จอมยุทธแม่ลูกอ่อน

    ตอนที่ 28 . ก่อนเวลาอันควร



           ร่างของหลินเอ๋อในตอนนี้หลังจากการต่อสู้กับฉางเฟย ถูกรักษาทั้งภายนอกที่ได้รับบาดเจ็บและภายในซึ่งต้องอาศัยการรักษาจากคนที่เชี่ยวชาญในเรื่องนี้โดยตรง


           เอ้อหนานคือคนที่รับหน้าที่นั้นใช้พลังภายในของเขาช่วยรักษาให้กับหลินเอ๋อที่ตอนนี้ไร้ซึ่งสติได้แต่นั่งขัดสมาธิอยู่ตรงหน้าและหันหลังให้กับเขา ภายในห้องที่ท่านเจ้าสำนักหมู่ตึกเป็นผู้จัดเตรียมไว้ให้  


            อาการบาดเจ็บภายนอกของนางนั้นถือว่าเล็กน้อยไม่ได้น่าเป็นห่วงอะไรมาก หากแต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือภายในของนางต่างหากเพราะจากที่เขาตรวจดูอาการเบื้องต้นก็พบว่า  กำลังภายในของนางลดหายไปสามส่วนจากทั้งหมดอีกทั้งยังความยุ่งเหยิงของการไหลเวียนพลังในกาย

    เขาจึงได้เกิดความสงสัยว่านางทำอะไรมาจึงได้เป็นเช่นนี้ และในไม่ช้าเขาก็ได้คำตอบหลังได้ใช้จิตของตนเข้าสู่กระบี่ของนาง 


    ‘ข้าช่วยให้นางได้สำเร็จวิชา แต่ไม่ทั้งหมด’เหยียนต้า  คือชื่อของสิ่งที่สิงอยู่ภายในกระบี่เอ่ยบอกกับเอ้อหนาน


    “ข้ารอฟังอยู่”


    ‘พอรู้ว่าอดีตคนรักของนางลักพาตัวลูกของนางไป ซ้ำยังฝึกวิชาดาบพิชิตมารโลหิตสำเร็จนางจึงขอให้ข้าช่วยหาวิธีเอาชนะเขา ข้าจึงได้สอนนางให้ใช้พลังภายในเพื่อรองรับวิชาเจ็ดเซียนจุติ  ขั้นตอนนั้นง่ายเพียงแค่สลับเส้นจุดชีพจรภายในเพราะแต่เดิมในร่างกายของนางเส้นชีพจรนั้นมันเป็นแนวทางเดียวกัน’


    “เพราะวิชาที่เจ้าว่ามา มันต้องอาศัยกำลังภายในเยอะจึงได้ให้นางเปลี่ยนและสลับเพื่อรองรับ  ข้าเข้าใจถูกไหม”


    ‘ถูกต้องเลยล่ะ แต่ในผลดีย่อมมีผลร้ายที่จะตามมาและข้าก็ได้บอกมันให้แก่นางแล้ว’


    “ผลร้ายคืออะไร”เอ้อหนานถามกลับทันที


    ‘การเปลี่ยนและสลับเส้นชีพจร หากใช้พลังภายในมากเกินขีดจำกัดของมัน จะส่งผลให้พลังสี่ส่วนหายไปต้องใช้เวลาที่ค่อนข้างนานจึงจะนำมันกลับมาใช้ได้อีก อีกทั้งวิชาที่เคยใช้อย่างเจ็ดเซียนจุติก็จะยังใช้ไม่ได้จนกว่าเส้นชีพจรเดิมจะกลับมาเป็นเช่นเดิม’


    “ข้าพอจะเข้าใจล่ะ แล้วในตอนนี้นางจะเป็นยังไงต่อไป”


    ‘ไม่เป็นอะไร นางแค่ต้องนอนพักฟื้นไปอีกช่วงหนึ่งเพื่อให้พลังของนางกลับฟื้นขึ้นมา อย่างดีที่สุดคือนางอาจใช้วิชาอื่นนอกจากเจ็ดเซียนได้’


    “เจ้าสอนอะไรให้กับนางบ้าง  เหยียนต้า”


    ‘ในตอนแรกข้าสอนวิชากระบี่หมึกให้กับนางแต่เพราะได้ฟังเรื่องราวชีวิตของนาง จึงได้เปลี่ยนความคิดไปสอนอีกวิชาแทนก่อนเจ็ดเซียนจุติ  มันคือวิชากระบี่ไร้รัก’



            เอ้อหนานนึกถึงคำพูดของเหยียนต้าขณะเขาคุยกันภายในจิตก่อนจะออกมารักษาหลินเอ๋อในตอนนี้ ที่เขาคาดการณ์เอาไว้คือนางจะได้เรียนเจ็ดเซียนจุติหลังกระบี่หมึกซึ่งเขาให้ร่างแยกของตนที่ส่งมาเป็นผู้สอนนาง  แต่ไม่คิดว่าเหยียนต้าจะสอนวิชานั้นให้กับนาง


            อันที่จริงเขารู้ดีถึงข้อดีและข้อเสียถึงวิชาต่างๆภายในกระบี่ที่นางครอบครอง แต่ที่เขายังไม่รู้ก็คือนางจะใช้มันเพื่อทำสิ่งใดต่อไปในอนาคต

    เสียงฝีเท้าจากใครคนหนึ่งดังขึ้นบ่งบอกถึงว่ากำลังมีคนเดินเข้ามา ทำให้เอ้อหนานต้องหยุดความคิดของตนไว้ชั่วขณะและหันกลับไปมองยังต้นเสียง

    “นางเป็นเช่นไรบ้าง”เป็นฟู่ถังที่เดินเข้ามาเพื่อดูอาการของนางอย่างเป็นห่วง

    “นางไม่เป็นอะไรมากนัก แค่ต้องพักฟื้นอีกหน่อยแล้วเดี๋ยวนางก็หายดีเหมือนเดิม”เอ้อหนานตอบกลับก่อนจะละสายตาจากชายหนุ่มหันมามองหลินเอ๋อ ในขณะที่มือข้างหนึ่งของเขาดันหลังของนางเอาไว้เพื่อถ่ายเทพลังรักษา

    “จนถึงตอนนี้ ข้าเองก็คงไม่ต่างจากคนอื่นๆที่งุนงงกับเรื่องของท่าน”ฟู่ถังกล่าวพร้อมนั่งลงที่เก้าอี้ไม้ข้างเตียง”ท่านเป็นใครกันแน่  และท่านช่วยเหลือนางทำไม ที่ท่านกล่าวบอกนางในตอนนั้นว่านางจะต้องพบเจอกับสิ่งอื่นอีก  มีความหมายว่าเช่นไรกัน”คำถามถูกประดังใส่เอ้อหนานแต่แทนที่ชายหนุ่มจะรู้สึกรำคาญและไล่อีกฝ่ายออกไป  เขากลับยกยิ้มก่อนจะหันกลับมามองฟู่ถัง

    “ความสงสัยทั้งหลายของเจ้า  พ่อหนุ่ม ย่อมมีคำตอบเสมอหากแต่คำตอบนั้นไม่ได้อยู่ที่ตัวข้า”เอ้อหนานตอบกลับและมันทำให้ฟู่ถังรู้สึกงงเข้าไปใหญ่

    “หากเป็นเช่นนั้น ตอบข้ามาคำเดียว ท่านเป็นมิตรหรือศัตรู”ฟู่ถังลุกขึ้นยืนกอดอกถามอีกฝ่ายพร้อมมองอย่างชั่งใจ

    “ข้าเป็นทั้งสองอย่างในคนๆเดียว  เป็นมิตรในยามที่นางโดดเดี่ยว  เป็นศัตรูยามที่นางเกรี้ยวกราด”

    “ท่านชอบนาง?”เมื่ออีกคำถามถูกเอ่ยขึ้นก็ทำเอาเอ้อหนานต้องหัวเราะเบาๆกับท่าทีของอีกฝ่าย 

    “ข้าว่าเจ้าน่ะ ควรหยุดสนใจนางในช่วงนี้แล้วรีบจัดการกับตัวเองเสียให้เสร็จก่อน  ในอนาคตเจ้าและนางจะได้พบกันอีกอย่างเป็นมิตร”เอ้อหนานทิ้งคำพูดให้อีกงฝ่ายคิดไว้แค่นั้นก่อนจะหันมาสนใจหลินเอ๋อต่อ


           และคำพูดของเขากำลังทำให้ฟู่ถังได้คิดจริงๆ  ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายล่วงรู้ได้เช่นไรแต่มันคือสิ่งที่เขากำลังจะทำ เพราะหลังจากที่ได้สู้กับฉางเฟยและพ่ายมาทำให้ฟู่ถังพบว่าตนนั้นยังไม่แข็งแกร่งพอจะปกป้องนาง แม้แต่ตัวเองก็ยังปกป้องไม่ได้ด้วยซ้ำและไหนจะมู่จินอีก 


           เขาตั้งใจที่จะฝึกวรยุทธขั้นสูงสุดของสำนักให้สำเร็จ และมีแผนที่จะออกเดินทางจากสำนักไปยังสถานที่อื่นๆต่อเพื่อเสริมความสามารถของตนให้มากขึ้นไปอีก

     



           ทางด้านของเทียนเปา หลังจากได้รับการช่วยเหลือและตอนนี้กลับมายังสำนักหมู่ตึกถึงแม้ว่าผู้เป็นแม่จะกลับมาแล้วแต่นางก็ยังคงเป็นกังวลหลังพบว่าหลินเอ๋อต้องเข้ารับการรักษาโดยด่วน  ได้แต่เดินวนไปเวียนมาอยู่หน้าห้องที่แม่ของนางพักอยู่ 


           อู้เหมิงกงที่พึ่งจะมาถึง เดินตามหาเทียนเปาอยู่นานกว่าจะเจอและเมื่อได้พบเขาก็ไม่รอช้าที่จะเข้ามาทักทายนาง  ซึ่งดูเหมือนว่านางจะกำลังเครียดอยู่มาก

    “เป็นอะไรของเจ้า ทำไมถึงมาเดินวนไปเวียนมาอยู่ตรงนี้”เสียงของอู้เหมิงกงถามขึ้นทำให้เทียนเปาต้องหันไปมอง

    “คุณชาย ข้ากำลังเป็นห่วงท่านแม่ นางกำลังรักษาตัวอยู่ภายในไม่รุ้ว่าป่านี้เป็นเช่นไรบ้าง”

    “แม่นางหลินเอ๋อจะปลอดภัย  คนที่รักษาเขาเป็นถึงยอดฝีมือเชียวนะ”อู้เหมิงกงย้ำให้นางฟังอีกหน ถึงแม้จะไม่รู้ว่าเอ้อหนานเป็นใครแต่จากที่เห็นก็พอจะเดาได้ว่าเขาต้องเป็นยอดฝีมือแน่ๆ

    “แล้วคุณชายเป็นเช่นไรบ้าง”แล้วก็หันมาถามถึงอาการเพราะนางเองก็รู้ว่าอีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บด้วยเช่นกัน 

    “เจ้าเป็นห่วงข้าเหรอ”ถามพร้อมยกเย้นหยอกอีกฝ่าย

    “ก็ใช่น่ะสิ คุณชายยอมไปช่วยชีวิตข้าเชียวนะ”แค่ได้ยินเช่นนั้นต่อให้ตอนนี้ยังไม่ได้คิดอะไรกับเขาแต่ก็ทำให้อู้เหมิงกงรู้สึกชื่นใจจนคิดว่าไม่เสียแรงที่ไปช่วยเหลือนางกลับมา

    “ข้ารักษาตัวเองจนตนนี้ดีขึ้นเยอะแล้วล่ะ  มีแค่แผลที่ยังไม่หายสนิทแต่ก็อีกในไม่ช้า”พูดพร้อมมองเทียนเปา  มองยังไงก็รู้สึกถูกใจนางจนละสายตาไม่ได้จริงๆ

    “ข้าไม่อยากเชื่ออสายตาตัวเองจริงๆ ท่านปู่ที่จริงแล้วเป็นเพียงร่างแยกของใครอีกคน  ทั้งๆที่ท่านปู่ใจดีและดูข้ามาตลอด”พูดและนึกถึงใบหน้าของชิงหลงหลังรู้ความจริง  ทำให้เทียนเปารู้สึกเศร้าใจ

    “อย่าได้คิดมากไปเลย”แต่แล้วเสียงของใครอีกคนก็ดังขึ้นทำให้ทั้งสองต้องหันกลับไปมองก็พบว่าเป็นเอ้อหนาน  เทียนเปารู้จักเขาและจำได้ดีแต่ไม่คิดว่าตัวจริงของเขาจะเป็นเช่นนี้

    “เอ้อหนาน”เทียนเปาเอ่ยเรียก

    “แม่นางหลินเอ๋อฟื้นแล้ว  เจ้าเข้าไปหานางสิ”อีกฝ่ายบอกทำให้เทียนเปารีบเดินเข้าไปหาผู้เป็นแม่ทันที ก็พบว่าเป็นจริงอย่างที่ได้ยินมาแม่ของนางกำลังนั่งพักอยู่หลังหลับไปนาน

    “ท่านแม่”ไม่รอช้ารีบเข้าไปสวมกอดทันทีทำเอาผู้เป็นแม่แทบจะรับกอดนั้นเอาไว้ไม่ทัน เสียงสะอื้นไห้ของบุตรสาวคนโตดังขึ้นเป็นระยะๆภายในอ้อมกอดของนาง

    “แม่อยู่นี่แล้วนะ”พูดพร้อมประทับริมฝีปากบนหน้าผากของเทียนเปาเบาๆ  นางรีบซุกอกของมารดาทันที  จนกระทั้งเอ้อหนานเดินกลับเข้ามา

    “พักที่นี่อีกชั่วยามแล้วออกเดินทางกัน”

    “เดี๋ยวก่อน”หลินเอ๋อเรียกอีกฝ่ายที่เมื่อพูดจบก็จะเดินออกไป”เราจะไปไหนกัน”

    “อาการของเจ้ายังน่าเป็นห่วง  ข้าทำได้แค่ประคองไม่ให้มันทรุดลงเพื่อพาเจ้าไปยังสถานที่อีกแห่ง  ที่นั้นมียาและเครื่องมือรักษาเจ้าได้”

    “ที่ไหน”หลินเอ๋อถามกลับ  เอ้อหนานหยิบเอายาสูบขึ้นมาคาบไว้

    “อุทยานเฉิงซิงก้วย”