บทที่ 52: ศึกบนเรือ (Battle in The Ship)
ทางด้านพวกยูกินะที่อยู่ในยุคสมัยสงครามเซ็นโกคุ หลังจากที่ขึ้นเรือมาได้ไม่นานก็ได้มีฝูงอามิกิริ-โยไคพากันลอยขึ้นจากใต้น้ำและพุ่งเข้าโจมตีใส่พวกยูกินะที่อยู่บนเรือด้วยความรวดเร็วดุจกระสุนปืน ทำให้พวกเธอทั้งสามต่างก็ต้องเข้าเผชิญหน้ากับฝูงพวกมันอย่างไม่อาจที่จะหลีกเลี่ยงมันได้ คิทสึเนะรีบชักดาบออกมาคาบไว้ที่ปากเพื่อเปลี่ยนเป็นร่างภูติพิทักษ์จิ้งจอกคมดาบทันทียูกินะชักดาบพลังแสงออกมาและฟาดฟันใส่ฝูงอามิกิริ-โยไคที่พุ่งเข้าใส่อย่างต่อเนื่อง พลางร่ายเวทย์ปล่อยพลังสายฟ้าแรงสูงโจมตีใส่พวกมัน ในระหว่างนั้นก็มีการโปรยแผ่นยันต์ทั้ง 23 ใบขึ้นบนกลางอากาศและทำการร่ายเวทย์เพื่อเสกแผ่นยันต์ทั้งหมดให้กลายเป็นลำแสงพิฆาตชนิดติดตามเข้าโจมตีใส่พวกมันด้วยความเร็วสูงในขณะเดียวกัน ทางด้านโทโมเอะก็เปลี่ยนรูปแบบอาวุธให้กลายเป็นดาบคู่ชนิดโค้งและฟาดฟันใส่พวกฝูงอามิกิริ-โยไคด้วยความรวดเร็ว ส่วนทางด้านคิทสึเนะก็พุ่งเข้าฟาดฟันใส่พวกมันด้วยดาบที่คาบไว้ในปากอย่างต่อเนื่อง จนทำให้พวกมันได้ดับสลายหายไปเป็นจำนวนมาก แต่ก็ยังมีบางส่วนที่ยังคงลอยขึ้นจากใต้น้ำและพุ่งเข้าโจมตีใส่อย่างต่อเนื่องยูกินะรีบเปลี่ยนรูปแบบอาวุธให้กลายเป็นดาบยาวและฟาดฟันใส่พวกมาใหม่ที่พุ่งเข้ามาอย่างต่อเนื่อง พลางร่ายเวทย์เสกงูน้ำขนาดใหญ่ให้ออกมาจากหลุมน้ำวนและพ่นน้ำโจมตีใส่พวกมันในขณะเดียวกัน ทางด้านโทโมเอะก็เปลี่ยนรูปแบบอาวุธให้กลายเป็นกระบี่คันศรและฟาดฟันพวกมันอย่างไม่ยั้งพลางยิงธนูเวทย์พลังแสงใส่พวกมันด้วยความรวดเร็ว ในระหว่างนั้นก็มีการยิงธนูเวทย์ธาตุอื่นๆ ใส่พวกมันด้วย ซึ่งมีทั้งธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ธาตุสายฟ้า และก็ธาตุน้ำแข็งส่วนทางด้านคิทสึเนะก็พุ่งเข้าฟาดฟันใส่พวกมันด้วยท่ากงล้อ แม้จะถูกกำจัดไปมากแต่ฝูงอามิกิริ-โยไคก็ยังคงเพิ่มจำนวนอย่างต่อเนื่อง ยูกินะรีบเปลี่ยนรูปแบบอาวุธให้กลายเป็นง้าวและฟาดฟันใส่พวกอามิกิริ-โยไคอย่างไม่ยั้ง“เท็นมะ” ภูติพิทักษ์ม้าปีกมีเขาได้ปรากฎขึ้นตามเสียงเอ่ยเรียกของผู้เป็นนายก่อนที่จะพ่นเปลวไฟออกมาโจมตีใส่พวกมันจนดับสลายหายไปเป็นจำนวนมากแล้วก็เลือนหายจากไป ฝูงอามิกิริ-โยไคพวกที่เหลือทั้งหมดพากันหนีพุ่งลงไปใต้น้ำ พวกเธอทั้งสามต่างก็เริ่มรู้สึกลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมา ราวกับว่าเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างกำลังคลืบคลานเข้ามา“เจ้าหญิงฮิเมรากิ จงเตรียมไว้ให้พร้อม อาทุยคากุระ-อายาคาชิ กำลังจะคลืบคลานเข้ามา”เอบิทสึ เทพแห่งการประมง หนึ่งในเจ็ดเทพเจ้าแห่งโชคลาภก็ได้ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับเทพเจ้าอีกสององค์ คือคาวะ โนะ คามิ เทพแห่งสายธาร และคาวายะโนะคามิ เทพแห่งการชำระมณฑิล ซึ่งเทพทั้งสององค์ดังกล่าวนั้นก็เป็นเทพเจ้าที่ได้เข้าร่วมและสิ้นใจลงในศึกสงครามระหว่างทวยเทพกับเหล่าโยไคที่ยูกินะเคยเห็นในความฝันด้วยเอบิทสึเข้ามากล่าวกับยูกินะในเชิงการเตือน และแล้ว มันก็เป็นจริงขึ้นจนได้ มีอสูรโยไคตนหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายกับปลิงทะเลขนาดยักษ์พุ่งทะลุออกมาที่กลางเรือและใช้ลำตัวของมันที่เต็มไปด้วยหนามอันแหลมคมฟาดใส่อย่างเต็มแรง แต่พวกเธอทั้งสามก็สามารถหลบได้อย่างหวุดหวิด อสูรโยไคตนนี้กู่ร้องคำรามออกมาอย่างสุดเสียง“เจ้าหญิงฮิเมรากิ หนามแหลมทั้งหมดของมันนั้นคือหนึ่งในชิ้นส่วนทั้ง 100 ชิ้นที่จะนำมาใช้ในการบูรณะดาบพระแสงฟ้าฟื้นคุซานางิ” คาวะโนะคามิกล่าวในเชิงบอกให้ทราบ“เจ้าจงจัดการกับมันแล้วนำหนามแหลมทั้งหมดของมันเก็บเข้าไปในกำไลกระจกยาตะเสีย”คาวายะโนะคามิกล่าวกับยูกินะในเชิงชี้แนะวิธีการก่อนที่เทพทั้งสามองค์ที่อยู่ตรงหน้าจะเลือนหายและจากพวกเธอทั้งสามไป อาทุยคากุระ-อายาคาชินั้นไม่รอช้ารีบพ่นไฟออกมาจากปากทันที พวกเธอทั้งสามรีบกระโดดหลบออกมาพวกเธอทั้งสามแทบจะไม่สามารถเข้าโจมตีในระยะประชิดได้เลย อันเนื่องมาจากหนามอันแหลมคมจำนวนมากที่อยู่ตามลำตัวของมันยูกินะรีบทำการร่ายเวทย์ธาตุลมลงบนคมง้าวพลังแสงจนกลายเป็นลูกพายุขนาดย่อมที่ได้มาแทนที่คมดาบลำแสง จากนั้นเธอก็ปล่อยลูกพายุขนาดใหญ่ออกมาโจมตีใส่อสูรปลิงยักษ์ในแนวตรงด้วยการตวัดคมง้าวเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ส่งผลทำให้อาทุยคากุระ-อายาคาชิกู่ร้องออกมาเสียงดังสนั่นทางด้านโทโมเอะก็ยิงธนูเวทย์ออกมาเป็นฝูงวิหคเพลิงชนิดติดตามโจมตีใส่อสูรปลิงยักษ์อย่างต่อเนื่องจนเกิดแรงระเบิดขึ้นเสียงดังสนั่นและกระจายออกเป็นวงกว้าง ส่วนทางด้านคิทสึเนะก็ปล่อยคลื่นดาบธาตุแสงออกมาจากดาบที่คาบไว้ที่ปากโจมตีใส่อสูรปลิงยักษ์อย่างต่อเนื่อง“เท็นมะ” ยูกินะเรียกภูติพิทักษ์ม้าปีกมีเขาออกมาพ่นเปลวไฟใส่อสูรปลิงยักษ์ก่อนที่จะร่ายเวทย์ปล่อยฝูงคลื่นดาบธาตุสายฟ้าชนิดติดตามออกมาโจมตีใส่อย่างต่อเนื่อง จากนั้นเธอก็เรียกชิคิงามิออกมาเป็นพวกฝูงโชว์ชินโอบาเกะ-ชิคิงามิที่มีลักษณะเหมือนกับโชว์ชินโอบาเกะ-อายาคาชิทุกประการ แต่มันจะมีความแตกต่างตรงที่พวกมันนั้นจะมีขนาดที่เท่ากับโชว์ชินโอบาเกะ-โยไคโดยทั่วไป พวกฝูงโชว์ชินโอบาเกะ-ชิคิงามิเริ่มเปิดฉากโจมตีใส่ด้วยพลังไฟรูปแบบต่างๆ ทันทีจนทำให้มันกู่ร้องออกมาเสียงดังสนั่น แต่ด้วยความทึกของมันนั้นทำให้ตัวของมันแทบจะไม่เป็นอะไรเลย อสูรปลิงยักษ์ได้ปล่อยกระแสไฟฟ้าออกมาจากหนามแหลมที่อยู่ตามตัวของมัน“ทุกคนอยู่ใกล้ฉันไว้” ยูกินะรีบทำการร่ายเวทย์สร้างแผงอาคมป้องกันชนิดแท่งวงกลมขึ้นมาล้อมรอบพวกเธอทั้งสามไว้ กระแสไฟฟ้าที่มันปล่อยออกมานั้นไม่สามารถผ่านทะลุเข้ามาได้เลย แต่ถึงกระนั้น มันก็ยังคงปล่อยกระแสไฟฟ้าออกมาอย่างต่อเนื่องจนทำให้ยูกินะแทบจะต้านทานไว้ไม่อยู่“ฉัวะ!! พับ พับ พับ” โชคได้ช่วยพวกเธอทั้งสามไว้ เมื่อมีบางสิ่งที่คล้ายกับคมจากอาวุธเคียวขนาดยักษ์ถูกขว้างออกมา และลอยพุ่งเข้ามาเฉือนร่างของมันเข้าอย่างจังแล้วลอยวกกลับมายังหญิงสาวปริศนาผู้เป็นเจ้าของราวกับว่าเป็นบูมเมอแรงชนิดคมที่มีขนาดใหญ่ จากนั้นก็มีภูติพิทักษ์หงส์ไฟมัจจุราชที่มีนามว่าโฮโอบินพุ่งเข้าชนใส่อสูรปลิงยักษ์ก่อนที่จะพ่นเปลวไฟอันร้อนระอุใส่มันหญิงสาวผู้นั้นรีบกระโดดลงจากภูติพิทักษ์โฮโอดิ่งลงจากกลางอากาศและฟันเข้าที่ร่างอสูรปลิงยักษ์ด้วยอาวุธเคียวยักษ์คู่ใจที่อยู่ในรูปแบบของดาบโค้งที่มีขนาดใหญ่ก่อนที่ร่างงามจะดิ่งลงถึงที่พื้นเรือ จากนั้นเธอก็รีบเปลี่ยนรูปแบบให้กลายเป็นทวนที่มีขนาดทั้งใหญ่และยาวนิดๆ และโจมตีใส่อย่างต่อเนื่อง จากนั้นเธอก็รีบปิดฉากลงด้วยการเปลี่ยนรูปแบบให้กลายเป็นเคียวที่มีขนาดยักษ์ และโจมตีใส่อสูรปลิงยักษ์จนกระทั่งทรุดลงที่พื้นเรือด้วยการฟันเพียงครั้งเดียวเท่านั้น“เจ้าคือผู้เป็นองเมียวจิฮิเมะกลับชาติมาเกิดอย่างงั้นสินะ มัวทำอะไรอยู่หน่ะรีบๆ ทำในสิ่งที่เจ้าควรทำซะ”แม้จะยังไม่รู้เลยว่า หญิงสาวที่มีผมสีบลอนด์สตรอเบอร์รี่ยาวสลวยกับดวงตาสีแดงทับทิมนั้นคือใคร แต่ยูกินะก็ไม่รอช้ารีบทำการเปิดฝาบนกำไลกระจกยาตะที่เป็นรูปเส้นดาว 5 แฉกออกมา และชูกระจกเรือนแสงไปที่อาทุยคากุระ-อายาคาชิที่กำลังทรุดตัวลงกับพื้นเรือทันที หนามแหลมที่อยู่บนตัวของมันนั้นถูกดูดเข้าไปในกำไลกระจกยาตะทั้งหมด จากนั้นยูกินะก็รีบปิดฝากระจกยาตะทันที ร่างของอาทุยคากุระ-อายาคาชิก็ได้เรือนแสงออกมา และเผยให้เห็นเรื่องราวของบุรุษผู้มีนามว่าซัทสะ นาริมาสะขึ้นมาทันที