บทที่ 162 ต่อสู้ด้วยวิธีของตนเอง
เห็นลูกศรของทุกคนกระเด้งออกไปราวกับไม่มีความหมาย ซูหยวนและรุ่นพี่หวังก็มองหน้ากันเอง เธอยังสังเกตว่าพลธนูคนอื่นๆช่วยโจมตีจระเข้พวกนี้อย่างไร และภาพที่เห็นก็คือการที่พวกพลธนูเหล่านั้นกำลังตะเกียกตะกายวิ่งหนีจากบ่อโคลน ในขณะที่ด้านหลังของพวกเขาก็มีทหารผู้ใช้หอกกำลังโจมตีจระเข้หนามอยู่ด้วย เมื่อคิดดูให้ดี...พลธนูเหล่านี้ก็กำลังทำประโยชน์ให้ไม่น้อย เพราะพวกเขาสามารถกลายเป็นเหยื่อกระตุ้นความสนใจของพวกจระเข้หนามได้ดีเลยไม่ใช่หรือ?
หญิงสาวหันกลับไปมองผู้นำหน่วยปฏิบัติการ อีกฝ่ายยังคงพยายามเร่งหน่วยพลธนูให้ลงมาที่บ่อโคลนนี้เพื่อเข้าร่วมการต่อสู้ เขาไม่ได้สนใจเลยว่านักธนูพวกนั้นจะเตรียมพร้อมแล้วหรือเปล่า กระทั่งลูกธนูก็ยังไม่คิดจะเติมให้เต็มกระบอกด้วยซ้ำ
“รุ่นพี่ ฉันคิดว่าสถานการณ์นี้ไม่ปกติแล้วค่ะ” ซูหยวนหันไปบอกรุ่นพี่หญิงของตนเอง อีกฝ่ายก็พยักหน้ารับด้วย
“ฉันกำลังคิดว่า พวกเขาอาจจะใช้พลธนูอย่างพวกเราเป็นเหยื่อล่อให้ฝ่ายโจมตีระยะประชิดค่ะ ถ้าพวกเราเร่งเคลื่อนไหวไปข้างหน้า คงจะไม่พ้นเป็นเหยื่อล่อให้พวกเขาอีก”
“แต่นี่เป็นแผนการที่ไม่ถูกต้องนะ ทำไมพวกผู้นำระดับสูงถึงได้มีแผนการแบบนี้”
“บางทีตอนแรก แผนการอาจจะไม่ได้เป็นแบบนี้ก็ได้ แต่เพราะพลธนูอย่างพวกเราทำประโยชน์อย่างอื่นไม่ได้ยังไงล่ะคะ” เมื่อหวังเป่าเป้ยได้ยินที่รุ่นน้องพูด เธอก็พยักหน้ารับเช่นกัน
จากที่ลองโจมตีไปคนละครั้งสองครั้ง ขนาดเป็นธนูระดับสูงอย่างธนูธาตุ ก็ยังไม่สามารถโจมตีเจ้าจระเข้หนามได้เลย ดังนั้นมันก็ไม่ต่างอะไรกับการบอกว่าพลธนูอย่างพวกเธอไร้ประโยชน์หรอก
“รุ่นน้อง ถึงพวกเราจะรู้แบบนั้น แต่หน้าที่ของพวกเราก็คือการสนับสนุนหน่วยต่อสู้ระยะประชิด ฉันคิดว่าพลธนูคนอื่นๆก็รู้ตัวเหมือนกันว่าถูกส่งมาทำหน้าที่อะไร ถึงอย่างนั้นพวกเราก็ถอยไม่ได้ใช่ไหม”
“ใช่ค่ะ ดังนั้นฉันจึงคิดว่าพวกเรามาทำประโยชน์จริงๆในฐานะนักธนูไม่ใช่เหยื่อล่อดีไหมคะ”
“หืม? ทำประโยชน์จริงๆงั้นหรอ?”
“ใช่ค่ะ” ซูหยวนมองดูสถานการณ์อีกครั้ง ก่อนที่เธอจะยกธนูของตนเองขึ้น รั้งสายธนูธาตุเพลิงแล้วปล่อยการโจมตีออกไป
ฟิ้ว!!!
ฟวับ!!
ยังคงเป็นอีกครั้งที่ธนูของซูหยวนไม่สามารถทำอันตรายจระเข้หนามได้ เพียงแต่การโจมตีของเธอนั้นทำให้จระเข้หนามที่กำลังซ่อนตัวอยู่ต้องขึ้นมาจากบ่อโคลน ทำเอาทหารที่กำลังต่อสู้และเกือบจะถูกลอบโจมตีวิ่งพรวดพราดออกมาด้วย
“บัดซบเอ้ย! ไอ้จระเข้หนามสารเลวนี้ต้องการจะลอบกัดฉันงั้นหรอ!!” เขาตวาดลั่นก่อนจะกระโจนเข้าไปต่อสู้ตัวต่อตัวกับอีกฝ่าย ค้อนขนาดใหญ่ทุบเข้าที่กลางหัวของมันจนทำให้เกิดสถานะมึนงง เมื่อเห็นแบบนั้นเขาก็รีบง้างปากของมันแล้วยัดค้อนขนาดใหญ่ ฟาดลงไปจนเครื่องในถูกอัดทะลุออกช่องท้องทันที
เมื่อต่อสู้เสร็จ เขาก็หันไปตามเส้นทางของลูกศรที่ช่วยเปิดเผยตำแหน่งของจระเข้หนามให้เมื่อครู่ เห็นเด็กสาวสองคนกำลังมองดูอยู่ก็พยักหน้าให้
ซูหยวนเห็นว่าอีกฝ่ายเข้าใจ เธอจึงพยักหน้าตอบกลับ ก่อนจะมองไปยังเป้าหมายอื่นที่ขึ้นจุดสีแดงหากแต่มองไม่เห็นตัวของพวกมัน
ฟิ้ว!!!
“ฉันจะช่วยเล็งจระเข้หนามที่ซ่อนอยู่ เพื่อไม่ให้ผู้ที่ต่อสู้แนวหน้าถูกลอบโจมตีค่ะ รุ่นพี่ลองมองหาสิ่งที่ทำได้นะคะ” เธออธิบายแผนของตนเอง รุ่นพี่หวังชะงักไปเมื่อเห็นความสามารถของรุ่นน้องนี้
หาสิ่งที่เธอจะทำได้อย่างนั้นหรือ? แล้วมันจะคืออะไรล่ะ....
หวังเป่าเป้ยมองดูรุ่นน้องที่กำลังไล่เปิดตำแหน่งที่ซ่อนของพวกจระเข้หนามอย่างเมามัน ด้วยความช่วยเหลือของเธอ ทำให้นักสู้ที่ใช้หอกรอดพ้นคมเขี้ยวของจระเข้หนามไปหลายคนแล้ว
มองย้อนดูตัวเอง ตอนนี้เธอฝึกฝนวิชาศรผันเปลี่ยนจนถึงขั้นสุดท้ายแล้ว พลังในการโจมตีสูงมากกว่ารุ่นน้องอันที่ใช้วิชาเกาทัณฑ์แสง แต่ในสถานการณ์แบบนี้...ต่อให้เธอใช้วิชาศรผันเปลี่ยนก็คงจะเจาะการป้องกันของจระเข้หนามไม่ได้อยู่ดี แถมยังเป็นการเสียพลังงานไปอย่างเปล่าประโยชน์อีกด้วย
ไม่รู้รุ่นน้องอันเข้าใจความคิดของเธอหรือเปล่า จู่ๆเด็กสาวก็ยื่นขวดยาบางอย่างมาให้ ดวงตาของหวังเป่าเป้ยมีความประหลาดใจในครั้งแรก ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเข้าใจทันที
“ขอบใจมาก หลังจากกลับไปที่สถาบันแล้ว ฉันจะซื้อสารดึงดูดความสนใจของสัตว์ร้ายคืนเธอแน่นอน” หวังเป่าเป้ยพูดอย่างนั้นก่อนจะใช้ลูกศรของตนเองจุ่มลงไปในน้ำยาดึงดูดความสนใจของสัตว์ร้ายที่รุ่นน้องมอบให้
หวังเป่าเป้ยใช้สามศรได้พร้อมกันโดยสามารถควบคุมพวกมันได้อย่างดี ศรหนึ่งใช้สารดึงดูดสัตว์ร้ายยิงออกไปก่อนเพื่อล่อให้จระเข้หนามหันความสนใจจากนักธนูคนอื่นๆไปที่ศรนั้น แล้วก็โชคดีที่มันได้ผล!
นักธนูคนหนึ่งเกือบจะถูกจระเข้หนามกินอยู่แล้ว ขาของเขาทั้งสองข้างยังไม่สามารถยกขึ้นมาจากบ่อโคลนได้ หากไม่ได้ศรของหวังเป่าเป้ยช่วยเอาไว้ เขาก็คงจะต้องตายอยู่ในท้องของมันแน่
หวังเป่าเป้ยไม่ได้ควบคุมมันไปไกลนัก เธอใช้ศรนั้นปักลงไปบนหนามของหนามพิษต้นหนึ่งซึ่งถูกจระเข้พวกนี้เหยียบจนโผล่ขึ้นมาจากโคลน
ไม่ใช่แค่จระเข้ตัวเดียวเท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายตัวที่ถูกดึงดูดไป สาเหตุที่กองทัพไม่ชอบใช้น้ำยาดึงดูดความสนใจของสัตว์ร้าย เป็นเพราะปัญหาจากการใช้งานของมันเอง หากดึงดูดความสนใจของสัตว์ร้ายจำนวนมากแล้วจัดการพวกมันไม่สำเร็จในทันที กลับจะเป็นการกระตุ้นความโกรธของพวกมันมากกว่าเดิม แล้วหลังจากนั้นก็จะเป็นอันตรายต่อผู้โจมตีเอง
อีกประการ เป็นเพราะความยุ่งยากในการใช้งาน ปกติแล้วเมื่อพวกเขาใช้สารดึงดูดความสนใจของสัตว์ร้าย ก็มักจะโยนขวดนั้นออกไปยังตำแหน่งหนึ่งๆ ซึ่งแทนที่จะกระจายศัตรูเพื่อความสะดวกในการโจมตี การเรียกพวกมันไปรวมกันจะทำให้การโจมตียากขึ้นไปอีกหลายเท่าแทน
ทว่า...หวังเป่าเป้ยไม่ได้ทำแบบนั้น เธอใช้หัวของลูกศรจุ่มสารดึงดูดความสนใจของสัตว์ร้ายในปริมาณน้อย หากเป็นปกติคงจะใช้การไม่ได้ผล เพราะระยะการทำงานของมันมีน้อยเกินไป ทว่า...หวังเป่าเป้ยเป็นผู้ใช้วิชาศรระดับสูง แค่ส่งศรพวกนี้ไปถึงจมูกของจระเข้หนาม มันก็แค่เรื่องง่ายๆเท่านั้น!
ด้วยทักษะวิชานี้ ต่อให้เป็นซูหยวนก็ทำไม่ได้เหมือนเธอ...นี่เป็นวิธีการต่อสู้ในแบบของเธอ เหมือนที่ซูหยวนได้บอกเอาไว้ อีกฝ่ายมีวิธีของตนเอง เธอก็ใช่ว่าจะไม่มี!
“ล่อมันมาทางนี้!” ผู้โจมตีคนหนึ่งตะโกนออกมา เขาอยู่ใกล้กับตำแหน่งที่พวกจระเข้หนามแหลมอยู่มากที่สุด ก่อนหน้านี้เขาเพิ่งจะจบการต่อสู้กับจระเข้หนามไปตัวหนึ่ง และตอนนี้เขาก็พร้อมรับการปะทะครั้งใหม่แล้ว
หวังเป่าเป้ยทำหน้าที่ป้อนเจ้าจระเข้หนามให้กับเขาทันที เธอทำเหมือนกับเป็นการจัดส่งอาหารให้ตามที่ลูกค้าร้องขอ แน่นอนว่าระหว่างนั้นก็ทำการหาจังหวะโจมตีไปด้วย
ศรที่เธอปล่อยออกไปนั้นมีทั้งหมด 3 ศร หนึ่งศรจุ่มสารดึงดูดสัตว์ร้าย และอีกสองเป็นศรเปล่า ดังนั้นพวกมันถูกปล่อยออกไปเพื่อทำหน้าที่สนับสนุนการโจมตีตั้งแต่แรก
ดวงตาทั้งสองคือเป้าหมายของมัน เมื่อเธอลากจระเข้ตัวหนึ่งให้ตามกลิ่นของสารดึงดูดสัตว์ร้ายไปให้ทหารที่กำลังรออยู่ก่อนแล้ว ก่อนที่เขาจะต้องต่อสู้กับมัน เธอรีบใช้ศรทั้งสองโดยมีเป้าหมายเป็นดวงตาของมันทั้งสองข้าง
เจ้าจระเข้หนามปัดป้องอันตรายจากศรที่มาถึงก่อน มันใช้หางของตนเองพยายามฟาดใส่ศรที่หวังเป่าเป้ยโจมตี ซึ่งนั่นไม่ต่างอะไรกับการเปิดโอกาสให้ทหารที่กำลังรอจังหวะอยู่เลย
“ตายซะ!!”
เขากระโดดเข้าไปก่อนจะกรีดตั้งแต่ปากของมันลากยาวไปจนถึงหน้าท้อง ไล่ตามตะเข็บของผิวหนังที่เป็นหนามของมัน เจ้าจระเข้หนามไม่คิดว่าจะถูกรุมโจมตีด้วยวิธีแบบนี้ มันพยายามปัดป้องแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว ตอนที่มันหันจะมาโจมตีทหารคนนั้น ธนูทั้งสองก็พุ่งเข้าใส่ดวงตาของมันทันที เป็นอันช่วยกันปิดฉากต่อสู้นี้ไปอย่างรวดเร็ว
“ไม่ต้องสนับสนุนการโจมตี เธอทำหน้าที่ล่อจระเข้หนามพวกนี้มาในตำแหน่งที่พวกเราได้เปรียบก็พอ” ทหารคนนั้นน่าจะเป็นทหารระดับสูง เมื่อเขาค้นพบว่านักธนูที่เพิ่งมาทำหน้าที่มีความสามารถพิเศษเช่นนี้ จึงได้หันไปออกคำสั่งใหม่
“ทุกคนขึ้นมาจากบ่อโคลน แยกออกเป็น 3 ทาง ให้นักธนูคนนั้นจะทำหน้าที่ล่อจระเข้หนามออกเป็น 3 ทาง โดยระวังอย่าให้จำนวนของมันมามากเกินไป ทหาร 3 กองแบ่งประจำจุดที่ตัวเองจะได้เปรียบ พยายามอย่างลงไปในโคลนที่ลึกเกินไป แล้วก็ระวังไม่ให้ถูกจระเข้หนามที่พรางตัวอยู่ลอบโจมตีด้วย”
“พลธนูอีกคนที่มีความสามารถในการตรวจสอบ ให้เธอคอยระบุตำแหน่งจระเข้ให้พวกเราด้วย ทหารแนวหน้าจะได้มีสมาธิกับการต่อสู้มากขึ้น ไม่ต้องระแวงหลังมากเกินไป”
เพียงการสนับสนุนของซูหยวนและหวังเป่าเป้ยเพียงครั้งสองครั้ง เขาก็มองความสามารถของพวกเธอออก จัดแจงออกคำสั่งใหม่ที่เป็นระเบียบมากขึ้น
ทหารที่รออยู่ก่อนแล้วรีบวิ่งออกมาจากบ่อโคลนที่ตัวเองจะเสียเปรียบทันที แม้ว่าจะไม่ใช่ทั้งหมด เพราะไม่อย่างนั้นจะทำให้จระเข้พวกนั้นบุกยึดพื้นที่คืนได้ แต่การล่อพวกมันมาเป็น 3 ทาง ก็ทำให้กระจายตำแหน่งของจระเข้หนามให้ขึ้นจากบ่อโคลนมาได้จำนวนมากแล้ว
แนวหน้าที่ต้องลุยไปในบ่อโคลนเพื่อยึดพื้นที่ก็จะทำงานได้ง่ายขึ้นด้วย ประกอบกับการระบุตำแหน่งจระเข้หนามที่กำลังซ่อนตัวอยู่ของซูหยวน พวกเขาจะลดความสูญเสียไปมาก
“กองสนับสนุนส่งลูกศรและคอยอำนวยความสะดวกให้ทั้งสองคนนี้ พลธนูคนอื่นๆออกไป อย่ามาเกะกะพวกเรา!” คนเป็นหัวหน้าออกคำสั่งอีกครั้ง ลูกศรพวกนี้ทำงานไม่ได้มาตั้งแต่แรกแล้ว ส่วนใหญ่ก็แค่ล่อความสนใจของพวกจระเข้หนามไปเท่านั้น ก่อนหน้านี้พวกเขายังคงต้องการเหยื่อล่อ แต่เวลานี้มีวิธีอื่นที่ดีกว่า ชีวิตของพวกนักธนูจึงไม่จำเป็นอีก
ทุกคนตื่นเต้นมากเมื่อได้ยินคำสั่งนี้ นักธนูส่วนใหญ่ไม่สันทัดในการต่อสู้ระยะประชิดอยู่แล้ว ถึงจะมีแค่บางกลุ่มที่สามารถเคลื่อนไหวได้เร็ว ทั้งยังสนับสนุนการโจมตีในระยะประชิดได้ แต่พวกเขาก็โจมตีเจ้าจระเข้หนามนี้ไม่ได้อยู่ดี พูดอีกอย่างก็คือ...พวกมันแทบจะเป็นดาวข่มของนักธนูอยู่แล้ว...
“พลธนูทั้งสอง ถ้าต้องการลูกธนูล่ะก็...เอาของฉันไปได้เลย” ทหารพลธนูคนหนึ่งมากระซิบบอกซูหยวน ซึ่งเด็กสาวก็พยักหน้ารับ
“ขอบคุณค่ะ ฉันต้องการธนูจำนวนมากอยู่พอดีค่ะ” เธอว่าแบบนั้นแล้วก็รับเอาลูกธนูมาถือไว้ หลังจากนั้น...เมื่อกระบอกธนูถูกเติมเต็มอยู่เสมอ ซูหยวนก็สามารถใช้ลูกศรของตนเองได้อย่างไม่จำกัด
จระเข้หนามตัวแล้วตัวเล่าถูกบังคับให้ออกจากที่ซ่อน เปิดเผยตำแหน่งที่ทำให้พลทหารฝ่ายจู่โจมแทบจะหงายหลัง เพราะบางตัวนั้นเคลื่อนที่มาอย่างเงียบเชียบจนแทบจะกินพวกเขาได้อยู่แล้ว หากไม่ใช่เพราะซูหยวนโจมตีเปิดตำแหน่งให้เห็น คงจะเป็นได้แค่เหยื่อของพวกมันเท่านั้น
สองคนเด็กสาวที่อาจารย์เติ้งพามา กลับกลายเป็นผู้ช่วยชีวิตของทหารในสนามรบจำนวนมาก แน่นอนว่าภาพที่เห็นทำให้อาจารย์เติ้งและเด็กใหม่ทั้งสองคนภาคภูมิใจไปกับผลงานเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม...หน้าที่ของทั้งสามคนก็ใช่ว่าจะไม่มี
“ในระหว่างที่ทุกคนกำลังต่อสู้กับบ่อจระเข้หนาม พวกเราจะต้องพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อไม่ให้ฝูงตั๊กแตนเหล่านั้นเข้ามาในพื้นที่หนองน้ำได้”
อาจารย์เติ้งกล่าวเสียงเข้ม เรื่องที่พลธนูฝ่ายปะทะไม่รู้มาก่อนก็คือ พวกเขาไม่ได้เจอกับจระเข้หนามเพียงเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว...รอบๆบ่อน้ำกลับมีสัตว์กลายพันธุ์ที่น่ากลัวไม่แพ้กันรอที่จะกินพวกเขาอยู่
ซึ่งนั่นก็คือ “ตั๊กแตนน้ำกลายพันธุ์” นั่นเอง
ตั๊กแตนพวกนี้เป็นหน้าที่ของพลธนูฝ่ายสนับสนุนทั้งหมด ตอนนี้พวกเขาตั้งแถวเป็นปราการสำคัญที่จะไม่ปล่อยให้ตั๊กแตนเหล่านั้นเข้ามาในพื้นที่ได้ ไม่อย่างนั้นคนที่กำลังต่อสู้รอบๆหนองน้ำจระเข้หนามคงจะไม่สามารถเอาชีวิตรอดได้แน่
ลำพังต่อสู้กับจระเข้หนามอย่างเดียวก็ยากแล้ว หากยังต้องถูกโจมตีจากด้านหลังอีกจะเป็นอย่างไร? พวกเขาจะมีกำลังใจต่อสู้อีกงั้นหรือ?
ความลับนี้ไม่ได้ถูกพูดออกไป ตอนนี้นักเรียนเติ้งและนักเรียนอี้ต่างก็ลอบมองหน้ากันเอง แม้ว่านักเรียนเติ้งจะเป็นคนตรงไปตรงมาโดยตลอด แต่สถานการณ์แบบนี้...เธอกลับพูดไม่ออกเสียอย่างนั้น
“ชีวิตของทุกคนที่หนองน้ำคือหน้าที่ที่พวกเราต้องปกป้อง ดังนั้นหลังจากนี้...ขอให้ทุกคนพยายามอย่างเต็มที่ด้วย” อาจารย์เติ้งกล่าวอีกครั้ง เขามองเด็กทั้งสองคนที่ลอบกลืนน้ำลาย ไม่รู้ว่าหลังจากจบภารกิจนี้แล้ว ทั้งคู่ยังอยากจะเป็นทหารอีกหรือไม่
การเข้าร่วมกองทัพ หลายครั้งก็เป็นเช่นนี้ ถูกกองทัพใช้เป็น “เหยื่อ” บางครั้งก็ถูกหลอก ถูกซ่อนจากความจริง เอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงทำภารกิจโดยไม่รู้อะไรสักอย่าง จะรอดหรือตายก็ขึ้นอยู่กับแผนการของผู้บังคับบัญชา เพราะแบบนี้...ไม่น่าแปลกใจเลยที่หลายๆคนจะลาออกจากการเป็นทหาร
เด็กสองคนได้เห็นรุ่นพี่ของตัวเองที่เข้าร่วมการต่อสู้โดยไม่มีโอกาสรู้ความจริงเรื่องนี้ด้วยซ้ำ ตัวเขาในฐานะอาจารย์ก็จะไม่ห้ามหากทั้งสองคนต้องการจะลาออกในภายหลัง...
……………………………..