ทะลุมิติไปเป็นพระชายาโหดแห่งวังหลวง[จบบริบูรณ์]

    ตอนที่45 จับเป็นตัวประกัน (1)

    30 1-2

     

    ตอนที่45 จับเป็นตัวประกัน (1)

     

    สายลมอรชรพัดอ่อนหลัวซีจับจ้องไปยังหญิงสาวตรงหน้าผู้หาญกล้าประสานงาสัประยุทธ์กับตนอย่างไม่กลัวตายใจหนึ่งพลันรู้สึกหนาวเหน็บโดยไร้เหตุผล สีหน้าการแสดงออกของเขายามนี้เคร่งขรึมจริงจังอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนรอบกายาหญิงสาวปรากฏรัศมีแสงสีทองอร่ามโอบล้อมประดุจเทพสงครามเก้าสวรรค์ผงาดง้ำจตุรทิศก็มิปาน

     

    ใครขวางนาง ตาย!

     

    ฝูงชนเรียงรายทั่วอัฒจันทร์เฝ้ามองภาพฉากตรงหน้าอย่างใจจดใจจ่อบ้างหน้าถอดสี บ้างลุ้นจนเผลอกลั้นหายใจกันไปตามๆ กัน

     

    ส่วนทางด้านสตรีงามในชุดแดงทั้งสี่สีหน้าซีดเผือดยามต้องเผชิญหน้ากับนายน้อยที่กำลังเอาจริงหญิงสาวนางนี้กลับเลือกที่จะลุกขึ้นเผชิญหน้าอย่างห้าวหาญแทนที่จะหนีหรือยอมแพ้ไปนางไปเอาความมั่นใจขนาดนี้มาจากไหน?

     

    ไป๋หลี่หานเหม่อมองร่างเงาสายหนึ่งที่กำลังเหินทะยานเข้าใส่หลัวซีบนฟากฟ้าสีหน้ายังคงสงบเสงี่ยม ทว่าอย่างไร มือทั้งสองข้างที่วางบนพนักพิงหากใครสังเกตให้ดีจะเห็นว่านิ้วทั้งห้าของเขากำลังกระชับกำแน่นจนหลังมือเปลี่ยนเป็นสีซีด

     

    ศึกการประลองในวันนี้มีความเป็นตายมาเดิมพันไม่ว่าใครก็ไม่สามารถหยุดมันได้แล้ว

     

    ธารแสงเย็นพร่าวระยับสีเงินและประกายแสงสีทองเจิดจรัสสองขั้วพลังทำลายล้างเข้าปะทะชนกันอย่างรุนแรงภายใต้สายตาของทุกคนคล้อยหลังเสียงประสานงาน อัดกระแทกกันดังสนั่น แสงและเงาพลิกตาลปัตรวูบวาบม่านฟ้านภากาศสั่นกระเพื่อม ปฐพีผืนดินสั่นสะท้านคลื่นแรงกระแทกที่ก่อเกิดจากสองขั้วพลังโหมปะทะ แผดกระจายรัศมีออกไปกว้างขวางเสมือนคลื่นยักษ์ที่ถาโถมเข้าใส่ททิศทางอัฒจันทร์ที่บรรดาฝูงชนกำลังรับชม

     

    คลื่นกระบี่คมเขี้ยวทั้งสีทองและสีเงินถูกสาดกระจายออกมาจากจุดปะทะแสงจ้าสว่างพุ่งกระเด็นไร้ทิศไม่มีเป้าหมาย บ้างอัดกระแทกใส่พื้นสนามบ้างตกลงไปยังบริเวณอัฒจันทร์

     

    แต่กรณีที่หนักที่สุดคือ จู่ๆก็ทีกระบี่เล่มสีทองคำดีดปลิวออกมาเสมือนดาวตกเข้าเสียบทะลวงเสาไม้หลักต้นยักษ์ซึ่งใช้ค่ำยันสนามประลองทั้งหมดจนขาดครึ่งท่อน!

     

    ทุกอย่างกลายมาเป็นความโกลาหลในชั่วพริบตาทั่วทั้งบริเวณมีทั้งเสียงกรีดร้องตะโกนลั่น เสียงครวญครางนับไม่ถ้วนเมื่อทุกคนพบว่าอัฒจันทร์ที่กำลังนั่งรับชมใกล้จะถล่มลงมาเต็มทนพวกเขารีบลุกขึ้นและพยายามหาทางหนีออกจากที่นี่โดยเร็วที่สุด

     

    บนสนามประลองที่คลุกฟุ้งไปด้วยฝุ่นควันและเศษหินดินทรายที่กระจายทั่วอากาศณ บริเวณใจกลางยังคงหลงเหลืออีกสองร่างที่ยืนตระหง่านไม่มีหวาดหวั่นยืนประกบแนบชิดใกล้

     

    คมกระบี่ยาวสีเงินเคลือบชโลมแสงเย็นยะเยือกแทงทะลุแพรพรรณสีเขียวเจาะเข้าไหล่ขวาของเซียถง ประกายคมส่องกะพริบวิบวับอยู่คราสองคราก่อนที่ธารแสงจะอ่อนจางลงไป หลัวซีเคลื่อนสายตาจับจ้องหญิงสาวตรงหน้าเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มประดับใบหน้าอันอ่อนล้าว่า

     

    “เจ้าแพ้แล้ว!”

     

    “แน่ใจรึ?”

     

    รอยยิ้มแปลกๆผุดขึ้นบนมุมปากของเซียถงเหลือบสายตาขึ้นทองกระบี่ทองอำพันที่ปักคาอยู่บนเสาไม้ต้นหลักอยู่แบบนั้นใบหน้าซีดขาวราวกับกระดาษแผ่นหนึ่ง

     

    ทีแรกหลัวซีกลับมิได้นำพาคำพูดประโยคนี้ของหลัวซีมาใส่ใจเลยจนกระทั่งก้มศีรษะมองและพบความผิดปกติอะไรบางอย่าง ใบหน้าของเขาถอดสีในทันทีดวงตาเบิดกว้างด้วยความเหลือเชื่อ เพราะใครจะไปนึกว่ายามนี้จะมีมีดสั้นเล่มคมจ่ออยู่ตรงขั้วหัวใจยิ่งไปกว่านั้นปลายคมมีดยังเสียบทะลุเสื้อคลุมทะลุเข้าไปถึงเนื้อด้านในจนเลือดไหลซิบออกมาเป็นทางหากเซียถงออกแรงอีกเพียงนิดเดียว ก็จะสามารถปลิดชีพของหลัวซีได้ในพริบตา

     

    ในการปะทะครั้งสุดท้ายเซียถงแสร้งทำเป็นกระบี่หลุดมือกระเด็นกระดอนออกไปเองและปล่อยให้หลัวซีเสียบกระบี่เงินทะลุหัวไหล่ทั้งหมดนี้ก็เพื่อลดความระมัดระวังของอีกฝ่ายลง จากนั้นก็รุกเข้าถึงตัวในทันทีและใช้มีดสั้นที่ซุกซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อมาโดยตลอด เล็งเข้าจุดตายโดยตรง กล่าวได้ว่าอีกเพียงไม่ถึงครึ่งนิ้วเท่านั้น ปลายมีดสั้นก็จะเสียบทะลุขั้วหัวใจได้

     

    หลัวซีเงยหน้ามองจับจ้องไปทางเซียถงด้วยความตื่นตะลึงยิ่งบัดนี้สีหน้าของนางซีดขาว กระทั่งริมฝีปากยังแห้งกราดสันนิษฐานได้ว่าน่าจะเสียเลือดไปมาก บริเวณหัวไหล่ของนางเองก็ยังมีคมกระบี่เหล็กไหลเย็นเสียบทะลุคาเอาไว้แบบนั้นเลือดสีแดงสดทะลักล้นอาบชโชมทตัวกระบี่ไหลยาวเป็นสาวรินหยดลงสู่พื้นอย่างต่อเนื่องแต่ถึงสภาพการณ์ของหญิงสาวนางนี้จะเลวร้ายอย่างไรแต่สายตาคู่นั้นของนาง...ยังคงมั่นคงและเด็ดเดี่ยวยิ่งนัก

     

    “เจ้าชนะ”

     

    เขาเปล่งเสียงออกมาอย่างแผ่วเบาชักกระบี่เหล็กไหลเย็นออกมา ทั่วร่างกายาสั่นสะท้านนัก รากฐานสั่นคลอนแม้แต่ทรงตัวให้ตรงยังไม่สามารถ นี่เห็นได้ชัดแจ้งว่าหลัวซีเองก็อาการสาหัสไม่แพ้กันเลย

     

    “นายน้อย!”

     

    สตรีงามในชุดแสงทั้งสี่นางรีบเหาะเหินลงมาตรงเข้าประคองร่างสนับสนุนมิให้ล้มลง และหนึ่งในนั้นถึงขั้นชักคมกระบี่ออกมาหันไปจ่อหน้าเซียถงโดยทันที

     

    “ตงเหม่ย!”

     

    หลัวซีโบกมือหยุดอีกฝ่ายท่าทีดูยากลำบากนัก ทั้งยังกล่าวทิ้งท้ายปนน้ำเสียงเศร้าสร้อยอีกว่า

     

    “ถือว่านางเมตตาต่อข้ามากแล้วกลับกันเถอะ”

     

    สตรีงามในชุดสีแดงนางนั้นเหลือบหางตามองเซียถงเล็กน้อยก่อนจะจากออกไปพร้อมกับหลัวซี

     

    เซียถงถือมีดสั้นกระชับอยู่ในมือคาอยู่ท่านั้นเลือดสีแดงสดยังคงไหลซิบออกมาจากบริเวณไหล่ขวา พอนางต้องการจะเคลื่อนขยับเดินหน้าทว่าทันทีทันใด นางรู้สึกราวกับโลกทั้งใบหมุนเคว้งคว้างไปหมดสติเริ่มเลือนรางจางอ่อนลง จนท้ายที่สุดก็ทิ้งร่างล้มลงกับพื้นสนามทั้งแบบนั้น

     

    สำหรับการประลองรอบนี้นางหมดเรี่ยวแรงไม่เหลือ

     

    แต่เมื่อเห็นว่าสนามประลองดังกล่าวกำลังจะถล่มลงมาเนื่องจากเสาไม้ต้นอื่น ๆ เริ่มรับน้ำหนักไม่ไหวเสี้ยวอึดใจที่เซียถงกำลังจะสิ้นสติลง นางพลันรู้สึกราวกับตนเองตกอยู่ในอ้อมกอดหนึ่งอันแสนอบอุ่นทว่ายามนี้นางไม่สามารถแม้แต่จะลืมตาได้แล้วทิ้งทวนวาจาคำสุดท้ายก่อนสิ้นสติโดยสมบูรณ์เพียงว่า

     

    “เห็ดหลินจือมรกตเป็นของ..ข้า...”

     

    จากนั้นทุกอย่างก็มืดดับไป

     

    ไป๋หลี่หานเฝ้ามองดูหญิงสาวที่หลับลงในอ้อมแขนของเขาแต่ในยามนี้ เขาชักรู้สึกมีบางอย่างไม่ปกติ สีหน้าแววตาฉายร่องรอยความฉงนใจออกมาเมื่อกวาดสายตามองออกไปโดยรอบ เขากลับไม่เห็นเซี่ยหลู่เฟิงแม้แต่เงาหัวด้วยซ้ำหรือเป็นไปได้ไหมว่า จะถูกเรียกตัวไปทำภารกิจด่วนระหว่างการประลองโดยไม่ทันสังเกต? ภายในจวนเสนาบดีเองก็ไม่มีใครคิดดีกับเซียถงแล้วนอกจากเซี่ยหลู่เฟิงคนนั้นยิ่งเป็นตอนที่เขาไม่อยู่ด้วยแบบนี้หากไป๋หลี่หานเลือกที่จะส่งตัวเซียถงที่หมดสติกลับไปจวนเสนาบดีเกรงว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ไม่หวังดีมาแก้แค้นมากกว่า

     

    คล้อยหลังครุ่นคิดอยู่สักครู่หนึ่งเขาก็กระชับกอดร่างเซียถงไว้แน่นและพาออกไปในทิศทางตรงข้ามกับจวนเสนาบดีโดยสิ้นเชิงโดยมีโม่ซวนค่อยเฝ้าติดตามอยู่ท้ายหลังเขากระโจนขึ้นไปคว้ากระบี่ทองอำพันที่ปักคาอยู่บนเสาไม้ แล้วติดตามออกไป

     

    หลังจากนั้นไม่นาน เซียถงก็ตื่นขึ้นอย่างช้าๆลืมตาขึ้นมาก็พลันเห็น ผ้าห่มสีขาวปักลายสีทองลวดลายประณีตหรูหราพอหันศีรษะไปด้านข้างก็เห็นผ้าม่านคลุมเตียงที่ถูกถักทอขึ้นจากไหมเงินไหมทองห้อยปิดลงมาเพื่อความเป็นส่วนตัว นางถึงกับขมวดคิ้วทันทีที่เห็นสรรพสิ่งรอบตัวเพราะเรือนพักของนางไม่ได้หรูหราเช่นนี้

     

    พยายามชันตัวลุกขึ้นอยู่ในท่านั่งนางได้แต่สงสัย เรือนพักที่ถูกตกแต่งอย่างวิจิตรงดงามปานนี้นี่มันที่ไหนกันแน่?

     

    “คุณหนู!ท่านตื่นแล้วรึเจ้าค่ะ! รู้สึกเจ็บตรงไหนหรือไม่?”

     

    อิ๋งเอ๋อร์ที่นอนเฝ้าอยู่ตรงขอบเตียงแอบร้องห่มร้องไห้อยู่ลำพัง สะดุ้งเฮือกใหญ่รีบเช็ดน้ำหูน้ำตาโดยไวรีบลุกขึ้นมาประคองช่วยเหลือคุณหนูของตนโดยไว สีหน้ายิ้มแย้มมีความสุข

     

    “ที่นี่ที่ไหน?”

     

    เซียถงปริปากถามขึน้พลางกวาดสายตาสำรวจโดยรอบ

     

    “คุณหนู ข้าผิดไปแล้ว!ที่วันนี้ข้าเผลอหลับอยู่ในเรือนพัก ปล่อยปละละเลยจนคุณหนูต้องได้รับบาดเจ็บปานนี้!”

     

    อิ๋งเอ๋อร์มิได้ตอบคำถามของเซียถงแต่กลับคุกเข่าลงข้างเตียง สีหน้าการแสดงออกเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด

     

    “ต่อให้เจ้ามาหรือไม่มาคงช่วยอะในรตอนที่ข้าอยู่บนสนามประลองไม่ได้อยู่ดี”

     

    ประโยคคำกล่าวนี้ของอิ๋งเอ๋อร์ทำเอาเซียถงพูดไม่ออกบอกไม่ถูกเช่นกัน สิ่งนี้มันเกี่ยวข้องกันอย่างไร?

     

    “ตอนนั้นขณะที่สนามประลองกำลังถล่มลงมาข้าก็เพิ่งวิ่งมาถึง และพบคุณหนูที่ถูกราชาหมาป่าสวรรค์อุ้มออกมา”

     

    อิ๋งเอ๋อร์ร้องสะอื้นเล่าเหตุการณ์ในตอนนั้นต่อว่า

     

    “ยังไม่ทันได้พูดอะไร ราชาหมาป่าสวรรค์ก็ฉุดแขนบังคับให้ข้ามาที่นี่พอมาถึง อีกฝ่ายก็นำคุณหนูกับข้ามาขังไว้ที่นี่ ไม่ให้ออกไปไหน!”

     

    อิ๋งเอ๋อร์คิดว่าทั้งตนและคุณหนูของตนคงถูกราชาหมาป่าสวรรค์ลักพาตัวมาและถูกจับขังอยู่ในห้องนี้มิให้หนีออกไปไหน จึงเป็นสาเหตุให้นางนั่งร้องร่มร้องไห้อยู่ที่ข้างขอบเตียงเช่นนี้

     

    “หื้ม?”

     

    เซียถงดวงตาทอประกายแสงเยียบเย็นออกมาวูบหนึ่งหรือเป็นไปได้ไหมว่า ราชาหมาป่าสวรรค์จะจับนางเป็นตัวประกันเพื่อจะนำมาขู่รีดคัมภีร์วรยุทธลับของท่านตา?เพราะจะอย่างไร มันก็เป็นเชื้อพระวงศ์คนหนึ่งเช่นกันนี่มีสิทธิ์เป็นไปได้สูงมาก...

     

    และขณะที่เซียถงกำลังครุ่นพินิจอยู่นั้นจู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าเดินใกล้เข้ามา พร้อมเสียงเคาะประตูเป็นลำดับถัดไป

     

     

     

     

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นพระชายาโหดแห่งวังหลวง[จบบริบูรณ์] ที่คุณอ่าน