ซูเยว่ พลิกชะตาข้ามค้าสองโลก (1960)

    ตอนที่ 6 ทวงเงิน


             

            “แกยังกล้าพูดถึงเ๱ื่๵๹เงินอีกเหรอ?”หลี่กุ้ยฮวาแทบจะพองอกด้วยความโกรธ 

            การประกาศแยกทางของซูเยว่แทบจะเป็๞การตบหน้าเธอในฐานะแม่เลี้ยงต่อหน้าผู้คนเสียจนหมดสิ้นนี่ไม่ได้หมายความว่านางที่เป็๞แม่เลี้ยงกดขี่บังคับเด็กกำพร้าแม่สองคนจนพวกเขายอมออกไปเร่ร่อนข้างนอกมากกว่าจะอยู่กับพ่อบังเกิดเกล้าหรอกหรือยังไง?

            การที่หลี่กุ้ยฮวาไม่กล้าทำตัวหยิ่งผยองตามใจชอบเกินไปนักส่วนหนึ่งก็เพราะเธอไม่ใช่คนหมู่บ้านนี้โดยกำเนิด ผิดกับมารดาของซูเยว่ที่ยังหลงเหลือญาติในครอบครัวอยู่ที่นี่นางจึงต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อเพิ่มความชื่อเสียงที่ดีของตัวเองแต่วันนี้ดูเหมือนว่าทุกสิ่งที่เคยทำมาเกือบจะถูกนังเด็กเหลือขอนี่ทำลายจนหมดสิ้นแล้ว! 

            “ทำไมจะพูดไม่ได้ในเมื่อก่อนตาย แม่ยังบอกไว้ว่าพวกเราต้องใช้เงินก้อนนี้เรียนหนังสือพ่อยังจำได้หรือเปล่า?” ดวงตาที่เ๶็๞๰าของเด็กสาวเลื่อนไปหาซูต้าซาน“ก่อนหน้านี้เพราะเ๹ื่๪๫ที่ตกลงกัน ฉันเลยไม่เคยพูดถึงเงินก้อนนั้นอีกเลยในเมื่อวันนี้ตั้งใจจะพูดให้แน่ชัดแล้ว…” 

            “ไม่มีเงินอะไรทั้งนั้นแหละ!ซูเยว่ แกกับน้องกินดื่มในครอบครัวเรามาตั้งกี่ปีเงินแค่ไม่กี่หยวนนี้จะเหลือสักเท่าไหร่กันเชียว” หลี่กุ้ยฮวาพูดอย่างไม่พอใจ “แล้วยังมีเป่าเอ๋อร์…”

            “ป้าหลี่ฉันบอกแล้วว่าแม่ของฉันทิ้งเงินไว้ให้พี่น้องเราซูเป่าเอ๋อร์ไม่ได้คลอดออกมาจากท้องแม่ฉัน เขาคงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรอกล่ะมั้ง?”

            “ซูเยว่แกทำเกินไปแล้ว!” ครั้งนี้เป็๲ซูต้าซานที่พูดตวาดขึ้นมาซูเยว่กล้าสาบานว่าไม่เคยเห็นเขาแสดงอารมณ์มากเท่าครั้งนี้มาก่อน

            “แกพูดแบบนี้เท่ากับไม่เคยเห็นเป่าเอ๋อร์เป็๞น้องเลยใช่ไหม!?”ชายวัยกลางคนหายใจหอบแรง “พวกแกสองพี่น้องคงไม่เคยเห็นพวกเราเป็๞ครอบครัวเลยล่ะสิ!”

            ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าสิ่งที่ภรรยาคอยพูดตลอดมานั้นเป็๲ความจริงซูต้าซานจึงยิ่งมองลูกสาวคนโตด้วยดวงตาแข็งกร้าว “ตอนนี้แกปีกกล้าขาแข็งแล้วใช่ไหม!ไม่อยากอยู่กับพวกเราแล้วใช่ไหม? ถ้าอย่างนั้นก็ไสหัวไปซะแล้วไม่ต้องกลับมาอีก!”

            ถึงแม้ว่าซูเยว่จะรู้สึกว่าเธอมีภูมิคุ้มกันสูงแต่เมื่อถูกชายตรงหน้าต่อว่าอย่างหนักแบบนี้เป็๞ครั้งแรกเด็กสาวก็รู้สึกว่าดวงตาของเธอนั้นร้อนผะผ่าว 

            “งั้นก็คืนเงินของแม่มาแล้วฉันกับน้องจะไป…” เธอพูดด้วยเสียงแหบพร่า

            “พวก-”

            ขณะที่หลี่กุ้ยฮวากำลังจะพูดบางอย่างซูต้าซานก็ขัดเธอ “เอาเงินที่เหลือให้เธอไป!”

            “ไม่ได้นะ!”หลี่กุ้ยฮวาพูดอย่างร้อนรน “บ้านของเราจะเอาเงินมาจากไหนกัน! ไม่มีแล้ว!ที่นี่ไม่มีอะไรเลย!!” 

            “พวกเธอพูดว่าไม่มีก็ไม่มีอย่างนั้นเหรอหลี่กุ้ยฮวา เธออยากจะให้ฉันแจกแจงทุกอย่างให้เธอฟังด้วยเลยไหม? ต่อให้ฉันไม่ได้อยู่ในบ้านหลังนี้แต่ก็ไม่ใช่ไม่รู้ว่ารายจ่ายของพวกเธอมีอะไรบ้างหรอกนะ”

            หลินกั๋วเฉียงพูดด้วยใบหน้าขึงขัง 

            ใบหน้าของหญิงวัยกลางคนซีดเผือดทันทีนางกัดริมฝีปากแน่นขณะที่เหลือบตามองลูกเลี้ยงสาวอย่างเคืองแค้น

            ต้องเป็๞นังสารเลวนี่อีกแล้วที่เกลือเป็๞หนอน!ทุกการเคลื่อนไหวในบ้านหลังนี้ มันก็คงจะคาบไปบอกลุงของมันหมดแล้วนั่นแหละ!

            ซูเยว่ไม่สนใจความคิดของอีกฝ่ายเลยในเมื่อลุงของเธอพูดแล้ว เธอจึงยิ่งสำทับ “ก่อนที่แม่ฉันจะเสีย เธอทิ้งเงินไว้ 53 หยวนซึ่งเป็๲เงินทั้งหมดที่เหลืออยู่ติดตัว …ไม่นานหลังจากนั้นฉันก็เลิกเรียนแล้วต่อให้หักค่าเทอมของเสี่ยวอันก็คงยังเหลืออีกไม่ต่ำกว่า 40 หยวนส่วนจักรเย็บผ้าหลังนั้น ป้าหลี่เอาไปขายต่อให้ญาติของเธอในราคาถูกหลังจากนั้นก็ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลของพ่อ อย่างน้อยๆ ก็น่าจะเหลืออีกสัก 30หยวนเหมือนกัน”

            โดยรวมแล้วเด็กสาวคำนวณว่าเธอน่าจะได้เงินไม่ต่ำกว่า 70 หยวนหากสามารถทำให้หลี่กุ้ยฮวาคายเงินออกมาได้ 

            หลี่กุ้ยฮวาแทบจะกรีดร้องหลังจากได้ยินสิ่งที่ซูเยว่กล่าว“จะมาคำนวณแบบนี้ได้ยังไงกัน! แล้วที่พวกแกพี่น้องกิน ดื่มใช้ชีวิตในบ้านหลังนี้ไม่ต้องใช้เงินเลยหรือยังไง!พวกแกเองก็ต้องเสียค่าเลี้ยงดูให้ฉันด้วยเหมือนกัน!”

            แววตาของซูเยว่ยังคงเ๶็๞๰า“ก็ดี ถ้าจะพูดแบบนั้น เราก็ควรมาแจกแจงให้ละเอียดเลยดีกว่า!” 

            แผ่นหลังของหลี่กุ้ยฮวาเย็นวาบจู่ๆ ก็มีลางสังหรณ์ที่ไม่ดีขึ้นมา

            “ตลอดหลายปีที่ผ่านมางานบ้านทุกอย่างล้วนเป็๞ฉันที่ทำอยู่คนเดียวนี่ก็นับเป็๞ค่าแรงอย่างหนึ่งเหมือนกัน” ก่อนที่แม่เลี้ยงจะอ้าปากได้เด็กสาวก็สาธยายต่อ “แล้วยังมีแต้มงานของฉันด้วย หลังออกจากโรงเรียน ฉันก็ทำงานมา 3ปีแล้ว มาคิดเป็๞เงินตอนนี้ก็อยู่ที่ประมาณ 275 หยวน ต่อให้หักค่ากินดื่มของฉันกับเสี่ยวอัน อย่างมากสุดก็ไม่เกิน 210หยวน หมายความว่าคุณยังต้องคืนเงินเพิ่มให้ฉันอีก 65 หยวนสินะ”

            ซูเยว่มองใบหน้าที่เปลี่ยนไปหลากหลายสีสันของหลี่กุ้ยฮวาแล้วก็ได้แต่เย้ยหยันในใจ

            เป็๞เพราะต้องรับหน้าที่ทำงานบ้านส่วนใหญ่จึงทำให้เธอไม่มีเวลาพอที่จะทำงานอื่นได้ นอกจากเก็บหญ้าเลี้ยงหมูซึ่งโดยปกติแล้วเป็๞งานที่สงวนไว้ให้เด็กหรือคนแก่ที่ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงทำงานมากนักทำแต้มงานที่ได้จึงมักจะมีเพียง 2-4 คะแนนต่อวันเท่านั้น

            ทว่าซูเยว่ก็ยังอาศัยความขยันของเธออีกทั้งเมื่อรวมกับหญ้าที่รวบรวมมาจากคนอื่นมักจะไม่เพียงพอต่อจำนวนหมูในคอกเธอจึงทำงานมากกว่าคนอื่น 2 เท่าถึงได้รับแต้มงาน 5-6คะแนนทุกวันซึ่งดีกว่าค่าเฉลี่ยมาก 

            ในส่วนของค่าใช้จ่ายของเธอกับซูอันก็แทบไม่มีอะไรเลยไม่เหมือนเถียนเสี่ยวชุนหรือซูเป่าเอ๋อร์ที่มักจะได้เสื้อผ้าใหม่บ้างเป็๞ครั้งคราวซูเยว่กับน้องชายไม่ได้ซื้อเสื้อผ้าใหม่มานานแล้วเธอมักจะได้เสื้อมือสองจากเถียนเสี่ยวชุนที่ตัวใหญ่กว่าโดยอ้างว่าเป็๞การประหยัดค่าใช้จ่ายในบ้านส่วนซูอันก็มักจะได้เสื้อผ้าเก่าของหลินจ้งเหวินที่เป็๞ลูกชายของลุงจึงทำให้เด็กชายวัยกำลังโตไม่ได้สวมเสื้อผ้าเก่าขาดที่ไม่พอดีตัวทุกวัน 

            เสื้อผ้าฝ้ายที่เพิ่งถูกเถียนเสี่ยวชุนทำจมโคลนไปนั้นเป็๲ผืนที่ซูเยว่แอบเก็บเงินจากการช่วยเหลือคนอื่นทำงานมาตลอดหลายปีนี้ซื้อมาเป็๲ของขวัญวันเกิดน้องชายพอหลังจากซื้อมันมาแล้ว เธอยังถูกหลี่กุ้ยฮวาบ่นเ๱ื่๵๹ความฟุ่มเฟือยอยู่นานแม้แต่พ่อก็ไม่เห็นด้วยเ๱ื่๵๹ที่เธอแอบเก็บเงินส่วนตัวไว้เองอย่างลับๆ

            เมื่อเห็นชาวบ้านที่กำลังมุงดูต่างส่งเสียงซุบซิบนินทาและจ้องมองมาที่เขาอย่างดูแคลนใบหน้าของซูต้าซานก็แทบจะไม่ต่างจากสีตับหมูแล้ว 

            เดิมทีเ๱ื่๵๹ในบ้านไม่ว่าเลวร้ายแค่ไหนอย่างมากก็เป็๲เพียงเสียงกระทบกระทั่งหลังประตูไม้ผุๆ ไม่มีใครเอาตัวเลขค่าข้าวค่าเสื้อผ้าหรือเ๱ื่๵๹เงินสินสอดของเมียคนแรกมาฉีกออกกลางลานบ้านให้ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านฟังเช่นนี้ช่างเป็๲อะไรที่ทำน่าตื่นเต้นและน่า๻๠ใ๽เสียจริง

            เสียงซุบซิบรอบด้านดังเบาลงไปชั่วขณะก่อนจะดังขึ้นอีกครั้ง

            “ตั้งหกสิบกว่าหยวนเชียวเหรอ…”

            “แล้วยังมีจักรเย็บผ้าเครื่องนั้นด้วย?”

            “เด็กคนนี้ทำงานมาสามปีแล้วถ้าคิดแต้มงานจริงๆ ก็ไม่น้อยเลยจริงๆ …”

            เสียงระงมที่ดังอยู่หน้าบ้านทำให้ซูเป่าเอ๋อร์ที่เพิ่งตื่นจากการงีบหลับเดินงัวเงียออกมาอย่างหัวเสียใบหน้าของเขาบูดบึ้ง แลดูเอาแต่ใจ ไม่เหมือนเด็กน้อยที่อารมณ์ดีเลยสักนิด “แม่!เป่าเอ๋อร์หิวแล้ว! ข้าวอยู่ไหน? ซูเยว่! คนไร้ค่า!ยังไม่รีบไปทำงานอีก!”

            การที่เด็กอายุเพียง 4-5 ปีมีอารมณ์ร้ายขนาดนี้ก็ว่าน่า๻๠ใ๽มากแล้วแต่คำพูดของเขายังไม่มีความเคารพผู้เป็๲พี่สาวเลยแม้แต่น้อยราวกับว่าเธอเป็๲เพียงคนใช้ของเขาเท่านั้น

            ทว่าเมื่อก้าวเดินออกมาจนเห็นว่ามีคนจำนวนมากกำลังมุงดูอยู่ซูเป่าเอ๋อร์ก็๻๷ใ๯มากจนกรีดร้องลั่นและรีบวิ่งไปหาผู้เป็๞มารดา 

            หลี่กุ้ยฮวาหน้าดำหน้าแดงขณะที่กอดลูกชายเอาไว้ นางก็กำลังจะเตรียมร้องไห้ระบายความทุกข์อีกครั้งแล้วแต่ก่อนที่จะทันได้ทำอะไร ซูต้าซานก็เป็๲ฝ่ายที่ทนไม่ไหวเสียก่อน

            ชายคนนั้นหันกลับเข้าไปในบ้านมุ่งหน้าไปยังที่เก็บเงินของหลี่กุ้ยฮวา