ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่ 170 รอข้าก่อนเหรินจูหง !

            “หลงเอ๋อร์เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ?” หนิงเฉิงรีบเข้ามาดูอาการบุตรชาย

             

            หนิงเฟยหลงมีสีหน้าที่เจ็บปวดพลางเอื้อนเอ่ยขึ้นช้า ๆ“ท่านพ่อข้าไม่เป็นไร”

             

            หนิงเฉิงพยักหน้าถี่ เขากลั้นหายใจคืนน้ำหยดน้ำที่เอ่อล้นในเบ้าตาแล้วยิ้มอย่างอบอุ่นพร้อมกล่าวว่า “ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ลำบากเจ้าแล้ว”

             

            หนิงเฟยหลงฝืนยิ้มก่อนจะหมดสติไป...

             

            ..........

             

            สิบวันต่อมา...ข่าวที่น่าตกใจก็เกิดขึ้นเมืองหลวงแคว้นซ่งแตกแล้วกองทัพซ่งทั้งหมดถูกทำลาย

             

            จักรพรรดิถูกปลงพระชนม์ รัชทายาทพลีชีพในสนามรบ ราชครูหลบหนีแผ่นดินซ่งกลายเป็นของเยว่อย่างสมบูรณ์อันที่จริงแล้วข่าวนี้ยังล่าช้าไปสิบวันด้วยซ้ำสถานการณ์ทางชายแดนตึงเครียดอย่างมากไม่มีใครล่วงรู้ว่าเยว่มีแผนใดต่อไป

             

            ทุกฝ่ายได้แต่เตรียมการรอรับสถานการณ์เท่านั้นเยว่ไร้การเคลื่อนไหวใดเงียบสนิทสายสืบที่ส่งไปล้วนไม่กลับมาแม้แต่หน่วยเฟิงยอดกองสอดแนมของหนิงเองก็ยังไม่ส่งข่าวมาไม่รู้ว่าภายในเยว่กำลังซุกซ่อนหรือทำสิ่งใด ?

             

            สามอาณาจักรก็ยังไม่มีท่าทีจะเข้าโจมตีเยว่แม้แต่น้อยด้วยกำลังคุมเชิงกันอยู่การยึดพื้นที่เยว่เดิมดูเล็กน้อยไปเลยเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความไม่รู้เช่นนี้แต่แน่นอนว่าหนิงยังคงเดินทัพต่อเข้ายึดเขตเหนือเดิมไว้ ส่วนตะวันตกได้เจรจายกห้าเมืองให้ฉู่เท่ากันกับอู๋แล้ว

             

            นครเหอผิง ตำหนักรัชทายาท

             

            หนิงเฟยหลงเข้ามารักษาตัวอยู่ที่นี่ได้สิบวันแล้ว อาการดีขึ้นเรื่อย ๆใกล้หายดีต้องยอมรับว่าการโจมตีสุดท้ายของเหรินจูหงนั้นรุนแรงมากกระทั่งหนิงเฟยหลงที่สวมเกราะว่างเปล่าและใช้พลังทั้งหมดโจมตีเข้าไปยังลดทอนได้เพียงน้อยนิดหากไม่ใช่ว่ากายของเขาแข็งแกร่งกว่าผู้อื่นคงไม่สามารถมีชีวิตรอดมาได้นับว่าเหรินจูหงคำนวณมาได้ดี แต่ก็ยังพลาดไป

             

            ที่จริงแล้วหนิงเฟยหลงก็สาหัสเอาการเรียกได้ว่าอันตรายต่อชีวิตเลย ฝ่ายโอสถหมอหลวงช่วยกันเยียวยาอย่างต่อเนื่อง แต่มีสิ่งหนึ่งที่คนอื่นไม่รู้นั่นก็คือร่างกายของเขาก็ถูกรักษาด้วยมิติปริศนาเช่นกันมิตินั้นส่งพลังชีวิตมารักษาประสานกระดูกที่หักเข้าด้วยกันและยังสร้างชิ้นส่วนที่หายไปให้กลับคืนมา

             

            ด้วยความสามารถนี้หนิงเฟยหลงยังต้องอึ้งอยู่นานถึงแม้เขาจะตั้งเป้าความสามารถของมันไว้สูงแล้ว แต่มันกลับสูงล้ำกว่าที่คาดคิดนักไม่รู้ว่าเขาเคยกระทำการสิ่งใดมาจึงมีวาสนามากมายเพียงนี้

             

            หนิงเฟยหลงลุกจากเตียงแล้วก็เดินออกไปยืดเส้นยืดสายเขารู้ดีว่าการต่อสู้ครั้งที่ผ่านมาตนเองประหม่าเกินไป อารมณ์ไม่มั่นคงเกินไปความคิดความอ่านในเวลานั้นจึงสั่นคลอนสับสนไปหมดทั้งที่ช่วงจังหวะเป็นตายเขาสามารถเข้าไปหลบในมิติปริศนาได้ แต่กลับลืมไปสิ้นด้วยคิดแต่จะเอาชีวิตรอดจากการเผชิญหน้า

             

            ทว่านั่นก็มีทั้งข้อดี และข้อเสียข้อดีคือเขาไม่ต้องพึ่งวัตถุภายนอกมากเกินไปเขาจะเห็นถึงความสามารถที่แท้จริงของตนเองและผู้อื่นจะไม่ล่วงรู้ความลับเรื่องมิติปริศนานี้ ข้อเสียคือเขาต้องแบกรับอันตรายด้วยตนเอง

             

            “การต่อสู้กับผู้แข็งแกร่งแม้ว่าข้าจะรีดเค้นพลังทั้งหมดโจมตีก็ไม่อาจเอาชนะได้หากระดับพลังยังอยู่เพียงขั้นที่สี่การต่อสู้กับเข้าสู่พิภพขั้นสี่ขึ้นไปก็อย่าได้กล่าวถึงเลย"หนิงเฟย”ลงส่ายศีรษะเล็กน้อย “ข้าจะต้องหลอมโอสถ !”

             

            หนิงเฟยหลงตัดสินใจแล้วก็ออกคำสั่งให้คนใช้ในจวนไปซื้อวัตถุดิบเขารออยู่ครึ่งวันของจึงมาส่ง

             

            เมื่อได้รับของแล้วจึงเดินเข้าห้องแขวนป้ายประตู ‘ปิดด่านไม่อนุญาตให้รบกวน !’ แล้วจึงเข้าไปในมิติปริศนาเพื่อหลอมโอสถทว่าเขาไม่อาจพึ่งโอสถได้มากเกินไป จำเป็นต้องฝึกฝนอย่างเคร่งครัดด้วยภายในช่วงเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมาเขาไม่ได้ฝึกฝนจริงจังมากมายแต่ครานี้เขาจะปิดด่านฝึกฝนหนึ่งเดือนนับตามเวลาปกติแต่หากในมิติปริศนาแล้วคงนับได้ถึงสามสิบปี !

             

            ทว่าเมื่อเข้าไปในมิตินั้นแล้วออกมาตรวจสอบดูกลับพบว่าเวลาในมิตินั้นเปลี่ยนแปลงไปมันไม่เสถียรดังแต่ก่อน เวลาที่สามารถยืดได้ยาวนานหนึ่งวันในโลกเท่ากับหนึ่งปีในมิติลดลงเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าเป็นด้วยเหตุอันใดกันแน่ แผนการฝึกฝนสามสิบปีจึงเป็นไปไม่ได้อีก

             

            “สามสิบปีไม่ได้ เช่นนั้นห้าปีก็เพียงพอ !”

             

            การหลอมโอสถได้เริ่มขึ้น !

             

            คราวนี้เขาไม่ต้องทำการซื้อขายอย่างยากลำบากกับหอสมบัติแล้วเยว่หยางไม่ได้เป็นประมุขหอที่นี่อีกต่อไป หากแต่มีผู้มารับช่วงต่อการเจรจาจึงง่ายดาย ขอเพียงหนิงเฟยหลงต้องการสิ่งใดของสิ่งนั้นก็จะลดราคาให้ถึงกึ่งหนึ่ง

             

            หนิงเฟยหลงมีสมาธิมุ่งมั่นในการหลอมมากจากประสบการณ์ที่ล้มเหลวหลายครั้งในที่สุดก็สามารถหลอมโอสถได้อย่างง่ายแม้ไม่เรียกว่าเชี่ยวชาญ แต่ก็ไม่ยุ่งยากจนเกินไปหลอมโอสถครั้งนี้นอกจากจะมุ่งหวังเพิ่มระดับพลังยุทธ์แล้วเขายังต้องหลอมโอสถจิตกำเนิดเพื่อเพิ่มพลังจิตอีกอย่างน้อยในตอนนี้เขาก็มีพลังยุทธ์ถึงแก่นแท้พลังแล้ว ทว่าพลังจิตยังไม่ไปถึงไหน

             

            อย่างน้อย ๆ พลังจิตของเขาควรจะสมดุลกับพลังยุทธ์ในเวลานี้ ที่จริงแล้วการมีพลังสองสายช่วยเกื้อหนุนเขามากจากการต่อสู้ที่ผ่านมา

             

            แม้ว่าพลังจิตจะไม่ได้ส่งเสริมพลังในการต่อสู้มากนักแต่หากเป็นการตรวจจับการเคลื่อนไหวล่ะก็มันรวดเร็วกว่าสัมผัสจากลมปราณมากนักส่งผลต่อการตอบสนองหลายๆ ครั้งให้รอดพ้นอันตรายอย่างเฉียดฉิว และเป็นเหตุผลอีกอย่างที่ทำให้หนิงเฟยหลงสามารถต่อกรกับชนชั้นแดนพิภพได้อย่างไม่เสียท่า

             

            เวลาผ่านไปห้าวันตามเวลามิติปริศนา เม็ดยาลมปราณระดับหนึ่งและเม็ดยาจิตกำเนิดทำการหลอมได้อย่างเพียงพอแล้ว

             

            “เม็ดยาลมปราณนี่น่าจะพอให้ทะลวงไปถึงขั้นที่หกได้ ส่วนเม็ดยาจิตกำเนิดนี่...คงสามารถช่วยให้เข้าสู่ขั้นกลางได้ล่ะมั้ง?” หนิงเฟยหลงก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่นักสำหรับพลังจิตแล้วเขายังอ่อนประสบการณ์อยู่มาก

             

            หลังหลอมโอสถเสร็จความเหนื่อยล้าก็มาเยือน เขาต้องการเวลาพักผ่อนชั่วครู่หนึ่งชั่วยานพ้นผ่านชายหนุ่มลืมตาลุกขึ้นยืนขึ้นเดินดุ่ม ๆ ไปยังสระที่เขาเคยไปเช่นเดิมสัตว์พิทักษ์ทั้งสองก็ตามไปด้วย

             

            “จิ้งจอกขาวไม่ได้เจอกันสักพักหนึ่งแล้วพลังจิตของเจ้าดูเหมือนจะก้าวหน้าไปไกลทีเดียว”เขายิ้มให้กับจิ้งจอกน้อยพลางถลึงตาใส่กระทิงโลหิตที่นอนราบขี้เกียจอยู่“ส่วนเจ้า...อยู่ยังไงก็อยู่อย่างนั้นไร้การพัฒนาเสียจริง”

             

            กระทิงโลหิตกำลังจะโต้ตอบพลันเจอเข้ากับพลังจิตสายหนึ่งสะกดข่มความคิดให้ตื้อตันไปชั่วขณะหนิงเฟยหลงก็เข้าไปยังสระน้ำนั่นแล้ว ฝีมือนี้แน่นอนว่าต้องเป็นของจิ้งจอกขาวกระทิงโลหิตได้สติก็คำรามด้วยความโกรธคราหนึ่งก่อนจะสะบัดหน้าหันก้นไปทางชายหนุ่มแล้วนอนหมอบดังเดิม

             

            ฉากเหตุการณ์ซ้ำเดิมไม่กลับมาหนิงเฟยหลงไม่ได้รีบเร่งหลอมรวมพลังโอสถเข้าร่างอย่างที่เคยเขาค่อย ๆ ย่อยสลายมันเข้าไปในจุดตันเถียน และโคจรพลังอย่างสม่ำเสมอระดับพลังของเขาสูงขึ้นเรื่อยๆ แตะเข้ากับเพดานขั้นอีกครั้ง

             

            ปึง !

             

            ขั้นที่ห้าแก่นแท้พลังมาเยือนหนิงเฟยหลงหยุดการทะลวงพลังยุทธ์ไว้เพียงเท่านี้ หันความสนใจมาที่พลังจิตแทนเม็ดโอสถจิตกำเนิดกลิ้งกลมอยู่บนฝ่ามือตบเข้าปากในบัดดล

             

            “อ๊าก !!”หนิงเฟยหลงกุมขมับด้วยความเจ็บปวด สีหน้าซีดขาวอย่างยิ่งจิ้งจอกขาวที่คอยอารักขาอยู่ก็กระโจนร่างลงมายังสระ ปลดปล่อยพลังจิตอันแข็งแกร่งช่วยควบคุมพลังจิตที่ยุ่งเหยิงภายในร่างของชายหนุ่ม

             

            “ท่านต้องตั้งสมาธิไว้กำหนดลมหายใจให้ดีเคลื่อนพลังนี้ไปที่จุดกลางหน้าผากรวมมาที่จุดเดียวใช้จังหวะนั้นก้าวเข้าสู่ขั้นกลางให้ได้หากใช้เวลามากเกินไปรู้สึกรับไม่ไหวท่านต้องรีบสลายมันเสีย”

             

            หนิงเฟยหลงทำตามคำแนะนำของจิ้งจอกขาวเขาเคลื่อนพลังจิตไปจุดกลางหน้าผากปรับการโคจรให้สม่ำเสมอใช้เวลาสักพักจึงเริ่มทะลวงขั้นพลังจิต

             

            ตูม !!

             

            วงแหวนเวทย์ปรากฏหมุนวนรอบกายของเขาจากนั้นก็ระเบิดออกเป็นวงกว้างมีพลังออกจากหัวสมองของหนิงเฟยหลงราวกับทะลุทะลวงพุ่งขึ้นฟากฟ้า เสียง ‘ตูม !’ดังสนั่นอีกครั้งดวงตาของเขาก็พลันเรืองรองราวกับสัมผัสแห่งจิตเพิ่มพูนขึ้นอย่างบ้าคลั่ง

             

            “ไม่เสียทีที่เป็นเม็ดยาจิตกำเนิด” เขาพึมพำขึ้น

             

            การหลอมโอสถในวันที่ผ่านมาหากถามว่าโอสถเม็ดใดยากเย็นที่สุดก็คงต้องกล่าวถึงเม็ดยาจิตกำเนิดนี้เป็นแน่แม้มันจะถูกจัดให้อยู่ในระดับหนึ่งก็ตามแต่วิธีการหลอมยุ่งยากซับซ้อนใกล้เคียงระดับสองมากหนิงเฟยหลงเสียเวลาหลอมโอสถนี้เพียงเม็ดเดียวมากกว่าเม็ดยาลมปราณระดับหนึ่งหลายสิบเม็ด

             

            แต่นั่นช่างคุ้มค่า !

             

            ...

             

            ผ่านไปสิบห้าวันในเวลาโลกปกติ หนิงเฟยหลงออกมาจากการปิดด่านแล้วเวลานี้เขาเข้าไปในพระราชวังเก่าเยว่เพื่อเข้าเฝ้าพระอัยกาของเขา

             

            “กระหม่อมถวายบังคมฝ่าบาท” หนิงเฟยหลงคุกเข่าลงคำนับตามราชประเพณี

             

            จักรพรรดิเบิกพระเนตรขึ้นทรงยินดียิ่งที่ได้พบพระราชนัดดาคนโปรด “มาเถอะเฟยหลงอย่าได้มากพิธีเมื่อพบเป็นการส่วนตัวไม่ต้องพิธีรีตอง ไม่ต้องกล่าวคำศัพท์ให้ยุ่งยาก”

             

            หนิงเฟยหลงยิ้มให้แล้วกล่าวว่า “ขอรับ ข้าจะเชื่อฟังท่านปู่วันนี้ที่ข้ามาเพื่อจะมาขออนุญาตเดินทางไปทำภารกิจกับหน่วยเฟิง”

             

            “ ไม่ได้ ! เจ้าเป็นท่านอ๋องแล้ว ชีวิตมีค่านัก จะให้เสี่ยงอันตรายอีกไม่ได้ ! ทั้งเจ้ายังรับปากท่านบรรพชนไว้ หากมีอันตรายถึงชีวิตจะทำอย่างไร ?เรื่องนี้ข้าไม่อนุญาต !”

             

            “ท่านปู่ข้าเข้าใจดี แต่หากข้าไม่ออกไปผจญโลกบ้าง มัวแต่อยู่ในการปกป้องของพวกท่านไหนเลยจะไม่เป็นการทำลายเส้นทางอนาคตของตนเอง”

             

            หนิงเทียนจ้องหลานชายของตนครู่หนึ่งในหัวคล้ายกำลังขบคิดจากนั้นจึงถอนหายใจ แล้วจึงพยักหน้า

             

            “ได้...แต่เจ้าจงจำไว้ ชีวิตของเจ้าไม่เพียงสำคัญต่อเจ้าทว่ายังเชื่อมโยงกับผู้คนมากมายในตระกูล จงรักษามันไว้ให้ดี เจ้าไปได้แล้ว”หนิงเทียนสะบัดมือคราหนึ่งลมก็หอบหนิงเฟยหลลงออกไปไม่บอกก็รู้ว่าหนิงเทียนยากจะข่มใจ หากหนิงเฟยหลงอยู่ต่อเขาคงต้องเปลี่ยนใจ

             

            หนิงเฟยหลงลาบิดา และน้องสาวแล้วตนเองก็ควบม้าออกจากเมืองพร้อมหน่วยเฟิงอีกสามสิบคน

             

            “รอข้าก่อนเหรินจูหง !”

             

            ..........

             

             

    คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน