ระบบผู้นำตระกูลสุดแกร่ง 【จบ】

    เล่มที่ 3 บทที่ 61 ตั๊กแตนจับจั๊กจั่น นกขมิ้นอยู่ข้างหลัง! [1]

            ดวงตาของเจียงหวนอวี่ยังคงจับจ้องอยู่บนกระบี่หักและม้วนคัมภีร์ที่กร่อนชำรุดตรงหน้าอดไม่ได้ที่จะเลียริมฝีปากอย่างไม่อาจห้ามใจ บางคราก็ชายหางตามองไปยังด้านข้างด้วยความหมายอันไม่อาจคาดเดา

            ขณะที่สายตาของผู้ฝึกตนแห่งนิกายบูชาจันทร์ที่อยู่ข้างๆก็เปล่งประกายละโมภไม่ต่างกัน

            ซากอาวุธศักดิ์สิทธิ์อันชำรุด!ม้วนคัมภีร์ที่ต้องสงสัยว่าเป็นส่วนหนึ่งของเก้าวิชา!สิ่งเหล่านี้ล้วนมากพอจะทำให้ผู้คนบ้าคลั่ง

            สวีหยวนเองก็หาได้แตกต่างกันแม้ตระกูลเจียงจะมีรากฐานที่ลึกล้ำมั่นคง ทว่าก็ไม่อาจมีอิทธิพลเหนือขุมกำลังอื่นๆเท่าใดนัก หากเขาสามารถครอบครองหนึ่งในเก้าวิชาและปลีกตัวออกจากนิกายบูชาจันทร์ได้ ผืนแผ่นดินนี้กว้างใหญ่ จะไปที่ใดก็ย่อมได้ผู้คนนับแสนล้าน ดินแดนอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต...แม้จะมีอิทธิพลล้นฟ้าก็ยากที่จะค้นพบตัวเขา!

            เมื่อคิดถึงจุดนี้แววตาของสวีหยวนก็ฉายแววเย็นยะเยือกพลันปราณที่แข็งแกร่งก็เอ่อท้นออกจากร่างอย่างมากมายมหาศาล

            “เป็นอะไรไป?”

            “ดูเหมือนท่านผู้อาวุโสสวี่จะสนใจม้วนคัมภีร์นั้นยิ่งนักกระมัง?”

            เจียงหวนอวี่พลันสังเกตเห็นมุมปากก็พลันยกยิ้มขึ้นอย่างขบขัน แต่กลับไม่มีท่าทีว่าจะลงมือน้ำเสียงของเขานิ่งสงบ พร้อมแฝงไว้ด้วยความเย็นยะเยือก

            สวีหยวนแค่นเสียงเย็นชาไม่คิดจะเสแสร้งอีกต่อไป พลันเอ่ยเสียงดัง “เก้าวิชาคือวิชาลับขั้นสูงสุดแห่งแคว้นตงฮวงหากครอบครองได้ก็สามารถท่องทั่วหล้าได้อย่างไร้ผู้ต้านทาน!”

            “ต่อให้ตระกูลเจียงของเจ้าจะมีเส้นสายอันใดก็ยากที่จะงมเข็มในมหาสมุทร หาคนผู้หนึ่งในบรรดาผู้คนนับแสนล้านคนได้!”

            คำกล่าวนี้ดูคล้ายจะกล่าวแก่เจียงหวนอวี่ทว่าแท้จริงแล้วกลับกล่าวแก่เหล่าผู้ฝึกตนแห่งนิกายบูชาจันทร์ต่างหากหากพวกเขาไม่ลงมือ สวีหยวนผู้นี้ต่อให้มีพลังมากมายเพียงใดก็ไม่อาจชิงสิ่งใดจากปากเสือได้

            ขณะที่บรรดาผู้คุมกฎระดับถ้ำสวรรค์กว่าสิบคนเมื่อได้ยินเช่นนั้นแววตาก็พลันสว่างวาบ ความลังเลเพียงน้อยนิดในใจก็พลันมลายหายไปในฉับพลัน

            บรรยากาศตึงเครียดยิ่งขึ้นเปี่ยมล้นด้วยเจตนาสังหารกระทั่งสัตว์อสูรเกล็ดดำก็ยังส่งเสียงคำรามกระหึ่มครางต่ำ

            เจียงหวนอวี่เองก็เป็นยอดคนแห่งยุคสมัยพลันล่วงรู้ถึงเจตนาของสวีหยวนในทันที มุมปากยกยิ้มเหยียดหยันพลันตะคอกเสียงดังก้อง

            “เหอะ”

            “ไม่เจียมตน!”

            “สังหารพวกมัน!!”

            “ขอรับ”

            เหล่าผู้ฝึกตนกว่าสิบคนแห่งตระกูลเจียงขานรับเสียงดังพลันปลดปล่อยจิตสังหารอันเย็นเยียบออกมาราวกับคลื่นพายุก่อนจะพุ่งเข้าจู่โจมเหล่าผู้ฝึกตนแห่งนิกายบูชาจันทร์ที่อยู่ข้างๆ

            “ฆ่า!”

            “ฆ่า!”

            เปิดเผยธาตุแท้!ทั้งสองฝ่ายต่างประดุจกองดินปืนที่พร้อมจะระเบิดเพียงสัมผัสประกายไฟสงครามพลันปะทุขึ้นในชั่วพริบตา!

            ตูม!

            โครม!

            แสงศักดิ์สิทธิ์สาดส่องทั่วฟ้าอาวุธวิญญาณและวิชาการต่อสู้ถูกใช้ไม่หยุดหย่อนจนสั่นสะเทือนไปทั่วภายในตำหนักเซียน เสียงกึกก้องดังไม่ขาดสาย

            แต่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าเงาร่างสีครามสายหนึ่งได้แอบแฝงกายอย่างเงียบงันอยู่ในเงามืดซึ่งก็คือมู่เสินฉวนที่มาถึงช้ากว่าใครเพื่อน

            “ท่านมหาเทพสิงเทียน”

            “เก้าวิชา”

            แววตาของมู่เสินฉวนฉายประกายคมกล้าไม่คาดคิดเลยว่าโลกใบเล็กอันรกร้างแห่งนี้กลับซ่อนวิชาลับอันน่าตกตะลึงถึงเพียงนี้ไว้ ดูท่าครั้งนี้ข้าจะโชคดีจริงๆ!

            เขาจับจ้องการต่อสู้ที่ปะทุขึ้นเบื้องหน้าจากในเงามืดโดยไม่มีท่าทีว่าจะลงมือแม้แต่น้อย

            เจียงหวนอวี่ผู้นั้นสมแล้วที่เป็นบุตรสวรรค์ผู้สืบทอดแห่งตระกูลเจียงพลังการต่อสู้นั้นแข็งแกร่งอย่างยิ่ง ทั่วร่างเปล่งประกายแสงศักดิ์สิทธิ์พลังปราณไหลเวียนพลุ่งพล่านวิชากายาอิทธิฤทธิ์ที่เขาใช้ล้วนลึกซึ้งพิสดารไร้เทียมทานทุกครั้งที่ลงมือก็สามารถทำให้ผู้ฝึกตนระดับธรรมกายที่ทรงพลังกระอักโลหิตถอยร่นไปได้!

            การต่อสู้ดำเนินไปเพียงไม่กี่สิบลมหายใจเหล่าผู้ฝึกตนแห่งนิกายบูชาจันทร์ก็เริ่มแสดงออกถึงความเหนื่อยล้าร่นถอยเป็นระยะๆ!

            แววตาของสวีหยวนพลันเย็นเยียบเขารู้ดีว่าไม่อาจยืดเยื้อได้อีกต่อไปแล้ว ต้องจบการต่อสู้นี้ให้เร็วที่สุด!

            “ลงมือเต็มกำลัง!”

            เขาเงยหน้าขึ้นตะคอกเสียงก้องในดวงตาพลันมีแสงสีครามส่องประกายวูบวาบพลังแห่งสภาวะอันลึกลับเกินหยั่งรู้แผ่ขยายออก ปรากฏมวลพลังขึ้นเหนือศีรษะภายในนั้นมีกระแสเจตจำนงแห่งคมกระบี่อันดุดันพุ่งเข้าจู่โจมไปทั่วสารทิศ!

            “ธรรมกายแห่งแก่นกระบี่!”

            ผู้อาวุโสระดับธรรมกายอีกสองคนของนิกายบูชาจันทร์เมื่อเห็นสวีหยวนลงมือเต็มกำลังก็ไม่คิดจะเก็บงำฝีมืออีกต่อไปต่างก็สำแดงพลังการต่อสู้ขั้นสูงสุดของตัวเองออกมาอย่างเต็มที่!

            “หึ”

            “ก็แค่การละเล่นปาหี่!”

            สีหน้าของเจียงหวนอวี่ไม่แปรเปลี่ยนมือของเขาร่ายผนึกวิญญาณอันซับซ้อน ชั่วพริบตาแสงแห่งพลังก็แผ่กระจายออกไปเสียงแห่งเต๋ากึกก้อง ประดุจเสียงระฆังอันกังวานที่สั่นสะเทือนอยู่ในใจของผู้คน

            เงาร่างของเทพเซียนอันศักดิ์สิทธิ์และสง่างามปรากฏขึ้นจากภายในแก่นพลังของเขาเปล่งรัศมีนับไม่ถ้วน แผ่กดดันไปทั่วทั้งตำหนักเซียน

            “ธรรมกายเทพเซียน!”

            ตูม!

            โครม!

            ภายใต้การโจมตีอันน่าสะพรึงกลัวเหล่านั้นธรรมกายของผู้อาวุโสแห่งนิกายบูชาจันทร์ทั้งสองก็พลันสลายไปในพริบตากระทั่งร่างก็ถูกแสงศักดิ์สิทธิ์อันเจิดจรัสทะลวงผ่าน ตำหนักวิญญาณหม่นหมองกระอักโลหิตถอยร่นอย่างรวดเร็ว ส่วนผู้ฝึกตนระดับถ้ำสวรรค์เหล่านั้นเพียงแค่สัมผัสที่ตื้นเขินก็ดับสิ้นตายลงแล้วกระทั่งเสียงร้องโหยหวนก็มิอาจเปล่งออกมา ระเบิดกลายเป็นกลุ่มหมอกโลหิต

            ธรรมกายแห่งแก่นกระบี่ของสวีหยวนก็หม่นหมองลงมากเช่นกันกระแสคมกระบี่อันดุดันที่พุ่งออกมาเพิ่งจะปะทะกับธรรมกายแห่งเทพเซียนก็ถูกบดขยี้จนแหลกสลาย

            “อะไรกัน!”

            “เป็นไปได้อย่างไร?”

            “เจียงหวนอวี่เพิ่งจะก้าวเข้าสู่ระดับธรรมกายพลังการต่อสู้จะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ได้อย่างไร!”

            “เด็กหนุ่มผู้นี้มันบ้าเกินไปแล้ว”

            ผู้อาวุโสแห่งนิกายบูชาจันทร์ทั้งสองต่างตกตะลึงพร้อมกันนั้นก็พาร่างกายที่บาดเจ็บสาหัสของตนหลบหนีออกจากตำหนักเซียนให้เร็วที่สุด

            “หึ!”

            “คิดจะหนีไปได้งั้นหรือ?”

            เจียงหวนอวี่พลันยกยิ้มเย็นชาปลายเท้าเหยียบย่างตามวิชาการเคลื่อนไหวอันพิสดารเพียงก้าวเดียวก็พุ่งทะยานไปได้หลายสิบจั้ง ฝ่ามือมีแสงศักดิ์สิทธิ์สลับไปมาพลันตะปบลงไปเบื้องล่างอย่างรุนแรง

            โครม!

            โครม!

            ผู้ฝึกตนระดับธรรมกายขั้นสองทั้งสองก็พลันตกตายลงในทันทีร่างสลายเป็นผุยผง โลหิตสาดกระเซ็น!

            เมื่อสวีหยวนเห็นเช่นนั้นในดวงตาก็พลันปรากฏความพรั่นพรึงอย่างขีดสุดเช่นกันเขาไม่คาดคิดเลยว่าผู้ฝึกตนระดับบุตรศักดิ์สิทธิ์ของคนรุ่นเยาว์จะเติบโตมาถึงขั้นนี้แล้วสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดพลังฝึกตนหลายขั้นเพื่อต่อสู้ได้ข้ามระดับได้เกรงว่าคงทำลายขีดจำกัดห้าประการแห่งพลังต่อสู้ไปแล้ว! น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก!

            อีกด้านหนึ่งการต่อสู้ในระดับถ้ำสวรรค์ก็ได้ถึงจุดสิ้นสุดแล้วเช่นกันตระกูลเจียงได้สังหารผู้คุมกฎของนิกายบูชาจันทร์ทั้งหมดจนสิ้นโดยแลกกับการสังเวยชีวิตของผู้ฝึกตนระดับถ้ำสวรรค์สองคนกลิ่นคาวโลหิตคละคลุ้งไปทั่วทั้งอากาศ ชวนให้ขนลุกขนชัน

            สวีหยวนรู้ดีว่าสถานการณ์กลับกลายเป็นฝ่ายตนเสียเปรียบอย่างสิ้นเชิงเก้าวิชาและอาวุธศักดิ์สิทธิ์ก็สิ้นหวังแล้วที่จะครอบครอง

            เขาพลันขบกรามแน่นพลังปราณก็พุ่งสูงขึ้นอีกครา ธรรมกายแห่งแก่นกระบี่ก็ก่อร่างชัดเจนพ่นลำแสงกระบี่สีครามอันเย็นเยือกออกมาไม่ขาดสาย ปลิวไสวไปทั่วทั้งฟ้าเปี่ยมด้วยพลังอันมหาศาล!

            ฉัวะ!

            ฉัวะ!

            “คิดจะดื้อรั้นต่อต้านงั้นรึ”

            เจียงหวนอวี่เอ่ยเบาๆพลางยื่นมือออกไปปัดป้องการโจมตีทั้งหมดจนแหลกสลายกลายเป็นละอองแสงศักดิ์สิทธิ์ร่วงโรยลง

            ขณะที่ในเวลานั้นเองแววตาของสวีหยวนพลันหรี่ลง พลันถอยร่นด้วยความเร็วอันน่าตื่นตะลึง อาศัยจังหวะนี้พุ่งทะยานออกไปนอกตำหนักเซียนอย่างบ้าคลั่งความเร็วของเขาประหนึ่งชั่วพริบตาเดียวก็ทะลุผ่านห้องโถงใหญ่ไปแล้ว

            “จะหนีไปไหน!”

            เจียงหวนอวี่เหยียบย่างตามวิชาการเคลื่อนไหวอันพิสดารเร่งความเร็วสูงสุดไล่ตามสังหาร

            ทว่าในเวลานั้นเองมือใหญ่ข้างหนึ่งพลันยื่นออกมาจากเงามืด ด้วยความรวดเร็วประดุจสายฟ้าฟาดจับคอของสวีหยวนไว้แน่น แล้วกระแทกเข้ากับเสาหยกด้านนอกตำหนักอย่างแรง!

            “เจ้า… เจ้าเป็นใคร!”

            สวีหยวนถูกการโจมตีอันกะทันหันเข้าเล่นงานจนตื่นตะลึงหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด พยายามดิ้นรนอย่างสุดกำลัง ทว่ากลับไร้ผลสองเท้าของเขาค้างเติ่งอยู่บนเสาหยกเช่นนั้น ร่างไม่อาจขยับได้แม้แต่น้อย!

            ---------------------------------------------------

            [1] ตั๊กแตนจับจั๊กจั่นนกขมิ้นอยู่ข้างหลัง หมายถึง สองฝ่ายทะเลาะกันบุคคลที่สามฉวยผลประโยชน์จากการวิวาททีหลัง

             

    คล้ายกับเรื่องระบบผู้นำตระกูลสุดแกร่ง 【จบ】 ที่คุณอ่าน