“เอาเลยจิน!”เสียงเอะอะของใครบางคนดังลอยรอบชายหาดยามเย็น
ชายหนุ่มนัยน์ตาอำพันกระโดดลอยตัวฟาดมือตบลูกบอลลงพื้นทรายของอีกฝั่งได้อย่างสวยงามหลังจากนั้นมีชายหนุ่มอีกสองคนเดินเข้าไปแสดงความยินดีกับท่วงท่าก่อนหน้านี้ทำเอาสามสาวอีกฝั่ง ทำหน้าบูดบึ้งกันทันที
หญิงสาวผมขาวสบถในลำคอก่อนพูดขึ้นด้วยอาการไม่พอใจเท่าไหร่“นายท่าน ขี้โกง!”
ชายหนุ่มได้ยินดังนั้นจึงอดหันกลับไปยิ้มเสียไม่ได้“โกงตรงไหน มากิ”
เธอสะบัดหน้าค้อนไปอีกทางทิ้งหางเสียง“ชิ!” สองสาวด้านข้างทำเช่นเดียวกับเธอ
เวลาของวันล่วงเลยเข้าสู่ช่วงเย็นแสงแดดอันร้อนแรงผ่านพ้นไปเหลือไว้เพียงบรรยากาศแสนอภิรมย์ ด้วยเหตุนั้นจึงทำให้ทั้งหกคนชวนกันมาเล่นวอลเลย์บอลบนชายหาดที่ซึ่งมีสนามเตรียมไว้มากมายให้เห็นตลอดสายตา
เนื่องด้วยความขี้เกียจของเทนตะพวกเขาตั้งข้อตกลงและเงื่อนไขกันว่าหากใครแพ้ต้องเดินไปซื้อดอกไม้ไฟเพื่อมาจุดเล่นในตอนกลางคืนหลักสำคัญคือร้านค้าตั้งอยู่ห่างออกไปเกือบสามกิโลเมตร
นักท่องเที่ยวต่างพากันมาทำกิจกรรมตามที่ต้องการรอบบริเวณเหมือนกันบางคนเริ่มนั่งพักหลังจากเล่นน้ำจนอิ่มบางคนก็หันมาเล่นวอลเลย์บอลกันเต็มสถานที่เช่นเดียวกับพวกเขาเสียงคึกคักและความสนุกสนานปกคลุมรอบหาดทรายแห่งนี้
เทนตะโยนบอลไปด้านบน “เอาละนะ”เขากระโดดขึ้นในจังหวะเดียวกันกับคำพูดเมื่อกี้
แม้ความเฉียบคมจะมีอยู่บ้างแต่มันไม่คณามืออากิโนะมากนัก เธอส่งลูกลอยขึ้นสูงแล้วให้มากิเผด็จศึกซึ่งได้ผลลัพธ์ตามที่วาดฝันไว้ พิชิตแต้มกลับคืนมาได้
กติกาตั้งไว้เพียงใครสามารถทำแต้มได้ถึง15 ก่อนเป็นผู้ชนะ หากมีคะแนนเสมอกันที่ 14จะต้องให้คะแนนทิ้งห่าง 2 หรืออีกความหมายหนึ่งให้เก็บแต้มได้ 2 แต้มติดต่อกันเป็นผู้ชนะ ในขณะนี้ผลคะแนนอยู่ที่ 11 ต่อ 8 โดยมีฝ่ายชายเป็นฝ่ายนำอยู่
“ขืนเป็นแบบนี้คงแย่คงต้องคิดแผนกันสักหน่อย” หญิงสาวผมขาวเลียริมฝีปากพลางขบคิดไปด้วยหลังจากสมองประมวลผลได้จุดที่ต้องการเธอจึงเดินเข้าไปกอดคอมสองสาวแล้วกระซิบข้างใบหู
แน่นอนว่า หากจินต้องการฟังเขาย่อมทำได้ แต่ด้วยเหตุผลของการต่อสู้ให้ยุติธรรม ทำให้เขายกเลิกทักษะโกงทุกด้านรวมถึงมากิด้วย
เทนตะกล่าวออกมาด้วยความอารมณ์ดี“ทำอะไรกันเนี้ยเร็วๆ หน่อยสิ”
จินทำท่าห้ามปรามเมื่อเห็นว่าเทนตะจะพูดอะไรเพิ่มเติมถึงแม้ว่าหางคิ้วของเขาจะกระตุกคล้ายมีลางสังหรณ์ใจไม่ดีชอบกล
สามสาวใช้เวลาปรึกษากันไม่นานก็แยกตัวออกจากกันพร้อมกับปลดชุดเดรสที่สวมอยู่ออกจนเผยให้เห็นเหล่าชุดบีกินี่ที่แสนวาบหวิวที่ทุกคนสวมใส่อยู่
“คิดไว้ไม่มีผิด ให้ตายสิ”เป็นไปอย่างที่จินหวาดหวั่น พวกเธอคงไม่พ้นใช้ลูกไม้นี้ซึ่งมัน...ค่อนข้างได้ผลดีเสียด้วยจินมองเทนตะกับมาโคโตะที่ยืนนิ่งคล้ายสติหลุดลอย
“เอาละนะ”อากิโนะกระโดดเสิร์ฟลูกมาด้วยไฟหน้าแรงสูงของเธอที่กระเด้งไปตามจังหวะเคลื่อนไหว
ลูกบอลซัดเข้าเต็มหน้าเทนตะอย่างจังส่งร่างนั้นให้ล้มลงไปนอนยิ้มกับพื้นเป็นที่เรียบร้อยผลคะแนนรอบนี้ตกไปอยู่ที่ทีมผู้หญิง ทำให้พวกเธอกระโดดตบมือกันดีใจ
เทนตะพึมพำคล้ายไม่มีสติก่อนจินจะก้มลงไปฟังอย่างตั้งใจ “ทำไมลูกบอลถึงมีตั้งสามลูก”
ไม่ใช่แค่เทนตะกับมาโคโตะเท่านั้นที่หยุดการกระทำแล้วมองแต่พวกเธอผู้ชายน้อยใหญ่ที่อยู่รอบข้างก็ยืนมองไม่ต่างกัน ผิวพรรณผ่องขาวสะท้อนแสงแดดรูปร่างสมบูรณ์ชวนน่าหลงใหล ช่างเป็นอาหารตาและของขวัญจากสวรรค์โดยแท้
ชายหนุ่มตบหน้าเรียกสติเพื่อนตัวดีทั้งสอง“เฮ้ยๆ ตื่นได้แล้ว เทนตะ! นายด้วย มาโคโตะ!”
เทนตะทำหน้าตาเหม่อลอยกล่าวตอบ“ที่นี่ที่ไหน? สวรรค์งั้นเหรอ? ทำไมฉันยังเห็นหน้าแกอยู่เลยจิน”
“สวรรค์บ้าบออะไรโว้ย! กลับมาๆๆอยากเดินขาลากลงไปซื้อของหรือไง!”คิ้วทั้งสองของเขาขมวดเข้าหากันหลังได้ยินประโยคนั้นของเพื่อน
เทนตะได้ยินจึงดีดตัวขึ้นมายืนในจังหวะเดียวสายตามุ่งมั่นพาพร้อมปณิธานอันแน่วแน่ “ใช่! พวกเราจะไม่ยอมแพ้ยอมก็ได้นะฉันว่า...”
ยังไม่ทันได้กลับมาเป็นตัวเองเม็ดทรายแห่งศีลธรรมก็ลอยปกปิดบางจุดของเรือนร่างชวนน่ามองตรงหน้า
“ไปละนะ”มากิกระโดดตัวลอยเป็นเมตรก่อนจะฟาดเข้าที่ลูกบอลอย่างแรง
คราวนี้มาเป็นลูกชิ่งบอลกระแทกเข้าหน้าเทนตะและส่งต่อไปยังมาโคโตะที่ยืนนิ่งเช่นกันบทสรุปอันดีตกไปอยู่ทีมผู้หญิงอีกรอบ
จินที่ตั้งท่าเก้อก็ส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้“เฮ้อ…”
สุดท้ายทีมสามสาวชนะทีมสามหน่อไปด้วยผลคะแนน 12ต่อ 15 ซึ่งนั่นทำให้จิน เทนตะ และมาโคโตะต้องเดินลงไปซื้อดอกไม้ไฟกันจนขาลากนั่นเอง ผู้ชนะกลับบ้านพักไปอาบน้ำแต่งตัวกันเพื่อเตรียมพร้อมไปงานปาร์ตี้ในเย็นวันนี้
“เฮ้อ…เป็นเพราะพวกนายเลยทำไมฉันต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วยเนี้ย!”
ใช่แล้วตอนนี้พวกเขาได้ทำการซื้อเรียบร้อยแล้วและกำลังเดินกลับไปยังบังกะโลสองมือของจินเต็มไปด้วยของกินเล่นเสียส่วนใหญ่
“นายไม่ต้องพูดเลยไม่เห็นหน้าพวกฉันสองคนหรือไง!” ใบหน้าของเทนตะบูดบวมราวกับถูกตบหลายฉาบต้นเหตุมาจากฝีมือของมากิตัวเขายังไม่รู้เลยว่าไปทำอะไรให้เธอโกรธแค้นตอนไหนถึงทำกันเช่นนี้
“…” มาโคโตะอยู่ในสภาพไม่ต่างกันเขาพยักหน้าสนับสนุนคำพูดทุกคำของเทนตะ
“คงทำเกินไปจริงๆ นั่นแหละ”จินก็ไม่รู้ว่าจะหาคำพูดไหนมาแก้ต่างให้มากิ
ทั้งสามคนเดินตามข้างทางของถนนที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่แฝงไปด้วยความสดชื่นตลอดทางเดินอาจดูเหนื่อยแต่กลับเต็มไปด้วยความผ่อนคลาย
จินมองสองข้างทางก่อนหวนคิดถึงสภาพของตัวเองอีกฟากช่วงเวลานี้ในขณะนั้นเขาทำอะไรอยู่
ถ้าตอนนั้น เธอไม่ยอมฟังป่านนี้ตัวเราจะเป็นยังไงบ้างนะ แค่คิดถึงก็ขนลุกแล้ว
ภาพเหตุการณ์อันไม่น่าจดจำเสียเท่าไหร่ของตอนนั้นปรากฏขึ้นในหัวทำให้จินต้องรีบสะบัดหัวไล่ความคิดออกไป
พวกเขาทั้งสามใช้เวลาพอสมควรในการไปกลับจากร้านค้าท้องฟ้าเริ่มมืดลงมาพร้อมด้วยกิจกรรมยามค่ำคืนเสียงดนตรีและความครื้นเครงพัดพาเป็นจังหวะผสานกลมกลืนกับคลื่นทะเล
ชายหนุ่มดวงตาดุดันคล้ายมังกรยืนเหม่อมองท้องฟ้าตรงหน้าอยู่คนเดียวในขณะที่ทุกคนกำลังใช้เวลาส่วนตัวจัดการธุระของตน
“รอนานไหมเพื่อน”เขาหันกลับไปแล้วพบเข้ากับกลุ่มเพื่อนที่เดินเข้ามาพร้อมกันรอยยิ้มอันวิเศษในสายตาของจินปรากฏขึ้นให้เห็นอีกครั้ง
“ไปกันหรือยัง”คำตอบแห่งความแน่ใจถูกพูดเป็นเสียงเดียวกัน
เสื้อผ้าหน้าผมของกลุ่มถูกอากิโนะคัดสรรเลือกมากับมือโดยให้ฝ่ายชายแต่งกายด้วยเสื้อสีขาวจากผ้าฝ้ายกับกางเกงสีกากีส่วนทางด้านผู้หญิงจะเป็นชุดเดรสีขาวยาวผ่าข้างแน่นอนว่าได้การคัดค้านจากมาโคโตะอยู่ไม่น้อย แต่ด้วยลูกอ้อนกับคำขาดของอากิโนะสุดท้ายเขาทำได้เพียงแค่จำยอมแต่โดยดี
ยกเว้นเพียงสแตนที่อยู่ในชุดพ่อบ้านอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาส่วนเหตุผลเจ้าตัวไม่บอกว่าทำไม แต่จินรู้ว่ามันเป็นของขวัญจากน้องสาวของสแตนเจ้าตัวคงไม่อยากที่จะอธิบายให้คนอื่นเข้าใจ
จินเลิกสนใจสแตนแล้วหันมาบอกกล่าวเพื่อนของเขาก่อนเดินนำไปส่วนที่มีแสงสว่างแถวชายหาดทั้งหมดเอะอะโวยวายด้วยความดีใจตลอดเดินการตาม สามสาวดูจะสนิทกันมากขึ้นเป็นพิเศษพวกเธอนั้นอยู่ตัวติดกันไม่ห่าง จินอดอมยิ้มมองภาพหางตาเสียไม่ได้
เสียงดนตรีดังขึ้นเมื่อทั้งเจ็ดเดินเข้าใกล้ปลายทางเทนตะหันกลับมามองตรงหน้าหลังจากคุยโวอยู่พักใหญ่ฉับพลันดวงตาทะเล้นนั้นเบิกกว้างขึ้นด้วยอาการแปลกใจปนดีใจฝั่งสามสาวกุมมือตรงหน้าอกแน่น ดวงตาสั่นไหวปลาบปลื้มแสดงอาการดีใจผ่านใบหน้า
โต๊ะและเก้าอี้ถูกจัดวางใกล้ทะเลภายใต้ซุ้มไม้ประดับผ้าขาวที่พัดโบกตามกระแสลมแสงจากเชิงเทียนคอยให้ความสว่างอันสลัวชวนอบอุ่นใจคลอเคล้าด้วยดนตรีสดจากนักร้องสาวเจ้าถิ่นที่นั่งอยู่ไม่ไกล
“ไม่คิดว่านายจะโรแมนติกขนาดนี้มาให้หอมสักทีเถอะพ่อหนุ่ม”
“ออกไปให้พ้นเทนตะ ไม่งั้นฉันฆ่านายแน่”
“ไม่เอาน่า ขอสักทีเถอะเพื่อน”
“ไปไกลๆ มาโคโตะช่วยด้วยโว้ย!”
จินพยายามผลักหน้าเทนตะให้ออกไปด้วยท่าทีทุลักทุเลโดยไม่มีทีท่าว่าจะมีใครเข้ามาช่วยเขาบทสนทนากับคำสบถหลากหลายถูกพ่นใส่หน้าเทนตะแถมด้วยน้ำลาย
ชายหนุ่มใช้เวลาก่อนเดินทางไปกับการจองโต๊ะตัวนี้ค่อนข้างนานเขาตั้งใจมอบมันให้เพื่อนของตนเพื่อเยียวยาช่วงเวลาอันหนักหน่วงของวันข้างหน้าหวังเพียงสักนิดว่า หากเจอปัญหาหรือสิ่งกลัดกลุ้มทุกคนจะหวนคิดถึงช่วงเวลานี้สักเสี้ยววินาที
“ขอบใจนะจิน”นั่นคือคำพูดของทุกคนที่มอบให้
ชายหนุ่มเดินนำทุกคนไปยังโต๊ะแล้วแจ้งเจตจำนงพลางแสดงหลักฐานให้กับพนักงานรายชื่ออาหารและเครื่องดื่มถูกระบุตามความต้องการของแต่ละคนความพิเศษของร้านนี้นอกจากมีโต๊ะให้บริการเพียงสิบจุดแล้วหลังสามทุ่มยังมีการแสดงโชว์อันชวนตื่นตาอีกด้วย
เทนตะเอามือตีพุงพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม“อิ่มแปล้เลย!”เศษชิ้นส่วนอารยธรรมถูกทิ้งร้างไว้บางจุดบนจานมากมายหลายขนาดตรงหน้าถึงส่วนมากจะไม่เหลือร่องรอยของความอร่อยไว้
“กินไปขนาดนั้นไม่ให้อิ่มได้ไงมีใครอยากได้อะไรเพิ่มอีก” จินหันไปถามสามสาว ผู้ที่กินไม่น้อยไปกว่าเทนตะเลย
อากิโนะทำตาเป็นประกายพูดขึ้น“ขอของหวาน!”
เรย์กะก็เช่นกัน “ฉันด้วย!”มาพร้อมกับมากิที่พยักหน้าอย่างอายๆ
“สั่งได้ตามสบายเลย คุณครับ!”จินยิ้มแล้วยกมือเรียกพนักงานที่อยู่ใกล้ๆ “พวกนายก็ไม่ต้องเกรงใจสั่งเลยเต็มที่มื้อนี้ฉันออกให้”
“รอฟังคำนี้เลย งั้นไม่เกรงใจละนะ”เทนตะยิ้มแป้นเรียงนิ้วสั่งรายการเครื่องดื่มทันทีมาโคโตะก็ชี้รายการสั่งเช่นเดียวกัน
มากิ อากิโนะและเรย์กะพูดคุยขณะทานของหวานกันอย่างสนุกมีการป้อนและแลกเปลี่ยนของที่ตัวเองสั่งกันด้วยสแตนกินเข้าไปเล็กน้อยพออยู่ท้องเท่านั้นเขาเลือกที่จะนั่งเฝ้ามองภาพตรงหน้าจดบันทึกลงในความทรงจำ
เสียงดนตรีหยุดลงตามมาด้วยเสียงใสหวานของนักร้องบนเวที“วันนี้ทางร้านเราได้มีการจัดบริการพิเศษขึ้นพอมีใครเล่นดนตรีและร้องเพลงได้บ้างไหมคะ เชิญขึ้นมาเลยไม่ต้องอาย”
เทนตะยกดื่มเครื่องดื่มสีแดงไร้แอลกอฮอล์ขึ้นมาพูดกับเพื่อนด้านข้าง“นายไม่สนใจเหรอจิน”
“ไม่ดีกว่า” จินตอบแทบจะไม่คิดอะไรเลย
แต่แล้วเทนตะกลับยืนยกมือโชว์ขึ้นเหนือหัว“เพื่อนผมครับ!!!”
ทำเอาจินตกใจและดึงตัวเขากลับลงมาซึ่งก็ไม่ทันเสียแล้ว เพราะนักร้องนำได้พูดผ่านไมค์เชิญชวนเขาขึ้นไปสุดท้ายตัวเลือกมีเพียงหนึ่งเดียว เขาแยกเขี้ยวใส่เทนตะก่อนเดินไปยังเวที
“สวัสดีครับทุกคนเอ่อ…อาจจะไม่ค่อยเพราะเท่าไหร่ โปรดช่วยรับฟังกันด้วยนะครับ”จินส่งสายตาอาฆาตไปยังเทนตะซึ่งตัวการยังคงยิ้มตอบกลับไม่เกรงกลัวแถมยังปรบมือเสียงดังลั่นเป็นแกนนำอีก
จินยิ้มให้นักร้องสาวที่พลันตัวไปเล่นกีต้าร์ให้เขากล่าวชื่อเพลงก่อนตามมาด้วยจังหวะอันคุ้นเคยทำนองส่งขับเสียงอันทุ่มนวลออกจากปากของจิน ความคิดถึง ความห่วงใย ความทรงจำถูกหยิบยื่นให้ตามเนื้อร้อง ส่งผลให้ทุกคนในร้านโอนเอนคล้อยตาม หวนคิดและดื่มด่ำไปกับสิ่งที่นึกคิดอยู่ภายในหัวใจ เรื่องราวมากมายจากอดีตถูกขุดขึ้นรอยยิ้ม คำพูด และท่าทางของคนตรงหน้าพวกเขาฉายชัดจากความเลือนรางเผยให้เห็นถึงความสำคัญของปัจจุบันอันควรรักษาและปกป้องไว้
บทเพลงจบลงตามมาด้วยเสียงปรบมือของใครหลายคนที่ไม่ได้นัดหมาย จินยืนโค้งตัวขอบคุณก่อนขอตัวกลับไปนั่งที่เดิมทำเอานักร้องสาวแซวเขาขึ้นมายกใหญ่เมื่อมีเหล่าคนปรบมือให้มากขนาดนี้
จินมองเทนตะพลางพยายามคิดหาทางแก้แค้นภายในหัว“นายนี่หาเรื่องให้ฉันตลอดเลยนะ”
“ไม่เป็นไรหรอกน่าผลลัพธ์ออกมาดีก็ดีแล้ว” เทนตะย้อนคำพูดของจินทันที
“มานี่เลยเทนตะ” จินยกเท้าจะถีบเทนตะแต่เขากลับไหวตัวทัน ลุกขึ้นออกตัววิ่งรอบโต๊ะอย่างรวดเร็ว
ผู้คนมองดูอมยิ้มพลางหัวเราะกับภาพของทั้งคู่จนเวลาผ่านไปไม่นานก็ถึงคิวของการแสดงโชว์ที่ใช้ไฟเป็นส่วนประกอบหลักยังมีการขออาสาสมัครให้ไปยืนตรงกลางการละเล่นนั้นด้วยทำให้เทนตะโดนจินแกล้งให้ไปยืนตรงนั้นเป็นการแก้แค้นทำเอาเทนตะเข็ดในการแกล้งไปอีกพักใหญ่เลยทีเดียว
ดวงจันทร์ลอยเด่นสะท้อนผิวน้ำทะเลแสงไฟดวงน้อยจากดอกไม้ไฟถูกจุดขึ้นท่ามกลางความเงียบสงบสายลมอันเย็นสบายพัดพาสัมผัสกลิ่นควันของสิ่งประดิษฐ์อันมหัศจรรย์บนมือของทั้งเจ็ดคน
ความผ่อนคลายปรากฏบนใบหน้าของทุกคนความสุขแต่แฝงไปด้วยความเศร้า เศร้าที่จะจากความคุ้นเคยของวัยอันลุล่วงไปอีกขั้นความพร้อมถูกตระเตรียมโดยไม่ทันตั้งตัว
มีใครเคยกล่าวเอาไว้ว่า สิ่งที่ไม่รู้มักทำให้เราหวาดกลัว คำนิยามนี้แน่นอนว่าหากทุกคนในกลุ่มได้ยินคงคิดไปในทิศทางคล้ายคลึงกัน
อาการเหม่อลอยของทุกคนทำให้ไม่มีใครทันสังเกตสิ่งตรงหน้าที่เกิดขึ้น
เทนตะเห็นเหตุการณ์คนแรกก็ชี้ไปยังทะเล“เฮ้ยทุกคน! ดูที่ทะเลสิ!”
ทุกคนต่างอุทานเป็นเสียงเดียวกัน“ว้าว!”
ภาพของทะเลที่เคยมืดมิดยามค่ำคืนกำลังเปล่งแสงเป็นประกายสีทองละอองน้อยใหญ่ขับแสงลอยขึ้นจากบนผิวน้ำราวกับมีชีวิต
ไม่ใช่เพียงแค่กลุ่มของจินเท่านั้นที่ตกตะลึงกลุ่มคนรอบข้างต่างอ้าปากค้างคล้ายไม่เชื่อกับสิ่งที่เห็นปรากฏการณ์ครั้งนี้ไม่เคยได้ปรากฏครั้งไหนมาก่อนเลยถือได้ว่านี่เป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้
โทรศัพท์และกล้องถ่ายรูปคู่ใจถูกหยิบยื่นใช้งานกันทันมือ ภาพตรงหน้าถูกจดบันทึกตามความทรงจำอันต้องการของทุกคน
สแตนเดินไปด้านข้างจินพูดขึ้น“ใช้พลังถึงขนาดนี้แต่ก็ไม่แสดงอาการเลยนะขอรับ นายท่าน”
“ของแค่นี้เอง”จินยิ้มให้และมองเหล่าเพื่อนๆ ที่กำลังยืนมองทะเลสีทองตรงหน้ากันอย่างมีความสุข
เหตุการณ์ครั้งนี้ได้กลายเป็นความทรงจำอันแสนมีคุณค่าของพวกเขาไปอีกนานตราบเท่าที่ยังหายใจละอองสีนวลลอยกระทบมือของจินก่อนจุดชนวนละอองที่เหลือกลายเป็นดอกไม้ไฟอันสวยงาม
“หากมืดมิด ขอให้จดจำความสว่างนี้ไว้หากอับจน ให้หวนคิดถึงช่วงเวลาอันมีตัวตนของเราในขณะนั้น”
ขอบคุณสำหรับสิ่งสวยงามที่หาที่ไหนไม่ได้นะเพื่อน