บทที่60สายเลือดปริศนา
ฮุ่ยจวินโอบกอดร่างที่ไร้ชีวิตทั้งน้ำตาเมื่อคราที่เสียท่านลุงและฮุ่ยไป๋มันเพียงเห็นแต่เป็นเถ้าถ่าน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มันสูญเสียญาติผู้ใหญ่ซึ่งเป็นบิดาบุญธรรมและเห็นการตายอยู่ต่อหน้ามันแม้รู้จักกับบุรุษชราได้มินาน แต่ความรักความเคารพที่ผุดขึ้นมาในจิตใจกลับมิน้อยไปกว่าท่านลุงของตนแม้เพียงนิดความรู้สึกเช่นนี้เป็นเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้ แต่ทั้งหมดกลับบังเกิดขึ้นในตัวมัน
ฮุ่ยจวินปาดเช็ดคราบน้ำตาที่นองหน้ามองสร้อยคอที่บิดาบุญธรรมของมันมอบให้ก่อนนำมาสวมใส่ จากนั้นก็นำร่างที่ไร้ชีวิตไปกลบฝังอยู่บริเวณที่ห่างไกลจากจุดต่อสู้แต่ยังมิได้ทำการขุดดิน มันก็หวนนึกถึงคำสั่งเสียสามประโยค
‘บึงลี้ลับ’
ไม่ทราบว่าบุรุษชราบิดาบุญธรรมของมันมีปัญหาอันใดหรือทิ้งปริศนาใดอยู่ที่นั่นแต่บังเอิญว่าบึงลี้ลับคือสถานที่ตามแผนที่หนังสัตว์ที่มันจักต้องไปตามหาคัมภีร์ลมปราณในตำนานพอดีเช่นนั้นมันจึงคิดที่จะนำบิดาบุญธรรมไปด้วย มันจึงทำพิธีเผาศพของบิดาบุญธรรมแทน นำกระดูกส่วนใหญ่ไปฝังและทำป้ายหน้าหลุมศพตามพิธีสุดท้ายก็เก็บกระดูกบางส่วนของบิดาบุญธรรมติดตัวไป
ฮุ่ยจวินคุกเข่าไว้อาลัยหน้าหลุมศพของบิดาบุญธรรมเป็นเวลาเกือบหนึ่งวันหนึ่งวันมานี้อาการบาดเจ็บของมันก็ทุเลาลงเป็นอย่างมาก มันหาสมุนไพรป่าโดยรอบกินฟื้นฟูและบำรุงร่างกายก่อนจะมาโขกศีรษะหน้าหลุมศพของบิดาบุญธรรมเพื่อเป็นการร่ำลา
มันจักต้องมุ่งหน้าเดินทางไปยังสถานที่อันเป็นปริศนาแลลี้ลับทั้งอาจต้องเผชิญกับปัญหามากมายที่รออยู่ ไม่รู้วันไหนที่จะมีโอกาสได้มาไหว้หลุมศพนี้อีกครั้ง
ฮุ่ยจวินลุกขึ้นยืนมันมองสองมือของตน สัมผัสได้ถึงความร้อนลุ่มที่แล่นไปตามเส้นเลือดและการฉูบฉีดของหัวใจมันได้รับการถ่ายทอดพลังญาณจากบิดาบุญธรรมอย่างมิทันได้ตั้งตัว ทั้งมิได้รับการชี้แนะหรืออธิบายสิ่งใดมันจึงรู้เพียงว่าตนได้มีวิถีพลังที่ทุกผู้เรียกว่าวิถีมารในกายไหลเวียน แต่ไม่รู้วิธีที่จะใช้มันออกมาไม่รู้แม้กระทั่งว่าจะฝึกหรือไหลเวียนพลังปาฏิหาริย์เหล่านี้อย่างไร เพราะนอกจากโลหิตที่ร้อนลุ่มเพียงอย่างเดียวเส้นพลังลมปราณในกายมันก็ยังคงเป็นเหมือนปกติทุกอย่าง ไม่รู้สึกถึงการดำรงอยู่ของพลังญาณอันนอกรีตแม้เพียงนิดจะมีก็เพียงลมปราณสามัญสายใหม่อันลึกล้ำแลยากหยั่งถึงที่ได้รับการถ่ายทอดแลฝึกฝนจากบิดาบุญธรรมเท่านั้นซึ่งพลังลมปราณสายนี้ก็มิได้เกี่ยวข้องกับพลังญาณแม้เพียงกระผีก
แต่ฮุ่ยจวินก็รู้สึกว่าการที่มันมิสามารถใช้ออกหรือควบคุมพลังญาณได้ก็นับเป็นเรื่องดีเพราะหากมันมีพลังญาณหรือควบคุมวิถีอันนอกรีตของปฐพีแห่งนี้ได้ก็เท่ากับว่ามันได้เปิดตัวเป็นศัตรูกับนิกายเทวะวจนะอย่างเต็มตัวลำพังการพลั้งมือสังหารจอมคาถาแห่งนิกายเทวะวจนะจนตกตายไปผู้หนึ่ง หากเรื่องนี้ถูกเปิดเผยมันก็คงถูกไล่ล่าตามตัวมิต่างจากเหล่าผู้ฝึกญาณแล้ว
คิดวุ่นวายอยู่ครู่หนึ่งสุดท้ายชายหนุ่มก็ได้ทอดถอนใจออกมา สิ่งใดจะเกิดก็ต้องเกิด มันมิอาจเปลี่ยนแปลงอนาคตได้มีแต่ต้องทำทุกวันให้ดีที่สุดเท่านั้น
คิดดังนี้ชายหนุ่มก็ทอดสายตามองไปยังทิศทางของเมืองหลวงการไล่ล่าอันน่าหวาดเสียวและผ่านความเป็นตายได้ฉุดรั้งมันไว้นานแล้ว ถึงคราวที่มันต้องมุ่งไปสมทบกับพี่ใหญ่ที่เมืองหลวงเสียทีแล้วมันก็รีบมุ่งหน้าสู่เมืองหลวง แต่ก่อนไปมันยังไม่ลืมที่จะไปเอากล่องไม้ปริศนาที่ตนซุกซ่อนไว้สะพายติดหลังไปด้วย
.
.
.
เส้าเทียนลืมตาตื่นพร้อมกับอาการปวดชาที่ท้ายทอยมิจางหายเมื่อแรกลืมตาสิ่งที่ปรากฏให้เห็นล้วนแล้วที่เป็นม่านอนธการอันมืดมิดมิเห็นแสง เส้าเทียนบังเกิดความตื่นตัวมันครุ่นคิดย้อนกลับว่ามันมาอยู่ในที่แห่งนี้ได้อย่างไร ก่อนหน้ามันพึ่งล่าถอยออกจากบ่อนพนันที่มีฉากหน้าเป็นโรงน้ำชาขนาดใหญ่กำลังจะออกพ้นจากสถานที่แห่งนั้นไป ภาพจำทุกอย่างก็เลือนหาย รู้สึกตัวอีกทีก็เป็นสถานที่อันมืดมิดแห่งนี้แล้ว
“ที่นี่ที่ไหน"
มันได้เงินพนันมาจำนวนหนึ่งแล้วทั้งมันก็มิได้โลภมากจนเกินไป จึงมิน่าจะสร้างความไม่พอใจแก่บ่อนพนันขนาดใหญ่แห่งนั้นได้และการที่มันยังมีชีวิตอยู่และถูกพาให้มาอยู่ในที่ที่เป็นปริศนานี้ คนที่ทำเช่นนี้กับมันย่อมมีจุดประสงค์อื่น
เส้าเทียนบังเกิดความงุนงงมันจึงเริ่มที่จะเดินคลำมือไปตามทางอันมืดมิดเพื่อหวังค้นหาคำตอบ ที่นี่ไร้ซึ่งแสงใดภาพทุกอย่างจึงมีเพียงความมืด ชายหนุ่มจึงอาศัยสองมือที่สัมผัสออกไปเท่านั้น มันสัมผัสออกไปข้างกายก็พบว่าที่แห่งนี้เป็นผนังหินอันเรียบลื่นด้านหลังเป็นผนังทางตัน ส่วนด้านหน้าเป็นช่องทางที่ลาดเนินลงไป หากจินตนาการในหัว ที่แห่งนี้ก็คงเป็นห้องหรือสถานที่ทางยาวแห่งหนึ่ง
เส้าเทียนเดินตามทางที่ลาดเอียงลงไปพบว่าหนทางเบื้องหน้ามีความคดเคี้ยวราวกับอสรพิษที่กำลังพันเกี่ยวรอบต้นไม้ ที่แห่งนี้จึงเป็นเหมือนห้องหรืออาคารที่สูงชันและมีทางที่ลดเลี้ยวเป็นวงกลมเพื่อทอดสู่เบื้องล่าง
เมื่อคาดเดาสถานที่ไปตามลักษณะที่สัมผัสได้ตรงหน้ากอปรกับเมื่อชายหนุ่มได้ค้นที่ตัวของตนเองพบว่ายังมีเงินและสิ่งสำคัญของมันอยู่ในกายมิสูญหายมันก็ยิ่งบังเกิดความสงสัยว่าแท้จริงแล้วเกิดสิ่งใดขึ้นกับตน มีใครคิดที่จะทำอะไรกับตนกันแน่และคนที่ทำก็มิน่าจะเป็นศัตรูในอดีตของตน เพราะหากเป็นศัตรูในอดีต ตนคงมิอาจลืมตาตื่นพร้อมกับมีลมหายใจเช่นนี้
ยิ่งครุ่นคิดยิ่งพานพบแต่ความมิน่าจะเป็นไปได้ทางเดียวที่จะคลายความสงสัยและอาจให้ความกระจ่างแก่ชายหนุ่มก็คือ
มันต้องเดินไปจนสุดทางเบื้องล่าง!
เส้าเทียนมันไม่รู้ว่าตนอยู่ที่นี่มานานเท่าไหร่แล้วไม่รู้ว่าตนจะคลาดจากขบวนผู้กล้าแล้วหรือยัง แต่เรื่องเหล่านั้นหาได้สำคัญกว่าสิ่งที่มันประสบอยู่ตอนนี้อีกต่อไป
ยิ่งอยู่ภายใต้ความมืดมาเนิ่นนานนัยน์ตาก็เริ่มจะคุ้นชินกับความมืดเพิ่มขึ้น มันจึงมองเห็นรอบกายได้มากกว่าเดิม จึงเห็นผนังรอบกายและทางเดินอย่างเลือนลางมันจึงก้าวเดินได้รวดเร็วขึ้นกว่าที่เป็นอยู่
เดินได้ครู่ใหญ่ในที่สุดมันก็ได้บรรลุถึงทางตันเบื้องล่าง มันเดินมาอย่างยาวนานสุดท้ายกลับพบว่าปลายทางก็ยังเป็นทางตันเช่นเดียวกับทางด้านบนที่มันพึ่งลงมา
ถึงตอนนี้เส้าเทียนก็เริ่มคิดหนักหรือว่ามันจะถูกจับขังให้ทรมานและอดตายในห้องอันคดเคี้ยวนี้ ไม่มีทางเลือกอื่น มันได้ตะโกนขึ้น
“มีใครอยู่หรือไม่"
เสียงของมันสะท้อนออกไปเป็นทอดๆตามทางที่คดเคี้ยวสู่ด้านบน แต่เมื่อเสียงของมันเลือนหาย ทุกอย่างก็คืนกลับสู่ความเงียบสงัดดังเดิมเสียงของมันมิอาจสอดแทรกออกด้านนอก เช่นเดียวกับตัวมันที่ถูกกักขังมิอาจหาทางที่จะออกไป
ยิ่งเวลาผ่านไปเนิ่นนานเส้าเทียนก็เริ่มที่จะค้นพบเรื่องที่น่าตกใจประการหนึ่ง มันรู้สึกว่าอากาศที่ใช้หายใจเริ่มลดน้อยลงไปทุกทีจนทำให้มันอึดอัดคับข้องและหายใจไม่ทั่วท้อง ที่แห่งนี้นอกจากจะเป็นสถานที่ไร้ซึ่งทางออกมันก็ยังไร้ซึ่งช่องทางให้ลมพัดผ่าน!
เส้าเทียนไม่รู้ว่ามันถูกผู้ใดเล่นงานอยู่และไม่รู้ว่าคนผู้นั้นมีจุดประสงค์ใดจึงทำเช่นนี้ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ชายหนุ่มจักต้องกระทำทุกวิถีทางเพื่อหาทางหนีออกจากที่นี่ให้ได้ก่อนที่มันจะไม่มีอากาศได้หายใจอีกต่อไป
เส้าเทียนพยายามหายใจให้น้อยลงและพยายามเคาะผนังไปทั่วเพื่อหวังหาทางออก มันไม่เชื่อว่าที่นี่จะไม่มีทางออก เพราะไม่เช่นนั้นมันคงไม่ถูกพาตัวเข้ามาได้
เดินเคาะอยู่พักหนึ่งเสียงเคาะที่ทุ้มหนักก็บังเกิดเสียงโปร่งสะท้อนคืนกลับ แสดงให้เห็นว่าหลังผนังด้านนี้มีทางหรือไม่ก็ต้องเป็นช่องให้ไปต่อคิดเช่นนั้นมันจึงพยายามเร่งเร้าลมปราณมาไว้ที่หมัด ก่อนชกออกไปอย่างรุนแรง เสียงโครมใหญ่สะเทือนไปทั่วบริเวณหมัดนี้ของเส้าเทียนทำให้ผนังบังเกิดความไหวสั่นเล็กๆ แต่มิว่าเส้าเทียนจะนำพลังลมปราณของตนจู่โจมออกไปมากมายเพียงไหนมันก็เพียงทำได้แค่เกิดเสียงและความสั่นสะเทือนที่แผ่ลามไปตามห้องเท่านั้น
เส้าเทียนเริ่มหอบเหนื่อยยิ่งมันหายใจได้ติดขัด พลังลมปราณที่หนุนเสริมก็ยิ่งขาดห้วงไม่ต่อเนื่อง หมัดที่มันปลดปล่อยจึงไม่มีอานุภาพเพียงพอที่จะทำลายผนังหินตรงหน้าหรือต่อให้มันสามารถปลดปล่อยพลังได้เต็มที่ ดูท่าแล้วมันก็คงมิอาจทลายผนังอันแข็งแกร่งนี้ลงได้
แม้มิอาจทำลายผนังเบื้องหน้าแต่ความพยายามของเส้าเทียนก็ไม่ลดละ มันไม่มีทางเลือกอื่นจึงยังคงปลดปล่อยหมัดออกอย่างต่อเนื่องระหว่างผนังหินกับชีวิตมัน สิ่งใดจะแหลกลานก่อนกัน!
เส้าเทียนชกหมัดจนมือของมันชาด้านความเจ็บปวดส่งให้หมัดของมันสั่นสะท้าน ด้วยเพราะชกออกไปหลายครา หลังมือของมันจึงเริ่มปริแตกโลหิตไหลซึมไปตามซอกนิ้วอาบลงยังฝ่ามือทำให้มันต้องหยุดการเคลื่อนไหว กอปรกับอากาศที่เบาบางเต็มกลืนส่งให้มันต้องหอบหายใจหนักหลายคราจนร่างซวนเซยืนมิอยู่
วิกฤติแห่งชีวิตได้มาเยือนมันแล้ว!
เส้าเทียนเริ่มที่จะมีอาการหน้ามืดวิงเวียนเสียงสูดลมหายใจของมันเองก็เริ่มดังและสูดลึกกว่าตอนแรก มันมิอาจหยัดยืนอีกต่อไป ร่างที่ซวนเซจึงล้มเข้าใส่ผนังเบื้องหน้าในทันที
ศีรษะกำลังจะโขกเข้าใส่ผนังยังดีที่สติสุดท้ายมันยังเหลืออยู่จึงได้ยื่นฝ่ามือออกไปค้ำผนังมิให้ร่างของตนต้องล้มกระแทกทว่าจังหวะนั้นเอง ทันทีที่ฝ่ามือซึ่งเปื้อนไปด้วยโลหิตของมันสัมผัสลงยังผนังเบื้องหน้ามันก็พบว่ามีประกายแสงสีแดงเรืองรองขึ้นทันใด
รอยโลหิตที่ประทับอยู่บนผนังคล้ายมีชีวิตภายใต้แสงอันเรืองรองมันได้แล่นไปตามผนังหินจนก่อเกิดลวดลายคล้ายเกลียวก้นหอยรูปหนึ่งเกลียวโลหิตลายก้นหอยหมุนวนอย่างเชื่องช้าแลต่อเนื่อง หมุนวนจนมันประสานเป็นวงโลหิตอันกลมมนที่จุดกึ่งกลางจากนั้นเสียงที่ราวกับพายุคลั่งก็พลันดังกระหึ่มขึ้นทันใด
วูบ!!!!
หลังเสียงดังกล่าวดังมามิขาดสายประกายแสงสีแดงก็ยิ่งแผ่สยายแลเจิดจ้าแยงตาจนเส้าเทียนมิอาจลืมขึ้น หลังจากนั้นเพียงชั่วประกายไฟแลบแรงดึงดูดอันมหาศาลก็พลันสูบกลืนร่างของเส้าเทียนให้เข้าไปอย่างรวดเร็วในทันที
เส้าเทียนไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับตนรู้สึกตัวอีกทีชายหนุ่มก็คล้ายตกอยู่ในหลุมอากาศอันแดงฉานแล้ว ร่างของมันลอยละลิ่วราวกับถูกพัดพาสู่ฟากฟ้านภาลัยพอร่วงตก พอแสงสีแดงเลือนหาย พอลมพายุคลั่งไม่หลงเหลือ มันก็พบว่าตนได้มาปรากฏยังห้องโถงขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง
ซึ่งพอกวาดสายตามองโดยรอบจะพบว่าห้องโถงแห่งนี้เป็นห้องโถงที่โอ่อ่าน่าพิศวงทั้งยังเต็มไปด้วยคัมภีร์และสรรพวุธชั้นเลิศมากมาย!