เฟิ่งหยูเดินชมรอบ ๆ เมืองไปตามย่านการค้าที่เกิดขึ้นมาใหม่ผู้คนมาหน้าหลายตาจากเมืองต่าง ๆ ต่างออกมาเดินจับจ่ายซื้อของกันอย่างคึกคัก ระหว่างที่เดินไปเรื่อยๆ มีเสียงดังออกมาจากมุมหนึ่งของถนนสิ่งที่ปรากฏตรงหน้าคือสุนัขดุร้ายหลายตัวกำลังไล่ต้อนลูกแมวตัวน้อยตัวหนึ่งให้จนมุมลูกแมวตัวนี้ดูผิวเผินแล้วคงอายุไม่กี่เดือน นอนขดตัวสั่นสะท้านด้วยความกลัว
เฟิ่งหยูถอนหายใจ“นี่มันก็คงเหมือนโลกของเรา หากอ่อนแอก็ต้องถูกรังแกจะอยู่หรือตายก็แล้วแต่โชคชะตา ดูจากการที่มันอยู่ตัวเดียวมันคงไม่มีพ่อแม่ช่างน่าสงสารเสียจริงคงจะดีถ้าข้ารับมันไว้เป็นเพื่อนอีกสักตัวถึงอย่างไรมันก็เป็นเพียงแค่แมวตัวหนึ่ง
เฟิ่งหยูเดินเข้าไปสุนัขทุกตัวก็หันมามอง พร้อมโก่งตัวส่งเสียงขู่คำรามใส่เขาฟ่อใหญ่ทันทีแต่เมื่อเฟิ่งหยูใช้สายตาอันเย็นยะเยือกกับพวกมันทุกตัวพลันหยุดชะงักไม่มีตัวไหนกล้าแม้แต่จะเคลื่อนไหว พวกมันกลัวจนฉี่ราดออกมาเฟิ่งหยูเดินเข้าไปใกล้ลูกแมวตัวนั้นเขาอุ้มลูกแมวที่ยังอยู่ในอาการตกใจไว้ในอ้อมแขน พร้อมกับลูบหัวมันสองสามครั้งแต่ลูกแมวก็ยังตัวสั่นเทาด้วยความตกใจ ลูกแมวตัวนี้มอมแมมมากมีสิ่งสกปรกติดตามขนของมันเต็มไปหมด เฟิ่งหยูอุ้มมันพลางปัดสิ่งสกปรกออกจากขนของมันเมื่อไม่มีอะไรติดตามขนของมันแลวเขาพบว่าแมวตัวนี้มีลักษณะที่ดีและสวยมาก ลูกแมวตัวนี้มีขนสีขาวสะอาดราวกับหิมะแต่เท้าทั้งสี่กลับเป็นสีแดงเพลิง ดวงตามันดูแปลก เมื่อมองใกล้ ๆราวกับว่ามีดวงดาวอีกดวงอยู่ในตาของมัน เฟิ่งหยูเดินไปเรื่อย ๆ พลางลูบขนของลูกแมวไปด้วย ลูกแมวจึงค่อย ๆ สงบลงมันเงยหน้าขึ้น ตากลมโตที่สุกใสเป็นประกายของมันจ้องมายังเฟิ่งหยูในแววตาเต็มไปด้วยคำขอบคุณราวกับว่ามันมนุษย์คนหนึ่ง
เฟิ่งหยูเดินเข้าไปในโรงเตี้ยมแห่งหนึ่งเป็นครั้งแรกที่เขาได้เข้ามาในร้านค้าที่ทางเมืองจินเฟิงจัดตั้งขึ้นมาหลังจากเดินเข้าไปในร้านเฟิ่งหยูสอดส่องสายตาไปทั่ว ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลากินข้าวในร้านจึงมีคนไม่มากนัก มีคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะ สองสามโต๊ะ เจ้าของร้านเป็นหญิงสาวสวมชุดสีม่วงแม้จะเป็นชุดธรรม ๆ ชุดหนึ่งแต่รูปร่างที่ตอบรับกับชุดที่สวมใส่ทำให้นางมีเสน่ห์เย้ายวนติดตราตรึงใจแต่ผู้พบเห็นอย่างน่าประหลาด เหมยกุ้ย คือชื่อของนางเมื่อเจ้าของร้านได้ยินเสียงคนเดินเข้ามาในร้านเขาหันไปก็พบกับเด็กน้อยวัยกำลังโต
เหมยกุ้ยรู้ดีว่าผู้ชายส่วนใหญ่ที่เข้ามาในร้านนี้ต่างก็อยากจะมาเพื่อประจักษ์ถึงความงามของตน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นหนุ่มน้อยเช่นนี้นางมองออกชัดเจนว่าหนุ่มน้อยถึงแม้ดูเหมือนว่าจะคิดอะไรไม่ดีแต่ก็คงไม่มีความกล้า เมื่อนางพิจารณาดูและพบว่าสายตาของเฟิ่งหยูไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรจึงวางใจลงได้
ช่วงเวลาที่เหมยกุ้ยยังคงสับสนอยู่นั้นพลันพูดขึ้นว่า
“มีอาหารอะไรแนะนำบ้างพี่สาวข้าไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เช้าแล้วรบกวนท่านจัดมาให้ข้าสักสองสามอย่างที”
เหมยกุ้ยปรายตามองด้วยแววตาเป็นประกายดังพระจันทร์เสี้ยว
“ได้สิเชิญท่านลูกค้าไปนั่งรอทางโน้นก่อนได้เลย เดียวข้าจะไปจัดอาหารมาให้ท่าน” เหมยกุ้ยพูดพร้อมกับรอยยิ้มรอยยิ้มนั้นเหมือนกับดอกไม้แรกแย้ม นางเดินยักย้ายส่ายสะโพกตรงไปที่ครัวหลังจากนั้นไม่นานเนื้อวัวที่ปรุงสุกใหม่ ๆ และอาหารอีกหลายอย่างก็วางอยู่ตรงหน้าของเฟิ่งหยู
เหมยกุ้ยรู้สึกว่าเด็กคนนี้มีอุปนิสัยและท่าทางที่ค่อนข้างพิเศษการพูดจาก็ไม่เหมือนกับเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันอีกทั้งนางยังรู้สึกได้ถึงพลังบางอย่างที่แฝงอยู่ภายในร่างกายของเด็กคนนี้ดังนั้นนางจึงมองเฟิ่งหยูอย่างไม่ละสายตาโดยที่ไม่รู้ตัว ทันใดนั้นภายนอกร้านก็มีเสียงอึกทึกครึกโครม เพราะหนุ่มอายุสิบห้าสิบหกมาพร้อมกับเด็กอายุราวยี่สิบสองยี่สิบสามปีกลุ่มหนึ่งกำลังเดินมาร้านแห่งนี้
ในระหว่างที่เฟิ่งหยูกำลังทานอาหาร พร้อมกับป้อนอาหารให้กับลูกแมวน้อยชายหนุ่มพร้อมกับนักเลงอันธพาลที่อายุราวยี่สิบสองยี่สิบสามปีกลุ่มนั้นก็เดินเข้ามาในร้านในทุกที่ที่ไม่ว่าจะเป็นอาณาจักรใดก็ตามมีกฎเกณฑ์ที่ง่ายมาเพียงข้อหนึ่งคือผู้ใดแข็งแกร่งผู้นั้นก็จะมีชีวิตที่ดีถ้าเป็นเมื่อก่อนเฟิ่งหยูคงไม่รู้จะทำอย่างไรถ้าเห็นพวกมันอยู่ในระยะสายตาขนาดนี้แต่ในตอนนี้เมื่อเฟิ่งหยูเห็นพวกมัน ดวงตาคู่นั้นกลับเปล่งประกายทันทีขณะที่เฟิ่งหยูวางเงินจ่ายค่าอาหารเสร็จ เขาก็ถูกอันธพาลเหล่านั้นจ้องมองทันที
“เจ้าขยะเจ้าออกมาเดี๋ยวนี้เลย”
หนึ่งในกลุ่มอันธพาลคนหนึ่ง รูปร่างแข็งแรงกำยำสวมใส่เสื้อผ้าสีสันค่อนข้างสดใส ในมือถือดาบยาวอยู่เล่มหนึ่งขณะกำลังตะโกนด่าทอเฟิ่งหยูอยู่นั้น เฟิ่งหยูเงยหน้ามองพวกอันธพาลสายตาของเฟิ่งหยูกลับจ้องจับไปที่ชายหนุ่มคนหนึ่ง
“ข้ารู้จักพวกเจ้าด้วยหรือ”เฟิ่งหยูกล่าวอย่างไม่ใส่ใจเขาส่งลูกแมวที่กินอิ่มแล้วกำลังหลับใหลในอ้อมกอดให้กับเหมยกุ้ยเหมยกุ้ยยื่นมือออกไปรับลูกแมวพร้อมกับกำลังจะหยุดเฟิ่งหยู เพียงแต่ว่าพริบตาเดียวเฟิ่งหยูหายไปจากสายตาเหมยกุ้ยแล้ว
เมื่อเห็นการเคลื่อนไหวอันรวดเร็วของฟิ่งหยูเหมยกุ้ยพลันสายตาเป็นประกายในตอนแรกนางคิดจะช่วยเหลือเฟิ่งหยูเพราะเห็นว่าเฟิ่งหยูมาเพียงลำพังคนเดียวแต่หลังจากได้เห็นการเคลื่อนไหวที่น่าอัศจรรย์ของเฟิ่งหยูแล้วนางก็หยุดความคิดนั้นทันที อยากรู้นักเด็กน้อยคนนี้จะผ่านเหตุการณ์นี้ไปได้อย่างไรเหมยกุ้ยคิดในใจ เฟิ่งหยูปรากฏตัวอีกทีอยู่หน้าร้านแล้ว อยู่ตรงข้ามกับพวกอันธพาลทั้งหลาย
“เจ้าเองสินะเฟิ่งหยู”
หัวหน้าแก๊งอันธพาลเดินออกมาข้างหน้าด้วยสีหน้าหยิ่งยะโส
“ข้าคือจิวเล่ยหัวหน้าของเจ้าพวกนี้ เจ้าคงเคยได้ยินกระมัง”
เฟิ่งหยูหัวเราะออกมาเล็กน้อย
“เจ้าไม่ใช่บิดาข้าเสียหน่อยเกรงว่าหากเคยเห็นหน้าก็คงจะจำไม่ได้ และข้าก็ไม่จำเป็นต้องรู้จักเจ้าด้วย”
จิวเล่ยอึ้งตะลึงกับคำพูดของเฟิ่งหยู มันโกรธจนควันออกหูนับตั้งแต่เขารวบรวมนักเลงหัวไม้รุ่นราวคราวเดียวกันได้สิบกว่าคนจนตั้งเป็นกลุ่มขึ้นมาได้ กลุ่มตระกลูเซียวก็เริ่มติดต่อคบค้าสมาคมกับกลุ่มของจิวเล่ยทำให้กลุ่มของจิวเล่ยมีผู้มีอำนาจในเมืองอย่างตระกูลเซียวหนุนหลังพวกมันจึงไม่เกรงกลัวใครซึ่งในวันนี้พวกมันก็ได้รับการติดต่อจากตระกูลเซียวให้พวกมันมาจัดการกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งชื่อว่าเฟิ่งหยู ลูกน้องของมันได้ข้อมูลต่าง ๆ มาตั้งแต่เช้าจนถึงตอนนี้พวกมันถึงตามหาเฟิ่งหยูเจอแต่กลับโดนเด็กน้อยคนหนึ่งตอกกลับแบบนี้ทำให้ความโกรธของมันลุกโซนเหมือนไฟที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งทุกอย่าง
“พวกเจ้าห้าคนไปทำให้มันรู้สึกสำนึกหน่อยว่าพูดอะไรออกไปฉีกปากมันและตัดลิ้นของมันออกมา จากนั้นฉีกแขนขามันออกมาข้าอยากรู้นักถ้ามันตายจะมีใครกล้าออกมาเสนอหน้าหรือไม่”จิวเล่ยตะโกนสั่งด้วยอารมณ์ที่ฉุนเฉียว
เวลานี้ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาบริเวณนี้เริ่มพากันจ้องมองมาที่นี่แต่ไม่มีใครกล้าเข้ามายุ่ง ถึงแม้ในเมืองจินเฟิงจะมีกฎหมายแต่พวกตระกูลใหญ่ที่มีรากฐานที่ยาวนานใครๆ ก็ไม่อยากที่จะไปแตะ หรือไปยุ่งด้วย มีเพียงไม่กี่คนที่พูดกันด้วยเหตุผล แล้วคนเหล่านี้ที่เติบโตมากับสถานที่แบบนี้การจะรังแกใครสักคนถือเป็นเรื่องปกติขนาดคนพิการพวกเขายังรังแกกันมาแล้ว
พวกอันธพาลทั้งหลายล้อมหน้าล้อมหลังไว้หมด
“เดียวก่อนได้ไหม”
“ข้าจะบอกอะไรให้นะเจ้าลูกสุนัขตัวน้อย มาเริ่มรู้สึกตอนนี้มันสายไปแล้ว ข้าบอกว่าจะตัดลิ้นเจ้าก็คือตัดลิ้นเจ้าแต่ว่าถ้าเจ้ายอมคุกเข่าและเรียกข้าว่าบิดาข้าอาจจะพิจารณาไม่ฉีกแขนขาของเจ้าก็ได้”
“ไม่ ไม่ ไม่เจ้าเข้าใจผิดแล้ว ข้าก็แค่อยากรู้ว่า นักเลงอันธพาลแบบพวกเจ้าตอนจะทำอะไรสักอย่างพวกเจ้าได้รับค่าจ้างกันหรือไม่ ?”เช่นถ้าตัดแขนใครสักคนจะได้เท่าเงินเท่าไหร่ ถ้าตัดขาจะได้เงินเท่าไหร่หรือถ้าฆ่าใครสักคนจะได้เงินเท่าไหร่”
“ฮ่า ๆๆๆๆ ไอ่ลูกหมาตัวน้อยของเราตอนนี้คงเริ่มเข้าใจอะไรขึ้นมาบ้างแล้วข้าจะบอกเอาบุญ คนอย่างเจ้านี่นะฆ่าไปก็ไม่คุ้มเงินหรอกถึงแยกชินส่วนของเจ้าทั้งตัวไปขึ้นเงินมันก็ยังได้น้อยอยู่ดี”
“งั้นหรอ งั้นก็ดีพวกเจ้าก็คงไม่มีค่าสำหรับเมืองนี้เช่นกัน” เมื่อพูดจบเฟิ่งหยูก้าวออกมาข้างหน้าอย่างรวดเร็วคนที่อยู่ใกล้มือเฟิ่งหยูมากที่สุด คือโอป้ายังไม่ทันที่เขาจะทำอะไรลูกเตะของเฟิ่งหยูก็ส่งเขาไปติดกำแพงแล้ว โอป้ากรีดร้องโหยหวนทันทีที่เขาทรุดตัวลง เท้าของเฟิ่งหยูก็กระแทกเข้าที่ใบหน้าของเขาอีกครั้ง หลังจากนั้นเฟิ่งหยูก็จับแขนของเขาบิดไปมาอย่างไร้ทิศทางเสียงกระดูกแขนที่โดนบิดดังกร๊อบแกร๊บ ขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนแขนทั้งสองข้างของมันหลุดออกมาเฟิ่งหยูโยนแขนของโอป้าไปข้างหน้า
“แขนข้างนี้ก็คงไม่มีราคามากกว่าแขนข้าเช่นกันพวกเจ้าคิดเอาเองละกัน”เฟิ่งหยูโยนแขนทั้งสองข้างไปให้พวกอันธพาล
ภาพตรงหน้าทำให้จิวเล่ยและเหล่าลูกน้องของต่างตกตะลึงใครจะไปคิดว่าเด็กชายคนหนึ่งจะสามารถบิดแขนคนออกมาด้วยความเร็วขนาดนี้แต่อย่างไรก็ตามคนพวกนี้พื้นฐานก็เป็นคนโหดเหี้ยม ครั้นจะมากลัวเด็กคนหนึ่งก็คงไม้ใช่เรื่องจิวเล่ยจึงตะโกนสั่งออกไปสุดเสียง
“ฆ่ามันซะ” หันโจหนึ่งในกลุ่มอันธพาลอาศัยช่วงเสี้ยววินาทีนั้นถือกระบอกเหล็กทุบไปที่หัวของเฟิ่งหยู เฟิ่งหยูกระโดดไปข้างหน้า เตะไปที่ชายโครงของหันโจเสียงกระแทกดังลั่น ร่างกายของมันปลิวไปตามแรงเตะของเฟิ่งหยูเมื่อตกถึงพื้นร่างกายของหันโจก็หมดสภาพไม่สามารถลุกขึ้นมาได้อีก
โดยไม่ให้ใครได้ตั้งตัวเฟิ่งหยูโจมตีด้วยความรวดเร็ว หมัดของเขาพุ่งตรงไปที่คอหอยของอันธพาลอีกคน ในทันทีมีเสียงร้อยอู้อี้ออกมาจากลำคอขณะที่ดวงตาเบิกโพลง ร่างของมันล้มไปด้านหลัง จากนั้นเฟิ่งหยูจับแขนสองข้างของอีกคนหนึ่งได้ เฟิ่งหยูบิดแขนทั้งสองข้างไขว้กันหลังจากนั้นก็ถีบเข้าไปที่หน้าอก ไม่รู้ว่าอันธพาลคนนั้นซี่โครงหักไปกี่ซี่......
ยังไม่ทันได้หยุดหายใจเขาก็พลันต้องหลบมีดของหวังต้าที่พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วเฟิ่งหยูไม่หลบแต่อย่างใดเขากลับเดินเข้าไปหาหวังต้า ซัดหมัดเข้าขากรรไกรของหวังต้าอย่างแรง คางของหวังต้าโดนหมัดเข้าไปเต็มๆ จนใบหน้าบิดเบี้ยว ร่างของหวังต้าลอยกระเด็นไปด้านหลังเพียงไม่นานร่างของมันก็ร่วงลงพื้น
หลังจากนั้นเฟิ่งหยูพุ่งเข้าหาจิวเล่ยทันที
“อย่าเข้ามานะ”จิวเล่ยร้องสุดเสียงด้วยความหวาดกลัว ในเมือของมันกำมีดขึ้นมากวัดแกว่ง ไปมาร่างของเฟิ่งหยูกระโดดไปเหนือคมมี โน้มตัวหลบมีดของจิวเล่ยที่กวัดแกว่งอย่างแม่นยำจากนั้นอาศัยจังหวะปล่อยหมัดพุ่งตรงไปยังท้องน้อย จิวเล่ยร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดมีดในมือตก ตัวมันงอเป็นกุ้งล้มลงไปกองกับพื้น
ไม่นานพวกทหารก็วิ่งเข้ามาเต็มพื้นที่เมื่อจิวเล่ยเห็นดังนั้นมันก็รีบตะโกนอย่างรวดเร็ว
“ข้าเป็นคนของตระกูลเซียวรีบจับเจ้าเด็กคนนี้เร็วมันขโมยของที่ตำหนักของตระกูลเซียวมา”จิวเล่ยรีบเอ่ยปากฟ้องทันที
ขณะนั้น ลูกแมวน้อยที่นอนหลับอยู่บนเนินอกนุ่มนิ่มของเหมยกุ้ยก็ได้ลืมตาตื่นขึ้นมามันมองไปรอบ ๆ สอดส่องสายตาไปมา แม้จะงัวเงียแต่ก็กระโดดออกจากอ้อมอกของเหมยกุ้ย แล้ววิ่งไปหาเฟิ่งหยูมันกระโดดขึ้นไปเกาะและนั่งยองๆ อยู่บนไหล่ของเฟิ่งหยูพร้อมกับจ้องมองดูพวกอันธพาลที่นอนบาดเจ็บระเนระนาดด้วยสายตาบ้องแบ้ว
เหมยกุ้ยเมื่อเห็นพวกทหารมาถึงจึงรีบเดินมาหาเฟิ่งหยู
พวกทหารเมื่อเห็นเฟิ่งหยูจึงรีบเข้ามาทำความเคารพ
“ท่านเจ้าเมืองเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือขอรับ”
“ไม่มีอะไรมากพวกอันธพาลข้าถนนนะ” เฟิ่งหยูจึงสั่งให้จับพวกมันทั้งหมดไปสอบสวนหากเป็นคนของตระกูลเซียวจริง ๆ ก็คงต้องถึงเวลาทำให้ตระกูลเซียวหายไปจากเมืองจินเฟิงแล้ว
ผู้เห็นเหตุการณ์ทุกคนต่างตกตะลึงบางคนรู้จักจิวเล่ยคนที่เฟิ่งถูกทุบตีเมื่อครูโดยปกติพวกเขามักจะถูกข่มเหงจากจิวเล่ยอยู่เป็นประจำ ดังนั้นพวกเขาจึงตกใจมากกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าคิดไม่ถึงเลยว่าภาพนี้จะเกิดขึ้น นี่เป็นการต่อสู้ที่เขาทั้งทุบ ทั้งตี ทั้งเตะทั้งต่อย โดยที่อีกฝ่ายไม่สามารถโต้กลับได้เลย....
ทั่วร่างและใบหน้าของจิวเล่ยและเหล่าลูกน้องทั้งหลายโชกไปด้วยเลือดหลายคนดูเหมือนจะได้รับบาดเจ็บหนักมาก แม้เวลาจะผ่านไปสักพักอาการของเขาจะดูทุเลาลงแต่ใบหน้านั้นยังคงย่ำแย่สำหรับพวกนักเลงอันธพาลที่ชอบทำร้ายผู้ไม่มีทางสู้เฟิ่งหยูรู้สึกเกลียดจนเข้ากระดูกดำ
หลังจากนั้นไม่นานถนนแห่งนี้ก็กลับมีเสียงไชโยโห่ร้องเพราะจิวเล่ยและพรรคพวกทั้งหมดของมันถูกทหารของทางการจับตัวไปจนหมดเฟิ่งหยูกล่าวคำลาแม่นางเหมยกุ้ย พร้อมกับเดินจากไป เหมยกุ้ยมองดูเฟิ่งหยูจนเดินลับตาไปจึงได้สติกลับคืนมา เจ้าหนูนั่นคือเจ้าเมืองจินเฟิงอย่างนั้นหรือ ?
หลังจากเด็กหนุ่มจัดการกับพวกอันธพาลกลุ่มนั้นเสร็จไม่นานกลุ่มคนสี่คนก็ออกมาจากที่ซ่อนตัว
“เลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ”ซึ่งคนกลุ่มนั้นไม่ใช่ใครอื่นไกลพวกมันเป็นคนของตระกูลเซียวที่จ้างให้จิวเล่ยมาจัดการกับเฟิ่งหยู
เฟิ่งหยูเดินสำรวจไปทั่วจนกระทั่วเดินไปถึงสมาคมมังกรดำเขาเข้าไปพบกับเม้งหวู่จ๋า
“ฮ่า ๆๆๆๆๆๆเจ้ามาพอดี ข้ากำลังจะส่งคนไปแจ้งกับเจ้าตอนนี้ข้าได้เลือดของวิหคเพลิงบริสุทธิ์กับ เลือดของพยัคฆ์ขาวบริสุทธิ์มาแล้ว”
เฟิ่งหยูได้ยินก็อดดีใจไม่ได้
“ข้าเองก็มีข่าวดีมาแจ้งท่านเหมือนกันตอนนี้คนของข้าสามารถผลิดอาวุธ เกราะ โอสถ สมุนไพร .........................ฯลฯได้หมดแล้วและยังมีคุณภาพสูงอีกด้วย ข้าว่างานนี้เราจัดงานประมูลขึ้นมาจะดีหรือไม่ข้าไม่เอาเปรียบท่านหรอก เอาเป็นข้าเจ็ดสิบท่านสามสิบทุกอย่างละกัน”
เม้งหวู่จ๋าได้ยินดังนั้นก็แทบกระโดดโลดเต้นเขารู้ดีว่าสิ่งที่เฟิ่งหยูพูดมานั้นจะทำกำไรให้แก่สมาคมมังกรดำเป็นจำนวนมากอย่างแน่นอนเพียงแค่เม็ดยาหวนคืนของเฟิ่งหยู เพียงหนึ่งเม็ดต่อเดือนก็สามารถขายได้ในราคาสิบล้านเหรียญทองแล้วซึ่งเม้งหวู่จ๋าก็ทำตามที่เฟิ่งหยูบอกทุกอย่าง ดังนั้นเงินกำไรจึงมากมายมหาศาลจนสมาคมการค้ามังกรดำตอนนี้เป็นสมาคมอันดับหนึ่งไปแล้ว
หลังจากที่ดีใจอยู่นานเม้งหวู่จ๋าตั้งสติได้ พลันเพิ่งสังเกตเห็นลูกแมวตัวน้อยที่เฟิ่งหยูอุ้มมาด้วย เม้งหวู่จ๋าเพ่งพิจารณาอยู่นาน
“ท่านรอข้าอยู่ที่นี่สักครู่”
เม้งหวู่จ๋ารีบวิ่งขึ้นไปที่ห้องของเขาเสียงค้นข้าวของดังออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่นานนัก เฟิ่งหยูก็ได้ยินเสียงร้องตะโกนเสียงดังออกมาจากห้องของเม้งหวู่จ๋า
“พยัคฆ์เพลิงสวรรค์มันคือ พยัคฆ์เพลิงสวรรค์”เม้งหวู่จ๋าวิ่งกลับมาหาเฟิ่งหยูพร้อมกับหนังสือเล่มหนึ่ง
“เจ้าไปได้พยัคฆ์เพลิงสวรรค์ตัวนี้มาจากไหน”เม้งหวู่จ๋ารีบถามเข้าประเด็นทันที
“พยัคฆ์เพลิงสวรรค์ข้าได้มายังไง มันอยู่ที่ไหนหรือผู้อาวุโส?”
“ก็ ที่เจ้าอุ้มนั่นไงพยัคฆ์เพลิงสวรรค์”
“อ๋อเจ้าแมวน้อยตัวนี้หรอ ข้าเก็บมันได้ข้างถนนนะ”
“ เก็บได้ข้างถนนเจ้าเก็บอสูรสวรรค์สายเลือดโบราณได้ที่ข้างถนนนี่นะ”เม้งหวู่จ๋ายังไม่เชื่อกับคำตอบที่เฟิ่งหยูให้มา
“จริง ๆ ท่านผู้อาวุโสข้าช่วยมันจากสุนัขจรจัด ลูกแมวตัวน้อยตัวนี้ข้าช่วยมันมาเมื่อสองชั่วยามที่ผ่านมานี้เอง” เม้งหวู่จ๋าได้ยินแทบลมจับมีคนมากมายอยากได้อสูรสวรรค์ไว้ในครอบครอง ตามหากันแทบตายเสียเงินกันกองเป็นภูเขายังหาตัวไม่เจอ แต่เฟิ่งหยูกลับเก็บได้ข้างถนน
“เจ้าอย่าให้ใครรู้หละว่ามันเป็นพยัคฆ์เพลิงสวรรค์” ว่าแต่ข้าขอซื้อได้ไหม เม้งหวู่จ๋าลองถามดูเผื่อว่าเฟิ่งหยูจะยอมขาย
“เอ่อ คงไม่ได้หรอกกระมัง ข้าเห็นมันน่ารักดี ข้าก้เลยตั้งใจมอบให้หนิงเอ๋อ”
หมดคำพูดใด ๆเม้งหวู่จ๋าได้แต่เงียบสนิท มันน่ารักดี มอบให้หนิงเอ๋อทำไมสวรรค์กลั่นแกล้งข้ากัน เม้งหวู่จ๋าร้องให้อยู่ในใจพลางตัดใจและไม่ถามต่อเพราะถามต่อไปมีแต่จะทำให้มันซ้ำใจยิ่งขึ้นไปอีก