ตอนที่ 159
ประเมินผิดพลาด
"เด็กคนนั้นใช่มั้ยเสวี่ยหมิง"เย่ว์ฉิงศิษย์ผู้สืบทอดลำดับสามเอ่ยพร้อมหันไปยิ้มกว้างให้กับหลิงจือที่เพิ่งจะถูกแต่งตั้งเป็นศิษย์ผู้สืบทอดลำดับสี่เมื่อเร็ว ๆ นี้
หลิงจือไม่ตอบคำได้แต่พยักหน้ารับ ก่อนจะหันมองไปทางเสวี่ยหมิง ตั้งแต่ที่หลิงจือรู้ว่าศิษย์ผู้สืบทอดอาจจะร่วมประลองในครั้งนี้ด้วย หลิงจือก็เริ่มที่จะเป็นกังวลว่าเสวี่ยหมิงอาจจะพ่ายแพ้
"หน้าตาหล่อเหลา หืม...อายุสิบหก พลังระดับแรกธรรมชาติขั้นกลางไม่เลวเลย"เย่ว์ฉิงขมวดคิ้ว หันไปมองหลิงจืออีกครั้ง เพราะข้อมูลที่ได้รับมาก่อนหน้าระบุว่าเสวี่ยหมิงนั้นมีระดับการฝึกตนเพียงแค่แรกธรรมชาติขั้นต้นเท่านั้น
"ถึงระดับพลังเจ้าเด็กหน้าขาวนั่นจะเพิ่มขึ้นมา ข้าก็ว่าคงไม่ถึงรอบของพวกเราต้องออกไปประลองหรอกมั้ง" จ้าวฮุยศิษย์ผู้สืบทอดลำดับหนึ่ง และชายหนุ่มคนเดียวของศิษย์ผู้สืบทอดทั้งสี่ซึ่งหมายตาหลิงจือเอาไว้ตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อนเอ่ยขึ้น
"พวกเราไปนั่งกันเถอะท่านอาจารย์เรียกแล้ว"เย่ว์เผิงพี่สาวของเย่ว์ฉิง ซึ่งเป็นศิษย์ผู้สืบทอดลำดับสองเอ่ยขึ้น
แม้ผู้คนจะเข้ามากันมากมาย แถมเสวี่ยหมิงยังเป็นเป้าหมายและหัวข้อสนทนาของผู้คนส่วนใหญ่ แต่เสวี่ยหมิงที่ฝึกเคล็ดวิชาจิตเอกะจนอยู่ที่สุดปลายของขอบขั้นที่สามแล้ว จิตใจและสมาธิล้วนไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แม้แต่น้อย ทำให้เสวี่ยหมิงเลือกที่จะใช้พลังจิตวิญญาณแผ่ออกไปเพื่อสำรวจดูทุกผู้คนโดยรอบว่าผู้ใดบ้างที่อาจจะเป็นคู่ต่อสู้ที่ตึงมือสำหรับตนเอง แต่สำรวจอยู่นานก็ไม่พบว่ามีผู้ใดที่ตนเองจะต้องกังวล จนกระทั่งการมาถึงของสี่ผู้สืบทอดของสำนักหงส์อัคคี
...หลิงจือดูจะอ่อนด้อยที่สุดในกลุ่ม เพราะคนที่เหลือต่างเป็นผู้ฝึกตนแรกธรรมชาติขั้นปลายทั้งสามคน โดยเฉพาะเด็กหนุ่มเพียงคนเดียวในกลุ่มระดับลมปราณหนาแน่นไม่ต่างจากเราเลย
"เอาละในเมื่อทุกคนมากันครบแล้วก็พร้อมเริ่มการประลองได้เลย" มู่เจินนั่งอยู่บนแท่นบัลลังก์สูงแตกต่างจากผู้อื่นกล่าวด้วยเสียงลมปราณทำให้ทุกผู้คนได้ยินคำ...เริ่มการประลองได้อย่างชัดเจนโดยทั่วกัน
"เริ่มการประลอง ขอเชิญผู้เข้าร่วมประลองบนเวที" เจ้าหน้าที่ควบคุมการประลองของสำนักหงส์อัคคีเอ่ยทวนอีกครั้งบนเวทีหลังจากที่มันตรวจความเรียบร้อยของทุกสิ่งเสร็จสิ้นแล้ว
เสียงขานชื่อของ...หย่งเสวี่ยหมิง ดังขึ้นพร้อมเสวี่ยหมิงที่ทะยานรวดเดียวขึ้นไปอยู่ที่กลางเวทีสร้างความกังวลให้กับเหล่าผู้อาวุโสของสำนักหงส์อัคคีไม่น้อย
"ทำไมระดับพลังของเจ้าเด็กคนนี้ถึงได้เพิ่มขึ้นมาว่องไวเช่นนี้" ผู้อาวุโสคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
"อืม...แย่ละนี่มันระดับพลังใกล้เคียงกับศิษย์หลักระดับกลางของสำนักเรา..."ผู้อาวุโสอีกคนหันไปเอ่ยกับผู้อาวุโสที่ได้รับมอบหมายให้จัดตัวผู้เข้าร่วมประลองในครั้งนี้ตามการหารือกัน ซึ่งแต่เดิมนั้นสำนักหงส์อัคคีเห็นว่าจะจัดคู่ต่อสู้คนแรกให้สูสีกับเสวี่ยหมิง เพื่อให้เด็กหนุ่มผู้นี้มีโอกาสได้รับขนหางของหงส์อัคคีเต็มวัยสักหนึ่งเส้น แต่เพราะท่าทีของเสวี่ยหมิงบนโต๊ะอาหารก็ทำให้มีผู้เห็นแย้ง จนไม่สามารถตกลงกันได้ สุดท้ายฝ่ายเห็นแย้งมีชัยและได้สิทธิ์ในการคัดเลือกผู้เข้าประลองในเบื้องต้น พวกมันจึงเลือกโดยให้ศิษย์ทุกคนที่จะขึ้นประลองล้วนมีระดับพลังเหนือกว่าเสวี่ยหมิงหนึ่งขั้นเป็นอย่างต่ำ
"ท่านเจ้าสำนัก ข้าขอเปลี่ยนตัวผู้เข้าประลองตอนนี้ท่านเห็นว่า..."
"ตามแต่ใจเจ้าเถอะ แต่อย่าทำให้สำนักหงส์อัคคีของเราเสียหน้าเกินไปนัก"มี่เจินเอ่ยเสียงห้วน เพราะนางเองก็แปลกใจกับระดับพลังที่จู่ ๆ ก็เพิ่มขึ้นจากไม่กี่วันก่อนของเสวี่ยหมิงราวกับเป็นคนละคน
"ขอบคุณ ท่านเจ้าสำนัก"ผู้อาวุโสเดินกลับเข้าไปยังกลุ่มของตนเองก่อนจะเร่งหารือกันเป็นการด่วน และในที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่าผู้ขึ้นประลองกับเสวี่ยหมิงคนแรกคือ...ชิงอี้ ศิษย์หลักลำดับที่ 20 ของสำนักหงส์อัคคีจากศิษย์หลักทั้งหมด 50 คน
"ชิงอี้ เจ้าขึ้นไปประลองเป็นคนแรก"
"ศิษย์ชิงอี้น้อมรับคำสั่ง"เด็กสาววัยสิบแปดปีหน้าตาดุดันจริงจัง กระโดดเหินในคราเดียวขึ้นไปหยุดยืนอยู่ตรงข้ามเสวี่ยหมิง เพื่อแสดงออกถึงระดับฝีมือที่ทัดเทียม ซึ่งการกระทำของชิงอี้ก็เรียกเสียงเชียร์จากบรรดาศิษย์ของสำนักหงส์อัคคีได้อย่างล้นหลามไม่แพ้ในคราที่เสวี่ยหมิงพุ่งทะยานขึ้นไปบนเวทีเช่นกัน
เมื่อคู่ประลองทั้งสองแยกย้ายไปยังมุมของตนเอง เจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมการประลองที่ด้านล่างก็ขานเริ่มการประลองอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
ทันทีที่เสียงขานเริ่มจบลงชิงอี้ซึ่งขึ้นเวทีมาทีหลังกลับเป็นฝ่ายเริ่มการจู่โจมขึ้นก่อน เพลิงไปหงส์อัคคีห่อหุ้มร่าง เร่งความเร็วก่อนจะทะยานร่างลอยขึ้นขนานกับพื้น ยื่นสองมือต่างกรงเล็บไขว่กันที่เหนือศีรษะบิดม้วนควงร่างราวกับสว่านเพลิงที่พร้อมจะเจาะทะลุร่างของคู่ต่อสู้ให้แหลกเละและมอดไหม้ไปในคราเดียวกัน พุ่งว่องไวเข้าหาเสวี่ยหมิงในทันที
เสวี่ยหมิงที่ยืนนิ่งตั้งแต่ต้นจนบัดนี้แม้ชิงอี้จะกำลังพุ่งเข้าหาตนเอง เสวี่ยหมิงก็ยังมิได้ขยับตัวแม้แต่น้อย ใบหน้าเรียบเฉยราวกับไม่ได้สนใจคู่ต่อสู้ของเสวี่ยหมิง ยิ่งมายิ่งสร้างความขุ่นเคืองให้กับเหล่าผู้คนของสำนักหงส์อัคคี ที่ตอนนี้ต่างส่งแรงเชียร์ให้ชิงอี้อัดเสวี่ยหมิงให้หมอบราบไปกับพื้นเวที
...ความคาดหวังก็เป็นสิ่งหนึ่ง ส่วนความจริงก็เป็นอีกสิ่งหนึ่ง
เฮ เฮ !!!
เสียงร้องตะโกนดังลั่นเมื่อท่าควงสว่านเพลิงของชิงอี้พุ่งกระแทกเข้าใส่ร่างของเสวี่ยหมิงเต็มเปา แม้ผู้คนส่วนใหญ่จะส่งเสียงร้องตะโกนคำ...ชิงอี้ไม่ขาดปาก แต่หลิงจือที่เห็นเหตุการณ์กลับอุทานด้วยความตกใจทันทีที่เห็นเสวี่ยหมิงถูกจู่โจม แม้เสียงและท่าทางของนางจะไม่ได้แสดงออกเด่นชัดนักแต่ก็ไม่อาจรอดพ้นจากสายตาที่จับจ้องความงดงามของหลิงจืออยู่ตลอดเวลาโดยมิได้สนใจเรื่องราวบนเวทีประลองแม้แต่น้อยของจ้าวฮุยไปได้
...กรอด ไอ้เด็กเวรนี่ระหว่างที่มันพาตัวหลิงจือกลับมามันคงฉวยโอกาสเกลี้ยกล่อมนางงามน้อยของข้าจนไขว้เขวสินะ
แม้ผู้คนจะเห็นว่าเสวี่ยหมิงถูกโจมตีโดยแรง แต่ชิงอี้ที่เป็นผู้ปะทะเข้ากับร่างของเสวี่ยหิมงกลับไม่ได้มีสีหน้ายินดีแม้แต่น้อย
ตูม !!!
ร่างที่ยืนนิ่งของเสวี่ยหมิงพลันแตกระเบิดออก
ผู้ชมที่ขวัญอ่อนพลันเบือนหน้าหนี บางคนก็ยกสองมือขึ้นปิดตา แต่นั่นคือสิ่งที่ผู้คนจินตนาการกันไปเอง เพราะร่างที่แหลกระเบิดออกนั้นเป็นเพียงน้ำแข็งมายา ที่เสวี่ยหมิงสร้างขึ้นในจังหวะสุดท้ายก่อนที่จะเคลื่อนหลบการโจมตีไปยังด้านข้าง เมื่อท่าโจมตีของชิงอี้ปล่อยแรงปะทะออกจนสิ้น เสวี่ยหมิงก็ใช้เท้าเตะเข้าใส่กลางลำตัวของของชิงอี้อย่างจัง เปลวเพลิงที่เคยลุกไหม้เจิดจ้าพลันมอดดับไปพร้อมสติของเด็กสาว
เสียงโดยรอบการประลองการกลายเป็นเงียบกริบ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่มีผู้ใดในสำนักหงส์อัคคีคาดคิดมาก่อน เพราะเพียงแค่การโจมตีด้วยท่าเท้าเพียงครั้งเดียวแถมไม่ได้เป็นท่าทักษะยุทธ์ของเด็กหนุ่มนามเสวี่ยหมิง กลับสามารถเอาชนะศิษย์หลักลำดับที่ 20 ของสำนักหงส์อัคคีอันเลื่องชื่อลงได้
มี่เจินสูดหายใจลึกก่อนจะหันไปหาผู้อาวุโสของสำนักที่ทำหน้าที่จัดตัวผู้ขึ้นประลอง "ข้าไม่อยากเสียขนหางของหงส์อัคคีไปมากกว่าหนึ่งเส้นจำเอาไว้"
"ขอรับท่านประมุข"ผู้อาวุโสของสำนักหงส์อัคคีรับคำ