จอมอักขระ จ้าวศาสตรา

    บทที่ 51 เงามรณะบนเส้นทางกลับบ้าน

    แสงแดดยามเช้าส่องผ่านหน้าต่างไผ่ลงมาบนใบหน้าของเอี้ยเสวียนทำให้เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาเป็นครั้งแรกหลังจากวันนั้นร่างกายที่เคยปวดร้าวจนแทบหยุดหายใจ ตอนนี้ยังคงเจ็บแต่เริ่มทนได้แล้ว

    "ข้าคิดว่าจะต้องนอนอยู่อีกหลายเดือน..."เอี้ยเสวียนพึมพำกับตัวเอง พยายามขยับแขนขารู้สึกถึงพลังปราณที่เริ่มไหลเวียนกลับมาช้าๆ

    เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้นจากภายนอก ตามด้วยเสียงคนเคาะประตูเบาๆ"คุณชายเอี้ย ข้าคือแพทย์หลี่ มาตรวจดูอาการท่านขอรับ"

    "เข้ามาได้"เอี้ยเสวียนเอ่ยเสียงเบา

    แพทย์หลี่ชายผู้มีเคราหงอกสีขาวเดินเข้ามาพร้อมกับหีบยาใบหน้าเขาแสดงความประหลาดใจเมื่อเห็นเอี้ยเสวียนลุกนั่งได้แล้ว

    "ท่านฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาดไว้มากเมื่อวานนี้ข้ายังคิดว่าท่านต้องใช้เวลาอีกหลายวัน"แพทย์หลี่วางมือลงบนข้อมือเอี้ยเสวียน ใช้เวลาครู่หนึ่งในการตรวจดูชีพจรใบหน้าเขาเปลี่ยนไปเป็นความทึ่ง

    "ร่างกายของท่านช่างแปลกข้าไม่เคยเห็นใครที่ได้รับบาดเจ็บหนักแบบนี้แล้วฟื้นตัวเร็วขนาดนี้"แพทย์หลี่ส่ายหน้าด้วยความอัศจรรย์

    เอี้ยเสวียนยิ้มเศร้า"บางทีอาจเป็นเพราะข้าเคยชินกับความเจ็บปวดแล้วก็ได้"

    ในวันต่อๆ มา เอี้ยเสวียนค่อยๆ ฟื้นคืนพลังเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในการนั่งสมาธิ ปรับสมดุลพลังปราณที่เกิดความผิดปกติหลังจากการใช้พลังเกินขีดจำกัดเมื่อร่างกายเริ่มแข็งแรงขึ้น เขาเริ่มเดินเล่นในเมืองเติ่งเซิ่ง

    สิ่งที่เขาเห็นทำให้หัวใจหดหู่บ้านเรือนครึ่งหนึ่งของเมืองยังคงเป็นซากปรักหักพังผู้คนต่างขวักไขว่หาของใช้ที่เหลือรอด พ่อค้าแม่ขายหลายรายต้องหาที่ขายของใหม่เด็กๆ วิ่งเล่นในซากปรักหักพังราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

    "ทุกอย่างเป็นเพราะข้า..."เอี้ยเสวียนพึมพำ

    "ไม่ใช่เพราะท่านหรอก" เสียงข้างหลังดังขึ้นเอี้ยเสวียนหันไปมองเห็นเจ้าเมืองหลิวเดินเข้ามาใกล้ "ถ้าไม่มีท่านเมืองนี้คงถูกทำลายหมดสิ้น ลูกหลานของพวกเราก็คงไม่มีโอกาสเล่นเจ้าเหล่านี้"

    เจ้าเมืองหลิวมองดูเด็กๆ ที่วิ่งเล่นอยู่ ใบหน้าเต็มไปด้วยความอบอุ่น"ข้าอายุมากแล้ว เห็นเมืองถูกทำลายหลายครั้งแต่ไม่เคยเห็นเมืองที่ถูกทำลายแล้วผู้คนยังยิ้มแย้มแจ่มใสขนาดนี้"

    "ท่านหมายความว่าอย่างไร?" เอี้ยเสวียนถาม

    "เมื่อก่อนถ้าเมืองถูกทำลายผู้คนจะหวาดกลัว สิ้นหวัง แต่ครั้งนี้พวกเขารู้ว่าเมืองมีผู้ที่ปกป้องพวกเขา คนๆนั้นมอบความหวังและความกล้าหาญให้กับเมืองๆนี้ดังนั้นชาวเมืองนี้รู้ว่าตราบใดที่ยังมีความหวังก็ยังมีโอกาศ เฉกเช่นที่ท่านมอบ"

    เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในวันต่างๆ ที่เอี้ยเสวียนพักฟื้นอยู่เขาได้สนิทสนมกับเหล่าผู้นำของเมือง ทั้งประมุขทั้งห้าตระกูล เจ้าเมืองหลิวและผู้อาวุโสเมิ่ง พวกเขาหาโอกาสมาคุยกันเป็นประจำ

    "ท่านคิดว่าเมืองนี้จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมไหม?" เอี้ยเสวียนถามขณะนั่งดื่มชาในบ่ายวันหนึ่ง

    "กลับเป็นเหมือนเดิมหรือ?" ประมุขตระกูลเฉินหัวเราะ"ข้าคิดว่าจะดีกว่าเดิมซะอีก เมื่อเรื่องราวของท่านแพร่ออกไปเมืองเติ่งเซิ่งจะกลายเป็นที่รู้จักไปทั่วอาณาจักร"

    "ข้าหวังว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น"เอี้ยเสวียนส่ายหน้า "ความดังนั้นมักจะนำมาซึ่งปัญหามากกว่าประโยชน์"

    ผู้อาวุโสเมิ่งพยักหน้าเห็นด้วย "ท่านพูดถูกแต่เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในการควบคุมของพวกเราแล้ว"

    ในวันที่ 10 ของการพักฟื้นเอี้ยเสวียนรู้สึกว่าร่างกายเขาแข็งแรงพอที่จะเดินทางได้แล้วแม้จะยังไม่เต็มเปี่ยมดังเดิม แต่ก็เพียงพอสำหรับการเดินทางไกล

    เขาเดินไปยังจุดที่เคยเป็นใจกลางเมือง ที่ที่เขาต่อสู้กับหลิงซู่และจอมปีศาจเฉิ่นหวังเหวินตอนนี้เป็นหลุมที่ลึกท่วมหัวและรอยแตกร้าวบนพื้นดินที่ยังเห็นอยู่ชัดเจน

    "ที่นี่เปลี่ยนไปมากเลย"เสียงจากข้างหลังทำให้เขาหันไป พบกับเจ้าเมืองหลิวที่เดินเข้ามาใกล้

    "ข้าคิดว่าควรจะไปแล้ว"เอี้ยเสวียนพูดเบาๆ

    "ข้ารู้ ข้าเห็นท่านมาที่นี่ทุกวันข้าคิดว่าท่านกำลังเตรียมตัวจากลา" เจ้าเมืองหลิวยิ้มเศร้า

    "ใช่แล้วข้ายังมีตระกูลและบิดาที่ต้องกลับไปดูแลและหน้าที่ที่ต้องทำ แต่ข้าจะจดจำท่านเจ้าเมืองและทุกคนในเมืองเติ่งเซิ่งตลอดไป"เอี้ยเสวียนตอบกลับ

    เจ้าเมืองหลิวกล่วด้วยน้ำเสียงที่เข้าใจ "ข้าเข้าใจคนที่มีความสามารถอย่างท่าน ย่อมมีหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่แต่ข้าอยากให้ท่านจำไว้ว่าท่านมีมิตรสหายอยู่ที่นี่ที่เมืองๆหนึ่ง"

    ในคืนสุดท้ายที่เอี้ยเสวียนอยู่ในเมืองเติ่งเซิ่งเหล่าผู้นำของเมืองจัดงานเลี้ยงส่งเป็นการส่วนตัว ไม่ใช่งานใหญ่โตแต่เป็นการรวมตัวกันของเพื่อนฝูงที่ได้รู้จักกันในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ลึกซึ้ง

    "ท่านจำได้ไหมตอนแรกที่ท่านมาถึงเมืองนี้" ประมุขตระกูลเหลียงยิ้มขณะดื่มเหล้า "ท่านเข้ามาหาข้าพร้อมด้วยข้อเสนอที่เป็นไปไม่ได้แต่ท่านทำให้ข้าต้องตื่นตกใจในสิ่งที่ท่านทำตอนนั้นข้าก็ตกใจมากแล้วนะ!แต่หลังจากการต่อสู้ที่ผ่านมาข้าคิดว่าเมื่อก่อนข้าจะรีบตกใจไปทำไม?"

    "ข้าก็ไม่คิดว่าแค่แวะมาที่เมืองนี้และความสนใจในงานประมูลจะทำให้เกิดเรื่องราวขนาดนี้" เอี้ยเสวียนตอบ

    "ดูสิ ตอนนี้ท่านกลายเป็นวีรบุรุษของเมืองเติ่งเซิ่ง"ประมุขตระกูลจ้าวหัวเราะ"ส่วนพวกเราก็ได้เพื่อนที่ไม่เคยคิดว่าจะได้รู้จัก"

    บรรยากาศของงานอบอุ่น แต่ก็มีความเศร้าแฝงอยู่ทุกคนรู้ดีว่าหลังจากคืนนี้ พวกเขาอาจจะไม่ได้เจอกันอีก

    เช้าวันรุ่งขึ้น บรรยากาศในเมืองเติ่งเซิ่งมีความหนักใจแปลกๆข่าวที่เอี้ยเสวียนจะจากไปแพร่ไปทั่วเมืองตั้งแต่เมื่อวานผู้คนต่างออกมาส่งที่ประตูเมือง แม้จะไม่ได้เข้าใกล้ แต่ก็ยืนมองอยู่ไกลๆ

    เอี้ยเสวียนเก็บข้าวของเรียบร้อย ของใช้ของเขาไม่มากนักเพียงเสื้อผ้าสองสามชุด ส่วนของสำคัญต่างๆถูกใส่ในแหวนมิติของเขาสิ่งที่เขาเสียใจคือบรรดายันต์ที่เขาสะสมมาตลอดสามปีใช้ไปเกือบหมดและตอนนี้เขายังไม่สามารถสร้างขึ้นมาใหม่ได้เนื่องจากพลังจิตของเขาเสียหายจากการใช้พลังในการอัญเชิญไป๋เจ๋อและจูหลง

    "ข้าคิดว่าข้าเตรียมตัวเสร็จแล้ว"เอี้ยเสวียนพูดกับตัวเองพลางเดินออกจากห้องพัก

    ที่โถงรับแขก เจ้าเมืองหลิว ผู้อาวุโสเมิ่งและประมุขทั้งห้าตระกูลรอเขาอยู่ใบหน้าของทุกคนต่างแสดงความเศร้าที่ไม่พยายามปกปิด

    "ข้าพร้อมแล้วครับ"เอี้ยเสวียนกล่าวเสียงเบา

    "ข้าจัดองค์รักษ์ให้ท่านแล้ว"เจ้าเมืองหลิวพูด "20 คนฝีมือดีทั้งหมด หัวหน้าเป็นนักสู้ระดับปราณมนุษย์ขั้น 5"

    "ท่านเจ้าเมือง ข้าไม่ต้องการ..."เอี้ยเสวียนเริ่มจะปฏิเสธ

    "ท่านจะไม่ให้ข้าได้ชดใช้บุญคุณหรือ?" เจ้าเมืองหลิวพูดด้วยเสียงที่มีน้ำหนัก"ท่านช่วยเมืองนี้ไว้การส่งคนไปคุ้มกันท่านเป็นเรื่องน้อยที่สุดที่ข้าจะทำได้"

    ขบวนเดินทางตั้งอยู่หน้าประตูเมือง องค์รักษ์ทั้ง 20 คนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีน้ำเงินเข้ม อาวุธครบครัน ใบหน้าจริงจัง

    หัวหน้าองค์รักษ์ เป็นชายวัยกลางคนหน้าตาดุดัน ชื่อเฉียง หลิงเขาเดินมาคุกเข่าต่อหน้าเอี้ยเสวียน

    "ข้าชื่อเฉียง หลิงรับใช้คุณชายเอี้ยจนกว่าท่านจะถึงจุดหมายอย่างปลอดภัย"เขาพูดด้วยเสียงแข็งแกร่ง

    "ช่วยลุกขึ้นเถอะ"เอี้ยเสวียนรีบช่วยเขาลุกขึ้น "ข้าไม่ชอบการกระทำแบบนี้"

    "แต่นี่คือหน้าที่ของข้า" เฉียงหลิงพูดอย่างแน่วแน่

    เอี้ยเสวียนถอนใจ เขารู้ว่าโต้แย้งไปก็ไม่มีประโยชน์จึงหันไปหาเหล่าผู้นำเมือง

    "ข้าคิดว่าท่านเจ้าเมืองกับทุกคนคงอยากไล่ข้าให้รีบออกไปจากเมืองมากกว่าใช่ไหม?" เอี้ยเสวียนพยายามผ่อนคลายบรรยากาศด้วยเสียงหัวเราะ"มาแค่ไม่กี่วัน เมืองยังถล่มไปครึ่งเมือง ถ้าข้าอยู่ต่อสงสัยจะพินาศหมด"

    เจ้าเมืองหลิวหัวเราะเสียงดัง "ไปแล้วไปลับไม่ต้องกลับมานะเจ้าหนู! ข้าขี้เกียจซ่อมเมือง!"

    "ข้าเห็นด้วย!"ประมุขตระกูลเหลียงเสริม "ข้าว่าถ้าท่านอยู่ต่ออีกสักเดือนข้าคงต้องย้ายบ้านหนี!"

    "อย่าๆๆ!" ประมุขตระกูลเฉินสวนกลับ"ถ้าเจ้าย้ายไป ใครจะมาซ่อมบ้านข้าละ?"

    "ข้าว่าให้ประมุขเว่ยซ่อมเอาเถอะ"ประมุขตระกูลจ้าวเสริม "เขาไม่ใช่ช่างฝีมือเหรอ?"

    "ข้าเป็นช่างทำเครื่องประดับไม่ใช่ช่างก่อสร้าง!" ประมุขตระกูลเว่ยโต้

    เสียงหัวเราะดังก้องไปทั่วประตูเมืองการหยอกล้อของเหล่าผู้นำช่วยคลายความเศร้าจากการจากลา

    "ขอบคุณทุกท่าน"เอี้ยเสวียนโค้งคำนับอย่างจริงใจ "ข้าจะไม่มีวันลืมเมืองเติ่งเซิ่งและข้าสัญญาว่าจะกลับมาเยี่ยมเมื่อมีโอกาส"

    "ข้าจะเตรียมเหล้าดีๆ รอไว้"เจ้าเมืองหลิวพูด

    "ข้าจะเตรียมอาหารอร่อยๆ"ประมุขตระกูลเฉินเสริม

    "ข้าจะเตรียมที่พักที่สวยที่สุด"ประมุขตระกูลเหลียงต่อ

    "ข้าจะเตรียมของที่ระลึกที่ประณีตที่สุด"ประมุขตระกูลเว่ยพูด

    "ข้าจะเตรียมเรื่องราวใหม่ๆเล่าให้ฟัง" ประมุขตระกูลเจ้าปิดท้าย

    "ส่วนข้าจะเตรียมปัญหาใหม่ๆให้ท่านแก้ไข" ผู้อาวุโสเมิ่งกล่าวด้วยสีหน้าเล่นๆ

    ทุกคนหัวเราะ บรรยากาศของการจากลาเปลี่ยนจากความเศร้าเป็นความอบอุ่น

    ขบวนเดินทางออกจากเมืองเติ่งเซิ่งในบรรยากาศอบอุ่นชาวเมืองยืนโบกมือส่งอยู่ไกลๆ เด็กๆ วิ่งตามมาระยะหนึ่งก่อนจะถูกพ่อแม่เรียกกลับ

    เอี้ยเสวียนขี่ม้าคู่กับเฉียง หลิงองค์รักษ์ที่เหลือเดินคุ้มกันรอบข้าง

    "ท่านจะเดินทางไปทางไหนขอรับ?" เฉียง หลิงถาม

    "ไปเมืองเหลยอิ๋นเฉิง"เอี้ยเสวียนตอบ "ที่นั่นคือบ้านของข้า"

    "ระยะทางกว่า 1,000ลี้ เราต้องใช้เวลาประมาณ 15 วัน"เฉียง หลิงคำนวณ

    "ไม่รีบ เดินทางช้าๆ ก็ได้"เอี้ยเสวียนพูด "ข้าอยากได้ดูทิวทัศน์ระหว่างทาง"

    ทิวทัศน์ตลอดเส้นทางเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆตั้งแต่ออกจากเมืองเติ่งเซิ่ง ภูมิประเทศเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจี ลมแรงๆพัดผ่านทำให้หญ้าโค้งคลื่นราวกับท้องทะเล

    "ที่นี่สวยจริงๆ"เอี้ยเสวียนพูดขณะมองดูพระอาทิตย์ตกดินที่ห่างไกล

    "ท่านไม่เคยเดินทางในแถบนี้หรือขอรับ?" เฉียง หลิงถาม

    "ไม่เคยตั้งแต่เล็กข้าไม่ค่อยได้ออกไปไหนไกลๆ" เอี้ยเสวียนตอบ"ส่วนใหญ่จะอยู่แต่ในตระกูลหริอการฝึกฝน"

    "งั้นการเดินทางครั้งนี้น่าจะเป็นประสบการณ์ที่ดีสำหรับท่าน"เฉียง หลิงยิ้ม

    วันต่อมา ทิวทัศน์เปลี่ยนจากทุ่งหญ้าเป็นเนินเขาลื่นลาดต้นไผ่สูงโปร่งขึ้นอยู่เป็นหย่อมๆ เสียงน้ำตกใสใส ไหลผ่านหิน

    อีกสองวันผ่านไป ป่าไผ่กลายเป็นป่าใหญ่ ต้นไม้สูงใหญ่ใส่ที่ใส่ทางแสงแดดส่องผ่านใบไม้ลงมาเป็นจุดๆ สัตว์ป่าโผล่หายไปเป็นระยะๆ

    "ป่าแห่งนี้มีสัตว์อสูรอาศัยอยู่"เฉียง หลิงเตือน "แต่ส่วนใหญ่ไม่อันตรายถ้าเราไม่ไปรบกวน"

    เอี้ยเสวียนพยักหน้า เขาสัมผัสได้ถึงลมปราณของสัตว์อสูรหลายตัวแฝงอยู่ในป่าลึกแต่ส่วนใหญ่ไม่กล้าเข้าใกล้ขบวนการเดินทางที่มีจำนวนมาก

    หลังจากผ่านป่าใหญ่ ทิวทัศน์กลายเป็นภูเขาสูง อากาศเย็นขึ้นเรื่อยๆต้นไม้เริ่มเปลี่ยนสี กลายเป็นสีแดง สีเหลือง สีส้มสวยงาม

    "ช่วงนี้เป็นฤดูใบไม้ร่วง" เฉียงหลิงอธิบาย "ทิวทัศน์บนภูเขาจะสวยที่สุดในรอบปี"

    เอี้ยเสวียนมองดูใบไม้ที่ร่วงหล่นลงมารู้สึกถึงความงามของความเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ

    ในค่ำคืนวันที่ 12 ของการเดินทางขบวนหยุดพักริมแม่น้ำสายหนึ่ง น้ำใสไหลเอื่อยๆ เสียงน้ำเซาะหิน ปประสานเสียงกรีดร้องของเหล่าแมลงยามค่ำคืน

    เหล่าองค์รักษ์ตั้งค่ายอย่างเป็นระบบ จุดไฟกองใหญ่ใจกลางวงทุกคนนั่งล้อมรอบไฟ บรรยากาศอบอุ่นและผ่อนคลาย

    "วันนี้เดินทางมาไกลพอสมควร"เฉียง หลิงพูดขณะส่งอาหารให้เอี้ยเสวียน "พรุ่งนี้อีกสามวัน เราก็จะถึงเมืองเหลยอิ๋นเฉิงแล้ว"

    "เร็วจังเลย"เอี้ยเสวียนรับอาหารมาด้วยความรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย"ข้าเริ่มชอบการเดินทางแล้วซะด้วย"

    "ท่านจะเดินทางต่อไปหลังจากกลับถึงบ้านไหมครับ?" องค์รักษ์คนหนึ่งถาม

    "น่าจะไปเมืองหลวง"เอี้ยเสวียนตอบด้วยแววตาที่เปล่งประกาย ด้วยนึกถึงอดีตเมื่อสามปีก่อน "ข้าจะเข้าร่วมการคัดเลือกของอาณาจักร"

    "การคัดเลือกของอาณาจักร!" เฉียงหลิงสะดุ้ง "ท่านจะไปสมัครเข้ารับใช้ราชการหรือ?"

    "ไม่ใช่ข้าคิดว่าจะลองเข้าร่วมการแข่งขันนักสู้แห่งอาณาจักร" เอี้ยเสวียนอธิบาย"ข้ามีเรื่องที่ต้องพิสูจน์ให้คนบางคนบางพวกรู้ว่าข้าเอี้ยเสวียนไม่ต้องพึ่งพาสำนักใหญ่หนุนหลังข้าก็สามารถเอาชนะพวกเขาได้"

    "คนรุ่นเดียวกับท่านที่เก่งกาจพอจะต่อกรกับคุณชายได้เชียวหรือ? ข้าชักอยากจะเห็นหน้าพวกเขาแล้วสิ?" เฉียง หลิงกล่าวพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ

    "ข้าไม่แน่ใจหรอก"เอี้ยเสวียนส่ายหน้า "ข้าเจอคนที่แข็งแกร่งกว่าข้ามาแล้วหลายคน"

    "แล้วท่านมีความฝันอะไรไหมครับ?" องค์รักษ์คนหนึ่งถามด้วยความอยากรู้

    เอี้ยเสวียนเงียบไปชั่วครู่ มองดูดวงดาวบนท้องฟ้า ก่อนจะตอบ "ในอดีตข้างต้องกรที่จะแข็งแกร่งขึ้นแล้วก็ฝันที่จะเป็นนักจารึกอักขระอาศัยอยู่ในตระกูล แล้วมีครอบครัวเล็กๆเท่านั้น"

    คำตอบนี้ทำให้ทุกคนเงียบไป หลายคนคาดว่าจะได้ยินเรื่องอำนาจ เงินทองหรือชื่อเสียง แต่ความฝันของเอี้ยเสวียนกลับเรียบง่ายและล้ำลึก

    "ท่านช่างมีใจที่ดีจริงๆ" เฉียงหลิงพูดเบาๆ "ข้าคิดว่าท่านจะสามารถทำให้ความฝันเป็นจริงได้"

    "แล้วพวกท่านล่ะ มีความฝันอะไรบ้าง?" เอี้ยเสวียนถาม

    "ข้าอยากให้ลูกข้าได้เข้าเรียนในโรงเรียนที่ดี"เฉียง หลิงตอบ "ข้าไม่อยากให้เขาต้องมาเป็นนักรบเหมือนข้า"

    "ข้าอยากมีเงินพอที่จะดูแลแม่ที่แก่ชรา"องค์รักษ์อีกคนหนึ่งเสริม

    "ข้าอยากแต่งงานกับคนรักที่รอข้าอยู่ที่บ้าน"อีกคนหนึ่งพูด

    "ข้าอยากเปิดร้านขายของเล็กๆใช้ชีวิตอย่างสงบสุข" อีกคนหนึ่งเสริม

    เอี้ยเสวียนฟังคำตอบของทุกคนรู้สึกว่าความฝันที่เรียบง่ายเหล่านี้มีคุณค่าไม่น้อยกว่าความฝันที่ยิ่งใหญ่ใดๆ

    "ขอให้ความฝันของทุกคนเป็นจริงทั้งหมด"เอี้ยเสวียนกล่าวอย่างจริงใจ

    บรรยากาศของค่ำคืนเต็มไปด้วยความอบอุ่น ทุกคนเล่าเรื่องราวของตัวเองหัวเราะกันมิตรภาพที่เกิดขึ้นจากการเดินทางร่วมกันทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนรู้จักกันมานาน

    เสียงหัวเราะและบทสนทนาดังไปในความเงียบของค่ำคืน สัตว์ในป่าต่างมองดูกองไฟจากระยะไกลแต่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้

    ลมยามค่ำคืนเย็นสบาย ทุกคนค่อยๆ ง่วงนอน เฉียง หลิงจัดผลัดเวรยามแบ่งคนออกเป็นสามกะ แต่ละกะ 6-7 คน

    "ท่านไปพักผ่อนได้ ข้าจะดูแลเอง"เฉียง หลิงพูดกับเอี้ยเสวียน

    "ไม่เป็นไรข้าอยากนั่งดูดาวอีกสักพัก" เอี้ยเสวียนตอบ

    เขานั่งมองดูดวงดาวบนท้องฟ้า รู้สึกถึงความสงบสุขที่ไม่เคยมีมาก่อนการเดินทางครั้งนี้ทำให้เขาได้เห็นโลกในมุมมองใหม่ ได้พบปะผู้คนที่ดี

    แต่ในความสงบสุขนั้น เอี้ยเสวียนรู้สึกถึงสิ่งผิดปกติเล็กน้อยสายลมที่เคยอบอุ่นเริ่มเย็นยะเยือก เสียงแมลงในป่าเริ่มเงียบลง

    เขาขมวดคิ้ว หันไปมองรอบๆ ตัว "มีบางอย่างผิดปกติ..."

    "มีอะไรหรือครับ?" เฉียง หลิงเดินเข้ามาใกล้

    "ข้าไม่แน่ใจ แต่รู้สึกว่า..."เอี้ยเสวียนไม่ทันพูดจบ

    เสียงหวีดแหลมดังขึ้นจากความมืด เสียงโลหะปะทะกันเสียงร้องเจ็บปวดของเหล่าองค์รักษ์ที่อยู่เวรยาม

    "ศัตรู!" เฉียง หลิงตะโกน"ทุกคนตื่น! เตรียมพร้อมสู้รบ!"

    จากความมืดรอบทิศ เงาดำหลายสิบสายพุ่งออกมาพวกเขาแต่งกายด้วยผ้าดำทั้งตัว ใส่หน้ากาก เคลื่อนไหวเงียบเชียบราวกับภูตผีบนเสื้อปักรูปหอกระบี่สีเลือดออยู่ทุกคน

    "หอหมื่นโลหิต!"เอี้ยเสวียนกัดฟันแน่น

    หัวหน้านักฆ่าเดินออกมาจากเงา ใส่เสื้อคลุมสีแดงเข้มใบหน้าปกปิดด้วยหน้ากากกะโหลก

    "เอี้ยเสวียน" เสียงเย็นชาดังขึ้น"ข้าคือเฮา เฉียง หัวหน้าหน่วยสังหารของหอหมื่นโลหิตวันนี้จะเป็นวันสุดท้ายของเจ้า"

    "หอหมื่นโลหิตตามข้ามาถึงที่นี่ได้ยังไง?" เอี้ยเสวียนถาม

    "พวกข้าติดตามเจ้ามาตั้งแต่ออกจากด่านซีเหมินจนถึงเมืองเติ่งเซิ่ง"เฮา เฉียงหัวเราะเย็นชา "ตอนนั้นที่เจ้าต่อสู้อยู่กับพวกปีศาจเหล่านั้นพวกข้าไม่สามารถลงมือได้พวกข้ารอคอยวันนี้มาถึงวันที่เจ้าออกจากเมืองเติ่งเซิงและสถานที่นี้เป็นที่ที่พวกข้าเฝ้ารอให้พวกเจ้าผ่อนคลายความกังวลเพราะใกล้ถึงที่หมายวันนี้จะต้องชดใช้ด้วยเลือดของเจ้า"

    "ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าทำร้ายคุณชายเอี้ย!"เฉียง หลิงชูดาบขึ้น

    "และข้าก็จะไม่ยอมให้เจ้าทำร้ายเขาเหมือนกัน"เอี้ยเสวียนก้าวไปข้างหน้า

    เฮา เฉียงส่ายหน้า "เจ้าคิดว่าจะต้านทานข้าได้หรือ? ข้าได้ข้อมูลมาว่าเจ้าบาดเจ็บสาหัส พลังปราณยังไม่ฟื้นเต็มที่"

    "ข้าไม่ต้องใช้พลังเต็มที่ก็ฆ่าเจ้าได้"เอี้ยเสวียนกล่าวอย่างเย็นชา

    "ได้ยินหรือยัง?" เฮา เฉียงหันไปบอกลูกน้อง"เจ้าหนูคิดว่าจะฆ่าข้าได้ โจมตี! ฆ่าทุกคนที่ขวางทาง!"

    นักฆ่ากว่าร้อยคนพุ่งเข้ามาจากทุกทิศทาง องค์รักษ์ทั้ง 20 คนรีบตั้งขบวนป้องกัน

    "แยกกลุ่ม!" เฉียง หลิงสั่งการ"กลุ่มที่หนึ่งดูแลคุณชายเอี้ย กลุ่มที่สองถ่วงเวลาให้!"

    เสียงอาวุธปะทะกันดังก้องในความมืด เลือดเริ่มไหลบนพื้นหญ้าริมแม่น้ำ

    องค์รักษ์ทั้ง 20 คนต่อสู้อย่างสุดชีวิตแม้จะรู้ว่าคู่ต่อสู้มีจำนวนมากกว่าหลายเท่า แต่พวกเขาไม่ถอยกรูแม้แต่ก้าวเดียว

    "ข้าจะไม่ให้เจ้าผ่านไปได้!"เฉียง หลิงตะโกนขณะต่อสู้กับนักฆ่าสามคนพร้อมกัน

    "ข้าก็เช่นกัน!"องค์รักษ์คนหนึ่งตอบ ก่อนจะล้มลงจากการถูกแทงด้วยดาบ

    "ไม่!" เอี้ยเสวียนกรีดร้องพลังปราณในร่างปะทุขึ้นอย่างบ้าคลั่ง

    "ทุกคน หนีไป!" เอี้ยเสวียนตะโกน"ข้าจะถ่วงเวลาเอง!"

    "ไม่!" เฉียง หลิงโต้"ข้าสัญญากับเจ้าเมืองหลิวว่าจะปกป้องท่าน!"

    "ชีวิตของท่านสำคัญกว่าชีวิตของพวกข้า!"องค์รักษ์อีกคนหนึ่งตะโกน

    ทันใดนั้น องค์รักษ์ห้าคนแต่งกายเลียนแบบเอี้ยเสวียนรีบแยกย้ายกันหนีไปคนละทิศทางด้วยความมืดมิดทำให้พวกหอหมื่นโลหิตไม่รู้ว่าเอี้ยเสวียนหนีไปทางใหนหรือใครเป็นตัวจริงแต่ด้วยกำลังคนที่มากกว่า

    "ไล่ล่า!" เฮา เฉียงสั่งการ"แยกกำลังไล่ล่า!"

    นักฆ่าบางส่วนแยกตัวไปไล่ล่าเป้าหมายปลอมทำให้กำลังที่ล้อมเอี้ยเสวียนลดลง

    "ไป!" เฉียง หลิงตะโกน"ข้าจะถ่วงเวลาไว้!"

    เฉียง หลิงกระโจนเข้าหาศัตรูอย่างไร้ความกลัวดาบในมือเขาเป็นประกายสีเงิน ฟาดฟันนักฆ่าหลายคนล้มลง

    "ข้าจะไม่ทิ้งท่านไป!"เอี้ยเสวียนตะโกน

    "ท่านต้องรอด!" เฉียง หลิงตอบ"เพื่ออนาคตของคนที่ท่านต้องการปกป้อง!"

    เสียงกรีดร้อง เสียงอาวุธปะทะกัน เสียงร่างกายล้มลง ดังก้องไปทั่วป่า

    เอี้ยเสวียนมองเห็นเพื่อนร่วมทางล้มลงทีละคนเลือดของพวกเขาไหลรินบนพื้นหญ้า หัวใจของเขาเจ็บปวดราวกับถูกฉีกขาด

    "ข้าทำไมถึงอ่อนแอขนาดนี้..."เขาพึมพำ "ข้าทำไมถึงปกป้องคนที่ข้าห่วงใยไม่ได้..."

    "เพราะเจ้าเป็นแค่คนธรรมดาที่โชคดี"เฮา เฉียงเดินเข้ามาใกล้ "วันนี้โชคของเจ้าหมดแล้ว"

    องค์รักษ์ที่เหลือคุ้มกันเอี้ยเสวียนถอยหลังไปจนถึงริมแม่น้ำใหญ่สายหนึ่งทำให้ทุกคนรู้สึกสิ้นหวังทางหนีถูกตัดขาด ในขณะที่ร่างกายของพวกเขาเต็มไปด้วยบาดแผลแต่ดวงตายังคงเผาไหม้ด้วยความมุ่งมั่น

    "ข้าขอร้อง..."เอี้ยเสวียนพูดด้วยน้ำเสียงสั่น "พวกท่านรีบหนีไปพวกมันต้องการชีวิตข้าเท่านั้น"

    "ไม่!" เฉียง หลิงตะโกน"ข้าจะไม่ทิ้งท่าน!"

    "คุณชายเอี้ยถ้าไม่ได้ท่านเมืองเติ่งเซิ่งคงไม่มี ครอบครัวข้าคงตายไปทั้งหมดข้าก็ไม่มีหน้ากลับไปพบใครทั้งนั้นถ้าทิ้งท่านไว้!" องค์รักษ์อีกคนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่มั่นคง

    "ขอให้ท่านมีชีวิตรอด..." เฉียงหลิงกล่าวเป็นประโยคสุดท้าย "เพื่ออนาคตของพวกเรา และครอบครัวของพวกเรา"

    เขากระโจนเข้าหาศัตรูครั้งสุดท้ายดาบในมือเขาเป็นประกายสีทองภายใต้แสงจันทร์ ก่อนจะล้มลงท่ามกลางกองศพของศัตรู

    คล้ายกับเรื่องจอมอักขระ จ้าวศาสตรา ที่คุณอ่าน