ทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 92 คิดคำนวณ, ประกายดาบคมหอก

            ในช่วงเวลารวดเร็วปานสายฟ้าแลบก็เกิดฉากที่ทำให้ผู้คนแตกตื่นหวาดกลัว

            มือข้างที่ถือคางคกม่วงของหัวหน้าคนชุดดำก็เน่าเละจนกลายเป็นกองเลือดในชั่วพริบตาและกำลังเน่าเสียลุกลามไปยังแขนด้วยความเร็วที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าจนกระทั่งไปทั่วร่าง

            และคนชุดดำผู้นั้นแม้แต่โอกาสจะส่งเสียงร้องก็ยังไม่มีเพียงไม่กี่วินาทีสั้นๆ ราวกับแค่ชั่วพริบตาเท่านั้น คนเป็นๆ ผู้หนึ่งก็หายไปต่อหน้าต่อตาคนทั้งหมดเช่นนี้

            เรียวลิ้นเล็กของคางคกม่วงเลียแผ่วเบาราวกับการจั๊กจี้เท่านั้นแต่กลับเสมือนกลายเป็นยาพิษที่ร้ายแรงที่สุดในโลกเป็นสารย่อยสลายที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด!

            มู่จื่อหลิงยกมุมปากอย่างพึงพอใจเสี่ยวไตกูยอดเยี่ยมยิ่งนัก!

            ผลการทดลองพิษครั้งแรกก็ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้แล้วนางในฐานะที่เป็นเจ้าของ ใบหน้าย่อมผ่องใส

            เสี่ยวหานที่ไม่เคยเห็นโลกข้างนอกนั้นตกใจจนตาเหลือกเป็นลมหมดสติไปทั้งยืนมู่จื่อหลิงจนปัญญาได้แต่ลากนางไปบริเวณที่ปลอดภัยข้างๆ อีกประเดี๋ยวยังมีการต่อสู้อันโหดร้ายอยู่นี่นะ

            กุ่ยเม่ยตกใจจนอึ้งตะลึงไปเล็กน้อย! เมื่อครู่เขายังไม่ทันเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นคนเบื้องหน้าก็กลายเป็นกองโลหิตสีดำกองหนึ่งไปเสียแล้ว ช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก!

            คนชุดดำที่เหลืออยู่มองไปที่กองโลหิตสีดำและคางคกม่วงที่ตกลงมาหงายหลังเหมือนเต่าอยู่บนพื้นขาทั้งสามขาของมันดีดดิ้นอย่างสุดชีวิตโดยเปล่าประโยชน์

            พวกเขาไม่คิดว่าไม่เหลือซากศพของฉีหวางเฟยจะโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้เมื่อเห็นสหายของตนเองตายอย่างน่าสังเวช แม้แต่ซากก็ไม่เหลือดวงตาพวกเขาก็แดงดั่งโลหิต มือมีเส้นเลือดดำปูดโปน สายตาปรากฏไอสังหารอันกระหายเลือด!

            มู่จื่อหลิงไม่คิดว่านักฆ่าที่คนผู้นั้นจ้างมาจะมีจรรยาบรรณเพียงนี้เห็นสถานการณ์นี้แล้วก็ยังไม่สะดุ้งสะเทือน แต่ละคนนิ่งสงบราวกับลมไม่ส่งเสียงสักแอะ มีเพียงแค่ไอสังหารเท่านั้น

            จัดการไปหนึ่งอีกฝ่ายก็ยังมีอีกเจ็ด มองบรรยากาศที่เต็มไปด้วยจิตสังหารก็รู้ว่าพวกเขานั้นเป็นผู้ประมือด้วยยากนักและองครักษ์นอกจวนอ๋องเหล่านั้นก็คงถูกตรึงไว้หมดแล้ว มิอาจมาช่วยเหลือได้ชั่วคราว

            หากเจ็ดคนนี้บุกโจมตีเข้ามาพร้อมกันอย่างรุนแรงล่ะก็สองกำปั้นยากต่อกรสี่มือ คาดว่ากุ่ยเม่ยเพียงคนเดียวคงรับเจ็ดคนพร้อมกันไม่ได้แน่

            ต่อให้รับมือได้ก็ยังคงต้องดูแลนางเพราะนางไม่เป็นวรยุทธ์กลายเป็นตัวถ่วงของกุ่ยเม่ยโดยสมบูรณ์แบบ ไม่ต้องพูดก็รู้ว่าเป็นการสูญเสียกำลังรบที่ไม่คุ้มค่าเป็นเช่นนี้ต่อไปโอกาสชนะแม้แต่น้อยก็ไม่มี ดีไม่ดีชีวิตต่ำต้อยอาจจะไม่เหลือจริงๆก็ได้

            แผนเดียวที่มีในตอนนี้ได้แต่ให้กุ่ยเม่ยจัดการสองสามคน จากนั้นนางค่อยหาโอกาสใช้พิษกับพวกที่เหลือจัดการไปทีละหนึ่ง อาศัยยามที่พวกนักฆ่าข้างนอกยังไม่เข้ามา รีบจัดการให้เสร็จสิ้น

            มู่จื่อหลิงสังเกตอย่างละเอียดและระวังรอบคอบอาศัยจังหวะที่คนทั้งหมดตื่นตกใจ วางแผนการแต่ละก้าวให้เสร็จเรียบร้อยในทันที!

            นางก้าวไปข้างหน้าอย่างระแวดระวังเก็บเสี่ยวไตกูบนพื้นขึ้นมา แล้วเดินไปข้างกายกุ่ยเม่ย กดเสียงเบาใช้เสียงที่สามารถได้ยินเพียงแค่สองคน ถามอย่างเคร่งขรึม “กุ่ยเม่ยเจ้ารับมือได้กี่คน?”

            “ทั้งหมด!” กุ่ยเม่ยเองก็ใช้เสียงเบาตอบกลับอย่างจริงจังเช่นกันเขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดหวางเฟยถามเช่นนี้ แต่ยามนี้มีเขาคุ้มกันเพียงคนเดียวรับมือได้กี่คนล้วนไม่สำคัญ ไม่ได้ก็ต้องได้แล้ว

            “พูดความจริง!” มู่จื่อหลิงพูดอย่างเข้มงวดแม้นางไม่รู้ว่ากุ่ยเม่ยร้ายกาจมากเพียงใดแต่เขาเพียงคนเดียวรับมือคนมากมายเพียงนี้ ต่อให้ไม่ตายก็ต้องบาดเจ็บ

            กุ่ยเม่ยถูกทำให้สับสนงงงวยแต่ก็ยังตอบไปตามความจริง“ข้าน้อยสามารถรับมือได้ห้าคน!”

            มู่จื่อหลิงขบริมฝีปากแน่นเอ่ยปากด้วยสีหน้าแน่วแน่ “เจ้าดึงไว้ก่อนหกคน อีกคนให้ข้าจัดการ!”

            กุ่ยเม่ยไหนเลยจะคาดได้ว่าความคิดของมู่จื่อหลิงจะเป็นเช่นนี้หากรู้ก่อนเขาคงพูดว่าทั้งหมดไปแล้ว

            “ไม่ได้ขอรับ! หวางเฟยท่านเข้าไปซ่อนตัวในตำหนักในก่อน”กุ่ยเม่ยตอบปฏิเสธโดยมิต้องคิดเลย

            ต่อให้ตนเองต้องลุยเดี่ยวเพื่อรับมือคนมากมายเพียงนี้โอกาสชนะคงไม่สูงนัก แต่เขาก็ไม่มีทางยอมปล่อยให้หวางเฟยที่ไม่มีวรยุทธ์ไปต่อสู้กับนักฆ่าแน่

            คนชุดดำที่ตายโดยไม่มีเค้าลางบอกกล่าวนั่นเป็นเพราะอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่มิได้ระแวดระวังแต่ยามนี้ไม่เหมือนกันแล้ว

            หากเขาโชคดีรอดพ้นจากภัยครั้งนี้ไปได้แต่ทำให้หวางเฟยได้รับบาดเจ็บอันใดเข้าล่ะก็ไม่ต้องพูดก็รู้ว่าถึงเวลานั้นนายท่านกลับมาไม่มีทางละเว้นเขาแน่และในใจเขาก็คงยกโทษให้ตนเองไม่ได้เช่นกัน

            จากการอารักขาในช่วงหลายวันนี้เขาก็ได้ถือว่าหวางเฟยผู้นี้เป็นนายหญิงที่แท้จริงของพวกเขาไปแล้วอย่างสมบูรณ์แบบลูกน้องปกป้องเจ้านายเป็นเรื่องที่ถูกกำหนดจากสวรรค์

            “เจ้าจะรับมือเช่นใดหากบุกเข้ามาเจ้ารับมือได้ทั้งหมดหรือ?” มู่จื่อหลิงพลันไม่พอใจขึ้นมา

            คำพูดนี้มิได้ดูถูกกุ่ยเม่ยแต่เป็นการพูดตามหลักความเป็นจริง หากเพื่อช่วยนางแล้ว กุ่ยเม่ยมิทันระวังจนสูญเสียชีวิตน้อยๆไป เช่นนั้นนางจะปล่อยผ่านไปได้อย่างไร เห็นได้ชัดว่าคนพวกนี้มาเพราะนางนางรักชีวิต แต่นางไม่มีหลบไปแน่

            อีกอย่างการต่อสู้ย่อมต้องมีการบาดเจ็บสูญเสียต่อให้บาดเจ็บ นางก็ต้องลดการบาดเจ็บให้น้อยที่สุด

            “แต่” กุ่ยเม่ยวุ่นวายใจโดยพลันเขาลำพังคนเดียวไม่สามารถรับมือได้จริงๆแต่เขาก็มิอาจปล่อยให้หวางเฟยเสี่ยงอันตรายได้

            “หยุดพูดไร้สาระนี่เป็นคำสั่ง!” มู่จื่อหลิงหันหน้ามาในชั่ววินาทีพูดเสียงเย็นด้วยความน่าเกรงขาม ได้แต่ใช้อำนาจรับมือกุ่ยเม่ย ไม้อ่อนใช้ไม่ได้ก็ใช้ไม้แข็งแล้วกัน!

            ยามนี้ตัวนางเองได้แต่พึ่งการใช้พิษรับมือคนชุดดำแล้วเจ้าอ้วนเสี่ยวไตกูที่มิได้เรื่องนั้นมิอาจโยนได้อีก

            คนมากมายเพียงนี้ฆ่ากันไปมาและเท้าก็ไร้ความปรานี หากไม่ทันระวังทำให้เสี่ยวไตกูโดนเหยียบจนแบนนางต้องปวดใจมากแน่

            คำพูดของมู่จื่อหลิงเพิ่งจบลงพวกคนชุดดำด้านหน้าก็ได้สติกลับมาแล้ว

            ทันใดนั้นคนชุดดำก็แยกเข้ามาอย่างเป็นแบบแผนนักล้อมมู่จื่อหลิงและกุ่ยเม่ยเป็นวงกลมไว้ตรงกลาง และเดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ กระหายเลือดราวกับจะพุ่งเข้ามาในวินาทีถัดไปขณะนี้มู่จื่อหลิงอยากไปก็ไปไม่ได้แล้ว

            เพียงชั่วพริบตากุ่ยเม่ยพลันรู้สึกว่าหวางเฟยเหมือนดั่งถูกนายท่านของตนสิงร่าง บัดนี้ไร้หนทางแล้วจึงได้แต่ทำตามคำสั่ง

            เพียงแต่ยามนี้พวกคนชุดดำอยู่ใกล้กับพวกเขาเกินไป หากดึงดันจะแยกคนชุดดำออกจากกันพวกเขาต้องเสียเปรียบเป็นแน่

            จุดนี้มู่จื่อหลิงก็เข้าใจเช่นกันนางจึงชูเสี่ยวไตกูในมือขึ้นสูง แกว่งไปมาอยู่ต่อหน้าพวกคนชุดดำด้วยท่าทีต้องการจะโยนออกไป ยกมุมปากอย่างเชื่องช้า พูดอย่างไม่ใส่ใจ“ยังไม่อยากเหลือศพสมบูรณ์ก็เข้ามา เปิ่นหวางเฟยจะให้พวกเจ้าสมปรารถนา!”

            พวกคนชุดดำยังคงชูกระบี่ในท่าทางเตรียมต่อสู้เช่นเดิมถอยไปข้างหลังติดต่อกันสองสามก้าวด้วยความระแวดระวัง

            ในฐานะที่เป็นนักฆ่า ต่อให้เห็นความเป็นความตายมาจนชินแต่ที่เห็นดังก่อนหน้านี้ที่มนุษย์ตัวเป็นๆ กลายเป็นกองเลือดหนึ่งกองไปต่อหน้าต่อตาพวกเขาไร้ซึ่งเค้าลางและร่องรอย ฉากเมื่อครู่นั้นทำให้หวาดสะพรึงจริงๆ

            นอกจากความตื่นตระหนกแล้วในดวงตาของพวกเขายังปรากฏความตกใจระคนหวาดกลัวทว่ารับเงินผู้ใดมาแล้วย่อมจัดการธุระให้ผู้นั้นจนลุล่วง บทเรียนของอาชีพในฐานะที่เป็นนักฆ่าหาได้มีหลักคำสอนแห่งความหวาดกลัวไม่

            หลังจากที่คนชุดดำถอยออกไปจากพวกเขาอย่างระแวดระวังมู่จื่อหลิงก็ยัดเสี่ยวไตกูกลับเข้าไปในระบบซิงเฉินอย่างรวดเร็วใบหน้ากุ่ยเม่ยก็เปี่ยมไปด้วยความเหี้ยมเกรียม ชิงออกกระบี่ก่อน

            ชิ้งชิ้งชิ้ง! เพียงชั่วประกายไฟตีหิน สงครามประกายดาบเงากระบี่ก็เปิดฉากขึ้น!

            กุ่ยเม่ยก็ไม่ทำให้ผิดหวังจิตสังหารบีบคั้น บังคับชายชุดดำแยกออกไปได้หกคน

            มู่จื่อหลิงเห็นความรวดเร็วอันน่าทึ่งของกุ่ยเม่ยก็ตะลึงไปชั่วพริบตาก่อนจะได้สติกลับมาทันทีและเงาร่างสีดำที่เหลืออยู่คนเดียวนั้น ดวงตาก็เต็มไปด้วยความดุร้ายยกกระบี่คมกริบในมือขึ้นแทงเข้าไปหามู่จื่อหลิงในทันที

            มู่จื่อหลิงไม่ได้หลบหลีกไม่ว่าจะหลบพ้นหรือไม่พ้น นางก็ไม่คิดจะหลบสิ่งที่นางต้องการก็คือให้ชายชุดดำเอนกายเข้ามาใกล้นางอีกนิดเดียว นางจะได้ลงมืออย่างสะดวก

            เพียงชั่วแวบเดียวคมกระบี่ของคนชุดดำอยู่ห่างจากตรงหน้ามู่จื่อหลิงเพียงสามชุ่นเท่านั้น

            ในชั่ววินาทีที่คนชุดดำแทงกระบี่คมในมือเข้ามาในใจมู่จื่อหลิงก็ยังคงตื่นตระหนกหวาดกลัวทว่าหลักเหตุผลภายในจิตใจกลับเอาชนะความกลัวไปอย่างขาดลอย

            หางตาของกุ่ยเม่ยเหลือบไปเห็นอย่างไม่ตั้งใจในชั่วขณะที่คนชุดดำแทงไปทางมู่จื่อหลิงในใจก็ทั้งร้อนรนทั้งตื่นตระหนก เสียสมาธิไปชั่วขณะ การเคลื่อนไหวในมือติดขัดไปชั่วพริบตาจึงไม่ทันระวังถูกกระบี่ในมือคู่ต่อสู้แทงเข้าที่แขน

            ในช่วงเวลาที่คิดว่าช้าเกินกลับรวดเร็วจนเหลือเชื่อมู่จื่อหลิงสะบัดยาพิษน้ำกรดที่เตรียมไว้ในมือไปยังใบหน้าคนชุดดำอย่างแรงด้วยความเร็วอันว่องไวสาดไปอย่างแม่นยำ น้ำยาพิษถูกสาดจนปกคลุมใบหน้าของคนชุดดำ

            ยามที่คนชุดดำได้สติกลับเข้ามาต้องการจะหลบก็ช้าไปก้าวหนึ่งแล้วกระบี่ในมือตกลงพื้นจนส่งเสียงใสก้อง ‘เคร้ง’

            จากนั้นคนชุดดำก็ส่งเสียงร้องสยดสยองอย่างตกใจดวงตาเบิกโพลง สีหน้าคลุ้มคลั่ง กลิ้งลงไปกับพื้น ใบหน้าส่งเสียง ‘ฉ่าฉ่าฉ่า’ ราวกับเสียงย่างเนื้อ

            มู่จื่อหลิงมิได้วางใจใช้โรคภัยของเจ้ามาเอาชีวิตเจ้า!

            “เห็นเจ้าทรมานเพียงนี้เปิ่นหวางเฟยก็จะให้เจ้าทรมานน้อยลง!”นัยน์ตามู่จื่อหลิงปรากฏรอยยิ้มที่ไม่เหมือนรอยยิ้มทอดมองคนชุดดำบนพื้นพลางพูดอย่างใจดี

            สิ้นคำพูดนางก็เก็บกระบี่ยาวขึ้นมาจากพื้น ยกมุมปากอย่างเหี้ยมเกรียม นัยน์ตาลุ่มลึกกลับปรากฏความโหดร้ายกระหายเลือดดวงตาของคนชุดดำเบิกกว้างขึ้นอย่างกะทันหัน

            สายตามู่จื่อหลิงเลือดเย็นเฉียบขาดแทงเข้าไปยังหน้าอกของคนชุดดำที่ส่งเสียงร้องโหยหวนอยู่บนพื้นอย่างแม่นยำไม่มีพลาดการเคลื่อนไหวคล่องแคล่วหมดจด ปราศจากช่องโหว่ และชายชุดดำก็หยุดส่งเสียงร้องไปชั่วนิรันดร์

            เอาเถอะ! ปกติก็ช่วยชีวิตคนมาไม่น้อยนี่เป็นครั้งแรกที่ปลิดชีพคนด้วยมือตนเอง ทว่าตานางกลับไม่กะพริบ ใจไม่ตื่นตระหนกทุกอย่างที่กระทำล้วนเป็นไปตามเหตุและผล มือล้วนเคลื่อนไหวไปตามใจปรารถนา

            ในวินาทีนี้กุ่ยเม่ยจึงผ่อนลมหายใจออกมาได้ทั้งหมดในส่วนลึกของดวงตาปรากฏไอสังหารที่ดุดัน ปลุกเร้าจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้พุ่งสมาธิไปยังบุคคลเบื้องหน้า

            เป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงร้อยแปดในชั่วครู่นั่นเขาเห็นหวางเฟยลงมือในชั่วเวลาเพียงพริบตา ดูเหมือนโยนสิ่งใดไปที่คนชุดดำกระบี่ในมือของคนชุดดำตกลงไป และคนก็ล้มตามลงไปด้วย กุมใบหน้าตนเองอย่างทรมาน

            แม้ว่าจะจัดการได้อย่างง่ายดายก็มิอาจคลายใจได้เพราะสิ่งนี้!

            และยามนี้คนชุดดำคนอื่นๆ ก็เห็นด้านนั้นของมู่จื่อหลิงแล้วพวกเขาคิดไม่ถึงว่าฉีหวางเฟยจะมีสีหน้าทระนงองอาจและเลือดเย็นเฉียบขาดเช่นนี้

            ระหว่างที่ครุ่นคิดนั้นคนชุดดำก็ตระหนักได้ถึงแผนการของมู่จื่อหลิง พวกเขาส่งสายตาแลกเปลี่ยนกันในทันทีดวงตาอำมหิต หันไปทางมู่จื่อหลิงโดยพร้อมเพรียงกัน

            แต่ว่ากุ่ยเม่ยก็มิใช่สัตว์กินหญ้าเขาไหนเลยจะปล่อยให้คนชุดดำประชิดตัวมู่จื่อหลิงได้อย่างง่ายดายพัวพันพวกคนชุดดำไว้อย่างแน่นหนา

            เพิ่งเห็นฉากเมื่อครู่นี้ไปกุ่ยเม่ยจึงเข้าใจแล้ว ไม่ต้องให้มู่จื่อหลิงบอกเขาก็ปล่อยคนชุดดำที่ถูกเขาดึงรั้งไว้ไปหนึ่งคนและคนที่เหลืออยู่เขาก็สามารถจัดการได้ในทันที ทั้งยังจัดการได้ง่ายดายนัก

            คนชุดดำที่ถูกกุ่ยเม่ยปล่อยไปนั้นหลุดออกจากการพันธนาการของกุ่ยเม่ยได้อย่างง่ายดายย่องเท้าไปข้างกายมู่จื่อหลิงอย่างระมัดระวัง

            มู่จื่อหลิงในขณะนี้กำลังระวังตัวแม้กล่าวว่าไม่ควรทำเรื่องเดิมเกินสามครั้ง แต่นางกลับไม่ทำเกินสองครั้ง วิธีใช้ตัวเองล่อศัตรูเมื่อครู่อันตรายเกินไปต่อให้ใช้ได้ผลดีก็มิอาจนำชีวิตไปใช้ได้

            นอกจากนี้ ฝ่ายตรงข้ามก็มิใช่คนโง่เขลาจะต้องเตรียมป้องกันตนเองไว้หมดแล้วแน่

            ขณะที่ครุ่นคิดอยู่นั้นลูกตาที่แจ่มใสมีชีวิตชีวาของมู่จื่อหลิงกลอกไปมา จากนั้นก็มีความคิดใหม่เกิดขึ้น

            เพียงแต่ความจริงแล้วบางครั้งก็ต้องขุดหลุมเช่นนี้ล่ะ

            เกรงกลัวสิ่งใดสิ่งนั้นย่อมมาจริงๆ

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    นิยาย รัก
    324K 1320
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808