เกิดใหม่ในเรื่องแนวยูริ

    ตอนที่สามสิบหก ชิสึกะจัง

    ตอนที่สามสิบหก ชิสึกะจัง

    กริ้งๆ

    ผมกดน้ำชาและผลไม้มาจำนวนมากประมาณสิบกว่าขวดทำให้ผมได้เพชรมาในระบบอีกประมาณ 40 ลูก

    เป็นเรื่องของการที่มันโฆษณาแฝงสินค้าหรือเปล่าหรือว่า..

    เพชรคืออะไรกันแน่?

    ทำไมทำกิจกรรมอย่างหนึ่งถึงได้มา

    ทำไมผมถึงไม่คิดเรื่องนี้มาก่อน?

     

    ผมคิดขณะที่กอดน้ำผลไม้และน้ำอัดลมต่างๆมาและนั่งข้างๆคานาเอะ

    ผมจิบน้ำชาอย่างครุ่นคิด

    “แล้วตกลงเพลงมันควรจะบรรเลงอย่างไรหรือ?”ผมถามคานาเอะขณะที่ดื่มชาไปด้วยเช่นกัน

    ความเงียบปกคลุมระหว่างเราอยู่สักพักหนึ่ง

    ท่าทางเธอกังวลเหมือนไม่รู้ว่าจะต้องทำตัวอย่างไรผมใช้ช่วงนั้นลองเก็บของเข้าไปในมิติที่เก็บของให้เหลือแต่น้ำชาที่ผมดื่มอยู่เท่านั้น

    “เพลงควรจะมีจังหวะเหมือนเดิมจนกระทั่งมีเนื้อเพลงที่เหมาะสมมาคั่นคุณมาขัดขวางการบรรเลงเพลงนั้น”

    คานาเอะกล่าว

    แม้จะไม่แสดงออกมากมายแต่ผมก็รู้ว่าเธอเกิดอาการตึงเครียดเมื่อเจอหน้าผม

    เฮ้อ

    ผมจิบน้ำชาอีกทีการมีอะไรตกถึงท้องบ้างก็ดีเหมือนกัน

    “คานาเอะจัง เธอเริ่มกลายเป็นคนพูดจาอย่างนี้ตั้งเมื่อไรกันนี่?ตอนที่เจอกันในวัยเด็ก ผมว่าเธอยังพูดจาแบบมนุษย์ปรกติมากกว่านี้นะ”

    ผมกล่าวถามอย่างสงสัย

    ในหนังสือแนะนำตัวละครนั้นมีกล่าวไว้บ้างเรื่องวัยเด็กของคานาเอะ

    ที่เป็นเด็กร่าเริงมาก่อน

    โอตะเองก็เคยเจอกับเธอในวัยเด็กในงานเลี้ยงมาบ้าง

    โอตะถึงกับได้บรรเลงเปียโนโชว์ในงานด้วย

    เอ๋ เปียโน

    ตกลงเอ็งเป็นลูกคุณหนูจริงๆนี่หว่าโอตะ

    ทำไมกลายเป็นโอตาคุอ้วนไปได้?

    ภาพในอดีตของโอตะที่ยังเป็นเด็กผู้ชายมีแววตาที่มุ่งมั่นโผล่ขึ้นมาในหัวของผม

    และเทียบกับตอนที่ฮอร์โมนมากขึ้นในช่วงวัยรุ่นและร่างกายที่ใหญ่โต

    ราวกับภาพในแนวล้อเลียนว่าตอนเด็กหน้าตาน่ารักโมเอะแนวโชตะ โตขึ้นมากลายเป็นอ้วน ตัวสูง ร่างใหญ่หน้าตาน่าเกลียด ผมปรกหน้าแบบโอตาคุ

    ก็คงจะอย่างนั้นล่ะมั้งผมถอนหายใจดื่มน้ำชาร้อนๆและมองท้องฟ้ายามราตรีกับดวงจันทร์

    เธอกลับเบิกตากว้างขึ้นอีกครั้ง

    “ชิ---ชิสึกะจัง?”

    ชื่อที่ทำเอาผมขนลุกไปทั่ว

    ทำให้ผมรู้ตัวว่า ผมสะดวกใจกับการโดนเรียกว่า”โอตะ”มากกว่า “ชิสึกะจัง”นั่นเอง

    ชื่อแรกอาจจะดูน่ารังเกียจแต่ตรงกับตัวผมมากกว่าชื่อสองดูน่ารักกว่า แต่มันคือสิ่งที่จากไปแล้วล่ะ

    เฮ้อ

    ผมจิบน้ำชาจนหมดบี้แก้วและโยนแก้วลงถังขยะแม่นยำ

    “อย่างที่เธอไม่ใช่คานาเอะจังที่ร่าเริงผมก็ไม่ใช่ชิสึกะจังคนนั้นแล้วหรอกนะเราผ่านอะไรมาที่ทำให้เราไม่ได้กลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว” ผมกล่าวอย่างสงบ

    มันราวกับมางานศพของคนรู้จักที่เราจากกันไปนานแล้วอย่างนั้นเลยเฮ้อ

    ผมไม่คิดจะปฏิเสธความรับผิดชอบของโอโตนาชิหลังจากผมได้รวมวิญญาณมาแล้วแต่ว่า มันเหมือนกับแฟนท่อมเพน Phantom pain  ความรู้สึกเจ็บปวดของอวัยวะที่สูญเสียไปแล้วไม่มีอยู่จริงๆ แขนข้างนั้นของเราขาดไปแล้ว แต่ก็ยังเจ็บปวดอยู่ เหมือนกับมันยังติดอยู่กับตัวเรา

    ขณะที่ผมกำลังถอนหายใจอยู่

    คานาเอะก็พุ่งเข้ามาโดยไม่สนว่าจะปาแก้วน้ำที่อยู่ในมือเธอไปที่ไหน

    เธอ..ร้องไห้

    “ฮืออออ ชิสึกะจัง ชิสึกะจัง ฮืออออ”

    เอาเข้าไป

    ผมนึกว่าพี่หัวโมฮอว์กจะมาเจอกันในที่นี้หรือพี่สูทดำเสียอีก

    ผมไม่ถนัดการเจรจาพูดคุยอย่างนี้นะ

    “ฮือออ”

    เสียงร้องไห้ของคานาเอะ ทำให้ผมรู้สึกลำบากใจเพราะโลกความจริงมันไม่มีบทพูดตัวเลือกไว้ตอบโต้สถานการณ์อย่างนี้

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ในเรื่องแนวยูริ ที่คุณอ่าน