ตอนที่ 32
ศัตรูร้ายกาจ
ไป๋เหอพาซวงเอ๋อร์ขี่กระบี่ลอยล่องมายังที่เดิมและได้พบกับซากสัตว์อสูรวานรทมิฬที่นอนตายลงส่วนหัวถูกผ่าเอาแกนอสูรออกและพวกเขาทั้ง4 ได้รับบาดเจ็บสาหัสกันถ้วนหน้า
“ท่านไป๋เหอพวกข้าจัดการเอาแกนอสูรและเลือดของมันมาได้แล้ว”หลินปอพยุงร่างที่บาดเจ็บลุกขึ้นเดินมาหาไป๋เหอพร้อมกับมือยื่นแกนสีเหลืองของอสูรระดับ4 ให้แก่เขาพร้อมกับขวดบรรจุเลือดของมัน ใบหน้าหลินปอตอนนี้ไม่ค่อยสู้ดีนักแต่ยังคงมีรอยยิ้มยินดีกับความสำเร็จของตนที่ต่อสู้มาด้วยความยากลำบากกว่าจะได้ของล้ำค่าชิ้นนี้มา
“พวกเจ้าเก่งมากเอาละกินยาระงับความเจ็บปวดห้ามเลือดเสียก่อนเถอะ แล้วก็รีบออกเดินทางจากที่ตรงนี้กลิ่นเลือดโชยขนาดนี้สัตว์อสูรตัวอื่นย่อมที่จะตามกลิ่นมา”
ไป๋เหอได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาแต่ไกลพวกมันกำลังมาทางนี้หากไม่รีบเร่งเดินทางออกไปมีหวังพวกเขาจะต้องลำบากแน่ชายหนุ่มรีบยื่นยาให้แก่พวกเขาทีละคนจนครบ
พวกเขาหลังจากได้รับยาเข้าไปแล้วก็รีบออกเดินทางจากตรงนี้ไปยังที่อื่นต่อพอได้กินยาแล้วอาการบาดเจ็บก็เริ่มจะดีขึ้นและไป๋เหอยังมอบยาเพิ่มลมปราณอีกคนละ 1เม็ดให้กับพวกเขา
โอสถทั้งหลายเหล่านี้ที่ไป๋เหอให้ถือว่าเป็นของมีราคาพวกเขาต้องใช้เงินมากมายในการซื้อมันมาไว้ในครอบครอง แต่ไป๋เหอกลับมีมันดูเหมือนจะมีมากมายไม่มีท่าจะหมดนั่นทำให้พวกเขารู้สึกอิจฉาและต่างคนต่างคิดว่าเด็กน้อยผู้นี้คงจะมีคนอยู่เบื้องหลังที่แข็งแกร่งคอยสนับสนุน
พวกเขาเดินทางขึ้นเขามาเรื่อยๆ สมุนไพรที่ต้องการหาก็เหลือแค่อีกชนิดเดียวเท่านั้นก็คือ เถาวัลย์มรกต
“ของชิ้นสุดท้ายดูท่าแล้วมันคงจะหายากน่าดู”ชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้นดูจากสีหน้าคงเหนื่อยน่าดูหลังจากต้องเดินขึ้นเขามาไกลม้าไม่สามารถวิ่งขึ้นมาได้ด้วยทางที่ลาดชันไม่เหมาะกับการขี่ม้า
“ข้าก็ไม่รู้ว่าเถาวัลย์มรกตมันขึ้นอยู่ตรงส่วนไหนนี่เราก็ขึ้นมาเกือบจะถึงยอดเขาแล้วนะแต่กลับไม่พบมันเลย”ชายอีกคนในกลุ่มเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด พวกเขาเดินมาหลายชั่วยามแล้วแต่กลับไม่พบวี่แววของมันเลยดูเหมือนว่าพวกเขาเริ่มจะถอดใจในการตามหา
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันเดี๋ยวเราเดินต่อไปอีกหน่อยเถอะเผื่อจะเจอ”หลินปอที่ได้ยินการสนทนากล่าวให้กำลังใจสหายทั้ง 3 คนสีหน้าพวกเขาดูอิดโรยหลังจากผ่านการต่อสู้ติดๆ กันไม่ได้พักแถมยังเดินขึ้นเขามาไกลอีก
แม้จะหมดแรงหากแต่หายังไม่พบก็ต้องเดินหน้าต่อไปนี่มันใกล้จะเย็นแล้วพวกเขาก็ต้องรีบหาที่พักด้วย ไป๋เหอใช่ว่าจะไม่สงสารพวกเขาแต่หากไม่มีสมุนไพรพวกนี้ก็ไม่สามารถทำการรักษาให้หวังเหว่ยได้เขากัดฟันอดทนเดินขึ้นเขามาเรื่อยๆแอบเป็นห่วงคนที่เดินอยู่เคียงเขาเช่นกันสีหน้าของนางบ่งบอกถึงความเหนื่อยล้าเต็มทนแต่นางไม่ปริปากบ่นสักคำ
ซวงเอ๋อร์หันไปมองสบตากับพี่ชายเมื่อเห็นเขามองมาด้วยสีหน้าเป็นห่วงหญิงสาวทำได้เพียงยิ้มมันออกมาให้เขารู้ว่านางไม่เป็นอะไรไม่ต้องเป็นกังวลแม้จะเหนื่อยนางก็สามารถอดทนได้นางไม่ต้องการทำให้เขาไม่สบายใจ
พวกเขาเดินไปอีกครึ่งชั่วยามแสงอาทิตย์เริ่มจะลาลับขอบฟ้าไป๋เหอเห็นว่าพวกเขาเดินทางมาไกลแล้วคงจะเหนื่อยล้าเกินไปและยังไม่ได้พบสมุนไพรอีกชิ้นหนึ่งจึงคิดว่าจำต้องหาที่พักเอาแรงเสียก่อนแล้วค่อยออกเดินทางต่อในวันพรุ่งนี้
“เราพักกันที่นี่ก่อนเถอะข้ารู้สึกว่ายิ่งขึ้นมาบนเขาสัตว์ป่ากลับไม่พบสักตัวดูเหมือนแปลก ๆชอบกลถ้ายังไงก็ให้ระมัดระวังตนเองไว้ก็ดีนะ”
ไป๋เหอที่ส่งจิตสำรวจและเกิดลางสังหรณ์ถึงสถานที่ที่พวกเขาอยู่มันดูชวนให้สงสัยมาตลอดทาง สัตว์ป่าต่าง ๆ ไม่มีอยู่บริเวณแถวนี้ให้เห็นสักตัวอากาศโดยรอบสงบนิ่งต้นไม้ไม่ไหวติงเหมือนว่าจุดที่เขายืนอยู่ตรงนี้มีคนที่มีพลังตบะแกร่งกล้าอยู่ ซึ่งเขาได้ส่งจิตสำรวจรอบ ๆดูแล้วกลับไม่พบตัวบุคคลนั้นพบเพียงถ้ำขนาดเล็กอยู่ห่างจากที่เขายืนอยู่ประมาณ 2ลี้ได้ ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ ยอดเขาและสัมผัสได้ถึงปราณบริสุทธิ์ที่อยู่ภายในถ้ำนั้น คิดว่าจะเข้าไปสำรวจเสียหน่อยหากมีโอกาส
“พี่ไป๋เหอที่นี่มันแปลกๆยังไงชอบกลก็ไม่รู้ซวงเอ๋อร์รู้สึกขนลุกโดยไม่ทราบสาเหตุยิ่งเดินขึ้นมาบนเขายิ่งรู้สึกหนาวสั่น”
นางเดินเข้ามาใกล้ๆ เกาะแขนพี่ชายไว้แนบแน่นดวงตากลมโตมองสำรวจโดยรอบ ๆ ถึงกับทำให้นางขนลุกนางมีลางสังหรณ์อย่างไม่ชอบกลนักพอได้ยินพี่ชายพูดเช่นนั้นนางถึงกับกล่าวออกมาด้วยความรู้สึกเช่นเดียวกัน
ไป๋เหอโอบกอดหญิงสาวไว้ดวงตาของเขายังคงสำรวจและระมัดระวังสิ่งรอบข้างไม่ให้พลาดสายตา กลัวว่าจะมีใครลอบโจมตีขนแขนในกายก็เกิดลุกชันเขาถึงกับหนาวสั่นกระชับกอดแน่นขึ้น
อยู่ ๆก็เกิดขนลุกมาได้นี่ไม่ใช่เล่นๆ สถานที่นี้มันต้องมีอะไรสักอย่าง
‘นี่มันอะไรกันข้ารู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่น่ากลัวอยู่บริเวณแถวนี้ข้าไม่สามารถรู้ตัวบุคคลผู้นั้นได้ว่าซุ่มอยู่ตรงจุดไหนแต่มีสิ่งหนึ่งที่แปลกประหลาดก็คือแถวนี้พลังฟ้าดินบริสุทธิ์มีมากเหลือเกินเหมาะแก่การฝึกลมปราณอย่างยิ่ง’
ในระหว่างที่ไป๋เหอและคนอื่นๆ ต่างเฝ้าระมัดระวังอยู่นั้นชายคนหนึ่งที่หันไปเห็นสิ่งบางอย่างเข้าถึงกับอุทานออกมาด้วย
“นั่นอะไรทำไมมันแปลกนักมันเป็นเถาวัลย์ที่แปลกมาก” ชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้นขณะดวงตาจ้องมองเถาวัลย์ที่พันรอบต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งมันมีแสงระยิบระยับยามถูกแสงอาทิตย์ที่กำลังลาขอบฟ้าพอดี
“นั่นใช่เลย!! เถาวัลย์มรกตที่เรากำลังตามหาพบเสียที”ไป๋เหอฉีกยิ้มกว้างรีบวิ่งเข้าไปใกล้ ๆ เถาวัลย์มรกตเหมือนภาพในหัวเขาไม่มีผิดเลยนี่แหละใช่มันจริง ๆด้วยและกำลังจะหยิบ
แต่แล้วเขาก็ได้รับรู้ถึงความอันตรายกำลังพวยพุ่งมายังที่เขายืนอยู่ ชายหนุ่มขยับตัวเบี่ยงหลบอย่างว่องไวโดยสัญชาตญาณ
ความเร็วของพลังโจมตีนั้นมันเร็วมากและการปรากฏตัวของใครคนหนึ่งที่ผ่านการจับสัมผัสของไป๋เหอไปได้ นั่นมันทำให้ชายหนุ่มถึงกับตกตะลึงรู้สึกเสียวสันหลังวาบไม่คิดว่าเขาจับสัมผัสชายผู้นี้ไม่เจอ
‘นี่มันเป็นไปได้อย่างไรกันหรือว่าเป็นเพราะพลังที่แตกต่างกันมากเกินไปข้าถึงไม่อาจสัมผัสพลังผู้มาเยือนได้’
ไป๋เหอและคนอื่นๆ จ้องมองไปยังชายลึกลับที่มาปรากฏกายยืนอยู่เหนืออากาศ สีหน้าคนผู้นั้นสงบนิ่งเยือกเย็นจนพวกเขารู้สึกหวาดกลัวจนร่างกายหนาวสั่น ด้วยคลื่นพลังงานที่แผ่ออกมาจากตัวบุคคลนั้นช่างดูแข็งแกร่งมาก พวกเขาทั้งหมดไม่ใช่คู่ต่อสู้กับชายผู้นี้ถึงแม้จะร่วมมือกันก็ไม่อาจชนะได้เลยเลือกที่จะหนีห่างยิ่งดี
“ท่านเป็นใครเหตุใดจะต้องทำร้ายข้าด้วย”ไป๋เหอกล่าวถามออกไปแม้ใจจะหวาดกลัวพลังของคนผู้นั้นแต่เขาก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องทำร้ายกันเช่นนี้พูดจากันดีดีน่าจะได้เหตุใดจะต้องลงไม้ลงมือกัน แม้จะไม่พอใจก็ไม่อาจแสดงสีหน้าออกมา
“สิ่งที่เจ้ากำลังจะหยิบนั้นมันเป็นของที่ข้าต้องการ” เขากล่าวด้วยท่าทีเรียบเฉยคล้ายกับว่าของนั้นเป็นของเขาโดยชอบธรรมห้ามมิให้ผู้ใดหยิบจับมันไปแม้ว่าพวกเขาจะพบมันก่อนก็ตาม
“แต่ข้าก็ต้องการเช่นกันหากท่านไม่รังเกียจที่จะยกมันให้กับผู้น้อย ข้าน้อยไป๋เหอจะขอบคุณอย่างมาก” เขารู้ดีว่าวรยุทธพวกเขารวมกันสู้คนลอยอยู่เบื้องหน้าไม่อาจชนะได้สิ่งที่ทำได้ตอนนี้ก็คือการประนีประนอม
ชายผู้นั้นจ้องมองมายังเด็กน้อยที่กล่าวกับตนด้วยแววตาเหยียดหยาม“ข้าคงยกให้เจ้าไม่ได้เพราะข้าก็ต้องการมันเช่นกัน เจ้าไปเก็บที่อื่นเถอะ หากยังดื้อดึงที่จะเก็บมันแล้วละก็เห็นทีชีวิตของเจ้าคงต้องจบลงเพียงแค่นี้”
ทุกคนพอได้ฟังก็มีสีหน้าตกใจคำพูดนั้นมันดูอำมหิตเหลือเกินฆ่าได้แม้กระทั่งคนบริสุทธิ์นี่มันจะโหดเหี้ยมเกินไปแล้วแม้ไม่อาจจะที่จะยอมรับคำพูดของบุคคลนี้ได้แต่ก็ไม่มีใครสามารถเอ่ยปากต่อต้านได้เช่นกัน
คำพูดนั้นไม่ได้จะกล่าวเพียงเล่นๆแต่สีหน้าที่เรียบนิ่งนั้นบ่งบอกแล้วว่าหากเขายื่นมือออกไปจับเถาวัลย์ร่างเขาต้องแหลกคามือคนผู้นั้นแน่ เพื่อต้องการปกป้องชีวิตคนอื่นไป๋เหอมองหน้าแต่ละคนพยักหน้าเพื่อส่งสัญญาณให้พวกเขาถอยออกห่าง
หลินปอและคนอื่นๆ ต่างเข้าใจพวกเขาถอยออกห่างจากที่ตรงนั้นและรีบวิ่งลงเขาอย่างรวดเร็ว พวกเขาได้นำซวงเอ๋อร์ออกไปพร้อมกันด้วย ส่วนไป๋เหอนั้นต้องให้คนอื่นถอยออกไปให้หมดเสียก่อนเขาถึงจะลงไปได้แต่ก็ยังระมัดระวังภัยกลัวว่าชายผู้นั้นจะชิงลงมือโดยไร้เหตุผล
เมื่อเห็นว่าทุกคนออกวิ่งไปไกลแล้วไป๋เหอก็หันหลังวิ่งตามลงไปบ้าง เขาไม่อาจจะทนอยู่ตรงนี้ได้แม้ว่าจะเสียดายสมุนไพรที่พึ่งพบตัวสุดท้ายมากแค่ไหนแต่หากขืนสู้ก็ไม่มีทางรอดเช่นกัน ในขณะที่เขาหันหลังวิ่งอยู่นั้นได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่นอยู่ด้านหลังเป็นบริเวณที่เขาพึ่งจากมาแรงสั่นสะเทือนตรงนั้นไป๋เหอไม่ได้รับผลกระทบด้วยที่ว่าวิ่งมาไกลพอสมควร
เขาหยุดวิ่งแล้วหันไปมองดูว่ามันเกิดอะไรขึ้นกลับพบความประหลาดใจเมื่อต้นไม้น้อยใหญ่ที่มีเถาวัลย์มรกตอยู่ตอนนี้พวกมันแตกละเอียดพังยับกลายเป็นผุยผงไปแล้ว แรงระเบิดกินบริเวณขนาดใหญ่พอสมควรใกล้ ๆก็ยังพบร่างชายลึกลับผู้นั้นที่ตอนนี้มีโลหิตอาบแดงฉานไปทั่วตัวน่าสยดสยองไม่น้อยแต่เขายังไม่ตายยังขยับร่างได้อยู่ยังคงหายใจ
“นี่มันอะไรกัน!!”
ไป๋เหออุทานออกมาสีหน้าดูตกตะลึงไม่น้อยไม่อาจที่จะวิ่งต่อไปได้อีกเมื่อข้างหน้ามันทำให้เขาอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่เหตุใดชายผู้นั้นถึงมีอาการบาดเจ็บสาหัสเช่นนั้นและเมื่อมองสำรวจดี ๆพบว่าเถาวัลย์ยังคงอยู่ในมือชายผู้นั้นไม่ได้เสียหายไปด้วย รอบ ๆบริเวณนั้นมีพลังทำลายที่กล้าแกร่งหลงเหลืออยู่บางเบา แม้ว่าจะบางเบาแต่ยังคงทรงพลังอยู่สามารถฆ่าเขาได้เลยหากเขาไม่ระมัดระวัง
ชายหนุ่มจ้องมองอยู่ครู่ก่อนจะสูดหายใจเข้าปอดหลายต่อหลายครั้งไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเองว่าใครเป็นคนจัดการชายผู้นั้นแทนตน ถ้าจะกล่าวว่าสมน้ำหน้าก็คงจะใช่เพราะเมื่อกี้ที่เขาปฏิบัติกับตนเองก็ไม่เป็นธรรมเช่นกัน
แล้วไป๋เหอคิดว่าเถาวัลย์ก็สำคัญไม่ใช่น้อยเมื่อเห็นโอกาสเขาไม่รอช้าเห็นว่าคนผู้นั้นที่คิดจะฆ่าเขาบาดเจ็บสาหัสอยู่ ชายหนุ่มรีบวิ่งเข้าไปประชิดตัวแล้วดึงเถาวัลย์จากมือของชายผู้นั้นทันทีไม่เพียงแต่หยิบเถาวัลย์เขายังหันไปหยิบถุงบางอย่างที่คล้องเอวชายผู้นั้นไว้พร้อมกับมองไปที่นิ้วมือแล้วก็ดึงแหวนออกมาจากนิ้ววงหนึ่งเช่นกันเขาคิดว่ามันสำคัญกับตัวเขาและแก้เผ็ดชายผู้นี้ไปด้วย ก่อนจะรีบวิ่งขึ้นขี่กระบี่หลบไปอีกทางอย่างรวดเร็ว
“ท่านทำร้ายข้าก่อนนะ ของพวกนี้ถือว่าข้าขอก็แล้วกัน” เขายังหันมายิ้มให้กับชายที่บาดเจ็บดูท่าแล้วคงไม่มีแรงตามเขาได้จึงคิดลงมืออุกอาจเช่นนี้ก่อนจะหายแวบไปจากที่ตรงนั้นโดยเร็ว
“เจ้า!!” ชายผู้นั้นแม้จะบาดเจ็บสาหัสไม่อาจพยุงร่างขึ้นมาได้แต่ดวงตาของมันยังคงจ้องอาฆาตแค้นไป๋เหอ หากมันหายดีเมื่อไหร่มันสัญญากับตนเองว่าจะตามฆ่าแล่เฉือนเนื้อไอ้เด็กเวรนั่นออกมาเป็นชิ้นๆ ให้หายเจ็บแค้นแน่ เมื่อกี้ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นขณะที่หยิบเถาวัลย์อยู่นั้นก็มีพลังร้ายกาจบางอย่างพุ่งเข้าใส่โดยไม่ทันตั้งตัวไม่รู้ว่าพลังร้ายกาจนั้นมันมาจากที่ใด ทำให้เขาบาดเจ็บสาหัสได้ถึงเพียงนี้พลังนั้นคงจะอยู่เหนือเขาไปมากชายวัยกลางคนถึงกับหน้าซีดเผือดร่างกายไร้เรี่ยวแรงแม้แต่ขยับตัวก็ยังทำไม่ได้ยาที่จะเอามารักษาตัวก็โดนขโมยไปทำให้เขาทั้งโกรธทั้งแค้นเจ้าเด็กเลวนั่นอย่างมากด้วยโทสะที่มีมากล้นพร้อมกับความเจ็บปวดที่มากมายทำให้เขากระอักเลือดออกมามากมายก่อนจะสลบเหมือดไป
ไป๋เหอเมื่อเห็นว่าชายผู้นั้นไม่ได้ตามตนเองมา เขาจึงเดินทางไปยังถ้ำที่ตนเองแอบสงสัยใคร่รู้ เขามายืนหยุดอยู่บริเวณหน้าถ้ำมองเข้าไปด้วยความสงสัยและมองเห็นแน่ชัดแล้วว่าพลังมหาศาลที่ทำลายชายผู้นั้นมันมาจากที่ตรงนี้แม้มันจะบางเบาแต่เขารับรู้ได้ถึงความอึดอัดนั้นและคิดว่าหากได้เจอคนที่มีวรยุทธทรงพลังเช่นนี้เขาจะขอคำชี้แนะจากคนผู้นั้น แต่หากคนผู้นั้นที่อยู่ในถ้ำคิดสังหารเขาแล้วละก็เขาก็จะรีบขี่กระบี่ออกมาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
ตอนนี้สิ่งที่เขาต้องการก็คือความแข็งแกร่งและก็ต้องยอมเสี่ยงเดินเข้าไปในถ้ำแม้ว่าใจจะเกิดความกลัวอยู่ไม่ใช่น้อยหากเข้าไปแล้วได้ของดีก็ถือว่าคุ้มค่าแต่หากได้รับอันตรายก็ถือว่าเป็นประสบการณ์
“เอาละวะหากเข้าไปได้เจอของดีก็คุ้มหากได้รับอันตรายก็ถือว่าเป็นบทเรียน” เขาพึมพำก่อนจะเดินเข้าไปด้วยความระมัดระวัง
ปลดล๊อกอ่านฟรีวันละ 1 ตอนหากใจดีก็วันละ 2 ตอน สามารถกดติดตามอ่านฟรีได้เรื่อย ๆ
หากใครไม่อยากอ่านแค่ตอนเดียวก็สามารถซื้อเหรียญอ่านล่วงหน้ายาวไปเพื่อเป็นการสนับสนุนนักเขียนที่อดหลับอดนอนปั่นนิยายมาให้ท่านอ่านให้พวกเขาได้มีกำลังใจปั่นนิยายมาลงทุกวัน
ขอบคุณอย่างมากสำหรับคนที่ติดตามจะพัฒนาฝีมือไปเรื่อยๆ จนกว่าจะดี