยินคำพูดของน้องชาย และเขายังพูดต่ออีกว่า
“แต่คุกกี้นั่นรบกวนท่านพี่ช่วยทานหน่อยได้ไหมครับเพราะนั่นคือสิ่งเดียวที่คนไร้พลังอย่างผมจะทำให้ท่านพี่ได้”
ลิลิธนิ่งไปในทันทีเธอนึกย้อนไปถึงทุกครั้งที่เธอฝึกเสร็จหรือระหว่างที่กำลังเรียนหนังสือหรือเรียนมารยาท น้องชายคนนี้ของเธอก็มักจะทำขนมหรือของว่างมาให้เธอเสมอ ของที่เขาทำนั้นบางครั้งก็แปลกใหม่และดูไม่คุ้น แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรล้วนแต่อร่อยทั้งสิ้น เธอรู้สึกว่าไม่ว่าจะเหนื่อยมาขนาดไหนเมื่อได้ทานอาหารของเขาเธอก็จะรู้สึกสดชื่นและหายเหนื่อยทันที ลิลิธถือกล่องคุกกี้ของน้องชายเธอในมือ เธอนึกออกทันทีถึงใบหน้าที่ยิ้มแย้มของน้องชายเวลาที่ยื่นขนมเหล่านี้ให้เธอ เขามักจะเฝ้าดูเธอกินและถามเธอว่าเธอชอบหรือไม่ อร่อยไหม ในเมื่อเธอตอบว่าอร่อยเขาก็จะแสดงสีหน้าดีใจออกมา
ภาพในอดีตตอนที่เขาเกิดออกมานั้นเธอจำได้ดีถึงความรู้สึกดีใจและอ้อนที่จะขออุ้มเขา ตัวเองจำความรู้สึกมันได้ดีตอนที่เธอได้อุ้มเขาครั้งแรก ตอนที่เธอเอาของเล่นเก่าๆ ของเธอมาให้เขาด้วยความยินดีแล้วเฝ้าดูเขาเล่นมัน เธอชอบที่จะได้นอนกอดเขาและรู้สึกไม่พอใจที่ถูกแม่จับพวกเธอแยกห้องเพราะเห็นว่าเขาโตพอที่จะมีห้องส่วนตัว เธอยังจำได้แต่ความรู้สึกที่เธอวิ่งไปที่ห้องเขาทันทีที่ตื่นตอนเช้าเพื่อที่จะได้ดูแลน้องชายคนนี้ของเธอ แต่ความรู้สึกเหล่านี้เหมือนกับเลือนลางไปเพียงเพราะว่าเธอต้องฝึกหนักและเรียนรู้มากมาย ในขณะที่เขากลับไม่ได้ฝึกหนักด้วยและได้เล่นสนุกสนาน ความรู้สึกเหล่านี้มันมากขึ้นจนก่อตัวเป็นความอิจฉาและความไม่พอใจ จนเธอลืมไปแล้วว่าน้องชายของเธอคนนี้เป็นคนที่เกิดมาพร้อมกับพลังเวทย์ที่อ่อนด้อย สิ่งที่เขาสามารถทำได้ในโลกนี้ที่ให้ความสำคัญกับเวทย์มนต์นั้นมีจำกัด แต่แม้จะเป็นอย่างนั้นเขาก็ยังทำขนมมาต้อนรับเธอทุกครั้งพร้อมกับรอยยิ้ม
หลายครั้งหลายหนที่เธอแสดงความไม่พอใจโดยการเมินเฉยต่อขนมหรือของว่างที่เขาทำให้เธอ แต่ไม่ว่ายังไงเขาก็ยังยิ้มให้เธออยู่เสมอ ลิลิธยังจำได้ว่าน้องชายของเธอคนนี้เขาเป็นเด็กที่ไม่เคยร้องไห้มาก่อน ซึ่งเป็นเด็กที่แปลกมาก เราไม่ว่าอะไรที่เกิดขึ้นเขาก็มักจะยิ้มแย้มอยู่เสมอ ทว่าด้วยคำพูดที่เธอได้พูดไปทำให้รอยยิ้มของเขาเปลี่ยนไป ในที่สุดเธอก็เข้าใจถึงรอยยิ้มของเขาหลังจากที่เธอได้พูดคำนั้นออกมา ที่เธอได้พูดว่าเขาไม่ควรจะเกิดมา แม้ว่าจะไม่มีน้ำตาไหลออกมาแต่เธอก็รับรู้ด้วยว่าข้างในใจของเขากำลังร้องไห้อยู่
ที่ผ่านมาเธอเอาแต่พูดว่าไม่ยุติธรรมที่เธอต้องฝึกและเรียนรู้มากมายในขณะที่น้องชายได้เล่นสนุก ตอนนี้เธอเข้าใจแล้วว่ามันไม่ยุติธรรมจริงๆ เธอนึกออกทำหลายสิ่งหลายอย่างทั้งครูที่สอนหนังสือเธอ หรืออาจารย์ที่สอนมารยาท เหล่าทหารยาม พวกเขาเหล่านั้นต่างมักจะมองที่น้องชายเธอด้วยสายตาแบบไหน แม้ไม่พูดออกมาแต่ก็เข้าใจได้ แม้เธอจะไม่เคยออกไปนอกเมืองมาก่อนแต่เธอก็เข้าใจได้ทันทีว่า ในโลกใบนี้ที่ให้ความสำคัญกับพลังเวทย์มาเป็นอันดับแรก ไม่มีที่ยืนให้น้องชายที่เกิดมาพร้อมกับพลังเวทย์ที่อ่อนด้อย ดังนั้นสำหรับน้องชายของเธอแล้วโลกทั้งใบอาจจะมีแค่คนในครอบครัวเท่านั้น แต่เธอที่เป็นคนในครอบครัวก็เป็นคนที่บอกว่าเขาไม่ควรจะเกิดมา ทั้งที่เธออาจจะเป็นเพียงคนเดียวที่สามารถปกป้องและดูแลเขาได้
และการที่เขาบอกว่ายินดีจะจากไปนั้นวันหมายความว่าเธอสำคัญกับเขามาก
ลิลิธมองน้องชายของเธอที่รอยยิ้มมันแปลกประหลาดนั้นยังคงประดับอยู่บนใบหน้าเขา เธอรู้สึกเจ็บแปลบในอก ก่อนจะทำการกอดน้องชายของเธอ แล้วพูดซ้ำๆ ว่า
“พี่ขอโทษ พี่ขอโทษ พี่ขอโทษ…”
“ท่านพี่ขอโทษอะไรหรอครับทั้งที่ท่านพี่ไม่ได้รับผิดอะไรสักอย่าง”
“ไม่หรอกพี่ผิดไปแล้วพี่ผิดไปจริงๆ”
ลิลิธที่นอนอยู่คนเดียวของเออร์วินนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น วันที่เธอได้เข้าใจว่าน้องชายของเธอให้ความสำคัญกับเธอมากขนาดไหน ในโลกที่โหดร้ายสำหรับคนไร้พลังอย่างเขาเขาก็ยังคิดถึงเธอเสมอ เธอนอนกอดหมอนของเขาแน่นพร้อมกับสูตรดมกลิ่นน้องชายจากหมอนที่เธอกอดอยู่
“เธอไปทำอะไรอยู่ที่ไหนกันนะเออร์วินไม่รู้หรือไงว่าพี่คนนี้เป็นห่วง” ลิลิธรำพึงรำพันออกมา แล้วเธอก็นึกถึงเรื่องคู่หมั้นของน้องชายขึ้นมา เมื่อนึกถึงเรื่องนี้เธอก็กอดหมอนใบนั้นแน่นกว่าเดิมนัยน์ตาสีแดงเพลิงของลิลิธแสดงความดุดันและแกร่งกร้าวออกมา “ไม่ยกให้ใครเด็ดขาดพี่คนนี้จะไม่ยกเธอให้ใครเด็ดขาด เพราะคนที่จะเป็นราชาข้างกายในยามที่พี่ขึ้นเป็นราชินีมีแค่เธอคนเดียวเท่านั้น เพราะอีกสิ่งหนึ่งที่เธอทำได้ก็คืออยู่ข้างๆ พี่ไม่ไปไหน ดังนั้นใครก็ตามที่คิดถึงแย่งเธอไปจากพี่ พี่จะลบมันให้หายไปให้หมดไม่ว่ามันคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม”
ณ ขบวนรถม้าของพระราชาจากอาณาจักรเซลเวเรียภายในรถมาที่เจ้าหญิงลูเซียบรรทมอยู่ อยู่ๆเจ้าหญิงตัวน้อยก็สะดุ้งตื่นมากลางดึกพร้อมกลับมองซ้ายขวาด้วยความหวาดระแวง สาวใช้ที่นอนคู่กับเธอก็ตื่นขึ้นมาถามว่า
“มีอะไรหรือพี่คะเจ้าหญิง”
เจ้าหญิงลูเซียเธอมองซ้ายขวาพักหนึ่งก่อนจะตอบว่า
“คือว่าอยู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนมีคนจ้องจะเอาชีวิตน่ะ”
สาวใช้ที่ได้ยินก็แปลกใจทำไมถึงใช้คำว่ารู้สึก
“องค์หญิงทรงคิดไปเองหรือเปล่าเพคะ”
เด็กหญิงทำท่าคิดก่อนจะพยักหน้า
“คงคิดไปเองจริงๆ แหละบางทีอาจเป็นเราฝันร้ายก็ได้”
ภายในอุโมงค์ใต้ดินคาทาริน่าอยู่ๆ ก็ลืมตาขึ้น เธอกรอกตาไปทางซ้ายขวาโดยพยายามไม่ขยับ เพราะจากเหตุคราวก่อนที่เธอเคยขยับแล้วอยู่ๆ เจ้าเด็กที่หลับอยู่ตรงหน้าก็ลั่นไกใส่เธอเฉยเลย สาเหตุที่เธอตื่นนั้นพอเธอรู้สึกเหมือนกับว่าอยู่ๆ ก็ถูกปองร้ายโดยไม่ทราบสาเหตุ หลังจากที่กรอกตาไปมาก็สรุปแค่ว่าเธอคงคิดไปเอง ก่อนจะหันดวงตากลับมามองที่เด็กชายตรงหน้า ซึ่งเธอรู้สึกหมั่นไส้เจ้าเด็กคนนี้เป็นอย่างยิ่ง ที่มาโยนสิ่งต่างๆ ให้เธอสงสัย ทั้งเรื่องที่ว่าแรงโน้มถ่วงคืออะไร และโลกแบนโลกกลมอะไรนั่น พอเธอถามกลับยืนข้อเสนอมาให้เธอเล่าเรื่องแทงไม้แกะสลักว่ามันคืออะไรมีที่มายังไง พอเธอยื่นข้อเสนอว่าถ้าให้อยากเราก็ให้แก้มัดเธอ เจ้าเด็กนี่ก็พูดหน้าตาเฉยว่า
‘ไหนๆ นี่ก็ดึกแล้วเข้านอนกันเถอะครับ’ พูดจบก็เอนหลังพิงผนังชิงหลับหน้าตาเฉย เห็นได้ชัดว่าเจ้าเด็กนี่มันไม่คิดจะปล่อยเธอเลยสักนิด