ราชันหมื่นมิติ [นิยายแปล]

    บทที่ 57 มหาวิถี

    เสียงของมนุษย์เงือกชุดม่วงตนนั้นดังมากทุกคนที่อยู่ในรัศมีร้อยจั้งล้วนได้ยินแจ่มชัด และเขายังจงใจยั่วยุอีกว่า “ว่ากันว่าพวกเขาได้รับธูปพิษอาคมหมื่นมดมาเมื่อสามสิบปีก่อน ซึ่งสามารถทำให้มนุษย์ที่เข้ามาสูญเสียความทรงจำสามวันจนได้รับทาสมนุษย์มามากมาย แต่ในพิธียิ่งใหญ่เช่นนี้ เหตุใดจึงพาทาสมนุษย์มาด้วยเล่าช่างน่าขันสิ้นดี!”

            เมื่อผู้นำเผ่ามนุษย์เงือกชุดเทาได้ยินเช่นนี้ สายตาพลันเย็นเยือกจ้องมองอีกฝ่ายพร้อมกับจิตสังหารที่แผ่ซ่าน “หลินเถาไว้ถึงเวลาที่เจ้าพ่ายแพ้ ข้าจะดูว่าเจ้ายังจะหัวเราะออกหรือไม่” เห็นได้ชัดว่าเขารู้จักอีกฝ่าย อีกทั้งยังมีความคับแค้นต่ออีกฝ่ายไม่น้อยด้วย

            เมื่อฟ่านเสวี่ยหลีเห็นเช่นนี้กลับรู้สึกโล่งใจเล็กน้อยหากเป็นการแย่งชิงกันอย่างโจ่งแจ้งก็ไม่ใช่ปัญหาแม้แต่น้อย

            มนุษย์เงือกชุดม่วงหลินเถาหัวเราะเสียงดังแล้วพูดว่า “แค่เจ้าได้เข้าร่วมงานเสวนาศาสตร์ครั้งนี้ก็ถือว่าไม่เลวแล้วยังคิดจะเอาชนะพวกข้าเผ่าชุดม่วงอีกหรือ น่าขันยิ่งนัก! ช่างเป็นเรื่องตลกสิ้นดี!ฉากเมื่อสิบปีก่อนที่เจ้าถูกข้าจัดการจนต้องคุกเข่ากับพื้น เจ้าอยากเห็นอีกครั้งเหรอ”

            “เจ้า!” ผู้นำมนุษย์เงือกชุดเทาเกรี้ยวโกรธลมปราณทั่วกายปะทุ ถาโถมเข้าใส่อีกฝ่าย

            เมื่อสิบปีก่อน อีกฝ่ายช่วงชิงสมบัติไปและทำให้เขาอับอายฉากที่เขาถูกโจมตีจนร่างกายแข็งทื่อและคุกเข่าลงกับพื้นอย่างเสียการควบคุมยังคงตราตรึงอยู่ในสายตาและฝังลึกในกระดูก!

            เมื่อเหล่ามนุษย์เงือกที่อยู่โดยรอบเห็นฉากนี้ใบหน้าก็เปี่ยมด้วยความดูถูกเผ่ามนุษย์เงือกชุดเทา

            เผ่าชุดม่วงและชุดทองเป็นสองอันดับแรกของห่วงหยกทรายทะเลมาโดยตลอดส่วนตำแหน่งสิบราชาปีศาจสูงสุดในไหลเสวียหลี่ก็มีผู้นำทั้งสองเผ่านี้คอยผลัดเวียนตำแหน่งสถานะที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้แทบไร้ซึ่งสิ่งใดสามารถสั่นคลอน

            แม้มนุษย์เงือกชุดม่วงหลินเถาจะไม่ใช่ผู้นำเผ่า แต่ก็เป็นแม่ทัพใหญ่ของเผ่าชุดม่วงเคยสังหารมานับร้อยนับพันชีวิต จิตสังหารแรงกล้า หาใช่บุคคลที่ผู้นำเผ่ามนุษย์เงือกชุดเทาจะต่อกรได้

            พวกเขาคาดหวังให้หลินเถาลงมือทำให้ผู้นำเผ่ามนุษย์เงือกชุดเทาพ่ายแพ้อย่างย่อยยับตลอดจนถูกไล่ออกจากพิธีด้วยเหตุนี้ เพื่อเป็นการกำจัดคู่ต่อสู้ออกหนึ่งตำแหน่ง

            ในการทดสอบรอบแรกจะคัดออกสามเผ่า ดังนั้นมนุษย์เงือกทุกตนที่อยู่ตรงนี้ล้วนเป็นคู่แข่งกัน

            ทันใดนั้นก็มีเสียงระฆังรุ่งสางกลองพลบค่ำดังขึ้น

            "ตัง!"

            มันเป็นเสียงประกาศว่างานเสวนาศาสตร์แห่งห่วงหยกทรายทะเลเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว

            ผู้นำเผ่ามนุษย์เงือกชุดเทาสีหน้าเย็นเยือก แต่ท้ายที่สุดก็ระงับความโกรธเอาไว้

            จากนั้นก็มีผู้นำมนุษย์เงือกชุดม่วงตนหนึ่งเดินไปกลางห่วงหยกทรายทะเลและพูดอย่างเคร่งขรึมว่า“การทดสอบรอบแรก เริ่มต้น ณ บัดนี้!”

            มนุษย์เงือกทุกตนที่อยู่หน้าเวทีล้วนเคร่งขรึม

            หลังจากผู้นำมนุษย์เงือกชุดม่วงทำความเคารพก็พูดกับมนุษย์เงือกทุกตนว่า “แต่ละเผ่าจงส่งผู้เข้าทดสอบหนึ่งคนเข้าสู่ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ภายในนั้นจะมีดวงวิญญาณผู้อาวุโสแห่งศาสตร์จำนวนมากคอยซักถามจิตใจของพวกเจ้าหากพวกเจ้าตอบอย่างไม่ระวังหรือไม่เคารพต่อวิญญาณเหล่านั้น พวกเจ้าจะพบกับพลังย้อนกลับอันหนักหน่วงอีกทั้งรากฐานแห่งศาสตร์ของพวกเจ้ายังอาจถูกทำลาย การทดสอบรอบนี้จะเข้ารอบเพียงสิบอันดับแรกเท่านั้น”

            รากฐานแห่งศาสตร์ที่กล่าวมานั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเผ่าปีศาจหากไร้ซึ่งรากฐานแห่งศาสตร์ พวกเขาจะกลายร่างเป็นมนุษย์ได้ยากมาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเสวนาศาสตร์หากมนุษย์มีรากฐานแห่งศาสตร์ ความเร็วในการบ่มเพาะก็จะพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด

            ฟ่านเสวี่ยหลียิ้มเล็กน้อย แม้เขาจะไม่มีรากฐานแห่งศาสตร์แต่การบ่มเพาะอย่างยาวนานที่ผ่านมาก็ทำให้เขามีความเข้าใจอย่างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ การทดสอบแบบนี้จึงไม่ยากเกินความสามารถของเขา

            เงือกน้อยหลิงหลินพูดกับฟ่านเสวี่ยหลีอย่างแผ่วเบาว่า “อาจารย์หลิงหลงจื่อ ตอนที่ตอบคำถามไม่เพียงต้องเผชิญหน้ากับการซักถามด้านศาสตร์จากผู้อาวุโสอีกทั้งยังมีการท้าสู้ด้านวิชา ท่านต้องระวังตัวให้ดี”

            ฟ่านเสวี่ยหลีพยักหน้า ความสมบูรณ์ของศาสตร์คือพื้นฐานในการในเสวนาศาสตร์เมื่อต้องการเสวนาศาสตร์ ย่อมต้องครอบครองวิชาที่สอดคล้องกับศาสตร์ของตน จึงสามารถทำให้ศาสตร์และการกระทำเป็นหนึ่งเดียว

            และเมื่อเห็นผู้นำเผ่ามนุษย์เงือกชุดเทาถูกหลินเถาเหยียดหยามเช่นนั้นสายตาของเขาก็ฉายแววเย็นเยือก เนื่องจากคำพูดของหลินเถาทำให้เผ่ามนุษย์เงือกชุดเทาถูกเผ่าอื่นกีดกันเกรงว่าจะส่งผลเสียต่อเผ่าชุดเทา

            ตอนนี้ผู้นำมนุษย์เงือกชุดม่วงบนเวทีและผู้อาวุโสเกือบสิบคนที่อยู่โดยรอบแสดงวิชาพร้อมกันพลังแทรกซึมไปทั่วฟ้าดิน โจมตีเข้าใส่ห่วงหยกทรายทะเล สุดท้ายห่วงหยกทรายทะเลก็แยกออกและปรากฏภูเขาสูงใหญ่ลูกหนึ่งขึ้นตรงหน้า

            ภูเขาสูงลูกนี้เปล่งประกายแสงสีทองราวกับพุทธองค์ลงมาจุติ

            มนุษย์เงือกทุกตนต่างคำนับภูเขาลูกนี้อย่างเคารพและจริงใจ

            ตามตำนานกล่าวว่ามีเพียงบรรพบุรุษมนุษย์เงือกเท่านั้นที่มีสิทธิ์อาศัยอยู่ในนั้น

            ตอนนี้บุคคลอัจฉ0ริยะของแต่ละเผ่าต่างทยอยเดินไปที่ภูเขาลูกนั้นแต่ละคนที่เดินออกมาล้วนเรียกเสียงโห่ร้องจากมนุษย์เงือกจำนวนมาก

            “ผู้นั้นคือปราชญ์หลานเสวี่ยของเผ่าเงือกชุดน้ำเงินว่ากันว่าเขามีวิชาพรทวยเทพ สามารถสื่อสารกับเทพแห่งฟ้าดินได้! การที่เขาลงทดสอบในครั้งนี้ เผ่าชุดน้ำเงินต้องยกระดับสูงขึ้นแน่นอน!”

            “ดูนั่นสิ แม้แต่ราชาทมิฬของเผ่าชุดดำยังมาด้วยว่ากันว่าสิบปีก่อนเขาได้รับสมบัติที่มีพลังป้องกันอันแข็งแกร่งมา ผู้ที่โจมตีเขาจะถูกพลังย้อนกลับรุนแรง!”

            มนุษย์เงือกทุกตนต่างไม่ละสายตาจากตัวแทนแต่ละคนที่เดินออกมาท้ายที่สุดผู้ที่สามารถเสวนาศาสตร์ก็ล้วนแต่เป็นผู้โดดเด่นในเผ่ามนุษย์เงือก แต่ละตนล้วนมีระดับเป็นราชาปีศาจ

            แต่เมื่อมนุษย์เงือกชุดม่วงหลินเถาเดินออกมา ผู้คนโดยรอบกลับเงียบลงทันทีเนื่องจากแม่ทัพมนุษย์เงือกชุดม่วงผู้นี้เคยสังหารมานับไม่ถ้วน มีนิสัยโหดเหี้ยม กระทั่งแค่มองหน้าก็แทบจะพบกับการโจมตีที่ราวกับพลิกฟ้าคว่ำปฐพีของเขา

            แต่แม่ทัพชุดม่วงผู้นี้ใช้วิธีการพิสดารในการเสวนาศาสตร์จนประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่มีความเก่งกาจทั้งด้านเสวนาศาสตร์และรากฐานแห่งศาสตร์ พลังแห่งการดูดซับแสงจันทร์มากกว่าเผ่าปีศาจอื่นๆห้าหกเท่า

            หลินเถาผู้นี้ดูเหมือนจะชื่นชอบบรรยากาศที่เงียบสงัดเช่นนี้อย่างยิ่งตอนเดินผ่านหน้าผู้นำเผ่ามนุษย์เงือกชุดเทา เขาพูดอย่างเย็นชาว่า “การเสวนาศาสตร์ครั้งนี้ ข้าจะทำให้เผ่าชุดเทาของพวกเจ้าตายอย่างไร้ดินกลบ!”จิตสังหารแผ่ซ่านในขณะที่พูดและเย็นเยือกไปทั่วบริเวณ

            ผู้นำมนุษย์เงือกชุดเทาเกรี้ยวโกรธ แต่น่าเสียดายที่เขาถูกจิตสังหารของอีกฝ่ายสั่นคลอนจนพูดอะไรไม่ออก

            “ปราณชั่วเข้าร่าง อาศัยวิธีพิสดารสักวันร่ายจะระเบิดตาย เจ้าห่วงตัวเองก่อนเถอะ” ฟ่านเสวี่ยหลีก้าวออกมาแล้วพูดกับหลินเถาอย่างเฉยเมย

            ผู้คนโดยรอบส่งเสียงฮือฮาในทันที

            “เป็นแค่มนุษย์คนหนึ่งกลับกล้ายั่วยุหลินเถาเช่นนี้อยากตายหรืออย่างไร!”

            หัวใจของหลินเถาในตอนนี้แผดเผาไปด้วยเพลิงโทสะ เขาพูดอย่างเย็นชาว่า “เจ้าพูดว่าอะไรนะ” เสียงของเขานำมาซึ่งพลังแห่งมหาวิถีซึ่งใช้เพื่อสั่นคลอนทวารทั้งเจ็ดของผู้อื่นโดยเฉพาะ เขาเชื่อว่าเมื่อใช้พลังนี้แม้แต่ผู้นำเผ่าชุดเทายังไม่อาจต้านทานได้ นับประสาอะไรกับชายหนุ่มตรงหน้า

            มนุษย์เงือกตนอื่นต่างชื่นชมอย่างอดใจไม่ได้ว่า “มหาวิถีอย่างนั้นหรือ มันเป็นศาสตร์แห่งการต่อต้านผู้อื่น มีเพียงตนเป็นผู้สูงสุดวิถีของแม่ทัพหลินบรรลุถึงขั้นนี้แล้ว มีความเป็นไปได้สูงที่เขาจะคว้าอันดับหนึ่งของห่วงหยกทรายทะเลครั้งนี้”

            พวกเขาราวกับเห็นฉากที่ฟ่านเสวี่ยหลีร่างกายถูกผนึกจากนั้นก็ดิ้นรนอยู่บนพื้นอย่างน่าสังเวช

            แต่ฟ่านเสวี่ยหลีกลับไม่เป็นอะไร และพูดกับหลินเถาว่า “ศาสตร์ของเจ้าปราศจากรากฐาน การใช้วิธีการพิสดารเช่นนี้ สักวันทุกสิ่งจะพังทลายลงข้าแค่เตือนเจ้าเท่านั้น”

            เมื่อเขาพูดจบก็เดินผ่านหลินเถาไปยังภูเขาศักดิ์สิทธิ์

            สำหรับเขาแล้ว วิชาแห่งมหาวิถีของอีกฝ่ายไม่สามารถสั่นคลอนจิตใจของเขาได้และเขายังมีหลายสิบวิธีในการทลายมันได้อย่างง่ายดาย แต่สิ่งที่ทำให้เขาสนใจคือลมปราณของภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่ทำให้เกิดความรู้สึกพิเศษบางอย่างและเขารู้สึกว่าเกสรดอกหิมะจันทราในอ้อมอกกำลังร้อนรุ่ม เห็นได้ชัดว่าพลังกึ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ขาดหายสามารถพบเจอมรดกที่แท้จริงได้จากที่แห่งนี้

            เมื่อเห็นว่าวิชากดทับของหลินเถาไร้ผลต่อฟ่านเสวี่ยหลีเผ่ามนุษย์เงือกชุดเทาก็เผยสีหน้ามีความสุขอย่างอดใจไม่ได้ ส่วนผู้นำเผ่าชุดเทายิ่งเผยสีหน้าซาบซึ้ง

            ขณะที่ฟ่านเสวี่ยหลีเดินไปถึงหน้าประตูภูเขาศักดิ์สิทธิ์เผ่ามนุษย์เงือกถึงเพิ่งสังเกตว่าฟ่านเสวี่ยหลีเป็นผู้เข้าทดสอบของเผ่าชุดเทา ข้อสงสัยนับไม่ถ้วนจึงดังขึ้นมา

            “ส่งมนุษย์ไปเป็นผู้ทดสอบหรือ เผ่าชุดเทาบ้าไปแล้วหรืออย่างไร”

            “เผ่าชุดเทายินยอมตกต่ำและอัปยศ พวกเขาคิดว่าเผ่าตนจะต้องล้มเหลวแน่นอนจึงคิดยอมแพ้ต่อตัวเองและส่งมนุษย์ไปตายสินะ!”

            “เป็นแค่มนุษย์คนหนึ่ง ตบะก็ไม่ได้สูงกลับกล้าหยิ่งผยองและเสียมารยาทต่อแม่ทัพหลินถึงเพียงนี้ ด้วยนิสัยเช่นนี้ เขาจะต้องตายอย่างอนาถในการทดสอบต่อจากนี้แน่นอน!”

            “เพราะเมื่อครู่นี้แม่ทัพหลินเถาปรานีไม่ได้ใช้มหาวิถีอย่างแท้จริง ไม่เช่นนั้นเขาคงได้ตายไม่เหลือซากแล้ว!”

            มนุษย์เงือกเหล่านี้ต่อต้านคนนอกอย่างยิ่ง ภายในใจจึงเปี่ยมด้วยความดูถูกเหยียดหยามและความโกรธ!

            ฟ่านเสวี่ยหลีที่ยืนอยู่บนเวทีจ้องมองเหล่ามนุษย์เงือกด้านล่างอย่างเฉยเมยจิตใจนิ่งสงบมิไหวติง

            ทั้งๆ ที่หลินเถาหยิ่งยโสถึงเพียงนั้น แต่เมื่อตนก้าวออกมามนุษย์เงือกทุกตนกลับเข้าข้างหลินเถาอย่างไม่สนดำสนแดง กดดันและเยาะเย้ยตนอย่างเต็มที่ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้เพียงเพราะว่าตนต่างเผ่าพันธุ์กับพวกเขา

            ช่างไม่ยุติธรรมยิ่งนัก

            แต่แล้วอย่างไร

            ฟ่านเสวี่ยหลีสูดลมหายใจเข้าลึก จิตใจสงบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนจากนั้นก็ก้าวเข้าไปในภูเขาศักดิ์สิทธิ์โดยที่ไม่แม้แต่จะเหลียวมองหลินเถา

            ตัดสินแพ้ชนะหาใช่ด้วยการด่าทอ ปล่อยให้พวกเขาพล่ามต่อไปอีกสักหน่อยเมื่อถึงตอนที่รู้ผลค่อยดูว่ามนุษย์เงือกเหล่านี้ยังหัวเราะออกหรือไม่

            ตอนนี้หลินเถายืนตัวแข็งทื่ออยู่บนเวที สายตาที่จดจ้องฟ่านเสวี่ยหลีลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงไม่รู้เพราะเหตุใดเมื่อครู่นี้มหาวิถีจึงไม่ได้ผลจนทำให้อีกฝ่ายโชคดีหลุดรอดไปได้ แต่อีกฝ่ายกลับไม่รู้เรื่องและบอกว่าศาสตร์ของตนปราศจากรากฐานและใช้วิธีการพิสดารช่างเหลวไหลสิ้นดี!หากเป็นเช่นนั้น ตนจะเป็นผู้ทดสอบของเผ่าชุดม่วงได้อย่างไร

            ตนจะต้องคว้าอันดับหนึ่งของการทดสอบครั้งนี้มาให้ได้เพื่อข่มขวัญชายหนุ่มผู้นี้กับเผ่าชุดเทา และให้มนุษย์เงือกทุกตนรู้ถึงความร้ายกาจของตน!

    คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นมิติ [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน