คืนนั้น ราเชนนำเตาหลอมอาวุธ ออกมาพร้อมกับเริ่มประกอบวัตถุระเบิด ในโลกของเขาขึ้นมา ครั้งนี้เขาสามารถหล่อระเบิดมือ แล้วใช้กระเดื่องควบคุมการทำงานของมัน ภายในบรรจุดินระเบิด และเศษโลหะเล็กๆอยู่ด้านใน ภายนอกยังลงอักขระยันต์ระเบิดทำลายล้างเอาไว้อีก เท่ากับว่า ระเบิดมือของเขาในตอนนี้มีอานุภาพมากกว่าเดิมถึงสามเท่า ส่วนลูกดอกธนู ที่เคยติดหัวระเบิดเอาไว้ ก็หล่อหลอมเป็นหัวแหลมสีทอง รูปร่างเหมือนหัวจรวดสมัยใหม่ ลงมหายันต์ด้วยพลังจิตที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นทำให้เพิ่มทำลายล้างมากขึ้น ราเชนนำมาทดสอบที่ชายป่า ห่างไกลจากตัวเมืองหลวงออกไป อนุภาพทำลายล้างมากกว่า ระเบิดมือที่เขาทำขึ้นมาเสียอีก
และนอกจากนั้น เขายังนำดินระเบิดมาอัดเป็นแท่งๆ แล้วนำมามัดรวมกัน โดยจะใช้พลังจิตของเขาควบคุมสั่งการจะแค่เพียงส่งคลื่นพลังจิตออกไป เหมือนกับคลื่นโทรศัทพ์ มันก็จะระเบิดทันที สถานที่ใดหากต้องการทำลายล้าง ก็จะกลายเป็นจุล ไปในทันที นอกจากนี้ยังทำระเบิดควัน เพื่อเอาไว้พลางกายตอนหลบนี้ และยังได้นำหน้ากากเทพโฮ่วอี้ ออกมาเขียนยันต์ป้องกันควันพิษทุกชนิดเอาไว้อีก เสื้อผ้าทุกชิ้นของเขาล้วนลงอักขระยันต์เกราะเพชรเอาไว้ สามารถเป็นเกราะป้องกันอาวุธได้ระดับหนึ่ง
ราเชนเตรียมอาวุธธนูหัวจรวดเอาไว้ถึง 50 ดอก ระเบิดมือ 50 ลูก แท่งระเบิด 100 มัด ระเบิดควันอีก 50 ลูก ราเชนทำเสร็จ ก็รุ่งเช้าพอดี
ชวีเหมามารอพบราเชนแต่เช้า พร้อมกับสวมใส่เสื้อเกราะ สายดาบและกระบี่เตรียมตัวอย่างเต็มที่
“ ศิษย์พี่ตื่นแต่เช้าเลยนะ”
ราเชนได้แต่ยิ้ม ไม่อยากบอกว่าเมื่อคืนเขายังไม่ได้นอนเลยแม่แต่งีบเดียว แต่ก็น่าแปลก เขากลับไม่มีอาการอ่อนเพลียเลยแม้แต่น้อย โดยที่ราเชนหารู้ไม่ว่า การที่เขาบรรลุจิตปรมัตถ์ได้แล้วแม้เป็นเพียงขั้นตั้น เขาก็จะไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ต่อให้ไม่นอนเลยสามวันสามคืนก็ตาม
“ พวกองค์ชายสิบสี่มากันแล้วหรือยัง”
“ มาแล้ว พวกเขารอศิษย์พี่อยู่ด้านหน้า”
“ ไปกันเถอะ ข้าพร้อมแล้ว”
ราเชนกับ ชวีหมิงเดินกันไปที่หน้าสำนักเมฆาขาว ซึ่งองค์ชายสิบสี่ องครักษ์หญิงอู่เสีย เล่าขุย หลางตง และเหล่าศิษย์ของสำนักปรายฟ้าอีกสิบคน ยืนรออยู่
“ อาจารย์ลุง” องค์ชายสิบสี่ยังเรียกราเชนเช่นเดิม จนเหล่าศิษย์ของสำนักปรายฟ้าถึงกับหันมามองราเชนเป็นตาเดียว
ราเชนพยักหน้าให้ พร้อมกับมองเหล่าศิษย์สำนักปรายฟ้าทั้งสิบ ที่มองราเชนอย่างเคลือบแคลงสงสัย
“ ทุกคน นี่คือนักพรตถูเฟย ท่านเคยช่วยชีวิตของข้ามาก่อน” องครักษ์หญิงอู่เสีย เอ่ยกับศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งสิบคน ที่ยกมือคารวะราเชนตามธรรมเนียม แต่ในใจคล้ายยังไม่ย่อมรับเท่าไร ราเชนเองก็ไม่สนใจ มีหญิงสาววัยกลางคนพลังน่าจะอยู่ในขั้นปราณราชันระดับสูงสุดแต่งชุดสีขาวเพิ่งจะเดินเข้ามาถึง
“ นี่คืออาจารย์ของข้า อาจารย์เยี่ยซิน”
ราเชนประสานมือคำนับทันที
“ ไม่เลว แม้ไร้พลังปราณยุทธ์ แต่ก็ฝึกฝนตนเองจนมีพลังปราณจิตล้ำลึก นักพรตทงเทียน ท่านเลือกศิษย์ได้ดีจริงๆ”
อาจารย์เยี่ยซินมองราเชนปราดเดียว ก็ล่วงรู้ถึงพลังปราณจิตของเขา แสดงว่าท่านต้องมีพลังปราณจิตด้วยเช่นกัน ราเชนจึงได้แต่ยิ้มไม่กล้าเอ่ยอะไร
“ ที่ผ่านมา ข้าต้องขอบใจเจ้ามากที่ช่วยศิษย์ของข้าเอาไว้ หลายครั้ง หวังว่าครั้งนี้ข้าจะได้ช่วยเจ้าบ้าง เป็นการตอบแทน"
“ ผู้อาวุโส ไม่ต้องตอบแทนใดๆ ข้าเพียงแต่ทำตามหน้าที่เท่านั้น”
“ ไม่โอ้อวด แม้นจะมีผลงาน นับเป็นผู้กล้าอายุเยาว์ที่น่าสนใจ นักพรตน้อยเจ้าคิดจะออกบวชตลอดชีวิตหรือเปล่า”
“ ไม่ แค่ชั่วคราวเท่านั้น” ราเชนตอบไปตามตรง
“ ดี ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ยังไม่มีคู่หมั้นหมายใช่ไหม?”
ราเชนพยักหน้า แต่ในใจรู้สึกแปลกๆ
“ เจ้าว่า อู่เสียของข้า เป็นอย่างไรบ้าง”
อู่เสียได้ยินถึงกับร้องออกมาทันที
“ อาจารย์ ท่าน..พูดอะไร?”
“ ไม่ต้องอายน่า ข้ากำลังจะหาคู่ครองให้กับเจ้า นักพรตน้อยแม้อายุจะเยาว์กว่าเจ้า แต่เชื่อเถอะ อนาคตไกล สามารถดูแลเจ้าได้อย่างแน่นอน”
“ อาจารย์..” อู่เสียถึงกับหน้าแดง อายแทบจะมุดดินหนีไป
“ ข้ายังไม่เคยคิดเรื่องนี้ ต้องขออภัยท่านผู้อาวุโสด้วย” ราเชนเอ่ยออกไปก่อนที่เรื่องจะไปกันใหญ่
“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ดูพวกเจ้าซิ คนหนึ่งก็เขินอาย อีกคนหนึ่งก็รีบปฏิเสธทันที ไม่ต้องรีบร้อนหรอก เข้าไปในป่าวายุอัสนีเสียก่อน หากเจอสถานการณ์เร่งเร้า พวกเจ้าก็จะเกิดจิตปฏิพัทธ์กันขึ้นมาเอง”
ราเชนถึงกับส่ายหัว อู่เสียยิ่งหน้าแดงด้วยความอาย
“ ไปกันเถอะ ได้เวลาแล้ว” องค์ชายสิบสี่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง ราเชนเข้าใจ ได้แต่ยิ้มออกมา
ทั้งหมดเดินทางมาถึงปากทางเข้า ป่าวายุอัสนีที่ตอนนี้มีแต่ป่าทึบ ยังไม่ได้เปิดออกมา รอบๆป่า มีหมอกควันสีขาวปกคลุมไปทั่ว มีสายฟ้าแลบแปร๊บๆ ปรากฏให้เห็นเป็นระยะ มีผู้คนต่างเดินทางเข้ามาที่ด้านหน้าประตูทางเข้า มีทหารนับร้อยคน ยืนถือาวุธคอยตรวจป้ายผ่าน ของทุกๆ คน
ราเชนมองผู้คนที่มาเป็นจำนวนมาก ก็เห็นคนของสำนักเมฆาขาว นำหน้ามาโดยนักพรตฟู่เสียง ถังซิ่ว ชวีเหมา และศิษย์คนอื่นๆ อีก 17 คน รวมเป็น ยี่สิบคนไม่รวมนักพรตฟู่เสียง
“ ถังซิ่วแพ้เจ้าไปแล้ว ทำไมยังมีป้ายอยู่อีก” ราเชนเอ่ยอย่างสงสัย
“ ศิษย์พี่ถังซิ่วอยู่อันดับที่ 1 แม้นพ่ายแพ้ก็ยังคงอยู่อันดับที่ 2 คนที่ตกรอบไปคืออันดับที่ 20”
ราเชนพยักหน้า จากนั้น ก็เห็นขบวนของสำนักหลงเหมิน มีธิดาเทพไช่อี กับผู้อาวุโสมังกรอีก สี่คน พร้อมกับศิษย์คนอื่นๆ ถัดมาก็เป็นคนของ องค์ชายสี่หลี่หมิงมากับจ้าวเหล่ยเทียน และเชียนเชียนมากับเสี่ยวฉี แต่หาได้เห็นอาจารย์ของนางไม่ เชียนเชียนสบตากับ ราเชนแวบเดียว แต่แล้วก็หลบสายตา ไม่มองเขาอีก
ขบวนต่อมา ก็คือ กลุ่มคนของอาณาจักรอุดร นำโดยเกาจิ้งอัน พร้อมกับนักพรตดำและ ลามะจากวัดธรรมกายสิบรูป ราเชนไม่เห็นมันนำเจ้าโมโม่มาด้วย ถัดมา ก็เป็นคนของ สำนักเก้าดาบบูรพา มากับประมาณยี่สิบคน แต่ละคนแขวนดาบคล้ายซามูไรเอาไว้ข้างเอวกันคนละอย่างน้อยสามเล่ม
กลุ่มคนถัดมา ราเชนพอจำได้ เขาคือ นักพรตชิงเต่า สำนักทะเลใต้ มากับศิษย์สองคนราเชนพอจะจำหน้าได้ แต่คนที่น่าสนใจ คือชายหนุ่มรูปงาม แต่งชุดสีฟ้า ถือพัดเหล็กเดินอย่างสง่าผ่าเผย ราเชนตรวจพลังของมันก็พบว่าอยู่ที่ขั้นปราณราชันสูงสุดเท่านั้น ไม่ได้ถึงขั้นเซียน ต่อจากนั้นก็เป็นคนของสำนักต่างๆ ที่ราเชนไม่รู้จัก กลุ่มคนถัดมา คือสำนักดัชนีกวนจง มีชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่งเดินนำหน้าพร้อมกับเจ้าสำนักดัชนีกวนจง ด้านหลังมีทูตสุริยัน เจ้าหออินทรีกู่เยี่ยน จินโฮ่ว นักพรตเซี่ยจื่อเต้า พร้อมกับชายสวมหมวกสาน มีม่านปิดบังใบหน้า และศิษย์สำนักดัชนีกวนจงอีกหลายคน ราเชนพยายามตรวจสอบชายสวมหมวกปิดบังใบหน้า แต่ทว่า
ไม่อาจทำได้ คล้ายกับว่ามีพลังงานบางอย่าง ปกป้องมันเอาไว้ไม่ให้ตรวจสอบว่ามันมีพลังระดับใด
สุดท้าย มีองครักษ์วังหลวงประมาณ 60 คน นำมาโดยองค์ชายเก้า องค์ชายแปด และองค์ชายเจ็ด ราเชนสัมผัสได้ว่า มีชายสามคนมีพลังขั้นเซียนแต่งกายคล้ายนักบวช คอยคุ้มครององค์ชายทั้งสาม และมีไป๋เซียง เดินทางมากับพวกเขาด้วย
“ คนที่คุ้มครององค์ชายทั้งสาม คือ ผู้พิทักษ์วังหลวง นึกไม่ถึง จักรพรรดิจางมู่เฉิน ถึงกับส่งคนเหล่านี้มาด้วยตัวเอง แต่ไม่ยอมส่งผู้พิทักษ์วังหลวงมาให้องค์ชายสิบสี่” องครักษ์หญิงอู่เสียพูดออกมาอย่างไม่พอใจเท่าไร
“ฝ่าบาทคงเห็นว่า องค์ชายสิบสี่มีอาจารย์เยี่ยซินคุ้มครองแล้วกระมัง”
“ เสด็จพ่อคงไม่อยากให้ข้ากลับออกมามากกว่า”
องค์ชายสิบสี่เอ่ยอย่างน้อยใจ จนกระทั่ง ไป๋เซียงเดินเข้ามาหาราเชน แล้วดึงมือเขาไปคุยกันสองคน
“ ข้าได้รับคำสั่งจากฝ่าบาทให้คุ้มครอง องค์ชายทั้งสามให้ปลอดภัย ดังนั้นข้าไม่อาจอยู่ช่วยเจ้าได้ตลอดเวลา เจ้าจงจำไว้ หากเจอศัตรูที่เหนือกว่า รีบหนีให้เร็วที่สุด”
“ ศิษย์พี่ไม่ต้องห่วงข้าหรอก ทำงานของท่านเถอะ”
“ ครั้งนี้ฝ่าบาทตั้งความหวังเรื่องกระบี่เก้ามังกรมาก เพราะตอนนี้จักรพรรดิหลี่เอี้ยนได้กระดูกสันหลังมังกรจากหยางเฟยหลงไป ทำให้ก้าวเข้าสู่พลังเซียนเรียบร้อยแล้ว แถมยังมีกริชเขี้ยวมังกรอีก ดังนั้นฝ่าบาทจึงอยากได้กระบี่เก้ามังกรของบรรพบุรุษ มาเพื่อเตรียมตัวต่อกรกับ จักรพรรดิหลี่เอี้ยน”
“ ถามหน่อย ทำไมฝ่าบาทไม่ส่งผู้พิทักษ์วังหลวงขั้นเซียนมาคุ้มครององค์ชายสิบสี่บ้าง ทำเช่นนี้ลำเอียงไปหรือเปล่า”
ราเชนเอ่ยอย่างสงสัย
“ เจ้าจะไปรู้เรื่องอะไร ข้าจะบอกความลับบางอย่างให้ แต่เจ้าห้ามไปบอกองค์ชายสิบสี่นะ”
“ ความลับ?”
“ ท่านราชครูฟ้าเคยทำนายเอาไว้ว่า รัชทายาทจางอี้ คือดาวมังกรฟ้า จะเป็นศัตรูกันกับ องค์ชายสิบสี่เป็นดาวราชสีห์ฟ้า ดังนั้นฝ่าบาทจึงไม่อยากให้องค์ชายสิบสี่อยู่ในเมืองหลวง แต่ครั้งนี้ ราชครูฟ้าได้ทำนายเอาไว้ว่า หากไม่มีองค์ชายสิบสี่ ก็จะไม่มีทางได้กระบี่เก้ามังกร กลับออกไปอย่างแน่นอน จึงมีพระราชโองการให้องค์ชายสิบสี่กลับมา”
“ ราชครูฟ้าอีกแล้ว เขาทำนายแม่นยำขนาดนั้นเลย?”
“ เท่าที่ข้ารู้ ท่านไม่เคยทำนายพลาดอย่างแน่นอน โดยเฉพาะเรื่องหยางเฟยหลงท่านได้บอกว่า มันจะปรากฏกายขึ้นในป่าวายุอัสนีอย่างแน่นอน”
ราเชนได้ฟังแล้วก็ยังทึ่ง ไม่คิดว่าจะแม่นยำอย่างนี้
“ แล้วจะจับตัวมันได้ไหม?”
“ ท่านไม่ได้บอกแต่บอกให้ฝ่าบาท ช่วยเพิ่มกำลังคุ้มกัน องค์ชายเก้า องค์ชายแปด และองค์ชายเจ็ด และยังให้ข้ามาช่วยด้วยอีกแรง”
“ ศิษย์พี่นี่ก็รู้รายละเอียดจริงๆ”
“ พี่สาวของข้าเป็นคนบอกมา เจ้าห้ามไปบอกองค์ชายสิบสี่ ชีวิตของเขานั้นถูกจักรพรรดิกำหนดเอาไว้แล้ว ข้ากับเจ้าไม่อาจช่วยเหลือเขาได้”
“ ศิษย์พี่หมายความว่าอย่างไร” ราเชนสงสัยคำพูดของไป๋เซียง
“ เจ้าไม่ต้องรู้หรอก จำเอาไว้ ข้างในล้วนมียอดยุทธ์ปราณมากมาย อย่าคิดแต่จะช่วยผู้อื่น ต้องเอาตัวเองให้รอดออกมาให้ได้”
ไป๋เซียงเอ่ยเพียงเท่านี้ ก็เดินเข้าไปในกลุ่มขององค์ชายทั้งสามทันที
ราเชนได้แต่สงสารองค์ชายสิบสี่ ที่มีดวงชะตาไปขัดกันกับ รัชทายาทจางอี้ แต่เขายังไม่เคยเห็นหน้ารัชทายาทจางอี้ เลยไม่รู้ว่า ดวงของเขาเป็นอย่างไร แต่ดวงชะตาขององค์ชายสิบสี่ที่เขาดูนั้น มันคือดวงราชัน ไม่ใช่คนอายุสั้นอย่างเด็ดขาดดังนั้นไม่ว่าอย่างไร หากเขาช่วยเหลือองค์ชายสิบสี่ในตอนนี้ อนาคตต้องมีผลดีมากกว่าผลเสียอย่างแน่นอน
และแล้ว ประตูม่านหมอกแห่งป่าวายุอัสนีก็ค่อยๆ หายไป เผยให้เห็นทางประตูโลหะขนาดยักษ์ ตั้งตระหง่านอยู่ข้างหน้า ฝูงชนถึงกับส่งเสียงร้องออกมาอย่างตื่นเต้น ประตูโลหะคล้ายกับมีสายอัสนีวิ่งผ่านไปมา อยู่ตลอด จนกระทั่งมันค่อยๆเปิดออกอย่างช้าๆ
“ จำเอาไว้ ประตูทางเข้าจะเปิดออกอีกเจ็ดวันข้างหน้า ทุกๆ คนต้องรีบออกมาให้ทัน ไม่เช่นนั้น จะถูกขังอยู่ด้านในป่าวายุอัสนี เป็นเวลา สิบปี”
อาจารย์เยี่ยซิน กล่าวกับทุกๆ คนให้รับทราบ และเหล่าสำนักต่างๆ ก็ทยอยกันเดินเข้าไปในป่าวายุอัสนีอย่างระมัดระวัง.......